สื่อธรรมะพ่อครู(อัตตา) ตอน ผู้ออกจากความวนของตนได้จึงรู้ความวนของคนอื่น.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข25 สิงหาคม 2562

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(อัตตา) ตอน ผู้ออกจากความวนของตนได้จึงรู้ความวนของคนอื่น _SMS วันที่ 23 สิงหาคม 2562 (พุทธศาสนาตามภูมิ พ่อครู) _สุพัฒน์ เบ้าวันดี • เข้าใจท่านมีเจตนาที่อยากจะช่วยให้เขาหายโง่ เพราะมันถึงที่สุดของท่านแล้ว แต่ท่านควรหวนมองดูใจเขาบ้าง ถ้าเขาปฏิบัติถึงที่สุดแล้ว เขาก็คิดว่าท่านผิดทางแล้วและอยากให้ท่านกลับมาให้ถูกทางบ้าง อย่าไปนั่งคิดเอาเฉยๆท่านจะว่าอย่างไร จะไม่เถียงกันจนคอแห้งตายรึ ผมก็เข้าใจท่านปฏิบัติมาถึงขั้นนี้แล้ว จะประสงค์ร้ายคงไม่มี แต่มันยังมีแต่นะท่าน ผมไม่เคืองท่านหรอกท่านว่าผมยังงัย ผมอาจจะใช้คำอ้อมไปหน่อยไม่กล้าพูดตรงๆท่านจะเข้าใจพูดวกวน ใจจริงอยากจะให้ท่านเข้าใจ ว่ามันผิดยังงัย แต่มันก็ยากจริงๆ ผมว่าท่าน ฉลาดเกินที่จะเข้าใจพูดง่ายๆว่าสูงเกิน เลยมองไม่เห็นว่าผู้คนเขาทำเขาพูดกันอย่างไร จะให้คนส่วนใหญ่เข้าใจ สาธุ. พ่อครูว่า...คุณนั่นแหละต่างหากที่ถึงที่สุดที่คุณมีอยู่ แล้วคุณก็ยังวนอยู่นั่นแหละเพราะคุณยังไม่มี อัญญธาตุเกิดได้ คุณก็ยังวนจมอยู่ในโลกียภูมิอย่างนั้น ศึกษาให้ดีแล้วคุณจะเข้าใจความวนของคุณเอง แทนที่จะหาว่าอาตมาวน อาตมาพยายามที่จะสอนคนอธิบายให้คนรู้ว่ามันไม่ได้วนอยู่ในโลกีย์เท่านั้นมันมีโลกใหม่คือโลกโลกุตระ คนจะเข้าใจอัญญธาตุ โลกุตระยาก คุณสุพัฒน์ก็ยังสงสารอาตมาว่าพูดอย่างไรวนอยู่อย่างนั้น เขาเข้าใจว่าพูดกวนได้เก่งมากเลยสารพัดฉลาดมากเลยเอาอะไรมาพูดมากก็ไม่รู้ เขาก็เลยสงสารอาตมา ที่ว่าอาตมาออกจากความวนไม่ได้ ทั้งๆที่เขายังวนอยู่ในโลกีย์ อาตมาจึงต้องซ้ำซากบอกที่เก่าแล้วเสนอความใหม่ที่ คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) . แม้แต่สันตา (ความสงบ) ก็รู้ยาก คนท

อ่านต่อ

ุกวันนี้ไม่ได้เข้าใจ สันตา ความสงบของพระพุทธเจ้า เป็นความสงบที่ร้อนแรง เป็นความสงบที่ไวเร็ว เป็นความสงบที่เร็วยิ่งกว่าลูกข่างกินน้ำจั้นหรือลูกข่างนอนวัน เร็วไว จนกระทั่งนิ่งจึงเรียกว่าสงบ อย่างนั้นจริงๆ ความสงบของพระพุทธเจ้าที่คนไม่รู้ได้เข้าใจไม่ได้ง่ายๆ สันตา ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) (พตปฎ. เล่ม ๙ ข้อ ๓๔) ถ้าคุณสุพัฒน์ เบ้าวันดี เข้าใจอาตมาแล้วเห็นใจอาตมาจะส่งเสริมจะไม่ติงแต่จะให้กำลังใจ ผมเอาใจช่วย แต่นี่เขากลับว่า เขาเข้าใจว่าอาตมาวนอยู่อย่างนั้น ถ้าหากเข้าใจแล้วก็เป็นอรหันต์หมดสิ คุณเอ๋ย มันไม่ใช่ คำว่าความวน กับสันตา วนเร็วเป็นสภาพสอง เห็นเป็นสภาพ 1 แล้วแยก 1 นี้ไม่ได้ นี่แหละมันยากที่สุดในโลก มันมี 2 แต่เห็นเป็น 1 แยก 1 นี้ไม่ได้แล้วก็เลยอยู่กับ 1 ที่เป็น 2 3 4 5 จนเป็นมหาศาลหาที่สุดมิได้ เพราะฉะนั้น จึงจมอยู่กับ 2 ที่เป็นหนึ่งเรียกว่าเทวะ ตีไม่แตก ตีเทวะไม่ออก เพราะฉะนั้นเทวะว่าอย่างไรก็ว่าตามไปหมด ไม่มีอิสระเสรีภาพคิดเองไม่ได้รู้เองไม่ได้ ต้องให้พระเจ้าบอกถ้าไม่มีพระเจ้าแล้วโง่ตลอดกาล ก็ยังดีที่มีพระเจ้ามาเปิดเผยความรู้ไว้แม้จะไม่เป็นความรู้ที่ตาย ความรู้ที่ทุกคนแตะไม่ได้ ทุกคนขยายความอย่างละเอียดพิสดารไม่ได้ ต้องเป๊ะๆๆ ตามที่พระเจ้าว่าอย่าผิดเพี้ยนเลยนะมันก็จริงอยู่ ความจริงมันไม่ได้ผิดเพี้ยนไปจากความจริง แต่นี่ มันเป็นความต่าง เป็นความเป็นที่อยู่ในคราบของความตาย เพราะฉะนั้นความรู้ของเทวนิยมจะเป็นความรู้ตาย มีพระเจ้า อยู่ไหนก็ไม่รู้ ความรู้ตามพระเจ้านะ แล้วจะมีคนเป็นพระบุตรรับมาจากของพระเจ้าแต่ที่แท้แล้วเป็นของตัวเองนั่นแหละ ศาสดาทุกองค์ก็มีความรู้ของตัวเอง แต่ความรู้ที่เป็นเทวฺ ตีไม่แตกขยายไม่ได้ นี่มันไม่ใช่ของเรานี่เราขยายไม่ได้ ต้องเอาตามคำสอนที่บันทึกอยู่นี่แหละ ที่จริงก็ตัวเองบันทึกไว้เอง มีเท่าไหร่ก็เท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นศาสดาเยซู ศาสดามูฮัมหมัด ศาสดาบาไฮพระบาฮาอุลลาห์ เขาเข้าใจว่าศาสนามี 2 อันคืออย่างเทวนิยมกับอเทวนิยมซึ่งท่านก็จะเอามารวมกัน ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้มันเป็นสองตระกูลใหญ่ของมหาจักรวาล ฉะนั้นท่านจะทำความเป็นไปไม่ได้นั้นให้เป็นไปได้ท่านก็เลยไม่สำเร็จ เลยสร้างศาสนาบาไฮไม่เจริญ พวกคุณเองก็ยังไม่ค่อยรู้จักศาสนาบาไฮนี้เลย เป็นศาสนาใหม่ที่พระบาฮาอุลลาห์ ที่พยายามจะเผยแพร่แต่มันไม่ออกกว้างเพราะมันเป็นไปไม่ได้ มันเป็นสองตระกูลใหญ่ จึงจะมีสองอยู่ตลอด เทวฺ มนุษย์มีกายกับใจเป็น 2 มีรูปกับนามเป็น 2 รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ นามคือธาตุรู้ เพราะฉะนั้นเมื่อเกิดมาเป็นจิตนิยาม จิตนิยามเป็นธาตุรู้ที่รู้ได้สารพัดรู้รอบโลกรู้จักรวาล เป็นผู้รู้ที่สุดคือมนุษย์ รู้ตั้งแต่โลกียะในระดับของวัตถุสิ่งที่เป็นรูปธรรมสิ่งที่เป็นสสารพลังงาน จนกระทั่งถึงจิตนิยาม อุตุนิยาม พีชนิยาม ผู้ที่รู้จักจิตนิยามได้อย่างแท้จริงจึงเป็นผู้ที่รู้จักอุตุนิยาม พีชนิยาม แล้วสามารถสร้างกรรมนิยามธรรมนิยาม สร้างจิตตัวเองให้มีความสามารถจัดการกาย ได้สมบูรณ์แบบ ผู้ที่รู้จักคำว่ากาย กายคือเริ่มต้น เป็นหมวดหมู่ กายนี้แปลว่าหมวดหมู่ ฝูง กอง กายนี้ไม่ได้แปลว่า 1 แต่กายนี้รวมตั้งแต่ 2 ขึ้นไป ทุกวันนี้คนไทยเข้าใจคำว่า กาย เป็นเรื่องภายนอกนั้นผิดเลยเพี้ยนเลย อาตมาเป็นไก่ตัวพี่ที่เจาะกระเปาะไข่ออกมาในยุคกาละนี้ ทะลุโลกออกมา ไม่อย่างนั้นวนอยู่ในไข่ออกจากไข่ไม่ได้ อาตมาเป็นไก่ตัวพี่ที่ทะลุออกมาในยุคนี้ พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสไว้ว่าท่านเป็นไก่ตัวพี่ที่เจาะออกมาเป็นคนแรกในโลกนี้ที่ไม่มีโลกุตระ คนทั่วไปก็วนอยู่อย่างนี้ อย่างคุณสุพัฒน์ก็ตีอาตมา วนอยู่อย่างนั้นน่าสงสาร หากคุณรู้อย่างที่อาตมาพูดและเห็นใจอาตมาจะไม่ติติงอาตมามา แต่จะมีคำพูดที่ให้กำลังใจส่งเสริม จริงๆเป็นอย่างนั้น นี่ก็เป็นการขยายให้ฟัง แม้แต่คำว่ากายในศาสนาพุทธก็ผิดเพี้ยนไปแล้ว ยังดีที่ในพจนานุกรมยังมี กายแปลว่ากอง หมวดหมู่ แห่งเจตสิก หมวดของธาตุ เวทนาสัญญาสังขาร เป็นธาตุรู้รวมๆกันอยู่ เรียกว่ากาย พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสว่า เราเรียกกายว่า จิต มโน วิญญาณ ศาสนาพุทธผิดเพี้ยนไปแล้วเข้าใจว่ากายไม่ใช่จิต ไม่ใช่มโน ไม่ใช่วิญญาณ นี่คือมิจฉาทิฏฐิไปเลย เพราะฉะนั้นจึงเริ่มตั้งแต่กายกรรม ก็ผิดแล้ว ไปแปลว่า การออกกำลังกาย ทั้งๆที่กายกรรมมันหมายความว่า การกระทำหรือสิ่งที่พึงกระทำของกาย คือรูปกับนาม กายกรรมคือ สิ่งที่พึงกระทำทางกายก็ยังพอเข้าใจได้ แต่พอไปแปลว่าการออกกำลังกาย ออกนอกเขตเทศบาลพุทธไปเลย กัมมัญญตา แปลว่าความคล่องแห่งกาย เป็นความเป็นของควรแก่การงานหรือการกระทำแห่งกองเวทนาสัญญาสังขาร เป็นเรื่องของนามธรรมจริงๆ กายกัมมันตะ คือกายกรรม กายกลิ ซึ่ง กลิ คือโทษภัย แล้วโทษภัยของนาม จิตวิญญาณ สิ่งที่ชั่วช้าเป็นโทษที่อยู่ในกาย ก็คือกิเลสนั่นเอง กลิ ก็คือกิเลสนั่นเอง กายสาวะคือความหมักหมมแห่งร่างกาย เขาแปลอย่างนั้น ก็เลยคิดว่าเป็นขี้ไคล อุจจาระปัสสาวะทำความหมักหมมให้แก่ร่างกาย แต่กายสาวะ มันประกอบไปด้วยอาสวะ มันซ้อนเป็นรูปนามอยู่ในกายเรานี่แหละ กายคต สิ่งที่เป็นไปในกาย สิ่งที่อยู่ในกาย กายทัณฑะ กิเลสเครื่องร้อยรัดกาย กายคัณฑธ กลิ่นที่เกิดจากกาย เครื่องหอมที่ใช้ลูบไล้ร่างกาย

การเข้าใจคำว่ากายออกนอกเรื่องเป็นทิ้งจิตไปเลย ศาสนาพุทธจึงไม่เหลือเชื้อที่จะพัฒนาไปหากันหรือนิพพาน ลดกิเลสได้ นี่คือความผิดเพี้ยนของศาสนาพุทธ กายมันเข้าใจผิดไปมากกว่าหมายถึงสรีระ ถ้าหากอาตมาไม่ได้ขยายความอย่างนี้คุณก็จะเข้าใจกายเป็นสรีระ เข้าไปหาทางนั้นตลอดเวลาเลยจะไม่วนกลับ วกกลับ ให้หมายถึงจิตเป็นหลัก 620825_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ จรณะวิชชาที่พาเป็นคนจนอยู่เหนือคนรวย

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน