สื่อธรรมะพ่อครู(พระสูตรอื่นๆที่สำคัญ) ตอน อันตคาหิกทิฎฐิ 10 พิสดาร.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์13 KB
วันที่แก้ไข25 สิงหาคม 2562

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(พระสูตรอื่นๆที่สำคัญ) ตอน อันตคาหิกทิฎฐิ 10 พิสดาร มาขยายความ อันตคาหิกทิฎฐิ 10 อันตะคือที่สุด คา คือเกาะกลุ่มกันอยู่ คนใดมีคาหิกะ มีความรู้ไม่เป็นอาริยะและยึดในความเป็นที่สุด 10 ประการ ยังมีอยู่เยอะ อันตคาหิกทิฏฐิ 10 (ความเห็นอันถือเอาที่สุด, ความเห็นผิดที่แล่นไปสุดโต่งข้างใดข้างหนึ่ง — the ten erroneous extremist views) คือเห็นว่า 1. โลกเที่ยง (The world is eternal.) 2. โลกไม่เที่ยง (The world is not eternal.) 3. โลกมีที่สุด (The world is finite.) 4. โลกไม่มีที่สุด (The world is infinite.) 5. ชีวะก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น (The soul and the body are identical.) 6. ชีวะก็อย่างหนึ่ง สรีระก็อย่างหนึ่ง (The soul is one thing and the body is another.) 7. ตถาคตเบื้องหน้าแต่ตาย ย่อมเป็นอีก (The Tathagata is after death.) 8. ตถาคตเบื้องหน้าแต่ตาย ย่อมไม่เป็นอีก (The Tathagata is not after death.) 9. ตถาคตเบื้องหน้าแต่ตาย ย่อมเป็นอีก ก็ใช่ ไม่เป็นอีก ก็ใช่ (The Tathagata both is and is not after death.) 10. ตถาคตเบื้องหน้าแต่ตาย ย่อมเป็นอีก ก็มิใช่ ย่อมไม่เป็นอีก ก็มิใช่ (The Tathagata neither is nor is not after death.) พ่อครูว่า...ที่สุดเขายึดอยู่ตรงนั้นไม่ได้เข้าใจว่ามันมีก็คือมีไม่มีก็คือไม่มี แต่นี่ยึดความหมาย 10 อย่างนี้ไว้ ซึ่งอันที่ไม่มี ไปยึดความไม่มีมันก็ไม่มี แต่ไปยึดความไม่มีเป็นมีอีก 1. โลกเที่ยง (The world is eternal.)ไปยึดเอาว่าโลกเที่ยง ไม่เปลี่ยนแปลงไม่มีความเสื่อมคงที่อยู่อย่างนั้น คำว่าโลกก็ต้องไปขยายความอีก โลกคือข้อมูลบนความเคลื่อนหากไม่มีความเคลื่อนไหว ก็เรียกว่าโลกดับ หรือใช้ศัพท์ว่าโลกนิโรธ นิโรธมีสองแบบ 1 มิจ

อ่านต่อ

ฉานิโรธ ดับเหมือนกันแต่ว่าดับโลกีย์ดับธาตุรู้ที่ไปรับรู้สิ่งอื่น ไม่ได้รับรู้สิ่งนั้น สิ่งนั้นคืออะไรสิ่งนั้นคือกิเลส ดับกิเลสได้ละเอียดหมดแล้วเราจะชัดแจ้งว่าสิ่งที่มันปรุงแต่งที่เรียกว่าสังขารทั้งหลาย มันเป็นการมีพลังงานปัญญาเป็นตัวเข้ามาร่วมรู้ หากไม่มีก็เป็นพลังงานอุตุ เป็นพลังงานปรุงแต่งกันอยู่ความร้อนแสงเสียงแม่เหล็กไฟฟ้า มันก็แค่นั้น พอมาเป็นชีวะเป็นพืช เป็นสภาพแสงเสียงแม่เหล็กไฟฟ้า เมื่อมีชีวะ พีชะก็มีธาตุประธานแล้วธาตุบวก ธาตุลบ ปรุงแต่งกันเป็นสามเส้าเป็นความวน cyclic ไม่ออกไปจากความวน ผู้ที่มีความรู้แจ้งสามารถตีแตกแยก 3 อย่างนี้ได้แล้วทำให้ 3 อย่างนี้เปลี่ยนแปลงได้โดยมีความรู้ความสามารถทำให้เปลี่ยนแปลง เปลี่ยนแปลงสภาพลบ บวก ได้ประธานก็จะเปลี่ยนแปลง จนทำให้ลบบวกนี้เป็นหนึ่งจนกระทั่งทำให้เป็น 0 ได้ก็จบ จากนั้นจะเป็นหนึ่งเป็นสองเป็นสิบเป็นร้อยเป็นหมื่นเป็นล้านก็ไม่มีที่สุดก็ทำได้ แล้วถึงขนาดไม่มีตัวเลขให้นับเราจะไปถึงทำไม เพราะฉะนั้นพวกที่ไม่มีที่สุดนี้คือพวกที่ยึดถือว่าไม่มีที่สิ้นสุดก็คือความโง่ เพราะมันมีที่สุดแต่เขาไปยึดถือความไม่มีที่สุด แต่จริงๆแล้วมันมีที่สุด เขาก็ยึดถือว่าอย่างไรไม่มีที่สิ้นสุดนิรันดร แล้วพวกมีที่สิ้นสุดนี้มีหรือไม่มี...ก็มี ก็กลายเป็นคนมี แต่ที่ไม่มีที่สุดนี้ไม่มีบัญญัติว่าไม่มี แต่เขาไม่เข้าใจความไม่มี เขาไม่ซาบซึ้งความไม่มี เขาไม่ได้ไม่มีตั้งแต่โลกอบาย มาโลกกาม ต่อไปอีก ซึ่งเราก็มีได้ แต่ไม่ได้ยึดเป็นเราเป็นของเรา เราอาศัยใช้ทำประโยชน์เท่านั้นเอง ตายไปแล้วเราไม่ได้ยึดถือมันก็สลายไปได้ พลังงานจิตของเราไม่ดูดไม่ผลัก เป็นอุเบกขา แล้วรู้สภาวะ 2 ที่มันปรุงแต่งกันเป็น 2 เป็น 5 เป็นร้อยเป็นแสนเป็นล้านก็รู้ แต่ว่าจิตของเราทำได้ ของเราสักแต่ว่ารู้ แล้วเราก็ไม่ดูดไม่ผลักกับเขา เราจะอนุโลมร่วม ทำทีเป็นกับเขาไปเท่านั้นได้ แล้วเราก็ไม่ยึดมั่นถือมั่น ทำได้ เราไม่ทำก็วาง ปล่อย แต่เราร่วมกับเขาได้เหนียวแน่น แล้วเราก็วางได้ นี่เป็นความสามารถของจิต ผู้ใดมีตั้งแต่สิ่งที่หยาบต่ำสุดก็คืออบาย มันมีอยู่ในโลกแต่เราก็ไม่ดูดไม่ผลัก มันมาก็รู้ว่ามันมีมาคนที่เขาติด เราก็เห็นเขารู้ว่าเขาหลงอยู่กับอันนั้น ถ้าจิตเราไปลบหลู่เขา