สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน สัจจะของโพธิสัตว์ผู้ตามรอยพระพุทธเจ้า.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์14 KB
วันที่แก้ไข11 มีนาคม 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน สัจจะของโพธิสัตว์ผู้ตามรอยพระพุทธเจ้า พ่อครูว่า...วันนี้วันจันทร์ที่ 5 มีนาคม 2561 ที่โรงเรียนผู้นำจังหวัดกาญจนบุรี แรม 3 ค่ำเดือน 4 ปีระกา วันที่ 5 นี้เป็น วันเกิดอาตมา วันเกิดของคุณจำลอง และวันเกิดของในหลวงด้วย ถ้าหากเราได้ที่ ภูเขาเหมือนมาเทศนาที่โรงเรียนผู้นำ อยู่หน้าสระน้ำ ที่โรงเรียนผู้นำมีภูเขา แต่ที่ราชธานีอโศกมีแต่น้ำไม่มีภูเขา มีแต่โพนซึ่งใหญ่กว่าจอมปลวกหน่อย คุณจำลองพูดซ้ำย้ำ วนด้วยเสมอว่า ผมเป็นจำลองคนใหม่ เพราะได้พบพ่อท่าน ลุงจำลองคนใหม่เป็นอย่างไร ได้ทำงานเพื่อสังคมอย่างนั้นอย่างนี้ ช่วยสังคมอย่างนั้นอย่างนี้ ตามบทบาทการดำเนินของชีวิตที่ ดำเนินมาจนถึงบัดนี้ ย่างเข้า 84 ปีแล้ว ก็ภาคภูมิใจว่า ได้เป็นคนที่มีประโยชน์ต่อสังคมประเทศ ได้มากขนาดนี้ ก็จริง ขอยืนยันว่าคุณจำลองมาพบปะเข้ามาไม่ได้อะไรจากอาตมา อาตมาเอาของพระพุทธเจ้ามา มาพูดมาอธิบายให้คนเข้าใจ คุณจำลองก็เข้าใจตามธรรมะพระพุทธเจ้าไป เอาไปประพฤติปฏิบัติได้ก็เป็นของคุณจำลองไป การได้ไปนี้ไม่ใช่ของอาตมา แหม ขี้ตู่จังของพระพุทธเจ้า อันนี้เป็นเรื่องสัจจะ พระพุทธเจ้าตรัสว่าท่านเป็น ธรรมสามีคำนี้ไม่ใช่แสดงความเป็นตัวตน แต่เป็นสุดยอดความเป็นจริง ท่านฝึกฝนธรรมะสัจจะมานับล้านๆชาติ ได้คุณธรรมสูงไกล เกินกว่าศาสดาองค์ใดที่เป็นคน ศาสดาที่เป็นคนก็สามารถศึกษาสัจจะ แต่ของชาวพุทธเราชัดเจน ว่าไม่ใช่ความรู้ของพระเจ้าแต่เป็นความรู้ของคน คนเรามีกรรมเป็นของๆตน และเราก็ศึกษาฝึกฝนเอาเอง ได้เองมีเองเป็นเอง สะสมไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมีในตนเอง เป็นของตนเองตามธรรมก็เรียกอัตตา อัตตนียาด้วยพยัญชนะ แต่เป็นตัวตนเองเป็นอัตตา อัตตนียามันซับซ้อนเป็นตัวตน มีของตนเอง แต่สิ่งที่ทำให้เป็นตน ที่เป็นของตนนั้นมันไม่ใช่ของต

อ่านต่อ

น และตนเองก็ไม่ได้ยึดว่าเป็นของตน มันซ้อนอย่างนี้ เป็นสัจจะที่เป็นจริงในจิตใจผู้ที่ศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้าเป็นสัมมาทิฏฐิ ในจิตของผู้บรรลุธรรมของพระพุทธเจ้าไม่ได้ยึดมั่นเป็นตัวตน ไปอาศัยร่างกายดินน้ำไฟลม มหาภูตรูป 4 นอกนั้นก็มีพลังงานที่สร้างขึ้น จิตเป็นระดับ จิตนิยาม พลังงานระดับอุตุนิยามก็เกิดในวัตถุต่างๆ ความร้อนแสงเสียงแม่เหล็กไฟฟ้า เกิดในวัตถุสสารต่างๆ คนก็มาใช้งานได้ พลังงานอีกระดับหนึ่งคือระดับพืช พืชพันธุ์ธัญญาหาร มีอัตตาของมันมี ISH I คือตัวประธาน มันไม่มีพลังงานบวกลบ คืออิตถีภาวะกับปุริสภาวะ เป็นความรู้พระพุทธเจ้าสอนไว้ เทียบเคียงกับสสารพลังงานทางฟิสิกส์ก็ได้ แต่พลังงานทางชีวะ ไม่มีตัวตน พระพุทธเจ้าตรัสรู้ทั้งหมดในนิยามชีวิตทั้ง 5 ยิ่งมีจิตนิยาม เป็นมนุษย์หรือสัตว์โลก ก็มีกรรมนิยามซ้อน และสูงสุดเป็นธรรมนิยาม ที่แบ่งเป็นโลกุตรธรรมกับโลกียธรรม โลกียธรรมเป็นของสาธารณะทั่วไป ซึ่งจะข้ามขีดมีพลังงานรู้ความเป็นจริงของโลกุตระ และก็จิตของคน มนุษย์หรือจิตของมนุษย์นี้ ซึ่งเดรัจฉานทำไม่ได้หรือแม้แต่เป็นคน ระดับอเวไนยสัตว์ เป็นสัตว์ที่ยังศึกษาไม่ได้ โดยสัจจะไม่ได้ไปข่มเขา ภูมิธรรมไม่พอเป็นโลกุตระได้ ไม่สามารถเป็นชาติเชื้อที่จะเกิดเป็นของตนได้เลย เพราะฉะนั้นก็เลยได้เท่าที่เขาได้อยู่ในโลกีย์ ซึ่งจะวนเวียนอยู่นานมาก ศึกษาไปก็จะได้ การได้จากผู้ที่เป็นธรรมสามี คือเจ้าของโลกุตรธรรมนั้นต้องได้จากสัตบุรุษ คือผู้ที่ได้มาจากพระพุทธเจ้า ได้มาจากสัตบุรษผู้มีเชื้อแก่นชีพ แล้วกระจายชาติเชื้อให้แก่ผู้อื่นต่อมาเรื่อยๆ ต่อเชื้อทางบุคคลที่สืบทอด ต้องได้รับฟังจากสัตบุรุษ จึงจะทำได้ ตัวตนเองจะคิดเอาเองไม่ได้ จะเก่งอย่างไรก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้ ได้เป็นปัจเจก เป็นโพธิสัตว์ สุดยอดเป็นปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ท่านได้ความรู้เท่ากับพระพุทธเจ้า แต่ไม่ได้ประกาศศาสนาสักหนึ่งสมัยเลย ที่จริงแล้วไม่มีพระพุทธเจ้าที่เป็น 2 สมัยหรอก แต่ท่านมีสัมมาสัมโพธิญาณมีสยัมภู เท่ากับพระพุทธเจ้า แต่ไม่ได้ประกาศศาสนาในโลกและก็ปรินิพพานเป็นปริโยสานไป ยกเลิกไปหมดเลย ความรู้ที่ยกเลิกอัตภาพเรียกว่าปรินิพพานเป็นปริโยสาน ก็มีแต่ในศาสนาพุทธเท่านั้นศาสนาอื่นไม่สามารถทำให้หมดอัตภาพได้ สลายหมดที่เป็นตัวตนเซลล์ชีวะ แตกธาตุเป็นอุตุนิยาม ดินน้ำไฟลม ไม่เหลือแม้พีชธาตุ ไม่เหลือ ต่างก็สลายไป ส่วนมันจะไปจับตัวตนอีกก็อจินไตยไม่ต้องพูดต่อ เป็นเรื่องตามเหตุปัจจัยของมัน นี่คือนัยลึกซึ้งละเอียดของโลกทั้งโลกจักรวาล ที่พระพุทธเจ้าสูงสุดท่านตรัสรู้เรื่องนี้แล้วเป็นอย่างนั้น อาตมาพูดได้อย่างนี้ไม่ได้อ่านจากตำราเล่มไหน พูดอย่างนี้เหมือนอวดดี แต่เป็นเรื่องจริงจากภูมิธรรมอาตมาเอง อาตมาสั่งสมความเป็นโพธิสัตว์มา คนที่เขายึดถือตัวตนไม่ยอมรับก็มี แต่ก็ต้องบอกความจริงแก่ทุกคน เพราะว่าในยุคนี้คนไม่เข้าใจ คนไม่เชื่อถือ หรือคนไม่ชัดเจน ไม่ชัดเจน อาตมาก็จำเป็นต้องย้ำให้ชัดเจน อาตมานี้เป็นโพธิสัตว์เป็นผู้มีภูมิธรรมระดับ 7 แสดงตนอธิบาย ดีที่มีพระไตรปิฎกเป็นหลักฐานให้อ้างอิง ทั้งเกราะป้องกันตัว เป็นสิ่งยืนยันอ้างอิงความจริง ถ้าไม่เช่นนั้นแล้ว คนเขาจะไม่ยอมเชื่อเป็นอันขาด เพราะมันยากที่จะรู้ นอกจากยากที่จะรู้แล้วเมื่อไม่เชื่อ คนเรา แม้เชื่อ พลังงานจิตคนเรามีพลังงานเชื่อถือก็มีหลายระดับ อาตมาแบ่งความเชื่อออกเป็น 3 ระดับ 1. เชื่อถือ 2. เชื่อฟัง 3. เชื่อมั่น เชื่อถือ นับถือ ศาสนาพุทธ คนไทยมี 95% นับถือศาสนาพุทธ แต่ไม่เอาถ่าน ไม่จริงจัง ไม่ปฏิบัติตาม เพราะฉะนั้นผู้ที่เชื่อถึงขั้นอีกระดับหนึ่ง สูงเกินกว่าเชื่อถือ คือเชื่อฟัง คำว่าเชื่อฟังคือผู้นี้ปฏิบัติตามผู้บอก เขาฟังเขาก็ทำตามผู้ที่บอก เขาจะฝึกฝนตาม แล้วก็จะได้ ความหมายของภาษาเชื่อฟัง จึงหมายถึงผู้ที่เชื่อลึก ถึงขั้นที่จะปฏิบัติตาม เราจะได้เพราะกรรมเป็นอันทำ เมื่อเขาปฏิบัติตามเขาก็จะได้ ได้แล้วก็เกิดผลยินดี พอใจ ปีติ ปราโมทย์ สูงขึ้นไป จนยินดีเป็นฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ฉันทะก็จะมีความเพียร ปฏิบัติ ถ้าอย่างนี้ต้องเอา จะพากเพียรปฏิบัติเอา ก็ยิ่งเกิดพัฒนาการทางจิต พลังงานจิตก็จะเจริญ โดยเฉพาะมีเชื้อของโลกุตระ ก็จะเจริญขึ้นเรื่อยๆ เกิดเป็นตัวแรกที่สุดคือ อัญญะธาตุ ธาตุที่เริ่มต้น พยัญชนะ อ เป็นภาษาสระ ภาษาไทยคือ สระออ ภาษาบาลี สระ อะ สระเป็นพลังงานที่บางเบากว่าพยัญชนะ เป็นตัวเป็นตนน้อยกว่าสลายได้เร็วกว่า ไม่จับตัวจับตนได้เท่ากับพยัญชนะหรือถ้าเป็นรูป สระ เป็นนาม เป็นอรูป สลายได้ง่ายกว่า ถ้าเป็นรูปสลายได้ช้ากว่าแข็งแรงกว่า พลังงานต่างๆพวกนี้แม้ในพยัญชนะ วรรคที่ 1 ก ข ค ฆ ง วรรคที่ 2 จ ฉ ช ฌ ญ วรรคที่ 3 ฏ ฐ ฑ ฒ ณ วรรคที่ 4 ต ถ ท ธ น วรรคที่ 5 ป ผ พ ภ ม เศษวรรค ย ร ล ว ส ห ฬ อํ

เป็นสื่อบ่งบอกสภาวะ พยัญชนะแต่ละตัวมีสภาวะต่างๆกันไป ผู้มีภูมิธรรมถึงก็เอาไปใช้ได้ แม้ยังไม่ถึงเวลาใช้ได้ก็ไม่ต้องกังวล ถึงขีดเขตเราก็จะรับได้เอง เอาไปใช้ประกอบเป็นข้อมูลที่เราจะประพฤติปฏิบัติ อาตมาก็ประกาศออกไปว่า เป็นผู้ที่ยืนยันอยู่กับธรรมะ ไม่เห็นว่าอะไรอื่นจะดีกว่าการมีธรรมะ ในความเป็นมนุษย์ โดยเฉพาะมีโลกุตรธรรมนี่สุดยอดประเสริฐสุด อาตมาเป็นโพธิสัตว์ซาบซึ้งดี และก็จะทำงานเพื่อสืบทอดโลกุตรธรรม นี้ไปจนกระทั่ง อาตมาจะได้มีโลกุตรธรรมนี้ได้จนเป็นปัจเจกสัมมาสัมพุทธองค์ องค์ใดองค์หนึ่งได้ เราก็จะเกิดมาวนเวียนมาทำงานนี้ ไม่ตั้งใจไปทำงานโลก ไม่ตั้งใจมีความเก่งทางโลก เก่งๆทางโลกไม่ต้องเก่งก็ได้ เก่งให้ยิ่งขึ้นในทางธรรมนี่แหละดีกว่า แต่ธรรมะพระพุทธเจ้านี้ซับซ้อน ไม่เก่งทางโลกก็ต้องเก่งทางโลก เพราะเป็นธรรมะสอง โลกียะสมบัติผลัดกันชม ใช้หนี้กันไปมาแก้แค้นกันไปมา ทะเลาะกันไปมา แย่งกันไปแย่งกันมาไม่จบ บอกได้เลย อาตมาชาตินี้คู่วิบากยังมีตั้ง 2 3 คน เกิดมาสัมพันธ์กันเกี่ยวเนื่องกัน แต่อาตมาสังเกตได้ว่า คู่วิบากที่เรียกว่าคู่รักในชาตินี้ก็ไม่ได้ไปก่อวิบากเพิ่มเติมกันอีก ไม่ได้ก่อวิบากติดยึดมีแต่คลายๆ บางลง สุดท้ายไม่ได้ไปทำอะไรจัดจ้านแรงจนต้องผูกแก้เค้นหรือยึดมั่นมากกว่าเก่า ไม่คลายจางไม่ว่าเชิงรักหรือชัง ชาตินี้อาตมาต้องมีคู่วิบาก 3 คน ยังมีชีวิตอยู่ทั้ง 3 คน เขาก็ได้ยินได้ฟัง บางทีเขาก็ติดต่อมาเรื่องนั้นเรื่องนี้ เพื่อให้รู้ว่ายังอยู่ แต่ก็อย่างที่พูด ไม่ได้ดูดดึงไม่ได้จองเวรจัดจ้านเท่าเดิม ลดลงๆ เท่าที่อาตมาอ่านตามภูมิ ไม่เช่นนั้นจะเห็นหน้าตา มานัวเนีย แต่นี่คนก็ไม่รู้จักหรอก คนหนึ่งก็อยู่อุบลนี่แหละคนแรก อีกคนหนึ่งไปอยู่อังกฤษ ไปมีลูกมีเต้าอยู่โน่น อีกคนหนึ่งไม่เห็นหน้าเลย ไม่รู้ว่าอยู่ไหน อันนี้ก็เล่าความจริงที่ผ่านมาให้ฟังว่า มนุษย์มีความรักความจากมีความเกี่ยวข้อง มีประโยชน์ร่วมกันมีโทษร่วมกัน มันเป็นอย่างนั้น ผู้ที่ศึกษาเรารู้แล้ว เราไม่ควรมีโทษร่วมกัน เราควรมีประโยชน์ร่วมกัน เป็นคนที่สร้างแต่ประโยชน์ทำแต่ประโยชน์ หวังประโยชน์เพื่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์เล็กสัตว์น้อยเป็นศัตรูคู่อาฆาตก็ตาม เราก็หวังประโยชน์เพื่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ เท่าที่เราจะสามารถช่วยเขาได้ วิธีช่วยบางทีก็แรง บางทีพระพุทธเจ้าบอกว่าความแรงที่สุดก็คือการฆ่าทิ้งเลย ท่านตรัสกับนายกาสีคนเลี้ยงม้า ถ้าเลี้ยงม้านี้ใช้ไม่ได้จะทำไง นายกาสีว่าฆ่าทิ้ง ไม่ไหวต้องฆ่าทิ้ง แล้วถามย้อนพระพุทธเจ้าว่าจะทำไง พระพุทธเจ้าว่าเราก็ฆ่าทิ้ง นายกาสีร้องจ๊ากเลย ว่าท่านฆ่าได้ไง พระพุทธเจ้าก็ว่าการฆ่าของเราคือพรหมทัณฑ์ จะมีชีวิตอยู่ก็ไม่บอกกล่าวสั่งสอน ถือว่าลงโทษสูงสุด มีผู้ตรวจทานว่านายเกสี ไม่ใช่กาสี นั่นคือ หลักฐานอ้างอิงทั้งนั้น อาตมาบอกเลย ใครจะเกิดตามก็เกิดตาม อาตมาตอนนี้จะมีภูมิธรรมเหลื่อมไปสู่ 8 แค่ไหนก็บอกไม่ได้ ไม่มีใครประเมิน ป่วยการจะไปหาสถิติมา อย่างสำนัก Forbes หรือ bloomberg ก็ไม่ต้อง อาตมาไม่จำเป็นต้องบอกถึงขนาดนั้น เราศึกษาและจะมีภูมิธรรมตามรู้ผลสิ่งเหล่านี้เอง มาพูดถึงเรื่องธรรมะที่เป็นจริง เกิดอยู่ในเมืองไทยมีอยู่ในคนไทยแล้วมีบทบาทคุณธรรมอยู่ในคนไทย แสดงออกเป็นคุณธรรมที่ปรากฏ แสดงออกเป็นบทบาทอยู่ในประเทศไทย โดยคนไทย เกี่ยวข้องกับการเมือง หรือเศรษฐกิจ มนุษยชาติ สังคม เมืองไทยมีคุณสมบัติคุณธรรมเหล่านั้นจริง ติดตามดูต่อไปเถอะ ไม่ว่าจะเป็นการเมือง กำลังเข้าไคล เรื่องเศรษฐกิจก็กำลังไป เรื่องเศรษฐกิจคนเข้าใจไม่ได้แล้วว่า เศรษฐกิจเจริญสูงสุดเป็นอย่างไร เศรษฐกิจสูงสุดคือเจริญจนหมดเนื้อหมดตัวไม่มีสมบัติของตัวเอง มีองค์ประกอบของผู้ที่เป็นองค์กรเป็นบริษัทเป็นกลุ่มหมู่ ที่แท้จริงอย่างชาวอโศก มีจริงเลยใครทำลายไม่ได้ใครทำลายได้ยาก จะเป็นสาธารณโภคี เป็นสมบัติส่วนกลาง คอมมิวนิสต์เขาก็ต้องการสมบัติส่วนกลาง ประชาธิปไตยก็ต้องการสมบัติส่วนกลาง แม้แต่เผด็จการก็ต้องการสมบัติส่วนกลาง แม้แต่เผด็จการก็ต้องการส่วนกลางให้มาก แล้วก็เอาไปให้คนไหนที่เขาชอบใจ ถ้าหากในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ยุคที่ประชาธิปไตยยังไม่เกิด คอมมิวนิสต์ยังไม่เกิด ในยุคของพระพุทธเจ้าสมณโคดม ระบอบคอมมิวนิสต์ยังไม่เกิดประชาธิปไตยยังไม่เกิด แต่พฤตินัย พฤติกรรมของพระพุทธเจ้านั้นเป็นประชาธิปไตย ลักษณะเป็นลักษณะที่ไม่ยึดถือตัวตน สูงกว่าคอมมิวนิสต์ โดยเฉพาะไม่มีลักษณะเผด็จการ ไม่มีลักษณะที่จะเป็น ของตัวของตน เป็นตัวเป็นตนแล้ว เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าไม่สะสมอะไรเลย มีแต่ตัว ชัดเจนยิ่งกว่าอาตมา อาตมายังมีคนบอกว่า พระโพธิรักษ์มีสมบัติอะไรต่างๆนานา มันมีรูปธรรม มีหลักฐานองค์ประกอบต่างๆ เครื่องมือเครื่องใช้วัตถุอะไรต่างๆนานา เขาก็เลยไม่เข้าใจว่า เราไม่ใช่ เราไม่ทำงาน เป็นจิตใจเราไม่ได้ยึดถือเป็นเราเป็นของเราแหละ อันนี้ไปล่วงรู้จิตใจกันไม่ได้ง่ายๆ ผู้ที่คบคุ้นกันอยู่ใกล้ชิดกัน นานวันเข้า จะเห็นความไม่ยึดถือตัวตนเป็นของตน มันเป็นอย่างนี้เอง คนใกล้ชิดอาตมาเชื่อใจว่า ท่านไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง อาตมาอธิบายกรรมกิริยาถึงขนาดว่า ถ้าคุณมาให้ แล้วบอกว่าแล้วแต่พ่อท่าน ใช้ตามอัธยาศัยอย่างไรก็ได้เลย แม้จะมอบให้ ดังนี้ก็ตาม จิตใจเขามอบหมายให้อย่างนี้เลย อาตมาจะเอาเงินไปซื้อท็อฟฟี่ซื้อข้าวของเป็นของตัวตนได้เลย เพราะเจ้าของเขาให้อย่างบริสุทธิ์สะอาด แต่อาตมามีปณิธานของอาตมาว่า แม้จะเป็นเช่นนั้น อาตมาก็จะไม่เอามาซื้อกิน บำเรอตนเองตามที่อยาก “อยาก”อาตมาก็ว่าไม่มีแล้วอยากกินเพื่อตัวเอง ใช้เพื่อตัวเอง ยิ่งจะมามีเพื่อตัวเองก็ยิ่งไกล ทุกวันนี้ก็พูดกับพวกเราอาตมาไม่เคยกระหาย ไม่อยากน้ำ ไม่อยากกินอาหาร ไม่ต้องพูดเลยว่าอยากกินอันนั้นอันนี้ แต่ตามโลกๆอาตมาอาจพูดตามโลกว่าอันนี้น่ากิน พูดตามโลก แต่ใจจริงไม่ได้เคยอยากเลย ไม่กระหายใคร่อยากอะไรมันไม่มี ถึงเวลากินข้าวก็กิน กินน้ำก็กินตามควร ผู้อยู่ใกล้อาตมาต้องคอยดูว่าน้ำขาดรึยัง ก็คอยให้ จนกระทั่ง นิ่มนี่อยู่ใกล้ ก็มีคนตั้งชื่อว่า “เจ้ากรมประปา” เดี๋ยวก็เติมน้ำๆ ดื่มๆ อาตมาก็ดื่มบ้างไม่ดื่มบ้าง เพราะมันไม่พอ เพราะเราเข้าใจกัน เหมือนพูดดัดจริตพูดมาก ไม่อยากน้ำไม่อยากข้าว หิวมากๆก็ต้องอยาก กระหายน้ำก็ต้องกระหาย แต่อาตมาไม่มี เขาให้ดื่มก็ดื่ม อาตมารู้ใจของอาตมาและมีพฤติกรรมอย่างที่ว่า คนมาคบคุ้นก็จะเห็นได้ ไม่ได้อวดอ้าง (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) สัจจะพระพุทธเจ้า อาตมาเห็นว่าเป็นสุดยอดของความเป็นมนุษย์ของความเป็นสังคม เป็นเรื่องเลิศยอดในความเป็นสังคมโลก เป็นประโยชน์คุณค่า เกื้อกูล ปรารถนาดี หวังประโยชน์ต่อกันและกันจริงๆ ตอนนี้พยายามอธิบายเข้าหา ศีล สมาธิ ปัญญา พยายามอธิบายศีลให้ละเอียดชัดเจน เริ่มต้นเป็นอย่างไร พัฒนาการเป็นอย่างไร สุดยอดเป็นอย่างไร มีหลักฐานตามพระพุทธเจ้าตรัส พยัญชนะมี อาตมานำมาไล่ขยายไปจะเข้าใจลำดับความเนียนละเอียดซับซ้อน มันเป็นอย่างนี้เอง ตามภูมิธรรมอาตมาจะได้ใช้ศึกษาต่อในอนาคต พยายามเรียบเรียง เอาไว้ให้พวกเราได้รู้ได้เข้าใจทั้งพูด อ่านและเขียน ทุกวันนี้ก็มีงานเขียนงานพูด นอกนั้นอาตมาวาง งานบริหารก็วาง มีสิ่งที่คอยดูแล ออกความคิดบ้างก็มีบ้าง นอกนั้นพวกเราสามารถไปรับสืบทอดได้ พวกเราต้องรับไปนะ อย่าหาว่าอาตมาไม่เอาถ่าน ใครไม่ได้บังคับพวกเรามาเองนะ อย่าเหลาะแหละ สิ่งที่พวกเราทำนี้ต้องเข้าใจว่า มันเป็นเรื่องสุดยอดไม่ได้เพื่อตัวตนจริงๆ ทำเพื่อสังคมมนุษยชาติ 610305_เอื้อไออุ่นที่โรงเรียนผู้นำ จ.กาญจนบุรี สัจจะของธรรมาธรรมะสงคราม

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน