อายะ 3 ช่วยตนเองเท่ากับช่วยคนทั้งโลก.docx
เนื้อหาในไฟล์
อายะ 3 ช่วยตนเองเท่ากับช่วยคนทั้งโลก อาตมาคิดว่าจะพูดรวมๆว่า อาตมาทำงานศาสนาในฐานะที่เป็นโพธิสัตว์ ผู้ที่เขาไม่ศรัทธาเลื่อมใสก็หมั่นไส้ อาตมาก็เลี่ยงไม่ออกที่จะต้องพูดความจริงยืนยันความจริงและเน้นด้วย คำว่าเน้นนี้ไม่ใช่ตื้นๆนะ แต่มันลึกซึ้ง เหมือนกับตอกตะปู ระหว่างตอกเบาๆกับตั้งใจตี ให้มันอย่าพลาดอย่าผิดเพี้ยน เอาให้ตรงเปรี้ยงๆ มันได้ผลดีกว่าใช่ไหม ทั้งคมทั้งแม่นทั้งตรง แรง ทีสองทีก็เข้าแล้ว แต่คนมันยังหนาอยู่ก็ยังไม่ค่อยลง หากตีแต๊กๆๆ ก็ไม่ลง ดีไม่ดีดันคืนมาอีก อาตมาตายพอดี ไปไม่รอด เพราะฉะนั้นการทำงานจึงเป็นเรื่องที่ย้อนแย้งมาก ยุคสุโขทัย ยุคเดิมของไทยต้นๆ ที่ได้บริหารมา เมืองไทยเป็นเมืองพุทธที่มีโลกุตระตั้งแต่ดั้งเดิมมา มีโลกุตระฝังในรากของจิต ในยุคนี้อาตมาได้คุ้ยเขี่ยโลกุตระขึ้นมา คนไทยมีวิญญาณ มีอนุสัยที่มันเป็นโลกุตระอยู่แล้ว อาตมาคุ้ยขึ้นมาไม่ง่ายเลย เพราะมันซ้อน ซ้อนตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า โลกุตรธรรมจะเสื่อมตามอาณีสูตร เล่ม 16 ข้อ 672 ในยุคพ่อขุนราม พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ มีโลกุตรธรรม แต่พอมาเรื่อยๆ คนไทยเริ่มเห่อ มายุคหลัง เข้าไปนิยมความรู้ทางตะวันตก เทวนิยม ยุโรป อเมริกา ก็เลยไปรับความรู้ใหม่เข้ามา ทั้งๆที่ความรู้เก่าของเราพวกเราผ่านมาทั้งหมดแล้ว ความรู้เทวนิยมนั้น ชาวอเทวนิยมหรือโลกุตระผ่านมาทั้งหมดแล้วมีอยู่ในเนื้อหมดแล้วไม่ต้องไปศึกษาอีก ถึงจะไปศึกษาก็เป็นความรู้ที่ปรุงแต่งใหม่ เป็นวิชาความรู้ที่บานปลายออกมา เพราะทางเทวนิยมเขาเองก็เสื่อม เพราะฉะนั้นไปเอาตอนยุคนี้ ในยุคหลังนี้ คือความเสื่อมขึ้นมาทั้งนั้น ฝั่งตะวันตกเสื่อมลงเสื่อมลง ทางตะวันออกกำลังเจริญขึ้นเรื่อยๆ อันนี้เป็นสัจจะความจริง เพราะฉะนั้นอย่าไปหลงตะวันตกมากนะ ศึกษาได้ แต่จงมีความภาคภูมิใ
อ่านต่อ
จในความรู้ทางตะวันออกเรา ขออภัยไม่ได้พูดให้เกิดความแตกแยกนะ แต่สัจจะมันมีภาวะ 2 อยู่เสมอในอะไรก็แล้วแต่ ตะวันตกกับตะวันออกเป็นภาวะ 2 เหนือกับใต้เป็นภาวะ 2 แต่เหนือกับใต้เป็นภาวะที่ยาก เพราะเป็นแกนที่ไม่เคลื่อนที่ อยู่กับที่ จึงได้รับความเจริญที่ช้าทั้งคู่ แต่ตะวันออกกับตะวันตกเป็นแกนที่รอบโลกรอบมหาจักรวาล ได้รับความแจ้งสว่าง ทั้งภูมิประเทศ ทั้งอะไรต่างๆ นานา องค์รวมของสภาวะ มันทำให้เจริญบริบูรณ์ได้กว่ากัน ส่วนเหนือกับใต้จะอยู่อย่างนั้น นาน แต่ตะวันออกกับตะวันตกหมุนรอบกว้างไกลกระจายได้กว่า จะเจริญเร็วหรือช้ากว่ากันก็เกิดจากเหตุปัจจัย ไม่ได้ยกตนข่มท่าน ถ้าจะพูดไปแล้วตะวันตกเขาเคยเจริญ ข่มตะวันออก ข่มอินเดีย ข่มจีนด้วย ตะวันตกยุโรปเขาเคยเจริญ แต่มันเจริญโลกีย์ไง แต่ตะวันออกเจริญโลกุตระ ตอนนี้โลกุตระกำลังเจริญ โลกียะกำลังเสื่อม ถ้าเข้าใจแล้ว ยอดปิระมิดมีหนึ่งเดียว สัจจะมีหนึ่งเดียว ความเจริญก็มีหนึ่ง ความเจริญรองก็เป็น 2 มีภาวะ 1 กับ 2 และ 1 