แต่ดูความจริงว่าจิตใจเขาต่ำแต่เราไม่ต้องไปข่มเขา หากข่มจิตเราก็เบ่งข่ม หากจิตไม่เบ่งข่ม เราก็น่าช่วยให้จิตเขาสูงกว่านั้น เป็นความซับซ้อนของจิตที่มีความปรารถนาอย่างนั้นจริง อาตมาพูดถึงทักษิณธัมมชโยหรือมหาบัว จริงๆ อาตมาอยากให้เขาเข้าใจอยากให้เขาดีอยากให้เขาเจริญขึ้นมาอย่างแท้จริง ถ้าเขาเป็นคนดีขึ้นมาเขามีความเฉลียวฉลาดอยู่ในตัวเขาเยอะ เมื่อมาเป็นสัมมาทิฐิเอาความสัมมาทิฏฐิมาใช้ให้ฉลาดมันก็จะเป็นประโยชน์ต่อโลก แต่นี่เขาไม่ปล่อยวางก็เลยไม่รู้จะทำอย่างไร ก็เอาก็พยายาม เห็นว่า มันน่าปลดตัวตน คำว่าตัวตนคำเดียว แต่เขาไม่ได้ศึกษาหัดล้างตัวตน ตัวตนระดับอบาย ระดับกามจนหมด เหลือรูปภพอรูปภพก็ล้างอีก เป็นสภาวะจริงเลยคุณจะมีความรู้ความจริงพวกนี้แล้วก็หัดทำออกเนกขัมมะ มันก็จะหมดลงได้

คุณเข้าใจโลกไม่ได้แต่เข้าใจว่าโลกมันเที่ยงที่จริงแล้วมันไม่เที่ยงทำให้ 0 ได้สำหรับคนที่ทำได้คนไม่รู้ก็ปล่อยให้เที่ยงไปตลอดนิรันดร คนไปยึดไม่เที่ยง แล้วก็ไม่ทำความเที่ยงให้ 0 คุณก็ทำไม่เป็น แต่คุณไปยึดถือสภาพที่มันไกลสุดกู่ไม่เที่ยงเลย อันนั้นก็คือโลกมันมีที่สุด แต่คุณไม่เข้าใจว่ามันไม่มีที่สิ้นสุด มันไม่เที่ยงมันไม่มีที่สุด ไปยึดมันทำไม คุณก็จำกัดโลกให้ได้ทีละโลกแล้วคุณจะรู้ที่สุดแห่งโลกแล้วโลกก็จะดับไปจนหมดโลก กามโลก รูปโลก อรูปโลก คุณก็จบแล้วนี่ แต่ถ้าคุณไม่เป็นไปตามลำดับไม่ตามคำสอนพระพุทธเจ้าคุณก็ทำไม่ได้ แล้วคุณก็ยึดถือ คนที่ยึดถือว่าโลกไม่เที่ยง กับคนที่ยึดถือว่าโลกมีที่สุด คนที่เขายึดถือในความเที่ยงเขาก็ไม่ได้มาเรียนรู้ว่ามันทำให้ 0 ได้มันทำให้สิ้นสุดไปได้ ที่สุดมีอยู่นะ ทำให้เกิดความมีของความไม่มี คุณทำความมีให้ไม่มีได้มันก็หมดที่สุด ที่สุดถึงไม่มี ทำความมีให้ไม่มีได้ก็ที่สุดแห่งความไม่มี พยัญชนะเช่นนี้ก็มาทำสภาวะให้ได้ โลกจะมีที่สุดหรือไม่มีที่สุดคุณก็ยึดถืออีก คุณก็ไปยึดถือความมีมันก็ไม่สุด ความมีมันใช้อาศัยเท่านั้น แม้แต่อาลัยก็เป็นภาวะซ้อน อาศัย หมดอาลัย อาลยะไม่มีเยื่อใยที่อาลัย ย ร ล คือสามเส้าของ cyclic คุณก็ทำลายละนี้ได้ โดยมีพลังงาน ย ตัว ลัย คือ ล กับ ย สรุปแล้วคุณจะรู้ว่าความมี คือมีคนที่ยึดถือว่าโลกเที่ยง มีคนที่ยึดถือว่าโลกไม่เที่ยงมันก็มี แล้วมันเป็นอย่างไรคุณจะยึดถือว่าเที่ยงหรือไม่เที่ยง คุณเอาปัจจุบันเป็นหลัก มีที่สุดก็มี ไม่มีที่สุดก็มี มันมีทั้งคู่แต่คุณก็ไม่ยึดถือได้ทั้งคู่

ชีวิตกับร่างกายเป็นคนละอย่างกับอย่างเดียวกัน...ร่างกายคือสรีระ มันมีชีวิตแต่ไม่นิรันดร ชีวิตระดับพีชะต่างจากจิตตรงไม่มีกรรมวิบากไม่ก่อเวรกรรม ชีวะของมันก็ดำเนินไป ดูดเอาของตัวเองมาใช้เท่านั้นไม่เป็นพิษภัยกับสัตว์อื่น หากไปรู้จักผู้อื่นแย่งจากผู้อื่นมา นี่คือเร่ิมจิตนิยาม เป็นสัตว์แต่ถ้าพืชมันดูดได้ก็ดูด หรือแย่งได้ก็แย่ง พลังงานดูดเอามาเป็นของตน หากดูด อุตุธาตุก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าพีชะกับพีชะ มันก็ไม่ทะเลาะกันใครมีแรงมากมันก็ได้มากกว่าเท่านั้น จะได้เท่าไหร่มันก็เอาเท่านั้น พีชะ พืชกับดินน้ำไฟลม ไม่มีธาตุรู้มันก็อยู่ได้ อะไรแพ้ก็เสียไป อะไรชนะก็ได้มาแต่ไม่ได้จองเวรจองกรรมกันไม่มีเรื่อง ก็ยังชีพตัวเองไป หากตัวเองไม่ต่อก็ร่อยหรอไป สุดท้ายสลายเป็นน้ำไฟลมมันก็เป็นอัตโนมัติของอุตุธาตุ แต่ถ้ามีปัญญารู้คำว่าจิตนิยาม เราก็แยกมาเป็นพีชะเพื่ออาศัยไม่ดูดไม่ผลักไม่ทำร้ายใคร เอาอันที่เขาให้แล้วมาเลี้ยงขันธ์ ศีลข้อที่ 2 เรารับแต่ของที่เขาให้ เราไม่รับของที่ใครเขาไม่ให้ แย่งไม่เอา คนนี้ก็ไม่ได้มีบาปเวรกันใคร แต่หากเขาจะเอาคืนก็เป็นความโง่ของเขา ยิ่งให้แล้วเอาคืนมากกว่าหลายเท่าก็ไม่ดีเราก็ไม่ทำ สรุป เที่ยงมันมีโลก กับอัตตา อัตตามีตั้งแต่พืช ระดับนี้ อัตตาระดับจิตนิยามเป็นอย่างนี้ เราก็รู้ในอัตตาในความเป็นโลก ชีวิตชีวะ พืชมันก็หมุนเวียน แต่ระดับสัตว์ เราก็รู้ว่า มันต่างจากสัตว์มันก็ไม่เบียดเบียนใครได้ พระอรหันต์สามารถทำให้จิตวิญญาณเราเป็นวิญญาณของพืชได้เราก็หมดพิษภัยต่อผู้อื่น มีแต่สร้างประโยชน์แล้วก็แถมมีจิตนิยามด้วย เราจะมาสร้างสรรให้มากๆ ช่วยคนอื่นให้มากๆทำของที่ดีเราก็ทำต่างๆลงไปมันจึงเป็นคุณค่าประโยชน์ ประกันชีวิตในระดับพืชชีวิตในระดับสัตว์ กับที่เป็น กาย กายคือรูปกับนาม อันนี้แหละที่เป็นที่สุด กายกับจิต หรือกายกับรูปนาม พีชะเป็นพลังงานชีวะ เรายังไม่เรียกนาม เราเรียกพลังงานอรูป พลังงานที่มีตัวประธานสร้างตัวเอง ในความเป็นชีวะของพืช มันต่างจากสัตว์ รู้จักกรรมที่ถึงขั้นสัพพปาปัสสอกรณัง กุสลสูปสัมปทา สจิตตปริโยทปนัง อาจมีน้ำหนักดีมากกว่าไม่ดี ดีก็กำราบไม่ดีได้บ้าง เป็นสัจจะอีกอันก็จะเชื่อว่าวิบากดีวิบากชั่วมีน้ำหนักเราทำดีไว้ด้วย ส่วนกิเลสมีแต่ทำร้าย มีบุญไว้ทำลายกิเลส ปุญญะ กับกุศล มันเป็นคนละอย่าง กุศลเป็นสมบัติส่วนบุญเป็นวิบัติอันนี้แหละยากมากและมีความลึกซึ้งซับซ้อน นัยสำคัญละเอียดมาก

ชีวิตคือชีวะ ส่วนสัตว์กับพืชก็ต้องแยกกันให้ออก สัตว์ตายแล้ว สัตว์ยังมีวิบากหมุนเวียน หากมันตายแล้วคุณไปยึดว่ามันไปไหน ไปเกิดที่ไหน เหมือนเทวนิยม ตายแล้วไปอยู่กับพระเจ้าและพระเจ้าอยู่ที่ไหนก็ไม่ทราบ พระเจ้าอยู่ที่สวรรค์ แล้วพระเจ้าก็เป็นผู้ที่สั่งให้ลงนรกได้ด้วย คนก็ต้องเอาใจพระเจ้าเอาไว้ ที่สุดของเขาคืออยู่กับพระเจ้าและพระเจ้าเป็นนิรันดรพระเจ้าไม่มีที่สิ้นสุด เขาก็ตีไม่แตก สุดท้ายก็ไปอยู่กับความไม่รู้ไปอยู่กับพระเจ้าเพราะตายแล้วเชื่อถือว่าไปอยู่กับพระเจ้า ศาสตร์ของพระเจ้าไม่ได้สอนเอาไว้เลย ไม่มีโลกุตรธรรมเลยของพระเจ้าไม่มี อยากมีก็มาเรียนโลกุตรธรรมกับพุทธ เรียนรู้แล้วคุณจะเชื่อตามหรือไม่เชื่อตามก็เป็นอิสระเสรีภาพ ถ้าคุณตัดสินว่าจะมาเอาอย่างนี้อย่างอื่นไม่เอาก็จะมามีที่สุดอันใดอันหนึ่งของ 2 เทวฺ คุณก็เลือกเอาอันใดอันหนึ่ง คุณมาเอาที่สุดแห่งพุทธ ก็จะมีที่สุดแห่งตายแล้วไม่เกิดอีกหรือตายแล้วเกิดอีกก็ทำให้แก่จิตเราได้ แม้แต่เราเป็นสัตว์ แต่เป็นสัตว์เจริญ แล้วเราก็ทำธาตุจิตของเราให้ตายแล้วไม่เกิดอีกก็ได้ เกิดอีกก็ได้ ไม่เกิดอีกอย่างสลายธาตุจิตให้เป็นอุตุนิยาม แม้แต่พีชนิยามก็ไม่ให้เหลือ หรือจะรออีกนิดหน่อยก็แล้วแต่ แต่มันไม่กลับมาเป็นจิตนิยามได้อีกแล้ว แยกธาตุไม่มีสัญญาอีกแล้ว ไม่เหลือ เป็นดินน้ำไฟลมไปหมดแล้ว พอมาเป็นสัตว์ มันอยู่ในคลังความจำ พอระลึกได้ก็เอามาเล่ามาบอกคนอื่นได้หากระลึกไม่ออกก็เอามาบอกคนอื่นไม่ได้ คนเขาจะรู้ได้เพราะคนนี้มีธาตุรู้ที่เคยผ่านมาแล้วเป็นอดีตผ่านมาแล้วดึงเอาอดีตมาใช้ เอามาพิสูจน์ยืนยันด้วยว่ามันเป็นอย่างที่ว่าไหม มันดี มันสูญ มันทุกข์มันสุข มันน้อยหรือมากก็เป็นพยัญชนะที่ระบุสภาวะ คุณทำได้ตรงหมด คุณก็รู้ได้เลยทำให้ตัวเองที่เป็นสัตว์นี้ไม่เกิดอีก แยกธาตุได้ก็จบ แต่ทีนี้พวกไม่ชัดวิตักกะ สัตว์ตายแล้วเกิดอีกก็มี ไม่เกิดอีกก็มี ชนิดที่ 9 ชนิดที่ 10 สัตว์ตายแล้วเกิดอีกก็ไม่ใช่ไม่เกิดอีกก็ไม่ใช่ ใครโง่มากกว่ากัน...อันที่ 10 มันก็มากกว่าเพราะมันสับสนว่าใช่หรือเปล่า ไม่ใช่หรือเปล่าแล้วไปยึดถือไม่ใช่ว่าเป็นความใช่ มันก็ยังคุมเครือมันใช่หรือไม่ใช่ เกิดอีกก็ไม่ใช่ไม่เกิดอีกก็ไม่ใช่คนนี้ก็ยึดไปสุดเลย อันตคาหิกทิฏฐิ คนชนิดนี้แม้แต่พระพุทธเจ้าแยกไว้ในทิฏฐิ 62 เป็นอดีต 18 อนาคต 44 แต่นี่ย่อเป็นอันตคาหิกทิฏฐิ 10 คุณก็ต้องมาเอาเกิดอีกก็ได้ไม่เกิดอีกก็ได้ ไม่เกิดอีกแบบสูงสุดเป็นอรหันต์แยกธาตุจิตนิยามเลยก็ได้ คุณเกิดอีกก็ได้ไม่เกิดอีกก็ได้ อาตมาเป็นโพธิสัตว์ก็ยังจะทำเกิดอีก อาตมามั่นใจที่จะทำให้ไม่เกิดตั้งแต่ โลกอบาย โลกกาม โลกธรรม โลกอัตตา แค่กามนี้ก็มากมายแล้ว กามนอกไม่มีแล้วก็มาที่รูป ลดลงไปอีกจนน้อยมาก อรูป มันไม่มีรูปมีน้อยมากแล้วก็ยังมีอยู่คืออรูป ตัวนี้ก็ทำให้มันไม่มีไปอีกเป็นสุดท้ายแล้ว มันไม่มีตัวตนใดๆ อรูปมาหลอกหลอนไม่มี นิ่งสูญสนิทเลย คุณก็พิสูจน์สิ คุณจะพิสูจน์ไป 10 ปี 20 ปียืนยันพิสูจน์ อรูปนี่แหละ คุณก็จะเป็นอรูป หรือเป็นสัตว์ชนิดอรูปสัตว์ที่นาน คุณจะต้องพิสูจน์กันไป คุณงงของคุณเองก็ไม่รู้ จนคนรู้จบ อรูป มันก็ไม่ใช่ตัวตนไปยึดถือมันทำไมคุณก็รู้จักอาการยึดถือ อาการไม่ยึดถือกับอาการปล่อย มุญจิตตุกัมยตาญาณ ปล่อยเปลื้อง พลังงานที่มันปล่อย หมดแรงดูดจริงๆคุณก็ต้องรู้ว่าคุณทำได้ จะปรินิพพานเป็นปริโยสาน คุณก็เลิกได้ คุณก็รู้หมดเลยความเป็นสัตว์ที่เกิดอีก ตายแล้วเกิดอีกก็มีตายแล้วไม่เกิดอีกก็มี อันสุดท้ายโง่สุดมันเกิดอยู่หรือไม่เกิดก็ไม่รู้ใช่หรือไม่ใช่ก็ไม่รู้ คุณก็เลยกลายเป็นโง่ที่สุด 620823_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ อันตคาหิกทิฏฐิ 10 โดยพิสดาร

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน