สื่อธรรมะพ่อครู(พระสูตรอื่นๆที่สำคัญ) ตอน ชีวะกับสรีระต่างกันอย่างไรในอันตคาหิกทิฏฐิ.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(พระสูตรอื่นๆที่สำคัญ) ตอน ชีวะกับสรีระต่างกันอย่างไรในอันตคาหิกทิฏฐิ ไว้จะอธิบาย อันตคาหิกทิฏฐิ อีกที ตอนนี้ขอเดินสายวันที่ 7 จะกลับเข้าสู่ราชธานีอโศก ตอนนี้เดินสายก็ปกิณกะไป ตอบปัญหาไป ใน พจนานุกรมของท่านประยุทธ์ และใน พระไตรปิฎก ล.18 ข้อ 788 อันตคาหิกทิฏฐิ 10 (ความเห็นอันถือเอาที่สุด, ความเห็นผิดที่แล่นไปสุดโต่งข้างใดข้างหนึ่ง — the ten erroneous extremist views) คือเห็นว่า 1. โลกเที่ยง (The world is eternal.) 2. โลกไม่เที่ยง (The world is not eternal.) 3. โลกมีที่สุด (The world is finite.) 4. โลกไม่มีที่สุด (The world is infinite.) 5. ชีวะก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น (The soul and the body are identical.) 6. ชีวะก็อย่างหนึ่ง สรีระก็อย่างหนึ่ง (The soul is one thing and the body is another.) 7. ตถาคตเบื้องหน้าแต่ตาย ย่อมเป็นอีก (The Tathagata is after death.) 8. ตถาคตเบื้องหน้าแต่ตาย ย่อมไม่เป็นอีก (The Tathagata is not after death.) 9. ตถาคตเบื้องหน้าแต่ตาย ย่อมเป็นอีก ก็ใช่ ไม่เป็นอีก ก็ใช่ (The Tathagata both is and is not after death.) 10. ตถาคตเบื้องหน้าแต่ตาย ย่อมเป็นอีก ก็มิใช่ ย่อมไม่เป็นอีก ก็มิใช่ (The Tathagata neither is nor is not after death.) คำว่า ตถาคต ในที่นี้ อรรถกถาบางแห่งว่าหมายถึงสัตว์ (เช่น ม.อ. 3/135; สงฺคณี.อ. 528) บางแห่งว่า อัตตา หรืออาตมัน (อุ.อ. 430) บางแห่งว่าพระพุทธเจ้า (สํ.อ. 3/192)
พ่อครูว่า...เป็นอีกก็ใช่ ไม่เป็นอีกก็ใช่ หมายความว่าอย่างไร คำมันก็บอกอยู่แล้วถ้าเข้าใจ หมายความว่าพระพุทธเจ้านี้ ถ้าตายไปแล้ว จะเป็นอีกก็ได้ ไม่เป็นอีกก็ได้ เป็นคำพูดทิ้งเอาไว้ให้แต่ละคน ใครก็ตามถ้าเชื่อว่าพระพุทธเจ้านี
อ่านต่อ
้ท่านตายไปแล้วจะเป็นอีกก็ได้ จะไม่เป็นอีกก็ได้ คุณก็มีทางต่อ แต่ถ้าเผื่อว่า พระพุทธเจ้าตายแล้วไม่เป็นอีก อันนี้สรุปได้ชัดเลยว่า พระพุทธเจ้าตายแล้ว ไม่ใช่ทั้งนั้น อย่าเข้าใจผิดว่าเป็นอีก อย่าเข้าใจผิดว่าไม่เป็นอีก สรุปแล้วไม่เป็นอะไรทั้งนั้น จึงจบคำตอบ ว่าไม่เอียงข้างไหนเลย เพราะผู้ที่สำเร็จสัมมาสัมโพธิญาณ เกิดจากเหตุปัจจัยของที่ท่านจะเกิดอีกหรือไม่เกิดอีก ปัจเจกสัมมาสัมพุทธะ ท่านมีสัพพัญญูเท่ากัน แต่เมื่อท่านอุบัติลงมา ที่โลกมนุษย์ ท่านจะประกาศศาสนาหรือไม่ประกาศศาสนา มันเรื่องของท่าน เป็นอีกก็ได้ไม่เป็นอีกก็ได้ ท่านจะปรินิพพานเป็นปริโยสานก็เรื่องของท่าน ท่านไม่ประกาศ หรือท่านประกาศเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งขึ้นมาก็เรื่องของท่าน ไม่ได้กำหนดอยู่ที่ท่าน กำหนดอยู่ที่องค์ประกอบของสังคม และมวลมนุษย์ ที่เหมาะสม ที่ท่านจะตัดสินพระทัยของปัจเจกสัมมาสัมพุทธะเอง เปิดช่องเป็นอิสระเสรีภาพสูงสุด ขนาดสัมมาสัมพุทธเจ้าก็อย่าไปเที่ยวได้กำหนดท่านว่าจะต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ จึงเป็นช่องสูงสุดว่าเป็นอิสระ ที่จะเลือกเอาขนาดไหน แม้จะหลงตัวเองเอาตัว สิทธิ์ของท่านอย่าไปละเมิด เป็นสิทธิเสรีภาพของพระองค์
คำว่าชีพก็อย่างหนึ่ง สรีระก็อย่างหนึ่ง ไม่ง่าย ยิ่งศาสนาพุทธเสื่อมจนกระทั่งเข้าใจคำว่ากาย คือสรีระ + นามธรรม แต่คนเข้าใจว่าสรีระคือกายอย่างเดียว สรีระคือบอดี้ คือร่างดินน้ำไฟลมเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับนามธรรม อาตมาก็อธิบายไปหมด เช่น DNA ทางฟิสิกส์ ของมนุษย์ก็อาศัย DNA เป็นเชื้อชาติ ต่างกับคำว่าชาติเชื้อนะ เชื้อชาติเป็นสิ่งเชื่อมโยงต่อเนื่อง ส่วนชาติเชื้อนั้นพัฒนาการได้ของแต่ละคน เป็นพลังงาน Coefficient แท้ๆ ที่จะสร้างเองทำเองของแต่ละคน ไม่ขึ้นกับ DNA ของพ่อแม่ ไม่ขึ้นกับ สรีรพันธุ์ ที่ท่านไปเรียกกรรมพันธุ์นั้นผิด เดี๋ยวนี้นักวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่เชื่อเพราะไม่รู้นามธรรมที่ชัดเจน ขอพวกเราเข้าใจนามธรรมก็เข้าใจชัดขึ้น สรีระ ก็อย่างหนึ่ง ชีวะก็อย่างหนึ่ง จริงๆแล้ว สรีระแท้ๆเลย เฉพาะสรีระ หมายเอาดินน้ำไฟลม ไม่เกี่ยวกับนามธรรมเลย อันนั้นแยกเป็นอีกอย่างหนึ่งต่างหากแท้ๆ ส่วนคำว่าชีวะนั้น หรือชีพนั้น ชีพอย่างหนึ่ง สรีระอย่างหนึ่ง แยกชีพหรือแยกชีวะโดยไม่มีสรีระไม่ได้ แต่สรีระนั้นเขาแยกตัวเขาเองได้ คนเข้าใจทางวัตถุ แยก body แยกกาย เขาก็แยกกายว่าเป็นเพียงทางวัตถุทั้งหมด ไม่มีนามธรรมเข้าไปร่วม เพราะฉะนั้นเขาจึงศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้า โดยอาศัยพยัญชนะคำว่า กาย ไม่ได้ หรือจะใช้คำว่าสรีระก็เข้าใจผิดเพี้ยน หรือชีพ ผิดเพี้ยน ชีวะต้องแยกไปอีก ชีวะระดับต่ำเรียกว่าพีชะ ชีวะในระดับสูงเรียกจิต พีชนิยามกับจิตนิยาม คนที่แยกไม่ออก อุตุนิยามด้วย สามนิยามนี้ แยกออกอย่างชัดเจนไม่ได้ก็พัฒนาจิตใจตัวเองไม่ได้ พีชะนี้ มันไม่ใช่จิต อุตุนี่ก็ไม่มีจิต มันเป็นไปตามพลังงานภายนอกเป็นใหญ่ ตัวเองไม่มีจิตเป็นประธาน ส่วนพีชนิยาม มีประธานเฉพาะตัวเองเท่านั้น ตัวเองมีฤทธิ์แรงเปลี่ยนแปลงตัวเองแต่ไปเปลี่ยนแปลงข้างนอกไม่ได้ มีแต่ให้คนอื่นเขาอาศัย พวกจิตนิยามนี้รู้จักสร้าง ตั้งแต่เดรัจฉานขึ้นมา ก็เปลี่ยนรูปมาเป็นพลังงานเป็นอาหาร อาศัยกินพืช ใช้พืชบริโภคแล้วเป็นพลังงานแก่ตัวเองได้ จิตนิยาม ส่วนพีชนิยาม ก็อาศัย วัตถุของจิตของคนของสัตว์ไปย่อยเอาอุตุ ธาตุหรือวิตามิน วิตามินเป็นความรู้ว่า ธาตุนี้เสริมพัฒนาได้ คนรู้วิตามิน แต่พีชนิยามไม่มีความรู้ระดับวิตามิน มันมีแต่สัญญา กับสังขาร ให้ตัวเองครบบริบูรณ์ ส่วนตัวเองจะแปรเปลี่ยนตระกูลนั้นไม่ได้ง่ายๆหรอก จะเปลี่ยนจากมะขามเป็นมะเขือมันเปลี่ยนตัวเองไม่ได้ง่ายๆ แต่จิตนิยามสามารถเปลี่ยนได้ แต่ก็ไม่ง่าย แต่อันโน้นเปลี่ยนไม่ได้ง่ายๆ มะขามจะเป็นมะเขือ มะนาวจะเป็นมะม่วงไม่ได้ เรามาเน้นคำว่าชีวะกับสรีระ ชีวะหรือชีพ ชีวะคือความมีชีวิต ส่วนสรีระนั้นชัดเจนให้ได้ว่า มันไม่มีนามธรรม แต่ พืชนี้ไปเรียกมันนามธรรมก็ไม่ได้ แต่มันมีพลังงานธาตุรู้ที่รู้ตัวของมัน แล้วทำตัวของมันได้ เพราะฉะนั้นจึงยากมากที่จะไปแยกนามธรรมออกจากสรีระให้สมบูรณ์เด็ดขาด เพราะว่าพืชมันอย่างใช้พลังงานที่มันเป็นตัวเอง สร้างตัวเองโดยตัวมันเอง เป็นประธานในตัวของมัน มันมีพลังงานประธานตัวมันอยู่เหมือนกัน ซึ่งมีสัญญาเป็นตัวประธานกำหนดรู้ เอาธาตุนั้นธาตุนี้ แล้วมันแยกไม่ออกหรอกว่าอันนี้มันเป็นชีวะไม่เป็นชีวะ เพราะฉะนั้นพืชมันจะกินชีวะที่เป็นจิตนิยามไม่ค่อยได้ มันจะไปละลาบละล้วงไม่ได้ง่าย จิตนิยามมาจะไม่ให้กินได้ง่ายๆ มันหนีมันดิ้นได้ แต่ถ้าพืชนี้ แม้จะมีจิตนิยามแค่เซลล์หรือ 2 เซลล์ไปกินพืช พืชมันหนีไม่ได้ แล้วจิตนิยามนี้จะอยู่กับที่ ส่วนพืชหรือพีชะไม่หลุดจากสถานที่ แต่ชีวะ จิตนิยาม ตั้งแต่เซลล์เดียวก็เคลื่อนที่ได้ แม้จะช้าถ้าเซลล์น้อย แต่ถ้าออกได้แล้วไปลิ่วเลย ผู้รู้เป็นโพธิสัตว์อย่างอาตมาก็มาช่วยกัน สร้างพลังงานใส่อัตภาพของแต่ละคนเอง พอจะสร้างพลังงานใส่ตัวเอง ตนเองเท่านั้นไม่มีใครสามารถทำพลังงานนามธรรม ที่เราเป็นประธาน ที่จะทำ ไม่มีใครมาจัดการกับเราได้ เราต้องทำของเราเองหมด ความรู้อันนี้เป็นของพระพุทธเจ้าของศาสนาพระพุทธเจ้า จึงเป็นความรู้ที่ยิ่งใหญ่มาก สุดยอดมากเลย เราพูดถึงชีพและสรีระแล้ว 5. ชีวะก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น คือมันแยกยาก อันนั้นก็หมายถึงส่วนท่านคนอื่น ของใครก็ของใคร ชีวะก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น ส่วนชีวะก็อย่างหนึ่ง สรีระก็อย่างหนึ่งหมายถึงตัวเรา อย่างพืช สรีระของเขาก็อันนั้น ชีวะของเขาก็อันนั้น ส่วนตัวเรา ชีวะก็อย่างหนึ่ง สรีระก็อย่างหนึ่ง ไม่เหมือนพืชที่ สรีระของเขาก็อันนั้น ชีวะก็อันนั้น พีชะนี้ไม่รู้ของจิตนิยาม แต่จิตนิยามสามารถรู้อันอื่นได้ จึงมีทั้งประโยชน์และโทษได้ จิตนิยามจะต้องมาศึกษา ถ้าเจริญก็ต้องมีประโยชน์แม้กระทั่งพืช เอ็นดู หรือสัตว์แม้แต่ตัวที่มันมีภูมิธรรมชั้นต่ำกว่าเราก็เอ็นดูเขากรุณาเขา อาศัยกันและกัน ด้วยเข้าใจได้แยกออกว่า ถ้าเราไปอาศัย หากเราอาศัยจิตนิยามมาเป็นอาหารเป็นเครื่องอาศัยของเรา เราได้ศึกษาแล้วพระพุทธเจ้าบอกว่ามันเลี่ยงวิบากไม่ได้ ปฏิกิริยามันมีวิบาก มีรักมีชัง มีตัวกูของกู มันยึดนะ แม้แต่เซลล์ชั้นต่ำ มันจะยึดถือหรือไม่เราจะไปรู้กับมันได้อย่างไร ส่วนมากมันรักตัวมัน หากเราไปทำร้ายมัน หากมันมีเมตตา ให้คุณกินไปเถอะไม่ต้องพยาบาท ถ้าคุณไปรู้มันได้ไหม ถ้ารู้ได้ก็ไปกินสิ แต่ส่วนมากคุณไม่รู้หรอกว่ามันพยาบาทหรือไม่ มันล่วงรู้ไม่ได้เพราะฉะนั้นก็ป้องกันไว้ อย่าให้มันมีเหตุมาพยาบาท เรากินแต่พืชก็อยู่รอดหรือจะไปสร้างพยาบาททำไม แม้แต่สัตว์เซลล์เดียวมันก็ไปได้เรื่อยๆ ก็จะพัฒนาไปได้เรื่อยๆ จะเป็นโลกียะอีกกี่กัปป์กี่กัลป์ก็ของมัน นับล้านล้านชาติไม่ถ้วนหรอก ก็เรื่องของเขาไป แต่เราก็จะป้องกันตัวเองหรือรู้จักรักษาตัวเองว่าอย่าไปหาเรื่องให้ตัวเองเพิ่มทุกข์ เพิ่มเรื่องให้แก่ตัวเอง ให้ไม่สบายไม่เจริญ นั่นคือความฉลาดของพระพุทธเจ้าอันนี้ เพราะฉะนั้นเข้าใจเพิ่มขึ้นไหมว่าคุณไม่ควรจะต้องกินเนื้อสัตว์แม้แต่สัตว์เซลล์เดียว เลี่ยงได้ก็เลี่ยง เลี่ยงไม่ได้ก็แล้วไปเถอะ หรือบางคนไม่กลัวก็แล้วแต่ เราจึงปลอดภัยไม่สร้างบาปสร้างเวรสร้างภัยแก่สัตว์ทั้งหลายแน่นอน แต่พืชนี้ก็ขออาศัยหน่อยนะ จะไปกินดินเหมือนไส้เดือนก็ไม่ไหว หรือสิ่งที่มันจะต้องอาศัยธาตุดิน วัตถุธาตุแท้ซึ่งกันและกัน เราก็ไม่ใช่อย่างนั้น สัตว์ชั้นต่ำเขาก็จะอาศัยพวกธาตุวัตถุเหล่านี้เยอะ แม้แต่เป็นสัตว์เป็นคนแล้ว สัตว์ชั้นต่ำมันก็ไม่ใช่ว่าจะมาเอาชีวิตเราเป็นอาหารมัน อย่างคนนี่มันมีจิตใจอำมหิต ต้องกินสดๆ มันแซบดี วิตามินดี อะไรดีทั้งนั้น หลอกกันถึงขนาดนี้ แล้วเชื่อกันนะก็ต้องกินสดๆ ต้องฆ่าเดี๋ยวนี้เลย วัวมากรีดเลือดเลย ปลาแล่เนื้อมันมากินเลย ตอนเป็นๆ สมองลิงก็ตัดกระโหลกกินหัวสมองมันก็ดิ้นกระแด่วๆเลย ปลาหมึกก็มา น่ากลัวไหม มันเดินยุ่มย่ามๆ แต่คนก็จะกินมัน ที่จริงไม่ต้องเรียกว่าคนหรอก ควรเรียกว่ายักษ์ เป็นยักษ์ในร่างคน ลูกหนูดิ้นแดงๆ เอามากินใส่ปาก ตัวเองก็เคยกินจักจั่น ขออภัยขอปลงอาบัติ จักจั่นมันร้องอยู่ก็กินสดๆ ตอนเป็นฆราวาสหนุ่มๆ กุ้งสดๆก็เคยกิน กุ้งฝอย
610303_ทวช.พุทธาภิเษกฯ ครั้งที่ 42 ปฐมอโศก ตอบปัญหาพาจนอย่างมีสัมประสิทธิ์ 2