สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน สุญญตาคืออะไร.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน สุญญตาคืออะไร พ่อครูว่า... _คำว่าสภาวะและสุญญตา ตามความหมายของพยัญชนะคืออะไร _การพิจารณาสุญญตาก็ไม่สิ้นสุดหมายถึงอะไรจะปฏิบัติต่อไปอย่างไร พ่อครูว่า...สภาวะและสุญญตา สองคำนี้คุณต้องชัดเจนก่อนว่า คำว่าสภาวะคืออาการของสภาวะนั้นจริง เป็นรูปธรรมจริงรูปธรรมเป็นสิ่งที่ถูกรู้ จะมีธรรมะสองเสมอสำหรับอัตภาพ มันมีคู่เสมอ หนึ่งมีสิ่งที่ถูกรู้กับสิ่งที่ถูกรู้ตั้งแต่ภายนอกเข้าไปหาภายในเป็นรูปทางนามธรรมจนละเอียดถึงอรูป เราก็สามารถที่จะรู้มีญาณปัญญาที่จริง สามารถอ่านรับรู้สิ่งที่เป็นสภาวะนั้นๆ คำว่าสภาวะคือสิ่งที่มีจริง ภาวะแปลว่าปรากฏ ปรากฏการณ์รู้ สัตว์โลกมีธาตุรู้นามธรรม มีจิตวิญญาณ รู้แล้วก็สามารถที่จะเข้าใจเองได้ ปัจจัตตัง รู้แล้วเข้าใจเองได้ จนเป็นอัตโนมัติ จะใช้งานในทางดีหรือชั่วก็เป็นตามจริง คนที่พัฒนาจนดีเป็นโลกุตระของพระพุทธเจ้าก็ยิ่งเห็นชัดจริงก็เกิดความเฉลียวฉลาดที่รู้ความจริง รู้สภาวะที่ หยาบ กลาง ละเอียดและไม่มีสิ่งเหล่านี้เลย หมดสิ่งละเอียดเรียกว่าสูญหรือสุญญตา สูญว่างเปล่าไม่มี เราก็ต้องรู้ความต่างว่าความมีกับความไม่มี จะต้องรู้ด้วยญาณปัญญาของเรา แม้จะเป็นนามธรรม นามธรรมมันเคลื่อนไหวแล้วมันมีความเคลื่อนไหว กับนามธรรมที่หมดความเคลื่อนไหวแล้วนิ่งสนิทเลย ไม่กระดิกเลย ไม่มีอะไรเกิดความเคลื่อนเลย อยู่ในจิตของเราโดยเฉพาะจิตมันเป็นสุญญะ จิตเราไม่มีอาการ แต่ก่อนจิตเรามีอาการที่เรียกว่าทุกข์ ทุกข์ธุลีละอองเหลือน้อยเรียกอาสวะ จนถึงอนุสัย จนหมดอนุสัยเลย ว่างสนิท คุณจะต้องกำหนดหรืออ่านรู้ด้วยธาตุรู้ของเราจริงๆ มีกับไม่มีมันต่างกันจริงๆ ไม่มีแล้วมันจะกลับมามีอีก เราก็ยังรู้ว่ามันไม่เที่ยง มันมีได้ชั่วคราว ถ้าไม่มีได้นาน มันเผลอแพล็บมามีอีกนิดนึงเ
อ่านต่อ
ล่นงานเราได้อีกนิด มาตีท้ายครัวได้ แสดงว่ายังไม่ควบแน่นพอ เราก็เติมความควบแน่นเป็นสมาธิให้แข็งแรงตั้งมั่น จนกระทั่งเป็นอเนญชา ไม่มีความเคลื่อนไหวเคลื่อนที่ ไม่มีกระดิกอีกเลยเต็มรูป เราจะรู้ได้ คำว่าสูญกับมีสภาวะปรากฎเคลื่อนไหว ไม่เคลื่อนไหวเลย นิ่ง สูญ ว่าง คือสุญญตา มันไม่มี ถ้ายิ่งเป็นรูปมันก็ชัดง่าย อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสในจูฬสุญญตสูตร ศาลานี้ว่างจากช้าง ศาลานี้ว่างจากควาย ศาลานี้ว่างจากเก้งกวาง ศาลานี้ว่างจากคนชั่ว นี่ละเอียดถึงนามธรรม ศาลานี้ว่างจาก มี พระพุทธเจ้าบอก ตอนมาฆบูชา มีแต่พระอรหันต์ 1250 รูป ว่างจากอนาคามี สกิทาคามี โสดาบัน มีแต่พระอรหันต์รุ่นล้วน 1250 รูป สุญญตาคือสูญจากที่มันเคยมี อันที่เคยมี ไม่มีแล้วสูญแล้ว อันอื่นอีกก็ทำให้ไม่มีอีก อกุศลที่จะให้ไม่มีหรือกุศลให้มันมี ไม่ต้องไปลบล้างมัน เมื่อเราปรินิพพานเป็นปริโยสานมันก็เลิกไปในตัวอยู่แล้ว ถึงเวลานั้นคุณจะเข้าใจและทำได้ _การพิจารณาสุญญตาก็ไม่สิ้นสุดหมายถึงอะไรจะปฏิบัติต่อไปอย่างไร พ่อครูว่า...คือเรายังทำความว่างให้ได้ไม่เที่ยงแท้ถาวรยั่งยืนไม่เหลืออีกนิดหน่อยคืออย่างไร เรียกว่าเนวสัญญา อากิญจัญญาฯ จนมันสูญเด็ดขาดเลย เป็นศูนย์ตัวสุดท้าย เป็นนิโรธหรือมันดับสูญ ไม่มีเด็ดขาด เราก็มีธาตุรู้เรียกว่า สามารถกำหนดรู้ สัญญาเวทยิตตังนิโรธังโหติ สามารถกำหนดรู้ เคล้าเคลียในเวทนาในจิตเรา เราจะชัดเจนพลังงานเวทนาและแยกแยะเวทนา 108 ออก สามารถแยกโลกุตระ เนกขัมสิตเวทนา กับเคหสิตเวทนา 108 เทียบกันได้ อย่างเคหสิตะคืออย่างไรเนกขัมมะเก่งกว่า จนมีแต่เนกขัมมะ สั่งสมตกผลึกแน่น เป็น นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) จนไม่มีการเปลี่ยนแปลงอีกเด็ดขาด จะใช้เวลาอีกนานเท่าไหร่ เราก็ได้สะสมมาจนมั่นใจจริงๆ โดยไม่คำนึงถึงเวลาเลย กี่กัปป์กี่กัลป์กี่ล้านชาติ เราได้สะสมสุญญตามาไม่รู้กี่ล้านชาติ มันจะไม่มีอีก ไม่เปลี่ยนแปลง นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) อะไรที่จะเป็นระเบิดปรมาณูมีฤทธิ์ร้ายแรงขนาดไหน ก็ไม่สามารถทำลายคุณสมบัตินี้ได้ ไม่มีอะไรทำร้าย พลังงานอะไรก็ทำอะไรไม่ได้ อสังหิรัง อสังกุปปังไม่ได้แล้วไม่กลับกำเริบกิเลสตายแล้วตายเลยไม่ฟื้น พยัญชนะก็สื่อสภาวะ คุณทำได้แล้วจะเห็นจริง สุญญตาคุณไม่สิ้นสุดก็คือคุณทำไม่บริบูรณ์จนมั่นใจว่าเป็น นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ)สมบูรณ์แบบแล้ว ถ้าไม่สมบูรณ์แบบก็คือไม่สิ้นสุด คุณต้องสั่งสม0 ให้ควบแน่น หมอเขียวว่า..อย่างเช่นอ่านอาการ 0 จากความวิตกกังวล พ่อครูว่า...อ่านและทำให้มันหมดไปจนเหลือทรถะก็ไม่มี คือกระจุกกระจิกกวนใจ แม้มีอยู่ก็เรียกอรหันต์ได้ เพราะว่ามันไม่สามารถทำให้ทุกข์ได้แล้ว ถ้าหมดเลยก็ยิ่งเบา
_ความยึดมั่นถือมั่นเป็นทุกข์ ความไม่ยึดมั่นถือมั่นเป็นสุข พ่อครูว่า...พยัญชนะที่จะบอกสุขหรือทุกข์ อาการที่เรียกว่าสุข สุขที่มันสบายที่สุดเราเรียกว่า ความว่าง สุข นี้ ข คือความว่าง สุ คือดี ว่างนี่แหละดีที่สุด มันมีรสโลกีย์อย่างไรก็สู้ความว่างไม่ได้ ถ้าเรายังชอบใจอร่อยในอารมณ์สุขโลกียรส คุณยังชอบอยู่ ยึดมั่นถือมั่นอยู่ไม่ยอมปล่อยยอมเลิกก็ต้องมีทุกข์ คุณไม่มีไม่ได้ มันต้องมี จนคุณมีบ้างไม่มีบ้างก็ได้ ก็ยังยึดนะ จนเห็นด้วยปัญญาเฉลียวฉลาด ไม่มีเลยก็ยิ่งดีกว่า ความฉลาดมันมี ถ้าไม่มีนี้ดีกว่ามีนะ แม้จะมีบ้างไม่มีบ้างก็สมบัติผลัดกันชม ดีไม่ดีไปนึกถึงมันก็ทุกข์ หากไม่ต้องมีว่ายึดในเราเลยก็เหนือกว่ายึด แม้ยึดไม่มั่น ยึดมั่นถือมั่นนี้แย่กว่า ยึดไม่มั่นก็ยิ่งดี แต่ไม่ยึดนี้ มีมาก็ได้แต่ไม่มีก็ไม่โหยหา มีเขาเอาอาหารเป็นโลกๆธรรมดา สมมุติว่าเขาเอาอาหารอร่อยๆมาให้อาตมา อาตมาก็มีสัญญาว่า อาหารที่เคยอร่อย แต่เดี๋ยวนี้อาการในจิตของเราที่ชื่นชอบ คุณต้องอ่านอาการที่ว่า ดีเหมือนกันนะ แอบแลบเลีย ชื่นใจนิดๆ ไม่ได้มากอะไรเราก็รู้ว่านั่นแน่ ผีน้อยๆ จนจิตของเราไม่มีเลย ไม่เกิดรสชื่นชอบกลางๆ ชินชา มันเคยมีมาแล้วเคยบ้าเคยหลง อาการของจิตมันกลางๆ ไม่กระดิกไม่สุขไม่ทุกข์ กลางๆ จนอาการไม่สุขไม่ทุกข์ไม่มีลบไม่มีบวก ไม่มีชื่น ชื่นนิดชื่นหน่อยก็ไม่มี ฟังภาษาแล้วไปศึกษาของตัวเองให้สนิท คุณก็ศึกษาเองจนพิสูจน์ได้ว่า อ๋อ คุณจะได้กำไรที่รู้อาการจิต เหตุอันนี้ แหละ ชอบปาท่องโก๋ แล้วได้เห็นปาท่องโก๋ก็ว่าง รสมันเคยเป็นอย่างนี้ๆ แม้รสปาท่องโก๋ คนเขาชื่นชอบกันเยอะเราก็เฉย สัมผัสกินปาท่องโก๋ที่เขาเอง โอ้โห คนนิยมชมชื่นเขาทำขายกันเละเราก็เฉยๆ อ่านอาการเฉยในจิตเราได้ ต้องมีปัญญารู้ความเฉยของเรา หลอกตัวเองก็ได้ แต่ถ้าไม่หลอกตัวเองชัดนั่นก็คือความจริง ปัญญาหรือญาณปัญญาควรจะต้องมีประสิทธิภาพสูงไม่ผิด และคุณก็เกิดจิตของคุณสะอาดสุญญตาจริงๆ มีทั้งสุญญตาและปัญญา มีวิมุตติญาณทัสสนะ คือหลุดพ้น และรู้ความหลุดพ้นอันยอดเยี่ยมอันปราศจากกิเลส หยาบ กลาง ละเอียด ถาวรยั่งยืนแน่นอนเมื่อไหร่สัมผัส ขนาดนี้ยิ่งกว่านี้ก็ยังไม่มีได้ ก็แสดงว่าชนะ และใช้เวลาสัมผัสเท่าไหร่ๆ เป็นเครื่องตัดสินว่าเราจบ จนเราไม่ต้องตัดสินว่า อันนี้มาไม่รู้กี่ล้านครั้งเราก็เฉยได้ ถ้าคุณอีกตั้งล้านๆครั้งก็เฉยได้ จะต้องตัดสินไหม ก็ไม่ต้องตัดสินแล้ว เป็นล้านๆๆครั้งก็คือสภาพความเป็น อเนญชา แน่นเปรี๊ยะไม่หวั่นไหวเลย คุณภาพอเนญชาคุณก็จะมี เป็นโลกุตระมีธาตุรู้ ของความบรรลุธรรมของเรา แต่โลกียะมันไม่รู้ด้วยซ้ำ แม้คุณมาเป็นผู้ปฏิบัติที่เป็นโลกุตระบ้างแล้ว แม้สะกดมันไว้ ได้เหมือนกันแต่มันไม่สมบูรณ์ ไม่ต้องสะกดให้มันเกิด สติสัมปชัญญะรู้จริงมันก็ไม่มีจริงนี่แหละ ถ้าจะกดมันไว้เดี๋ยวมันก็ฟื้นใหม่กลับมาใหม่ สายสะกดจิตนี้ไม่มีทางเป็นเรื่องบริบูรณ์ กว่าจะเข้าใจว่า ต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย สำนวนนี้สายนั่งหลับตาสะกดจิตเจโตยังยาก สายปัญญาจะเข้าใจได้ดี หมอเขียวว่า...แล้วมันใช้เฉยๆจะเป็นสุขได้อย่างไร พ่อครูว่า...ก็ยังจะวนมาใช้พยัญชนะสุขได้อย่างไร ก็มันไม่สุขแล้ว เอาพยัญชนะมาทำไม ถ้ายิ่งสภาวะนี้เป็นปัจจัตตังของใครๆ หมอเขียวว่า..คือสภาพที่เราไม่ชอบไม่ชังไม่ติดไม่หยุดใช่ไหมครับ พ่อครูว่า...แม้มันจะมีอยู่เราก็ไม่ชอบไม่ชัง ใช้สำนวนว่ารูปหัวล้าน พระอาทิตย์ ถ้าเป็นพระอาทิตย์จริงแล้วเอามือไปลูบไม่ได้ แต่มันเป็นสำนวน พระอาทิตย์ทำอะไรเราไม่ได้ ไม่มีอาการของโลกีย์ ไม่เหลือเศษธุลีละอองขนาดไหน ว่างจริง อาการสุขแม้นิดก็ไม่มี ทุกข์ก็ไม่มี ถ้าสุขไม่มีละเอียดจริง ทุกข์กับสุข มันเป็นของคู่กันแต่ไม่ออกเป็นเหรียญ 2 ด้าน สุขไม่มีทุกข์ก็หมดไปด้วย ไม่อยู่ด้วย 610306_เอื้อไออุ่นแพทย์วิถีธรรม สวนป่านาบุญ 9 ดอนเจดีย์ สุพรรณบุรี