สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน จัดลำดับของศีล สมาธิ ปัญญา.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน จัดลำดับของศีล สมาธิ ปัญญา _จาก..ลูกหนอนใต้ต้นโพธิ์ น้อมกราบนมัสการพ่อครูที่เคารพบูชาอย่างสูงสุด ลูกกราบรบกวนพ่อครูช่วยกรุณาอธิบาย สายแห่งการเกิดภพ เกิดชาติ ของปฏิจจสมุปปบาท ที่ทำให้เกิดความ”ยึด” โดยเฉพาะ”ยึดดี” ที่เป็นกุศลไว้อย่างแน่นเหนียวยิ่งกว่ายางมะตอย ที่ทั้งเหนียวและร้อนเผาจิตตัวเอง จะปล่อยการวางความ”ยึดดี”ก็ปล่อย และวางไม่ได้ ทำให้”เกิด”ตัวตนและแสวงหาตามตัณหา อุปาทานที่ลูกเองเห็นว่าเป็นวิภวตัณหา แต่แท้จริงแล้วเป็นเทพบุตรมาร เป็นตัณหาตามภพ ตามชาติ ตามอัตตาของตนเองสั่งสมกุศลโลกีย์โดยที่เราไม่รู้ตัว มีจิตวิญญานที่หลง”ยึดดี”ในภพ ชาตินั้นๆ ลูกจะทลายกำแพงเมืองจีนในการยึด(ดี)ที่สะสมมาได้ยังไงอย่างไม่เบียดเบียนตนเอง และยังช่วยงานเดิมของหมู่กลุ่มได้อย่างหมดตัวหมดตน ไม่มีการเกิดของภพ ชาติคะ กราบขอบพระคุณพ่อครูเป็นอย่างสูงค่ะ พ่อครูว่า...คุณพูดเหมือนที่คุณรู้ตัวแล้ว ระมัดระวัง เราระแวงไปเองว่านี่มันถูกหรือเปล่า สำนวนที่คุณพูดนี้ดีถูกต้องทั้งนั้น คุณก็พยายามพากเพียรไปตามประสาที่คุณสื่อไว้ เป็นแต่เพียงคุณอยากได้เร็วมันเป็น อภิชปา ตัณหาล้ำหน้า เท่านั้นเองที่คุณเป็นที่คุณมีอยู่ ไม่ต้องไปใจร้อนอะไรมากมายนัก ก็ปฏิบัติไปกับหมู่ด้วยเรื่อยๆ เพียงแต่บอกว่าคุณจะออกจากหมู่ ขยันฟังธรรมแล้วก็ขยันปฏิบัติ จัดลำดับศีล สมาธิ ปัญญา ให้ได้สัดส่วนที่ดี ให้ได้สัดส่วนที่พอเหมาะพอสมไปตามลำดับ ตรวจตน รู้จักฐานะของตนแล้วก็ทำไป อย่าตะกละว่าตนเองดีสูงแล้ว อาตมาพยายามอธิบายเบื้องต้นให้ชัดเจน ในองค์ 3 ของศีล สมาธิ ปัญญา หรือแม่พ่อลูก แม่คือศีล ปัญญาคือพ่อ ช่วยกัน ปฏิบัติเพื่อให้เกิดลูก ลูกคือจิตหรือสมาธิ หรืออธิจิต เพราะฉะนั้นพ่อกับแม่ก็ช่วยกัน ศีลกับปัญญาช่วยกั
อ่านต่อ
นทำให้เกิดลูกเป็นสมาธิกับปัญญา เข้าเนื้อหา ศีลข้อที่ 1 ศีลข้อที่ 2 ศีลข้อที่ 1 เกี่ยวกับสัตว์ จิตนิยาม ศีลข้อที่ 2 เกี่ยวกับของ อุตุนิยาม อย่างเก่งก็พีชนิยาม พีชนิยามระดับพืช พืชเป็นชีวะแล้ว แต่พืช จะเป็นชีวะ ที่ยังมี นามธรรมแค่สัญญากับสังขาร ส่วนจิตนิยามมีนามธรรม ครบทั้ง 5 รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ หรือพืชมีแค่รูป สัญญา สังขาร ก็ปรุงตัวอง ไม่รู้จักกันหรือข้างนอกไม่มีภูมิรู้ข้างนอก หลงอยู่กับตัวเองอย่างเดียว ข้างนอกจะมาทำร้ายเขา เขาก็ไม่รู้เรื่อง ไม่มีพยาบาทแก้แค้น ทั้งไม่รักและไม่ชังอะไร พืชถึงไม่มีพิษภัยไม่มีวิบาก การกินพืชจึงได้ปลอดภัยทุกอย่าง ไม่มีวิบาก ไม่เกิดวิบากบาปบุญ กุศลอกุศลอะไรเลย นี่คือความปลอดภัย อาตมายืนยันว่า เพราะเข้าใจอันนี้ไม่ได้เดา อาตมาเป็นโพธิสัตว์พูดด้วยความชัดเจน พูดเป็นความจริง ว่าอย่ากินเลย หากคุณกินเนื้อสัตว์อยู่ก็มีวิบาก บางคนกินแค่ปลา ปลาก็เป็นสัตว์ในระดับหนึ่งที่จองเวรจองกรรม เขาก็อยู่ในวัฏฏะสงสาร พัฒนาอยู่ในวัฏฏะของความเป็นสัตว์ ระดับปลาก็เยอะ ก็ต้องพัฒนาตัวเองให้เจริญ ปลาก็มีระดับโง่ ฉลาด อยู่ในนั้นเยอะ จนปลาขึ้นมาเป็นสัตว์บก มาเป็นสัตว์ปีก ก็ต้องพัฒนาตัวเองไปอีกนาน เริ่มต้น สัตว์มาจากน้ำก่อน สัตว์ไม่ใช่ดิน ต้องมาจากน้ำก่อน มีน้ำกับดินแล้วจึงจะมาเป็นพืชจึงจะมาเป็น จิต สิ่งที่อาตมาพูดไปนี้ไม่ได้เดา มั่นใจว่าพูดไม่ผิด ตัวเองก็เกิดมาแล้ว ใครจะว่าไม่เก่งก็ไม่เป็นไรแต่อย่าให้ผิด ถึงจะเก่งอย่างไรแต่ผิดมันก็วิบาก แม้เราไม่เก่งแต่ไม่ผิดดีกว่า อ่อนน้อมถ่อมตนไว้ อย่าไปตะกละประโยชน์ให้มากเกินตัว หลงตัว ก็ยิ่งไปกันใหญ่ เรื่องของสามเส้า ศีล สมาธิ ปัญญา ศีลกับปัญญา เป็นสองสภาพที่เราจะต้อง 1. ข้อจำกัดข้อกำหนดคือศีล 2. คือความฉลาดเฉลียวปัญญา ไม่ใช่แค่ฉลาดแบบ เฉกา เฉโก แต่ฉลาดแบบปัญญาแล้ว ความเฉลียวฉลาดอันนี้ถึงจะนำพาไปให้รู้จักการปฏิบัติศีล ข้อ 1 เกี่ยวกับสัตว์ ข้อที่ 2 เกี่ยวกับข้าวของซึ่งมีมากกว่าสัตว์ สัตว์มันมีความจองเวรจองกรรม ของเป็นแค่พืชกับอุตุ ไม่มีการจองเวรจองกรรม เพราะฉะนั้นเกี่ยวข้อง อุตุ หรือพีชะ ของกับพืช คุณก็ไม่ต้องระวังเรื่องวิบากมาก แต่เรื่องสัตว์ต้องระวังเกี่ยวกับวิบาก สัตว์เล็กสัตว์น้อยก็มีการจองเวรจองกรรม มันไม่รู้เรื่องมันมีแต่ตัวกูของกูเต็มๆเลย มันตัวเล็กก็เลยแก้แค้นอะไรไม่ได้มากแต่มันยึดถือเต็มๆเลยนะ แต่มันไม่รู้หรอกเพราะว่ามันรักตัวมันเอง
สัตว์นี้สำคัญเป็นอันดับหนึ่งก่อนเพราะจะมีวิบากร่วมกันไปอีกนาน ไม่เอาวิบากชั่ว หากเป็นวิบากดีก็ทำ แต่อย่าเอาวิบากชั่วที่จะต้องตามมาแก้แค้นอะไรกัน โดยเฉพาะการตาย มันก็ต้องแก้แค้น มันไม่รู้หรอกว่ามันมี สัตว์มันมีอวิชชาอยู่ก็ต้องมาแก้แค้นแน่นอน ต้องเป็นอรหันต์ หรือเป็นอนาคามีจึงจะเลิกการจองเวรจองกรรม อรหันต์ขึ้นไป ถึงไม่จองเวรจองกรรมกันอย่างสนิทเนียน เลิกเลย เพราะรู้แล้ว คุณปฏิบัติธรรมต้องมีผัสสะจริง ต้องมีการกระทบกับสิ่งที่เป็นสัตว์กระทบกับสิ่งที่เป็นของ ถ้าคุณเป็นนั่งหลับตาปิดประตูเลย ไม่สัมผัสทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย กามคุณ 5 หรือปสาทรูป 5 โคจรรูป 5 คุณได้แต่นั่งหลับตามีแต่ทวารใจทวารเดียว ทวารอีก 5 ไม่เกี่ยว พูดอีกกี่ร้อยพันครั้ง มันปิดประตูบรรลุอรหันต์ บรรลุนิพพานเลย ไม่ศึกษาแบบลืมตา แต่ถ้าศึกษาแบบลืมตาถูกต้องสัมมาทิฏฐิแล้ว คุณจะบรรลุธรรมเป็นอรหันต์ได้เป็นที่หวังได้ ถ้ามัวแต่หลับตาอยู่นั่นแหละ หมดหวัง ไอ้หวังตายแน่ ตายแน่ไอ้หวัง ไม่ได้หรอก ไม่ได้บรรลุหรอก พูดกันอย่างตัดขาดเลย แต่จริงๆแล้ว นั่งหลับตาแล้วก็มีอานิสงส์มากหากสัมมาทิฏฐิแล้วใช้ประโยชน์บ้าง อาตมาเวลาหลับตาเวลานอนก็คือหลับตา อาตมาก็ได้ประโยชน์จากการหลับตานี้มากมาย จะเป็นเจตนาหรือไม่เจตนา หลับไปโดยสติตกอยู่ในภพแล้วก็ตาม มันก็ทำงานเป็นประโยชน์อยู่ในภพ ภพเดียวในจิต ไม่เกี่ยวกับใครหรอก แต่ก็เป็นประโยชน์ และยิ่งคนที่อย่างอาตมา ผ่านการเป็นอรหันต์แล้วมันไม่ไปตรงแบบเละเทะ เอามาใช้ประโยชน์กับตัวเองแล้วแม้แต่ในภพจิต มีนิมิตก็ไม่ใช่ฝันเลอะเทอะ ฝันเป็นกิเลสอะไรไม่มี มีแต่เครื่องหมายแสดงที่เกิดอยู่ ได้ สายปัญญานี้จะมีภาพมีนิมิต เจโตดับๆๆ ซื่อบื้อ ขออภัยพูดคำนี้ มันก็ปรุงอะไรไม่ขึ้นแล้วก็นึกว่าตัวเองหนีรอด ดับแล้วสะกดได้เก่ง นอนหลับก็ไม่มีฝัน แต่มันนาน คุณจะตกภพใน สามเหลี่ยมเบอร์มิวด้ามืดอยู่ในนั้นอีก นับเวลาไม่ได้ คุณอยู่ในสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้าไม่รู้จักกาละเวลาเลยนะ คุณนึกว่าคุณหลุดพ้น หลงว่าหลุดพ้นไม่มีเวลาไม่มีกาละไม่มีกรรม เหมือนคนตายแล้ว มันซ้อน ที่คุณยังไม่ตายจิตของคุณยังไม่ได้แยกธาตุ H 2 O ไม่ได้แยกจิตนิยามเลย พีชนิยามก็ไม่รู้ แล้วไปหลงว่า จิตยึดติดจมอยู่ใน อย่างที่พวกนั่งหลับตาสะกดจิตตัวเองจนไม่รู้จักความเป็นชีวะ ชีพตนหมดชีวะแล้ว เหลือแต่เชื้อชีวะที่เป็นพีชะ คุณแยกไม่ออกก็นึกว่าชีพชีวะของสัตว์ ม้นเหลือแต่ชีวะของพืช ก็หลงว่าพืชคือชีวะนิรันดรก็ยิ่งหลงก็กลายเป็นคนไม่เปื่อยเน่า แล้วก็คนหลงบูชาพวกนี้อีก มันเป็นความเหมาะสมความเป็นคน คนตายไปแล้วนั่นมันเป็นเพียงพืชคุณจะไปเอาพืชทำไม คนพวกนี้ต้องเกิดมาเป็นสัตว์ชั้นต่ำที่เข้าไปหาพืช พวกนั่งสะกดจิตแล้วกลายเป็นพืชเป็นอาฬารดาบส อุทกดาบส เป็นสัตว์ชั้นต่ำที่เข้าใกล้พืช ดีไม่ดีตกต่ำเป็นโลกีย์กลายเป็นอุตุได้ เกิดที่คนไม่หายไปเชื้อก็เกาะกับอุกกาบาต ให้ดาวเตะไปเตะมา ดูดไปดูดมา เคว้งคว้างอยู่ในมหาเอกภพนี้ จิตมันแน่นอยู่ในอนุสัยยิ่งกว่าในเบอร์มิวด้า กลับมาที่สามเส้า ของศีล สมาธิ ปัญญา จิตที่เป็นอธิจิตได้ต้องมีสัดส่วน ศีลข้อที่ 1 2 ต้องรู้ว่าชีวิตต้องสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับสัตว์กับของ คุณก็ต้องรู้จักอ่านกายเวทนา จิต ธรรม ถ้าแม้แต่กายคุณก็เข้าใจแบบมิจฉาทิฐิแล้ว มันก็ไม่ไปไหน กายไปพิจารณาจากภายนอกดิน น้ำ ไฟ ลม ดีไม่ดีคุณไปติดยึดแล้ว พอมีปฏิภาณรู้ว่าไปติดยึดทำไมในเรื่องของพวกอบายมุขเป็นต้น อบายมุขสิ่งเสพติดคุณก็ไม่ติด คนที่ไม่ชัดเจนในเรื่องนี้ก็ไปติดเรื่องหมาก บุหรี่ บอลโลก หรือติดรสในความรวย เช่น เรามีทรัพย์สินหมื่นล้านนี้มันเกินไปแล้ว พันล้านก็รวยแล้ว ร้อยล้านนี่ก็ถือว่า ยิ่งอยู่ในโลกที่เขาเจริญแล้ว มีมิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี อยู่ในสังคมสาธารณโภคีด้วย จำเป็นจะต้องมีร้อยล้านทำไม อยู่ในสังคมที่มีส่วนกลางใช้ได้ร่วมกัน เราก็มักน้อยสันโดษ มีความเสี่ยงน้อยกินน้อยใช้น้อยไม่เปลืองไม่ผลาญ ไม่มีอะไรในเรื่องโลกียะจัดจ้านอะไร คุณจะต้องไปใช้ให้เปลืองผลาญที่ไหน มันพออยู่ในหมู่กลุ่มนี้พอแล้ว อโศกไม่ได้ร่ำรวย คงคลังอโศกไม่ได้มีมากหรอก แต่หมุนเวียนสะพัดให้พอเพียง ทรัพย์ของเราคือสมรรถนะความรู้กับความขยัน นี่คือทรัพย์ที่ตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้ ไปไหนไปกับเรา ไม่มีหมด เรามีความรู้ความสามารถความขยันเราก็ทำไป เราไม่เอาความเป็นหนี้ ความเป็นอบายมุขหรอก ก็พออยู่พอกิน แล้วเราก็พัฒนาตัวเองให้เหลือ ก็เอาส่วนเกินนี้เป็นประโยชน์ต่อไปอีก เราก็ได้ฝึกตนเอง ให้น้อยลงอีกเรื่อยๆ เราก็เจริญแล้วก็มีน้อยจนกระทั่งเราไม่ต้องมี มีน้อยจนกระทั่งไม่มี สุดท้ายไม่ต้องมีเลย อยู่กับหมู่มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี หมู่มิตรดีที่มีน้ำใจเกื้อกูลเมตตากัน มันเจริญดี มันมีผลประโยชน์มากกว่าเงินทองทรัพย์สิน เพื่อนดีมิตรดี ที่พึ่งเกิดแก่เจ็บตายกันได้ เอาเงินหมื่นล้าน ก็ซื้อไม่ได้นะ แล้วในนี้ชาวอโศกนี้มีกี่คน มีไหม เยอะไหม? เยอะ พึ่งพากันได้สบายๆ แล้วคุณจะไปสะสมให้เสียศักดิ์ศรีทำไม สะสมเงินมากๆมีตัวกูของกู มีเงินทองมากเป็นตัวกูของกูยิ่งต่ำ เพราะฉะนั้นคนที่สละออกมีน้อยลงแล้ว อยู่กับหมู่กลุ่มให้สบาย ไม่ต้องมีของตัวเองหรอก พวกเรามีฐานของอนาคามีไม่ต้องมีของตัวเองเลย อนาคามี ไม่ต้องมีทรัพย์ศฤงคารบ้านช่องเรือนชาน มีปัจจัยใช้พอให้อยู่รอด สมัยพระพุทธเจ้าภิกษุมีบริขาร 8 เดี๋ยวนี้พวกบริขารก็มากหน่อย แต่ก็ไม่ได้มากมายอะไรไม่ได้มักใหญ่โตหรูหราอะไร มันซับซ้อน เพราะฉะนั้นจึงไม่ได้เปลืองเป็นคนเลี้ยงง่ายบำรุงง่าย เป็นคนมีน้อยก็ได้เป็นคนพอ เป็นคนขัดเกลาตัวเองเรื่อยไป จนมีศีลแต่ละข้อ สูงสุด จากศีลข้อ 1 แต่ละศีล แต่ละข้อ มากข้อก็ทำได้มากขึ้น 2. แต่ละศีล มีคุณสมบัติเจริญ เป็นอธิศีล อธิจิตอธิปัญญา อธิโมกข์ ไปเรื่อยๆ อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา ช่วยให้เจริญสูงขึ้นด้วยเรื่อยๆเป็นฌานเป็นวิมุต สั่งสมเป็นสมาธิ เป็นฌานเป็นวิมุต ฌานก็คือทำลายกิเลส แล้วก็หลุดพ้นจากกิเลส แล้วก็ตกผลึกลงสั่งสมเป็นสมาธิ ตั้งมั่นเป็นจิตตั้งมั่น สะสมจิตสะอาด เราไม่สะสมจิตไม่สะอาด เราสะสมจิตสะอาด จึงเรียกว่าจิตใจตั้งมั่นเป็นสมาธิ จิตตั้งมั่นไม่ใช่กดข่มจิต กิเลสก็ยังอยู่เลยก็ไปกดข่มปิดบังมัน เหมือนปิดกองขยะ เหมือน ติณวัตถารกะ กลบด้วยหญ้า ซุกใต้พรหม มันไม่แสดงออกก็นึกว่ามันไม่มีไม่ใช่เรากดได้เก่ง ก็นึกว่าหมด สรุปแล้วจะต้องลืมตาทำอย่างเป็นลำดับจึงเป็นความอัศจรรย์ ในปหาราทสูตร เป็นความละเอียดซับซ้อน ศีลข้อที่ 1 ก็ทำให้เกิด อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา ก็ทำข้อที่ 2 ต่ออีกทำให้เกิด อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา อธิวิมุติ ศีลข้อที่ 3 ตา หู จมูก ลิ้น กาย ทวารภายนอก เริ่มปฏิบัติคุณก็ต้องมีทวารภายนอกแล้ว ไปหลับตาไม่มีทวารภายนอก จะไปพูดอย่างไรจึงจะทำให้คนลืมตาปฏิบัติ สะดุ้งเลย ผิดทาง สาธุ ทำแบบโพธิรักษ์นี่แหละ มันเสียเวลานะทำแบบนั้น เสียไม่รู้กี่กัปป์ เป็นเรื่องที่ยากมาก ที่จะรู้ว่ามิจฉาทิฐิเป็นอย่างไร หลับตานั้นของพุทธไม่มี ทิ้งไปเลยได้ คุณจะดันทุรังปฏิบัติอย่างไรก็แล้วแต่ ได้ฟังธรรมะพระพุทธเจ้ามากคุณก็ได้ประโยชน์มากอาจจะมีมรรคผลบ้าง หนักเข้าก็มีมรรคผลบ้าง อาสวะบางอย่างอาจจะดับได้ เพราะแสวงหาเป็นธัมมานุสารี ก็เจริญเป็นทิฏฐิปัตตะ ปัญญาวิมุติ อย่างเป็นสัดส่วนที่ถูกต้อง หากสายศรัทธาเป็นสัทธาธิกะ สายปัญญาธิกะใช้เวลาน้อยกว่าศรัทธาสองเท่า ส่วนสายวิตักกะ จะใช้ปัญญาก็ไม่เอา ศรัทธาก็ไม่เอาก็กลับไปกลับมา เหมือนว่าเราจะไปอเมริกา เราแน่นอนแล้วแต่ไปผิดทาง แต่คุณก็ไปได้เรื่อยๆ คุณก็ถึงอเมริกาได้แต่อีกนานมาก เท่านั้นเอง ขอให้เอาจริงเด็ดเดี่ยว สัทธาธิกะ ถ้าหากสัมมาทิฏฐิว่าจุดที่ไปถูกต้องแล้วมันจะโค้งอย่างไรก็ไปถึง แต่ถ้าไปอย่างสัมมาทิฏฐิ แป๊บเดียว 610615_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ลำดับอัศจรรย์ของ ศีล สมาธิ ปัญญา