แก้ตัวคือจัญไร แก้ไขคือเจริญ.pdf

โฟลเดอร์หนังสือธรรมะพ่อครู
ประเภทไฟล์PDF (application/pdf)
ขนาดไฟล์189 KB
วันที่แก้ไข11 สิงหาคม 2540

เนื้อหาในไฟล์

แก้ตัวคือจัญไร แก้ไขคือเจริญวันที่ ๑๗ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๓๖โดย พอทานสมณะโพธิรักษณ พุทธสถานปฐมอโศกวันนี้เปนวันตักบาตรเทโว และเราก็ไดตักบาตรกันไปแลว เปนวันที่เราตอนรับพระมาจากดาวดึงส หมายความวา ๓ เดือนนี่เราไดบําเพ็ญกันมา เขาพรรษาไดพยายามปฏิบัติ ประพฤติ เรียนรูธรรมะ ปฏิบัติธรรมะกันมา ก็เหน็ดเหนื่อยเมื่อยลาไดสวรรคกันไป คนละกอบละกํา ก็ลงจากสวรรค มาเยี่ยม ญาติโยมบาง ญาติโยมก็พลอยยินดีชื่นชม ในผูปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ผูที่ไดพากเพียรศึกษา เลาเรียนธรรมะ ของพระพุทธเจา แลวก็ทําความเขาใจที่จริงเรื่องที่จะศึกษาเลาเรียนของสมณะนี่ มันเปนธรรมะที่เปนปรมัตถ หรือเปนธรรมะสูงนะ มันถึงถือวา ระดับเทวดาแตในบุคลาธิษฐาน หรือวาในเรื่องธรรมาธิษฐาน ที่สอดแทรกผสมผสานกันอยู มันเปนเรื่อง ที่เขาใจยากในธรรมาธิษฐานหลายอยาง บางอยางบางอัน ที่เปนปรมัตถแลวนี่ ฟงแลวเดอๆ มันฟงแลว ไมขึ้น และมันเปนไปไดยากเชนวา พระพุทธเจาไปโปรดพุทธมารดา เอาบุคลาธิษฐานมาวา อยูที่บนดาวดึงส บนสวรรคชั้นดาวดึงส แลวก็มีนัยอะไรซับซอนอีกหลายอยาง หลายอันในดาวดึงสก็ตาม แมแตพระพุทธเจา ไปโปรดอยูที่ชั้นดาวดึงสแลวเวลาจะรับประทานอาหาร ตองมาบิณฑบาต ที่เมืองมนุษย มาบิณฑบาตเองนะ ที่จริงเขาผูกเรื่อง เปนบุคลาธิษฐานแตในธรรมาธิษฐานนี่ ลึกซึ้งมากอาตมาก็คงจะไมมีเวลาที่จะอธิบายรายละเอียดพวกนี้ใหฟงได แตก็อธิบายบางเล็กนอย ไปบิณฑบาต มาแลว ก็มาฉันแอบมาฉันกับพระสารีบุตรสองรูป อยูขางภูเขาสิเนรุ อยางนี้เปนตน มีแงเชิงอะไรหลายๆ อยาง เปนแงเชิงบุคลาธิษฐานที่เปนสภาวธรรมของปรมัตถ ที่จริงมันไมใชตัวตน บุคคลเราเขา เหลานั้นหรอก แตเอาสารัตถะของสิ่งแทนเปนนิมิตไดถาเขาใจบุคลาธิษฐานแลว มันก

อ่านต่อ

็เหมือนนิมิต ที่เราหยั่งเขาไปถึง สภาวะธรรม เปนเรื่องธรรมความลึกซึ้งทีเดียวพระสารีบุตรหมายถึงอะไร บิณฑบาต หมายถึงอะไร ดาวดึงสหมายถึงอะไร สิริมหามายา พระพุทธมารดาหมายถึงอะไรรายละเอียดนอกนั้น เปนรายละเอียด ของพระอภิธรรมลวนๆ อะไรหมายถึงอะไร คือหมายถึง พระอภิธรรมลวนๆเปนเรื่องสูงสุด เปนเรื่องละเอียดลออ พระอภิธรมนี่สูงสุด เปนเรื่องละเอียดลออ เปนเรื่องจิตเจตสิกสิ่งเหลานี้นี่เปนเนื้อหาแทของศาสนาของพระพุทธเจา เราจะมาปฏิบัติสังวรกาย วาจา จนกระทั่ง มาเขาใจผิดมาปฏิบัติธรรมะของพระพุทธเจาแลว ก็มาศึกษา ศีลสิกขา จิตสิกขา ปญญาสิกขา เมื่อศึกษา สามนี้ ไตรสิกขาก็คือศึกษาจากศีลเปนเบื้องตน เปนบาทฐาน จากการปฏิบัติตามศีล แลวก็จะพัฒนากาย วาจาโดยเฉพาะตองพัฒนาจิตเปนอธิจิต ก็ตองศึกษาทางจิต ถาปฏิบัติเรียนรู แลวไมถึงขั้น สามารถ มีญาณ มีปญญา จับอาการของจิต อาการของกิเลส ซึ่งมันก็อยูที่จิต กิเลส จะไมอยูที่อื่น กิเลสจะไมอยู ใตตนไม ไมใชอยูบนภูเขาไมใชอยูทองฟา กิเลสจะไมอยูที่ไหน กิเลส จะอยูที่ จิตวิญญาณเทานั้น นอกจาก จิตวิญญาณไปแลวไมเกี่ยวกับกิเลสกิเลสจะอาศัยจิต อาศัยวิญญาณ แลวมันก็ปลอมตัว อยูกับ จิตวิญญาณ เหมือนกับมันเปนตัวตน เหมือนกับ ผูเปนเจาของจิตวิญญาณ จนกระทั่ง กลายเปนตัวกู ของกูไป จิตวิญญาณก็ไมใชตัวกูของกู ไมใชตัวเราตัวเขา กิเลสยิ่งไมใชแนแตเรานึกวา กิเลสนี้เปนตัวเรา เปนของเรา แลวเราก็ไดอยูโดยอาศัยกิเลสนี่ เปนตัวเจาหนาเจาตา เปนเจาเรือนเปฯตัวแสดงอิทธิฤทธิ์หมด มีบทบาทเปนอํานาจอยูในตัวเรานะ มันเปนอวิชชามาแตตนเลยนะมีคนถามอาตมาวกวนวา อวิชชาเกิดมาไดอยางไร คนเราเกิดมาไดอยางไรกอน คนเกิดมาเพราะอวิชชาบาง อาวแลวอวิชชาเกิดมาไดอยางไร อยางนี้เปนตน วนเวียนอยูอยางนั้นแหละ เปนปญหาโลกแตก อวิชชามันเกิดมาพรอมกับคนเกิด แลวคนทําไมถึงเกิด ก็เพราะวามันอวิชชา แลวทําไมมันถึงจะพนอวิชชา ก็ตอง ทําใหเรียนรูวิชชาแกไขจนกระทั่ง เกิดปญญาญาณรู นี่แหละเปนตัวสูงสุด ที่จะพนอวิชชา คนที่ยังมี ปญญาญาณรู ก็คือคนมีขันธ ๕ คนมีรูปเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ คนนั้นมีธาตุ จิตวิญญาณ เมื่อมีธาตุวิญญาณ อยูในตัวตน คนนั้นแหละทําใหธาตุจิตวิญญาณ เปนญาณรู เปนวิชชาทั้งหมดใหได พอมีวิชชาทั้งหมด สมบูรณแลว ก็พนอวิชชาสวนการพนอวิชชาแลว คนนั้นยังมีวิชชาอยู ยังมีการเกิดอยูนั่นนะ การเกิดนั้น จึงไมไดเกิดจาก อวิชชาแลว พระอรหันตเจาก็ยังมีการเกิด หายใจเขาก็ยังเกิด พระอรหันตก็ไมตายนี่นะ หายใจเขาก็คือเกิด หายใจออก ก็คือดับหมุนเวียนอยูอยางนี้แหละ อยูตั้งแตการเกิดนั้น เปนอยางไร การเกิดเปนทุกข เกิดทุกขอยาง ชาติปทุกขา การเกิดใดๆไมวาอะไร เปนทุกขทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น พระอรหันตเจา ที่พนทุกขแลว ก็ยังมีทุกข ทุกขขันธ ทุกขเพราะมีรูปขันธ นามขันธซึ่งมีรูป แลวก็มีเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ทุกขก็เพราะ มีขันธ เรียกวา ทุกขขันธ ทุกขเพราะวา สภาวทุกขก็ยังเกิดก็ยังแก ก็ยังเจ็บๆ เพราะยังตาย เพราะยัง ไมตายนี่ ยังไมปรินิพพาน ก็ยังตองทุกขนะ อยางนี้เปนตน หรือทุกขเพราะอื่นๆอาตมาก็เคย อธิบายทุกข ตางๆ แลวใหฟง ไมงั้นเราจะเขาใจผิดวา พระอรหันตเจาพนทุกขแลวไมทุกขเลย ไมจริง อาตมาเคยยก ตัวอยาง ทุกขที่มันเลี่ยงไมได อยางทุกขเพราะการแก การเจ็บ นี่ก็เลี่ยงไมไดบาง บางคน ก็ยังไมเขาใจชัดแตพอยกตัวอยาง นิพัทธทุกข ทุกขเพราะเราจะตองมีสิ่งเกี่ยวเนื่องกัน การยังอยูๆ การสัมผัสสัมพันธอยู เออ เขาใจไดนี่ยกตัวอยางนิพัทธทุกข เชนวา การปวดขี้ ปวดเยี่ยว ทุกขไหม แนนอน ปวดขี้เมื่อไร ปวดเยี่ยว เมื่อไร ไมไดขี้ไมไดเยี่ยวทุกขนี่ถึงเรียกมันวาปวด ขี้จะออกนี่ ซึ่งเรียกวาปวด ไมเรียกวาเฉย ใชไหม ถามัน ไมไดไปขี้ออก มันก็ปวดอยูนั่นแหละนะหรือไมไดไปเยี่ยว มันก็ปวดอยู อยางนั้นแหละ เจ็บๆ ปวดๆ ทุกข นี่ใช ภาษาไทยเราเรียกวาปวดนะ อยางนี้เปนตนเปนพระพุทธเจาก็ตองปวดขี้ปวดเยี่ยว ก็ตองทุกข เปนทุกขที่เลี่ยงไมไดเด็ดขาด อยางนี้ก็พอเขาใจได หรือทุกขที่เลี่ยงไมไดอื่นๆ อาตมาไดอธิบายแลว เคยยกตัวอยางนะ ทุกขเพราะการแสวงหา อาหาริปริเยฏฐิทุกข ปริเยฏฐินี่แปลวา การแสวงหาสิ่งอาศัย แสวงหาอาหารมาใหกิน ไวในรางกาย รางกายมันยังสังเคราะหไว แลวก็ไดอาศัยรางกายนี้ หรือแมแตการแสวงหางาน สําหรับงานที่เปนอริยะ งานที่เปนสัมมา เปนสัมมา กัมมันตะ สัมมาาอาชีวะของพระอริยเจา หรือพระอรหันตเจาก็ตาม การแสวงหางาน และทํางาน นั้นๆ มันก็เปนทุกขแตทุกขที่เลี่ยงไมได ทุกขจะตองยังใหพรอมที่จะตอง มีสัมมาเหลานี้ ยิ่งผูที่ยิ่งมี ความบริสุทธิ์ใจ ที่เปนพระอริยเจาพระอรหันตเจา ยิ่งทํางานอยางบริสุทธิ์ นั่นเปนตัวอยาง เปนการสรางสรร และเปนการเสียสละ พระอรหันตเจาไมไดทํางาน เพื่อที่จะโลภลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุขอะไร ทานทํางานเพราะเปนกรรมที่รังสรรค เปนบุญคุณเปนประโยชนคุณคาของโลก เปนการเกื้อกูล อนุเคราะหโลกอยูโดยตรง อยางนี้เปนตน มันก็ทุกขเพราะฉะนั้น นัยคําวาทุกขนี่ จะรูทุกขไดไมบริบูรณงายๆ รูทุกขกันไดยากมาก การรูทุกขนี่ มันมีละเอียดลออ แตอาตมายกตัวอยางอยางนี้ ก็เปนการรูงาย อธิบายอยางนี้รูงาย จะรูทุกขวา มันเปนทุกขนี่ หายใจเขา ก็ทุกข หายใจออกก็ทุกข จริงๆนี่แหละมันเปนเรื่องยาก ทุกขนั้นทนไดโดยไมยาก ทนไดโดยไมลําบาก แตเราก็รูวา เปนการเกิดเพราะฉะนั้น อะไรมันก็เปนทุกข การเกิดเปนทุกข เพราะฉะนั้นอะไรมันยังเกิดอยู สังเคราะหใหเกิดอยู มันเปนทุกขทั้งนั้นแหละ และคนที่จะรับทุกขได รูทุกขไดก็คือจิตวิญญาณ จิตวิญญาณที่ยังไมสลาย จิตวิญญาณ ที่ยังไมสูญสิ้นจิตวิญญาณที่ยังไมปรินิพพาน ไมนิพพานรอบ คือดับสนิท ดับสูญ ดับสนิท ดับสิ้น จนหมดสิ้นทุกอยาง ปรินิพพานนี่ดับสนิทดับสิ้นจนหมดสิ้นทุกอยาง ปรินิพพานนี่ดับสนิท แตถา นิพพานเฉยๆ นี่ยังมีนัยที่จะตองอธิบายดับกิเลสพระอรหันตเจาเปนๆ นี่ ดับสนิทตรงดับกิเลส เกิดจาก ตัวตน ที่เราไปหลงวาเปนตัวตน ดับกิเลสไดหมดสิ้นก็เรียกวาเปนนิพพานแลวสวนนิพพานที่เหนือชั้นไปกวานั้น ที่จะตองอาศัย มีนิพพานแลวก็สบายแลว และมีนิพพานนั่น เพื่อจะรังสรรคเพื่อคุณคาเพื่อเปนประโยชนก็เปนได หรือจะปรินิพพานสูญสิ้น หมดประโยชนคุณคา หมดบุญ หมดบาป หมดความดีงามหมดตัวตน หมดของตัวของตน ไมหยั่งลงสูครรภ ไมเวียนวาย ตายเกิดอีกเลย สนิทนั้นนะผูที่มีคุณธรรมถึงดานระดับนิพพานไดเรียบรอย เปนอนุปาทิเสสนิพพานได คนนั้น ก็มีสิทธิที่จะปรินิพพานไดพระอรหันตที่จะปรินิพพาน หรือพระพุทธเจาทุกพระองค เมื่อทาน เสร็จกิจของทาน สรางศาสนาเสร็จทานก็ปรินิพพานทุกพระองคเหมือนกันเราไดพยายามดําเนินรอยตามพระยุคลบาทของพระพุทธเจา ปฏิบัติธรรม ปฏิบัติศีล ไดปฏิบัติมา ขัดเกลา ละลางกิเลสไดมาเปนอริยบุคคล หรือวาเปนผูที่ประเสริฐ ผูที่ฉลาด ผูที่ไดภูมิธรรมอริยคุณ อริยะที่มันเปน สภาพธรรม ลดโกรธ โลภ หลงลดทุจริต ลดอกุศลทางกายก็ดี ทางวจีก็ดี โดยเฉพาะทางมโน หรือทางใจ เราเรียนรูแลว ปฏิบัติประพฤติแลวเราสามารถที่จะสัมผัสได และก็ไมหลงผิด เขาใจชัดเลยวา ในจิตใจ หรือจิตวิญญาณเรานี่ สามารถลดละกิเลสนั่นไดจริงๆจนมามีอํานาจใจ สามารถทําใหกาย วาจา เปลี่ยนแปลงไป ชีวิตความเปนอยูเปลี่ยนแปลงไปเปลี่ยนแปลงจนมาเปนอยางชนิด คนอยางพวกเรา เปนนี่นะ สิ่งที่เราไดเปน แมจะไดรูปหยาบมาแลว ไดอะไรมาแลวและเราก็ละเวนมา ตามภูมิตามภพ ภูมิต่ําอบายภูมิ เปนตน เราก็ไดละลดมา อบายมีอะไรบาง เราก็เลิกละมาจนกระทั่งกาย วาจา เราสบาย เราไมเกี่ยวของ เราไมแตะตองสิ่งเหลานี้ อบายมุขอยางนี้ เปนตน อบายภูมิตางๆ นะสิ่งที่หยาบที่ต่ํา อบายะ ก็แปลวานรก แปลวาบาป แปลวาชั่ว แปลวาต่ํา เราละลดมาไดจริงๆ จนชีวิตของเรานี่ เจริญขึ้นจนไมมีนรก นี่มันเปนนรกเปนๆ อบายนี่ เปนนรกเปนๆคนที่ยังติดยึดในอบายมุข ในสิ่งเสพยติด เลนการพนัน พวกนี้ยังเปนอบายมุขอยูนะ ยังติดในกามหยาบๆ สําสอนในกามหรือวาหยาบๆ ในเรื่องของความโกรธ พยาบาท อาฆาต ยังหยาบยังแข็ง ยังกระดาง ยังทําลายไมได อยางพวกนี้เปนตนมันยังหยาบ มันยังต่ํา มันยังแรง มันยังทุกขจัด ไมสมใจในโกรธ ไมสมใจ ในโลภจัดๆ จนกระทั่ง ทุกขจัดนี่ มันจัดจริงๆ นะมันทุกขเอามากเอามาย อยางนี้เรียกวา ระดับหยาบ โลกหยาบๆ ต่ําๆ พวกนี้ก็ตองพนมาได เออ ไมทุกขมากทุกขมายขนาดที่มันทุกขเอาจริงๆ จังๆ ไปในกระแส ของราคะ หรือโลภะ หรือไปในกระแสของโทสะ หรือ กระแสของโมหะก็ตามเราเรียนรูอาการอารมณของจิตใจ แลวก็เรียนรูกิเลส เรียนรูตัณหาที่กามภพ กามตัณหา หรือวาเปนภวภพ หรือวาเปนภวตัณหา แลวเราก็ละลางได เรามีภวตัณหาที่มีตัณหาในภพอุดมการณ ก็คือไปสูภพ ของนิพพาน ไปสูภพของโลกุตระเราเรียกวา โลกุตรภพอะไรก็ได หรือโลกุตรภูมิอะไรก็ได อยางนี้เปนตน เราตองการอันนี้ จึงเรียก เอาตัณหามาลางตัณหาเราลางตัณหาหยาบๆ ต่ําๆ เปนกามภพ ภวภพที่ต่ําๆ หยาบๆ เราลดมาได เลื่อนชั้นขึ้นมาไดเรื่อยๆ เราจะรูจักชีวิตวาชีวิตของเรานี่ไมหยาบ กาย วาจา ไมแปดเปอน หรือวาไปเลอะเทอะแลว มันมีการสลัดคืนอีกอันหนึ่ง แมวาเราไปไดแลวเราตองกลับมา ชวยผูอื่น แตไมใชวา เราไปคลุกคลีเกี่ยวของ ไปแปดไปเปอน ไปสัมผัสอยู เพราะเราติด แอบเสพย หรือเสพยอยู ยังไมหมด เราก็รูวายังไมหมด แตเรายังพากเพียรปฏิบัติละลางก็ทําไป ถาวาเราเอง เรายังเสพยอยู เราไมรูตัวก็เรียกวาโมหะ ไปจนกระทั่ง เรารูตัวๆ จริง ๆ แลวก็ละลางไดจริงๆ แลวก็ลดละ ออกไปเรื่อยๆ ผูปฏิบัติพากเพียรอยูจนกระทั่ง จะสูญจะหมด เมื่อสูญเมื่อหมดก็พนกามภพ พนภวภพ มีแตเราไมเสพ ไมติดสิ่งนี้ ปฏิบัติกายกรรม วจีกรรมอยูโดยเฉพาะ มโนกรรม ไมเสพไมติด สวนอุเบกขา วางสะอาด สุญญตาในตัวตันกิเลสได เราก็จะยังทํางาน ทําสังคมในโลกเปนอุดมการณ เพื่อผูอื่น สรางสรร เกี่ยวของอะไรไป เพื่อผูอื่น ซึ่งมีความจําเปนยกตัวอยางงายๆ เชนวาโลกนี้เราตองการใชเหลานะ เอาเหลามาทําประโยชน ทําคุณคาอะไรขึ้นมาได ซึ่งใครไปปรุงเหลาเอาเหลามาสรางมาอะไร มันไมถูกตอง มันเปนเรื่องมอมเมา เปนสิ่งมอมเมา แตถาเผื่อวาเหลานี่มันก็เปนวัตถุธาตุอยางหนึ่ง สามารถที่จะเอาไปปรุงยา ไปเกี่ยวของ ไปทําประโยชน อะไรไดบางถาเรารูอยางสาระสัจจะอยางแทๆ ที่จริงเลยนะ เหลานี่ตองเอามาใชสารประโยชน อยางแทจริง คนที่เขาใจแลวก็อนุโลมไปสรางเหลา ไปทําเหลาขึ้นมา เพื่อประโยชน อันนี้ไมใชไปเอาเหลา มามอมเมาคน เอามาเปน สิ่งเสพยติดแตทําประโยชนอยางนี้ คนไปทําเหลานั้น ไปสรางเหลานั้น ก็ไมไดเปนคนบาปอะไร มันปฏินิสสัคคะแลว มันสลัดคืนไดแลวแลวเขาผูนั้นเองก็ไมติดนะ ไมติดไมเสพหรอก เหลานั่น จะเอา มาใช ก็เอามาใชประโยชนตามที่หมาย อยางนี้เปนตนหรือแมแตจะสังเคราะหฝน มาใช เปนประโยชน สังเคราะหเฮโรอีนอะไรก็ตามใจนะ แตนั่นแหละทุกวันนี้นี่เราไมตองไปทําหรอก มันทํากันมาก จนกระทั่ง เผาทิ้ง ก็ยังไมหมดเลย ยังไปลอลวง ยังไปเสพติดกันอยูเยอะแยะวุนวายไปหมดนะ เรื่องเหลานี้เปนเรื่องเราอธิบายกันมาสิบป ยี่สิบป แลวเราก็เรียนรูกันนี่ แลวก็ยกตัวอยางเลาเรื่อง ที่อธิบาย ก็ไดละลดลงจากโลกอบายออกมา หรือแมแตโลกสูงขึ้น กามภพ กามภูมิ หรือวา โลกธรรม ๘ ที่มีสภาพ หลงใหล เปนทาสของลาภ ยศสรรเสริญ สุข ในระดับที่ตนเองติด เรามาเรียนรู แลวก็ลางออกไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งสบาย เหลือแตโลกอัตภาพ หรือภพอะไรมันไมจัดจานแลว เปนรูปภพ อรูปภพ เปนสภาพที่เปน อรูปราคะ เปนเรื่องที่ไมมีแรง ที่จะทําใหเราตกต่ํา ไปหยาบคายอีกแตรูของเรา ดูของเรา อานออกของเรา อยูในใจของเรา เทานั้นเอง เราไมบอกใคร ก็ไมรูไดงายๆ แตเรารูวา มันเปนจริงมันมีสภาพรูปธรรม รูได แตเปนราคะ อยางรูปนะ อรูปก็รูได เปนราคะอยางอรูป สวนโทสะนั้นไมมี ปฎิฆะไมมีแลวในภูมิของของ สังโยชนสูงอยางนี้ พวกนี้ตองพนปฎิฆะ พนความโกรธ พนสายโกรธ ซึ่งสายโกรธ ซึ่งอาตมาก็พยายามสอนเราไป เปนลําดับ ใครพยายามลดความโกรธ ความแคน ความเคือง ปฎิฆะ หรือแมแต ความไมชอบใจ ความชังก็ขอใหเราไดลางละ เพราะไมมีประโยชน ลางไดกอนเลย แตวาสายราคะ หรือโลภะนี่ เราจะตอง มีความปรารถนาความใครมีความอยาก แตไมไดอยากเพื่อตน มันตองอยากสรางสรร อยากที่ตองทํา ไอโนนไอนี่อะไรจะพูดวาเปนกิเลสก็ลองพิจารณาไดวา มันเปนกิเลส ก็ตรงที่วาเรา อยากเอามาบําเรอตน อยากไดเอามาเปนของตนแตถาอากสรางสรรแลวไมไดสรางสรรมาบําเรอตน ไมไดเพื่อตน แตเพื่อผูอื่น เพื่อโลกยิ่งไดมากไดดีเทาไหรก็เปนคุณคาเปนประโยชน เปนการอนุเคราะหโลก มากเทานั้นๆ อยางนี้ ยิ่งเปนความวิเศษเปนความประเสริฐ ไมใชเปนกิเลส ไมไดเปนสิ่งเสียหาย เปนคุณคา โดยตรงของมนุษยมนุษยผูใดมีคุณคามีประโยชนมีคุณคาไดมากเทาใด ก็เปนมนุษยที่มีบุญคุณแท ๆ นั่นแหละ คงไมมานะคงฟงออกฟงเขาใจนะเพราะฉะนั้นคนที่เปนลูกศิษยพระพุทธเจาแลวนี่ ผูบรรลุธรรมเปนอาริยะเปนอรหันตขึ้นมาแลวนี่ เริ่มมี คุณคาไมใชเปนคนวางเปลา แตวางจากกิเลส ยิ่งวางจากกิเลส คนนั้นยิ่งไมอยูวาง คนที่วาง จากกิเลส ไดพวกเทาใดยิ่งเปนคนไมอยูวาง แตคนที่จิตที่ไมวางจากกิเลส คนนั้นแหละจะอยูวาง ๆ ไดโอกาสเมื่อไหร เปนเอา ไปอยูวาง ๆถาคนยังจิตไมวาง จิตไมวางชอบหาจิตอยูวาง ๆ ที่มันจํานน จําเปนจะตอง มาอยูวางนี่ เพราะวามันจําเปน มันตองทําหรือมันก็หลงถูกหลอกวา ทําอยางนี้ ขยันยังงี้นะ ไดสรรเสริญนะ ไมตอง ไปพูดเลยวาเอาลาภ เอายศแยงกันอยูจะเปนจะตาย ก็เพราะไอลาภ ไอยศนี่ ไมตอง ไปพูดเลย สรรเสริญ เราไมเอาเพื่อลาภเพื่อยศหรอกแตเพื่อสรรเสริญ และก็ไมขี้เกียจ เดี๋ยวได ไมขี้เกียจ เพราะตองการสิ่งอยากไ หรือลึกเขาไปกวานั้น ที่ทําอยูนี้เพราะมันอรอยตัวเอง มันสุขนะ ที่ทํานี่มันสุขนะ สรรเสริญ ไมไดชางมัน ดีไมดีถูกดาดวยก็ตาม แตมัน มันนะ มันอรอยนะฉันบําเรอตนนะ ลาภไมได ยศไมได สรรเสริญก็ไมได แตทําเพราะวามันสุขใจ ชอบนะ อยางนี้มันถูกตองกับอารมณถูกตองกับ กิเลสเหลือเกิน ผูไมรูก็ไมรูกิเลส แตผูรูนี่ จะรูวากิเลสบําเรอ บําบัดอารมณสมใจ เทานั้น ทําเพราะมันสุข เพราะฉะนั้น พระพุทธเจาถึงบอกวา สุดทายแลวมันไมมีสุข ไมใชอารมณสมใจ แมแตทําดี แมจะทํา ความเปนอรหันต ใหแกตัวเอง มันก็ไมใชความสุขหรอก ถามันยังหลงวาสุขอยู ก็ตองมารู ๆ อาการพวกนี้ อาการลิงคนิมิตพวกนี้ ใหหมด เพราะฉะนั้น การจะรูทุกขหรือไมทุกข การจะรูกิเลส หรือไมรูกิเลส ตองมีญาณปญญาอันลึกซึ้งจริง ๆ สูงสุด จะไลขึ้นไปเรื่อย ๆสรุปแลวก็คือ คนเราจะมีคุณคา คนเราจะตองมีการงาน ยิ่งเจริญยิ่งเปนพระอรหันต พระอาริยะของ พระพุทธเจาสูงขึ้น ๆ เทาไหร เรายิ่งจะตองเปนคนผูสราง เปนผูที่มีสมรรถภาพ สมรรถนะ มีความรูบทบาท การรังสรรคสังสรรคเปนประโยชนคุณคาอยูในโลกจริง ๆ ไมมีใครทวงได ไมใชเมือนฤาษี บรรลุอรหันต ก็อยูเฉย ๆ ไมทําอะไรอยูวาง ๆ เพราะจิตวางแลว ก็อยูวาง ๆ บอกแลว คนที่จิตวางแลว ไมอยูวางหรอกนะ จะตองพยายามหาทางรังสรรค เพราะวันเวลามันผานไป สูหลุมฝงศพทั้งนั้น ถาเราไมรังสรรคอะไร มันก็โมฆะ มันก็วางเปลามันก็สูญเปลา มันก็ไมมีคุณคา คนของพุทธเจา หรือมนุษย ความประเสริฐ ของพระพุทธเจา หรือ พวกอาริย บุคคลของพระพุทธเจา จึงเปนคนมีงาน เปนคนที่มีคุณ มีกัมมันตะ อาชีวะ มีสัมมาอาชีพ มีสัมมากัมมันตะ สัมมาวาจาสัมมาสังกับปะ จริง ๆ อยางบริสุทธิ์บริบูรณ เปนคนปฎิบัติ อยางละลด ละลาง นั่นเปนทางปฎิบัติ ที่ถูกตองอาตมาพาพวกเราทํามาในเรื่องอบายมุขก็ดี ก็เขาใจแลวก็ลดละมาได อาตมาเชื่อวานั่งอยูในนี้ หลายผู หลายคนคงจะมั่นใจ เรื่องอบายมุข ที่เราเคยติดเคยยึดมา อยางผูหญิงนี่ อาตมาเคยบรรยายมา ตั้งแตตน แลววา อบายมุขของผูหญิง คืออะไร เคื่องแตงตัว เดี๋ยวนี้ยิ่ง โอโฮ อาตมาดูแฟชั่น ของฝรั่งเศส ใหมๆ นี่ มันทําไดลงคอ แฟชั่น ใหมๆของฝรั่งเศสตอนนี้ มันไปบาๆ บอๆ โปๆ เปลือย มันเอาทุกอยาง ที่จะหลอก จะลอกิเลสคนนะ มันเอา ทุกอยางละจะวาบาก็บาสุดขีด จะวาโปก็โปถึงจิตถึงใจจริงๆ อะไรก็แลวแต มันไปกันใหญ แลวเรื่อง แตงตัวนี่ ก็เคยบอกแลววารากฐานของผูหญิง มันมีความดอย ในทางสวยงาม เลยมาหลงความสวยงาม อยางมากมายพอเขาอาเรื่องอะไรมาหลอกขาย ที่อาตมา ใชสํานวนงายๆ เอาขี้หมาทาสีอะไรมาขาย ก็เอาหมดนะ จริงๆนะฟงสํานวนนี้เขาใจหรือเปลา ขี้หมาทาสี อะไรเขา อะไรก็ไมรู ประดิดประดอย เอามาหอย เอามาติด อะไรตออะไรเอาไปหมดเลย เดี๋ยวนี้ผูชาย ก็เอาบาง แหม ใสตางหูอะไร อีกหนายพอกันแหละ พอกัน วุนวาย ไอนี่ก็เปน อบายมุขของผูหญิง ก็ลดละลงมาใหได เพราะฉะนั้น ผูที่มาปฏิบัติตามอโศกนี่ จึงเปนคนนี่ หลุดลอนออกมาหลายคนรูสึกวา เบางายไหม ถาไปให ไปแตง ไปไปอีกทีเปนยังไง แตบางคนก็ยังอรอยอยู ใสบางซี แหมยังกระดิ๊กกระดี๊ อยูพอสมควร แหม ถามันไมไดใส ก็ดูเหมือนมันยังขาดๆ อะไรไปนี่ เปนผูหญิงจริง ๆ นะเพราะไปวางได ยังไมจริง ยังไมขาดหรอก ถาเอามาใสเขาซิ มันกลับไรประโยชน อีรุงตุงนังเปลาๆ เพราะถาวากันสะอาดมา ไดมากเทาไหร ก็พอสมควรแลว ใสเสื้อผานุงหม พอมีพอใชพอสมควร ก็พอแลวนี่ สะอาดสะอานกันรอน กันหนาว กันแมลงสัตวกัดตอย กันอุจาดพอสมควร บางทีบางครั้ง มันรอนดวยซ้ําไป อยากจะถอดออกไป มันก็ตองจําเปนนะ กันอุจาด ก็ตามเหมาะตามควรใชไหม มันก็ไดอาตมาก็ไดพยายามอธิบายนแนะนํา จนพวกเราปลดได ปลอยได ละได ก็เห็นนะพวกอโศกนี่ เดี๋ยวนี้ ดูแตงตัวอยางนี้เ เดี๋ยวนี้ไมตองบอกแตงมอฮอมหรอก ปลอมตัวไปบางดวยซ้ําไปดวยนะ อโศกอยามา หลอกเลย แตงตัวมาปลอมมายังไงก็รู อโศกนะ มันไมถึงกึ๋นของเขาแลวเดี๋ยวนี้ มันไมถึงขีด ของเขาแลว เขาดูไดเลย มันจะมีสัญญาณอะไรก็แลวแต จนพวกเรากลายเปนชาวอโศก มีสัญลักษณ ชาวอโศกนี่เยอะ จะยืนจะเดิน จะนั่ง จะนอนจะไปจะมา จะอยูจะกิน จะอะไรตออะไรตาง ๆ นะ จะใชจะสอย โวหาร ภาษาพูดอยางนี้ พวกอโศก มันพูด อยางนี้กายกรรมอโศกมันอยางนี้ วจีกรรม แหม ไอนี่พูด เผยอปาก ก็เห็นแลว อโศก อยางนี้ อโศกนะ มันก็มีสัญญลักษณขึ้นมาเรื่อย ๆ อาตมาภูมิใจนะ ไมใชไมภูมิใจ มีอยางอโศกนะ แตก็มีขบถ บางเหมือนกันนะพวกเราไปขบถ ไมใชอยางอโศกเลยทีเดียว บอกวา นี่แหละ อโศก อยางนี้ก็เสียหายนะทีนี้ก็มาดวา เมื่อโลกตาง ๆ โลกอบายก็ดี โลกธรรม ๘ โลกกาม โลกอัตตามานะ โดยเฉพาะ โลกอัตตามานะมันมีตั้งแต ปุถุชนหยาบคาย ไปจนกระทั่งถึงหมดกาม หมดสังโยชนเบื้องต่ําไปแลว ปฏิฆะ เรื่องกามหมดพยาบาทหมด กามหมดไปแลว ไมมีกามแลว อัตตามานะมันก็ยังเหลืออยูอีก มันมาก มันเยอะ กวากามกามหมดได แตอัตตามานะหมดทีหลัง ตั้งแตตนๆ หยาบๆ ใหญๆ นี่แหละ อัตตามานะ ตั้งแตแรกเริ่ม สักกายะ ก็คืออัตตามานะ สักกายะกคือ ตัวตนที่มันหยาบใหญ ถือตัวถือดีมาก ไมฟงคนอื่น ไมมีครูบาอาจารย ไมยอมรับใครฉันแน ฉันใหญ ฉันเบง ฉันรูของฉัน ฉันเชื่อมั่นในตัวเองมาก ฉันเชื่อมั่น ในตัวเองสูง ไอตัวเชื่อมั่น ในตัวเองสูงภาษาสมัยใหมนี่แหละ คือ สักกายะเพราะฉะนั้น ผูใดจะศึกษาอยางใดก็แลวแต ก็ไมไปทําลายตัวยึดติดของตนของตัวออกได อันนั้นคือ ผูไมพนสังโยชนเบื้องตน ไมพนสักกายทิฐิ ตัวแรกเลย ในฐานะสาวกภูมินี่ จะตองมีครูบาอาจารย ตองมี ผูที่รูมากกวา สอนแลวก็เชื่อฟง แลวปฏิบัติตาม ถาปจเจกภูมิก็อีกเรื่องหนึ่ง ปจเจกภูมิ แตอาตมา ขอยืนยันวา ปจเจกภูมิมันไมใชธรรมดา ปจเจกภูมินี้ มันระดับสูง ระดับจะตองมีของตนเอง มันจะเลื่อน เขาไปสู ปจเจกพุทธะนะแตปจเจกภูมิ อาตมาไมตั้งใจจะอธิบายอันนี้ ปจเจกภูมิ ที่มีอาริยคุณสูงขึ้นไป จนกระทั่ง ในฐานะที่ตนเอง ไมตองพึ่งของคนอื่นเลยแลว ไมวาจะเปนภูมิ ในระดับความรูอาริยคุณ ระดับใดก็ตาม มันก็คอยเลื่อนไหลเขาไปเปนปจเจกภูมิ แตยังไมถึงขั้นเปน ปจเจกพุทธะทีเดียว อาตมา ขอตัดเอาไวแคนี้ ไมเจตนา ที่จะอธิบายอันนี้อยางลึกซึ้ง อันนี่มันก็มีขั้น มีตอนอีก เอาละ มันเปนเรื่อง ยากแลว ก็คอย ๆ ศึกษาไป อาตมาอธิบายอยูบางในหลาย ๆ ครั้งหลาย ๆ คราวเมื่อพวกเราไดปฏิบัติละ เลิก ลด โลกที่ต่ํา ๆ เขามาตามลําดับๆ เปนคนเปนประชาชน เปนสังคมกลุม ชาวอโศกเมื่อเปน ชาวอโศกมาแลว กามหรืออบายมุข ก็พูดกันมานานแลว และก็ละลดกันมาได จนกระทั่งไดอาศัยไมมีอบายมุข ไมมีกามหยาบ ไมมีพยาบาทหยาบ ไมมีความโลภ โกรธ หลง หยาบแลว พอสมควร ลาภ ยศ สรรเสริญ หลายคนก็เสียสละ สรางสรร ไมกักตุน ไมสะสม ไมกอบโกย อะไรมาไดมาก ๆ ขึ้นมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งสามารถเจริญงอกงาม มาไดมากมายทุกวันนี้ จึงเกิดคนขึ้น อีกกลุมหนึ่งแน ๆ อาตมาไดพยายาม เตือนพวกเราใหพยายาม ตรวจตรานะ ใครที่มั่นคงมั่นใจ ที่จะรูวา เรานี่มีคุณธรรม มั่นไมงายนะ มาไดขนาดนี้นี้ อาตมาก็ภาคภูมิ อาตมาภาคภูมิ ในตัวพวกเรา แลวอาตมา ก็บอกใหพวกเรา ภาคภูมิในตัวพวกเรา มองสวนดีมองสวนพิเศษ ของกันและกัน ใหออกใหได เราลด ในจุดไหนมาได เราลางในจุดไหนมาได ละจุดไหนมาได มีจริง ๆในพวกเรา มากบาง มากนอยก็ตาม คาเฉลี่ยรวมแลว พวกเราอยูดวยกันได ไมต่ํากวามาตรฐาน ซึ่งเรามี หลักการของเรา หลักเกณฑไมต่ํากวา มาตรฐาน อยูดวยกันแลว มองแงดีกันใหมากอาตมาเพิ่มความยินดี เพิ่มความสมาน เพิ่มใหเกิดสมานัตตตา ถาไมเกิดสมานัตตตาแลว สังคหวัตถุ ๔ มันไมสมบูรณ ทานเราก็มีนะ สังคหวัตถุ ๔ นี่ มีทาน มีปยวาจา หรือ เปยยวัชชะ และก็มีอัตถจริยา แลวก็มี สมานัตตตาทานคือการสละ การให เปนหลักสมบูรณ ไมวาศาสนาไหนก็ตองทาน เสียสละนั่นเอง สรุปงาย ๆ เสียสละเห็นแกตัวลดลงๆๆ จนกระทั่ง ไมเห็นแกตัวเลยสุดบริบูรณนั่นแหละ ไมวาศาสนาไหน เขาก็ตองการ อยางนี้ ทั้งนั้นและตองจริง เพราะมีทาน เราอยูไดดวยทานทุกวันนี้ แลวอยูไดดวยทาน อยางชนิดซับซอน ทานมาแลวก็ไมสะสมกักตุน ไมกอบโกย ทานมา

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน