หมู่บ้านสาธารณโภคีมีจริงได้แม้ใกล้กลียุค.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์338 KB
วันที่แก้ไข8 พฤษภาคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

หมู่บ้านสาธารณโภคีมีจริงได้แม้ใกล้กลียุค _Hr Td เอชอาร์ ทีดี :โมเม..พระพุทธเจ้าไม่เคยตรัสเรื่องสาธารณโภคี ไม่เคยตั้งหมู่บ้านปลูกผักกินเอง ทำตัวเป็นคนมีหมู่พวกมากสอนคนกินผักกินพืชตามได้แค่หยิบมือเดียว แล้วก็ผยองว่าตัวเองเป็นศาสดาใหญ่ ยกตัวเทียบว่าสมณโพธิรักษ์=สมณโคตมะ ดูหมิ่นพระมหากัสสปะ..พระพุทธโฆษาจารย์ บูรพาจารย์ทั้งหลาย..ทำสังฆเภทแล้วยังไม่รู้ตัว... พ่อครูว่า...ใครจะว่าอาตมาทำสังฆเภทอาตมาไม่ได้ทำ อาตมาทำนานาสังวาส การทำสังฆเภทเป็นเรื่องเลวร้ายที่สุด เป็นอนันตริยกรรม ใครจะคิดแยกอาตมาเป็นการทำสังฆเภทอาตมาก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้น คนไม่รู้ก็พูดไปส่งๆไปเรื่อย คนรู้ก็พูดกันได้ ที่ว่า สาธารณโภคีพระพุทธเจ้าไม่เคยพูด ก็เพราะ คุณไม่เคยเปิดเจอเองในพระไตรปิฎก สู่แดนธรรมว่า...พระไตรปิฎกมีพูดไว้เพียงเล็กน้อย แต่ทำไมพ่อครูสามารถเอามาขยายผลให้เกิดผลเป็นรูปธรรมได้อย่างดี เป็นเพราะว่าพ่อครูมีบารมี นี่แหละกลองดียิ่งตียิ่งดัง พ่อครูว่า...มันเป็นยุคสมัย ยุคกาล ยุคพระพุทธเจ้าท่านได้ทำมาแล้วในหมู่สงฆ์ สาธารณโภคีที่ดีด้วย ไปบิณฑบาตแล้วก็ได้ลาภโดยธรรมเอามารวมกันกองกลางและเอามาแบ่งกันกิน บางรูปบิณฑบาตมาไม่ได้เลย บางรูปบิณฑบาตได้มามาก ก็เอามาแบ่งกัน ในยุคนั้นท่านทำได้แต่วงการสงฆ์ เพราะว่าเป็นยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ไม่รู้จักสิทธิมนุษยชน อาตมาเคยอธิบายไปหมดแล้วแต่คุณก็ไม่เคยได้ยินได้ฟังแล้วมาตู่อาตมา อาตมาเห็นว่า สาธารณโภคีเป็นเรื่องยิ่งใหญ่แต่ก็มาสรุปกันว่าจะทำได้หรือ เริ่มต้นตั้งหมู่บ้านมาก็คิดว่าเป็นสาธารณโภคีไม่ได้ แต่พอตั้งขึ้นมามันก็เป็นไปเองเลยจะเป็นอย่างอื่นมันก็ไม่เป็นเริ่มต้นก็เป็นสาธารณโภคีแข็งแรงตั้งแต่แรกเลย หมู่บ้านปฐมอโศกหมู่บ้านแรกตั้งขึ้นมาก็ทำโดยมีวิธีการ ที่ดินก็ซื้อแล้วเป็

อ่านต่อ

นของส่วนกลางหมดนะทุกคนจ่ายสตางค์ซื้อ แต่ทุกคนไม่ได้โฉนด โฉนดเป็นของส่วนกลางของสมาคมของมูลนิธิหมด ไม่มีใครเอาเป็นของส่วนตัวได้ แต่ใครจ่ายตังค์ ก็มีอาณาบริเวณได้ แล้วมีส่วนเผื่อไปเป็นส่วนกลาง จัดสรรกันอย่างนั้นแล้วก็อยู่กันจนกระทั่งไม่มีรั้วไม่มีขอบเขต ทุกคนอยู่ร่วมกัน ถือว่าช่วยกันดูแลรักษาส่วนกลางคือสร้างสาธารณโภคีมาตั้งแต่เริ่มต้นแผ่นดินที่มาอยู่ร่วมกัน แล้วก็อยู่กัน ในการทำงานมีการปลูกพืชผักพืชพันธุ์ธัญญาหาร การทำงานอาชีพ สร้างอะไรต่ออะไรขึ้นมาเพื่อเลี้ยงชีพด้วยกันมา ตั้งแต่ต้นจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ ก็เป็นรูปเป็นร่าง เป็นสิ่งที่เข้าใจกันได้ เป็นรูปธรรมที่มันซ้อนเนียนลึกซึ้ง เป็นชีวิตที่มีวัฒนธรรม เป็นจารีตประเพณีวัฒนธรรมของสังคมมนุษย์อีกชนิดหนึ่ง ในโลก ยืนยันได้เลย ว่าไม่ใช่เรื่องที่เป็นของเล่นๆ แต่เป็นเรื่องจริง สู่แดนธรรม...แสดงว่าพ่อท่านมีวิชาความรู้ติดตัวมาอยู่ในสัญญาขันธ์ ยืนยันได้ว่าพ่อท่านคือพระสาวกในสมัยพุทธกาล พ่อครูว่า...มาในตัวเองฝังหัวมาเลย คุณเข้าใจคุณก็พูดได้ถูก คนไม่เข้าใจก็ฟังไม่รู้เรื่องไม่เข้าใจไม่เข้าท่า อาตมาพูดเรื่องโลกุตระ เขากล่าวหาว่าอาตมาจะมาทำลายศาสนาด้วย ตามที่เขาติดอยู่ในลาภยศสรรเสริญโลกียสุขและความรู้ 1. ยึดติดในการปฏิบัติ 2. ยึดติดในความรู้ ข้อ 1 พวกยึดติดในการปฏิบัติก็หลงผิดไปออกป่าเขาถ้ำนับถือกันว่า เป็นพระปฏิบัติต้องหลับตาและออกป่าเขาถ้ำ เป็นเดียรถีย์เป็นมิจฉาทิฐิ ซึ่งมันออกนอกประเทศไปเลย ส่วนข้อ 2 พวกที่หลงความรู้ หลงบัญญัติภาษาพยัญชนะก็ไปกันใหญ่เลย ในคำสอนของใครต่อใครเอามารวมกัน หลงในความรู้อยู่นั้น น่าสงสาร สมณะฟ้าไท … พ่อครูว่า...คุณ Hr Td เอชอาร์ ทีดี...โมเม..พระพุทธเจ้าไม่เคยตรัสเรื่องสาธารณโภคี ไม่เคยตั้งหมู่บ้านปลูกผักกินเอง ทำตัวเป็นคนมีหมู่พวกมากสอนคนกินผักกินพืชตามได้แค่หยิบมือเดียว แล้วก็ผยองว่าตัวเองเป็นศาสดาใหญ่ ยกตัวเทียบว่าสมณโพธิรักษ์=สมณโคตมะ ดูหมิ่นพระมหากัสสปะ..พระพุทธโฆษาจารย์ บูรพาจารย์ทั้งหลาย..ทำสังฆเภทแล้วยังไม่รู้ตัว.. พ่อครูว่า...ใส่ความอาตมาขี้ตู่อาตมา คุณคนนี้ไม่ได้รู้เรื่องอะไร อาตมาก็ยืนยันให้ฟัง คนกินพืชผักไม่กินเนื้อสัตว์ อาตมาขอบอกความจริงให้ฟังว่ายุคพระพุทธเจ้าไม่กินเนื้อสัตว์กันหรอก ผู้ที่ยังกินเนื้อสัตว์อยู่บ้างมันมีน้อย ก็ยังติดอยู่มากก็กินบ้าง ในพระของพระพุทธเจ้าในยุคของท่านนั่นแหละ เพราะฉะนั้นท่านก็ไม่จำเป็นจะต้องไปออกกฎทำไม เพราะว่าคนส่วนใหญ่แม้แต่พระเทวทัตก็ยังกินมังสวิรัติไม่กินเนื้อสัตว์ แล้วพระเทวทัตนั่นแหละบอกให้พระพุทธเจ้าออกเป็นกฎระเบียบวินัยว่าทุกคนต้องกินมังสวิรัติให้หมด พระพุทธเจ้าบอกว่าไม่บังคับ ทำไมไม่ออกกฎระเบียบบังคับ แล้วก็ยืนยันว่าพระพุทธเจ้าท่านฉันมังสวิรัติแม้แต่พระเทวทัตก็ฉันมังสวิรัติอย่างนี้เป็นต้น แล้วมาขอให้พระพุทธเจ้าออกกฎระเบียบให้ทุกคนกินมังสวิรัติให้หมด แต่พระพุทธเจ้าไม่ออก เพราะว่าส่วนใหญ่เขาไม่กินอยู่แล้ว มันมีเล็กๆน้อยๆที่กินอยู่ ไม่ต้องไปบังคับเขาหรอก เขาเข้าใจกันหมดอยู่แล้ว แต่ในยุคนี้มันเพี้ยนไปหมดไปกินมังสวิรัติเป็นหลักแล้วกินมังสวิรัติเล็กน้อยมันกลับกันตรงกันข้ามเลย มันก็เลยต้องบอกว่าต้องมากินมังสวิรัติมันต้องพูดต้องบอกต้องเป็นอย่างนี้ เพราะว่าไปกินเนื้อสัตว์กันเป็นหมู่ใหญ่แล้ว ก็ในยุคพระพุทธเจ้าไม่กินเนื้อสัตว์เป็นหมู่ใหญ่ กินเนื้อสัตว์มีนิดหน่อยเป็น error อย่าว่าแต่ศาสนาพุทธเลย ศาสนาที่มาบวชเป็นภิกษุโดยเฉพาะตั้งแต่พราหมณ์มา เขาไม่กินเนื้อสัตว์มาตั้งแต่ไหนแต่ไร ตั้งแต่ฮินดู พราหมณ์ นอกจากพวกกเฬวราก ชั้นต่ำฮินดูชั้นต่ำ ก็กินเนื้อสัตว์ แม้พราหมณ์ ฮินดู นักการศาสนา ในอินเดียผ่านมา 20 กว่าปีจนถึงทุกวันนี้เขาก็ยังรู้ดี คนอินเดียเขารู้ดีกันหมด ถ้าพระภิกษุของพุทธไปที่โน่นไปกินเนื้อสัตว์กัน เขาก็จะบอกว่า พระภิกษุของพุทธอะไร ทำไมกินเนื้อสัตว์ สู่แดนธรรมว่า...พระของชาวพุทธเอาเนื้อสัตว์ไปตากที่อินเดียเขาก็รังเกียจกัน พ่อครูว่า...ประชาชนคนอินเดียเขารู้กันหมดมีแต่ประชาชนคนไทยนี่แหละ ขออภัย ไม่มีปัญญา ไม่ได้ว่าโง่นะ ทึบตื้ออยู่อย่างนั้น ไม่ค่อยมีสติปัญญาไหวพริบ สู่แดนธรรมว่า...ในยุคพระพุทธเจ้าทำไมไม่สร้างหมู่บ้าน พ่อครูว่า...ทำไม่ได้ จะไปทำได้อย่างไร เพราะเป็นยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นยุคทาส แล้วทุกคนไม่รู้จักสิทธิมนุษยชน มีสิทธิ์นับถือศาสนาก็นับถือได้ แต่ก็ไปบังคับไม่ได้พระพุทธเจ้าจึงบอกว่าแล้วแต่ใครจะมาเข้ารีตจะมาสนใจสมัครเองเป็นอิสรเสรีภาพ ฉันนั้นไม่ง่ายเมื่อมาอยู่เป็นชาวพุทธไม่ง่ายขนาดนั้นพระพุทธเจ้าก็ยังสร้างศาสนาสำเร็จคนก็ยังมาเข้าใจมาเป็นหมวดหมู่มากจนกระทั่งศาสนาดำเนินมาได้จนถึงป่านนี้ปลูกฝังเอาศาสนาพุทธลงไปได้สำเร็จซึ่งสร้างได้ยากศาสนาพุทธนั้น คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) . ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 34) สู่แดนธรรม...คนที่ยังไม่เข้าใจพ่อท่านก็จะเอาจุดนี้มาเถียงพ่อท่าน อาจจะบอกว่าพ่อท่านเก่งกว่าพระพุทธเจ้า พ่อครูว่า...พูดอย่างนั้นก็ไม่ผิดนะ เพราะพระพุทธเจ้าไม่สามารถจะเกิดมาอธิบายในยุคนี้ได้ อาตมาก็ต้องเก่งกว่า ไม่มีใครเก่งเกินในยุคนี้ ใช่ไหม พระพุทธเจ้ามาไม่ได้เสียของหมดเลยเกิดในยุคนี้ ไม่คุ้มกับความเป็นพระพุทธเจ้า ต้องให้อาตมาเก่งก็ถูกแล้ว แต่อาตมาก็ไม่ได้หลงผิดแล้วเถอะ อาตมาไม่ใช่ศาสดา อาตมาไม่ได้ประกาศตนเป็นศาสดานี่ก็ไปเข้าใจผิดกันใหญ่ คือ ก่อนจะมาตำหนิอาตมาตั้งหลักให้ดีก่อน มีหลักฐานอ้างอิงยืนยันบ้างจะมาตู่อาตมา มาตู่เละเทะ มันโดนศรเสียบย้อนไปเสียบคอตัวเอง สงฆ์หมู่ใหญ่ของเถรสมาคม ไม่เป็นสาธารณโภคีเลย กระเป๋าใครกระเป๋ามัน ดีไม่ดียักของวัดเข้าตัวเองด้วย

สู่แดนธรรม...พ่อครูเคยพูดเรื่องระบบสาธารณโภคียังไม่เกิดกับสังคมฆราวาสสมัยพุทธกาล ในสมัยพุทธกาล ระบบสาธารณโภคียังไม่เกิดกับสังคมฆราวาส เพราะ… 1. ยุคสมัยนั้นยังเป็นยุค สมบูรณาญาสิทธิราชย์ 2. ยุคสมัยนั้นประชาชนยังจำนนในยุคของสังคมทาส คนซื้อขายทาสกัน ดูตรงฟัน ฟันดีจะแข็งแรงอายุยืนกว่า 3. คนยุคสมัยนั้นยังไม่มีความรู้เรื่อง“สิทธิ”ต่างๆ ที่มนุษย์พึงมี ตามธรรมชาติ ตามกฎหมาย ตามวัฒนธรรม และพึงมีตามสัจธรรมกันอย่างดีพอ 4. ยุคสมัยนั้นสังคมยังไม่เลวร้ายหนักหนาสาหัสเท่ากับสังคมยุคนี้ ยุคนั้นจึงไม่จำเป็นที่จะต้องมีกลุ่มสังคมที่ไม่เลวร้าย เพราะยุคนั้นมีสังคมคนดี มีวัฒนธรรม คนดีที่ดีอย่างเข้มข้น ที่ดีอย่างเป็นตัวอย่างได้จริงชัดเจน ยังไม่ต้องยืนยันความเป็นคนที่มีประสิทธิภาพ ถึงขั้นเป็น “สาธารณโภคี” เกิดขึ้นในสังคมฆราวาส เพื่อถ่วงดุลหรือจูงนำสังคมที่ยังไม่ดีส่วนใหญ่ นั้นเลย 5. ทรัพยากรของโลกในยุคโน้น ยังไม่อัตคัดขาดแคลนเท่ายุคสมัยนี้ 6. สิทธิในทรัพยากรในยุคโน้น ยังไม่เคร่งครัดแย่งชิงเท่ากับสมัยนี้ 7. ทรัพยากรสาธารณะในยุคโน้น ยังมีมากมายเหลือเฟือ มีมากกว่ายุคสมัยนี้หลายเท่า 8. ความมีอิสรเสรีภาพของคนยุคโน้น ยังไม่รุ่งเรืองเท่าในยุคสมัยนี้ 9. และในยุคโน้นยังไม่ถึงขั้นเปิดโลก หรือยังไม่ถึงยุคโลกาภิวัตน์ (Globalization) อย่างสมัยนี้. ไม่ใช่ว่าอาตมาเก่งกว่าพระพุทธเจ้า แต่บริบทในยุคนี้มันทำได้ ในยุคนั้นทำไม่ได้บริบทมันต่างกัน ในยุคพระพุทธเจ้า พระเจ้าแผ่นดินในยุคนั้นมาเข้ารีต ยอมรับกฎหมายที่เป็นจุลศีลมัชฌิมศีล มหาศีลของพระพุทธเจ้าว่าเป็นกฎหมายสากลเลย เพราะไม่ได้ขัดแย้งกับคุณงามความดีของมนุษยชาติ มีแต่คุณงามความดี พระเจ้าแผ่นดินในแต่ละแคว้นยอมให้เลย ให้ออกกฎหมายใช้ได้ในแต่ละแคว้นเลย ใครจะมาเข้ารีตของพระพุทธเจ้าก็อยู่ในกฎหมายของพระพุทธเจ้า พระเจ้าแผ่นดินทุกแคว้นยอมรับเลย ทวีปอินเดียก็ใหญ่นะ ยิ่งใหญ่ขนาดนั้นเลย ฉะนั้นศีลธรรมนูญของพระพุทธเจ้าเป็นหลักยิ่งใหญ่เลย ผู้ที่ถือศีล จุลศีล มัชฌิมศีลมหาศีลได้แล้ว เป็นคนประเสริฐ เป็นคนชั้นสูง มหาศีล มีเดรัจฉานวิชาทั้งหลาย ทั้งนั้นเลยเป็นส่วนใหญอย่างชาวอโศกนี้ ไม่มีเดรัจฉานวิชาเลย แต่ความเสื่อมของศาสนาในยุคนี้กระแสหลักและเทะเลย เป็นเดรัจฉานวิชา เละตุ้มเป๊ะเลย ใครไปทำเดรัจฉานวิชามีคนขึ้นได้ เอาอย่างกันใหญ่ไปใหญ่เลย คนมากันมากขึ้น มาทำทาน มายึดติด มากราบมาไหว้ เอาใหญ่เลย ก็เลยเลียนแบบกันใหญ่เลย เอาอย่างกันใหญ่เลย เดรัจฉานวิชา ไสยศาสตร์ เละเทะไปหมดศาสนา พูดไปแล้วก็ไปว่าไปถล่มทลายเขา อาตมากำลังพูดความจริง ไม่ถล่มเขาก็ถล่มของเขาอยู่แล้วมันเป็นของเขาอยู่แล้ว ไม่ใช่อาตมาไปซ้ำเติมอะไร ได้หยิบขึ้นมาพูดให้สะดุ้งสะเทือนตัวเองแล้วก็ปรับปรุงเสียบ้าง เหนื่อยจริงๆ อย่าบ่นโพธิรักษ์อย่าบ่น เสือใส่เกือกเองทำ ใครมาให้ทำ เห็นไหม เหมือนอาตมาเป็นคนแส่มาหาเรื่องเอง จริง เป็นอย่างนั้นจริงๆด้วยเพราะอาตมาเองจะมามีความรู้ มีความจริง ว่า ธรรมะพระพุทธเจ้านั้นมันโอ้โฮสูญหายไป มันไม่เป็นธรรมะพระพุทธเจ้าแล้ว แม้เป็นโลกีย์โลกๆเขาที่ทำกัน ก็ยังเน่าเฟะเลย มีหนังสือตะลุยไฟตะไลเพลิง ออกมาใหม่

640505_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ หมู่บ้านสาธารณโภคีมีจริงได้แม้ใกล้กลียุค

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน