สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน อาหาร 5 ของถีนมิทธะ.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน อาหาร 5 ของถีนมิทธะ _ช่วยขยายความ อาหารของถีนมิทธะ 5 1. ความไม่ยินดี (อรติ) 2. ความเกียจคร้าน (ตันทิ) 3. ความบิดขี้เกียจ (วิชัมภิกา) 4. ความเมาอาหาร (ภัตตสัมมโท) 5. ความที่ใจหดหู่ (เจตโส จ ลีนัตตัง) (พตปฎ. เล่ม 19 ข้อ 525) พ่อครูว่า...ลีนะคือจิตหดหู่ ที่เรียกปฏิสัลลีนะ ปลีกวิเวกนี้ไม่มีในพระไตรปิฎก คือจิตใจที่ไม่ยินดีไม่อยากทำอะไรไม่อยากมากินอาหาร เป็นต้น พวกเมาอาหาร อันนี้ก็อยากกินอันนี้ก็อร่อยกินไปหมดเลย เมาไปหมด บิดขี้เกียจ วิชัมภิกา อาตมาเคยอธิบาย ตันทิ กับวิชัมภิกา ตัวขี้เกียจคือ static บิดขี้เกียจคือ dynamic ตัว ขี้เกียจมันออกขน ออกบทบาทรังสี ขี้เกียจอยู่แต่กับตัวเอง ไม่มีผลต่อผู้อื่น แต่ผู้อื่นรับผลออกไปก็คือบิดขี้เกียจ เอาความขี้เกียจของคุณมาเป็นโทษภัยต่อผู้อื่น ที่จริงการบิดขี้เกียจก็คือเสริมความขี้เกียจให้เพิ่มขึ้นแน่นขึ้น เป็นภาระแผ่นดิน เป็นผลเสียต่อคนอื่นอีก มันมีพันธกิจ มันเกี่ยวเนื่องกับผู้อื่น ถ้าหากหนีไปอยู่ผู้เดียวไม่เกี่ยวกับใคร ก็บ้าบออยู่กับตนเองคนเดียว แต่ถ้าอยู่ร่วมกับหมู่ จึงไม่ควรทำความขี้เกียจให้แน่น สองคำนี้ถึงแยกกันพอเข้าใจ มันมีข้อยกเว้นที่ว่า ถ้าคุณเองจะไปบิดขี้เกียจคนเดียว ไปอยู่กับพืชผักกับสัตว์อยู่ป่าเขาถ้ำ คุณก็ไม่มีผลกระทบกับคนอื่น แต่ถ้าคุณอยู่รวมกับหมู่ โดยเฉพาะสาธารณโภคี คุณเอาแต่บิดขี้เกียจก็วิบากกินหัวเป็นแต่หนี้ ท่านก็แยก ขี้เกียจกับบิดขี้เกียจ แปลจากบาลีว่า ตันทิ กับวิชัมภิกา ภาษาไทยก็แปลอย่างสุดวิสัยแล้วนะ พวกง่วงเหงาหาวนอนไม่เกี่ยวกับใครก็มีลักษณะ 5 อย่างนี้ 1. ความไม่ยินดีก็จะเพิ่มขึ้น 2. ความเกียจคร้าน มันก็จะยิ่งเกียจคร้าน หนักเข้าไปใหญ่ จะเป็นต้นไม้ไปเลย 3. บิดขี้เ
อ่านต่อ
กียจ จะมีผลต่อเนื่องไปกับผู้อื่นอีก จะเป็นหนี้ต่อผู้อื่นอีกเยอะ เกียจคร้านจะทำให้เป็นหนี้ ตนเองจะเกิดหนี้ 4. เมาอาหาร 5. จิตก็จะยิ่งหลบหลีกหนี เอาตัวตนหนี จิตก็ยิ่งหดแน่นลึกเข้าไปๆ ถ้าหลงไปหลบจิตลึกๆจะเป็นคนตายแล้วไม่เน่า เสร็จแล้วคนก็หลงว่าคนที่ตายแล้วสรีระไม่เน่าเป็นคนเจริญ จิตของคุณ ยิ่งหด ยิ่งลีนัตตัง เป็นอัตตาที่หลบลึกๆ จิตคุณยิ่งหดหลบลึกเข้าไป เป็นอนุสัยทำงาน แม้ตายแล้วก็ไม่ยอมตายยังส่งพลังงานเลี้ยงสรีระอยู่ เหมือนมนุษย์พืช หากมีอาหารหล่อเลี้ยง มันก็จะเหมือนกับเป็นซากพืชไปได้อีกนาน เป็นภาระเลย แต่มันไม่สามารถเป็นพลังงานขึ้นมาเป็นจิตนิยามอีกแล้ว จะปล่อยให้ตายไปเถอะก็ไม่อยากพูด เพราะญาติก็มีน่าเห็นใจ แต่มันไม่ขึ้นมาอีกแล้ว มันเป็นมนุษย์พืชที่แท้แล้ว เพราะฉะนั้นคุณปล่อยให้ตายก็ไม่มีวิบากจิตของผู้นั้น ไม่ก่อวิบากอะไรได้อีก จะปล่อยให้ตายก็ไม่เป็นวิบาก สมัยโบราณจะตายไปก็ไม่มีอะไรมาก ส่วนจิตใจตัวเองที่อยู่ในกรอบร่างนี้ มันก็เหมือนกับถูกคุมขังอยู่ในที่ตรงนี้ อย่าไปทำบาปภัยต่อไปให้กับเขา เขาไม่รู้นะ หากเขารู้วิธีแก้ไขก็จะรีบปล่อยร่างจะรีบตาย แต่นี่เขาหลงผิดว่า ตัวเองเก่ง ตัวเองไม่ตาย ไม่เน่าอีกได้ มันเป็นเรื่องจริง เป็นเรื่องเข้าใจผิดแท้ๆ ควรจะรีบเน่าตายไปเสีย จะได้ยึดถือไว้มันก็เลยเกาะตัวกัน เป็นเวรภัยเปล่าดาย มาต่อร่างอีกให้ดีขึ้นก็ไม่ได้ เป็นเวรภัยอีกเยอะ
610303_ทวช.พุทธาภิเษกฯ ครั้งที่ 42 ปฐมอโศก ตอบปัญหาพาจนอย่างมีสัมประสิทธิ์ 2