ก็คือยอดของ 2 นี่คือสัจจะ มันจะเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นพวกเรานี่พากเพียรเถอะ เราช่วยตัวเองเท่ากับเราช่วยโลกทั้งโลก มันเป็นเหตุปัจจัย อิทัปปัจจยตาเกี่ยวเนื่องกัน เป็นรีเลชั่นกันอย่างนี้ทั้งนั้น เป็นปฏิสัมพันธ์อย่างนี้ทั้งนั้น เราช่วยตัวเองเท่ากับช่วยทั้งโลก มันมีอัตตากิเลสทั้งนั้น ให้ตนเองเด่น ดัง มีอำนาจโลกีย์จะยกอัตตา แต่ถ้าเป็นความเจริญของโลกุตระมันไม่ใช่ความเจริญอัตตา แต่เป็นความเจริญของโลก พระพุทธเจ้า แบ่งโลกกับอัตตา ไว้ 2 อย่าง เป็นภาวะคู่ ท่านจึงตรัส โลกาธิปไตย อัตตาธิปไตย ธัมมาธิปไตย ธรรมาธิปไตย ก็คือโลกุตรธรรม โลกียธรรม ในตัว เพราะฉะนั้นผู้ที่มีโลกียธรรม ย่อมรู้โลกกับอัตตา ไม่มาก แต่โลกุตรธรรม จะรู้ครบเรื่องโลก เรื่องอัตตา อธิปไตยหรือพลังงานความครบครันด้วยพลังงานสมบูรณ์แบบ ของโลก คือองค์รวมทั้งหมดอยู่บนโลก กับพลังงานอธิปไตยของอัตตา รวมเข้ามาหาตัวตนแต่ละคน คนที่เป็นโลกุตรธรรม ธรรมะโลกุตระก็เข้ามาสู่แต่ละคนๆ แต่ซ้อนลึกลงไปว่าแต่ละคนเป็นคนไม่ยึดอัตตา ไม่ยึดตัวเอง ไม่เอาตัวเองเป็นหลัก ไม่เอาตัวเองเป็นใหญ่ ถ้าเป็นชาวโลกุตระก็พยายามให้โลกเป็นใหญ่ เราเป็นผู้รับใช้โลก จบ ตัวจบของผู้รับใช้โลกจึงจบด้วยคำว่า อายะ 3 1. พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) 2. พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) 3. โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) อายะ แปลว่า ประโยชน์ หรือกำไร แต่ในความหมายของโลกุตระ หมายถึง สิ่งที่เกิด ที่เป็น ที่ได้ ถ้าเอาตัวตนเข้าไปยึดก็เป็นประโยชน์ของ เราเป็นกำไรของเรา แต่ถ้าเราไม่เอาตัวตนเข้าไปยึด มันก็เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ของ พหุชน เป็นกำไรของพหุชน ของมวลมนุษยชาติ ไม่ใช่ของเรา ของตัวเรา พหุชน คือ มวลประชาชน พหุคือมาก มวลทั้งหมด ชน คือคน พหุชน คือมวลชน หิตายะคือประโยชน์ อายะคือสิ่งที่เกิดได้ เป็นได้ มีได้ ขึ้นมา ผู้ที่สามารถรู้และทำขึ้นมาได้ ทำอะไร ก็คือทำประโยชน์ ทำประโยชน์ให้แก่มวลมนุษยชาติ ให้แก่พหุชน พหุชนสุขายะ มีอายะมีประโยชน์กำไรคุณค่า แก่พหุชนแก่มวลชน มวลประชาชนทั้งหลายแหล่ได้สุข คำว่าสุขเป็นคำกลางๆ ในโลกียะหลงสุข จะเอาสุขมากๆ ก็เกิดสุขายะสองนัย นัยโลกุตระกับโลกียะ กว่าจะสามารถซ้อนนัยะเป็นธรรมะที่สามารถล้างสุขออกจากมนุษย์ ทั้งโควิด มะเร็งและโรคสารพัด ยาก โรคที่จะล้างสุขออกจากมนุษยชาติ เป็นโรคที่ยิ่งใหญ่ที่สุด พระพุทธเจ้าตรัสรู้ความทุกข์ความสุขนี่แหละ ในอายะ 3 ความสุขความทุกข์เป็นตัวกลางที่ยิ่งใหญ่ พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) ประโยชน์กับคนได้ไม่ยากเท่าไหร่ ส่วน โลกานุกัมปายะ (รับใช้โลก อนุเคราะห์โลก ช่วยโลก) โลกเป็นผู้ได้ จบ ไม่ใช่ตนเป็นผู้ได้ แต่ภาวะจริงของความซ้อนอยู่ในตน ผู้ได้คือผู้เสีย ผู้เสียคือผู้ได้ จบตรงนี้ ถ้าไม่เข้าใจตรงนี้ ก็ศึกษาต่อไป ในหลวงรัชกาลที่ 9 ตรัสไว้ว่า ได้นั่นแหละคือเสีย ผู้เสียคือผู้ได้ ท่านก็อธิบายได้แค่นั้น ก็เป็นภาระของโพธิรักษ์ที่จะต้องมา ตอนนี้รู้สึกว่าจะชอบ ดาบน้อยวันนี้เอายามาให้อันหนึ่ง ยาหยอดจมูก กระชาย นี่ไม่ได้เจตนาจะโฆษณาให้ดาบน้อยนะ หยอดแสบจมูก ไม่บอกหรอกว่ามาจากอะไร คำว่าสุข ซึ่งเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ที่สุด พระพุทธเจ้าตรัสรู้เรื่องสุขและทุกข์ เป็นคู่ที่แยกไม่ได้เหมือนกระดาษแผ่นเดียวกัน หรือพลาสติกบางๆแผ่นเดียว จะแยกเป็น 2 ก็ไม่ได้แล้ว คุณจะได้อะไรก็ต้องเอาไปทั้งคู่ เหมือนกับฝ่ามือ คุณแยกเอาฝ่ามือกับหลังมือออกจากกันไม่ได้ คุณจะเอาแต่หลังมือไม่เอาหน้ามือก็ไม่ได้ มันแยกไม่ออก เหมือนกับสุขและทุกข์ เพราะฉะนั้นศาสนาพุทธจึงเห็นว่าความสุขเป็นเรื่องมายา แต่แท้จริงมันเป็นคู่หูที่มันอยู่ด้วยกันมันเป็นนักมายากล ความสุขความทุกข์มันเป็นนักมายากล คุณเอาสุขคุณก็ได้ทุกข์ แล้วคนที่ไม่รู้ก็ไปหลงความสุขสิ นี่แหละคือความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุด พระพุทธเจ้าถึงบอกว่าให้เรียนรู้ความสุขและทุกข์ ความสุขอยู่ที่ไหน อายะที่ 3 คือ โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) แปลว่าอนุเคราะห์โลก เพราะฉะนั้นโลกได้ประโยชน์จากการอนุเคราะห์ หรือการทำของตัวผู้ที่บรรลุโลก 3 บรรลุโลกาธิปไตย บรรลุอัตตาธิปไตย เป็นผู้บรรลุธรรม มีธรรมาธิปไตย อยู่เหนือโลกเหนืออัตตาได้ ต้องรู้โลกรู้อัตตาที่แท้จริงแล้วจัดสรรด้วยธรรมะ โดยเฉพาะธรรมะที่เป็นโลกุตระ ในโลกที่ยังไม่มีศาสนาพุทธ เรียกโลกยุคนั้นว่าพุทธันดร ถ้าคนไม่เข้าใจจะคิดว่าเป็นยุคที่เป็นยุคมีศาสนาพุทธ มีศาสนาพุทธอยู่ในระหว่าง (อันตระ) เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป แต่ในมหาจักรวาล พุทธ จะเกิดขึ้นในยุคหนึ่ง และพุทธจะไม่เกิดในยุคหนึ่ง เพราะศาสนาพุทธก็ไม่อยู่นอกเหนือไปจากกฎของไตรลักษณ์ มีลักษณะ 3 เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ตามเหตุปัจจัย ตามกาละเทศะฐานะ เหมือนกับธรรมศาสนาพุทธสมณโคดมมีอายุถึง 5,000 ปี ต่อจากนั้นก็เป็นกลียุค หมดจากกลียุคแล้วจึงจะเริ่มดีขึ้นมาใหม่ กลียุคจะล้างโลกและคนจะหมดไปเรื่อยๆ พอพูดถึงตรงนี้ก็นึกถึงสัจธรรมของธรรมชาติ อันนี้ลึกซึ้งนะโรคโควิดมันมาฆ่าคน แทนที่จะให้คนฆ่าคน คนฆ่ากัน กลียุคที่คนฆ่ากันทั้งหมดเลย คนฆ่ากันสุดท้ายไม่เหลืออะไรเลย อาตมาเคยเล่า เหมือนนักแม่นปืนสองคน เก่งพอกัน หันหลังชนกันนับหนึ่งสองสามยิงพร้อมกันตายทั้งคู่เลย สู่แดนธรรม... ลูกปืนวิ่งชนกันก็รอด พ่อครูว่า... ตัวคนใหญ่กว่าลูกปืนมาก นอกจากมันจะยิงกันไกล ออกนอกตัวคนเลยไม่ถูกแน่นอน จะไปกันใหญ่ พูดแล้วจะเลอะเทอะไปกันใหญ่ อายะ สุดท้าย จบด้วยการช่วยโลก รับใช้ระบบอนุเคราะห์โลก สรุปจบด้วยผู้รับใช้ ไม่ใช่ไปข่มเบียดเบียนบีฑาโลก แต่อ่อนน้อมถ่อมตนเป็นคนรับใช้ 640820_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ อายะ 3 ช่วยตนเองเท่ากับช่วยคนทั้งโลก