สื่อธรรมะพ่อครู(สมถะ วิปัสสนา) ตอน นั่งหลับตาสมาธิมีผลอย่างไร และการจงกรม.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(สมถะ วิปัสสนา) ตอน นั่งหลับตาสมาธิมีผลอย่างไร และการจงกรม _2166กราบนมัสการพ่อท่านด้วยความเคารพ ฟังมาว่าชาวอโศกไม่นิยมนั่งหลับตาทำสมาธิ ขอถามว่าอโศกมีการเดินจงกรมทำสมาธิไหมครับและมีวิธีการกำหนดการเดินอย่างไร และประโยชน์ของการเดินจงกรมทำให้สมาธิตั้งอยู่ได้นานนั้นเป็นอย่างไรครับขอพ่อท่านช่วยอธิบายให้ฟังด้วยครับ กราบขอบพระคุณครับ พ่อครูว่า...วันนี้จะขยายความพอสังเขป ที่บอกว่าชาวอโศกไม่นิยมหลับตาทำสมาธินั้น คำว่าไม่นิยมหมายความว่า พวกเราก็ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นว่าสมาธิต้องนั่งหลับตา เพราะสมาธิของพุทธนั้นไม่ใช่สมาธินั่งหลับตา เป็นสมาธิแบบชาคริยา เป็นสมาธิอยู่ในสภาพของคนตื่นลืมตามีการสำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 ตลอดเวลา และก็สร้าง ไฟฌาน พลังงานอุณหธาตุที่ร้อนจนขจัดไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะได้ แล้วมันก็ถูกกำจัดได้จริง ไม่ต้องไปหลับตาที่เป็นการ กดข่มสมถะ แต่ของศาสนาพุทธเป็นการกำจัดกิเลสออกไปจากจิตจริงๆ จึงเป็นความสงบที่เป็นปัสสัทธิไม่ใช่สมถะ กดข่มหรือวิกขัมภนะ วิกขัมภนะก็เป็นวิธีการกดข่มได้ผลเป็นสมถะ ในการปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้านั้นมีวิกขัมภนะกดข่มได้ด้วยแต่ต้องมีปัญญาชำระกิเลสไปได้สะอาดหมดจดไปเรื่อยๆ จึงเรียกว่าสร้างปุญญะให้เกิดผลจากปัญญา ปุญญะไม่มีปุญญา ไม่มีพหูพจน์นะ ปุญญะมีเดี่ยวถ่ายเดียวเส้นเดียวตรงเดียวไม่มีโค้งไม่มีสองเลย เป็นตัวกำจัด กำจัดเสร็จแล้วหายไปเลยกำจัดไม่เสร็จก็ต้องสร้างพลังงานนี้ขึ้นมาใหม่จนสามารถสร้างได้เก่งเรียกว่าทำฌาน ได้โดยไม่ยากไม่ลำบากซึ่งฌานทั้ง 4 จนเก่งจนชำนาญ จนเป็นบุญสำเร็จเกลี้ยงบุญก็ไม่ต้องทำอีกแล้ว แต่ฌานชำนาญมาก ก็เอาพลังงานที่กำจัดตัวที่ควรกำจัดมาใช้งานได้ในชีวิตประจำวัน พระอรหันต์พระโพธิสัตว์ก็ต้องใช้ ฌาน แม้พระโพธิสัตว์พระพุทธเจ้าก็ต้อง
อ่านต่อ
ใช้ ฌาน แม้อรูปฌานในฌาน 8 ก็เข้าใจแล้วใช้ตรวจสอบได้ เข้าใจได้เป็นลำดับ เป็นฌาน 8 ด้วย พระพุทธเจ้าปรินิพพานเป็นปริโยสาน พระอนุรุธก็ตรวจสอบฌานของพระพุทธเจ้า จิตของพระพุทธเจ้าที่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ท่านก็ทำ ฌานเป็นฌาน 1 2 3 4 ท่านจบที่ฌาน 4 ปรินิพพานตรงฌาน 4 ไม่ใช่ปรินิพพานฌาน 8 เป็นรายละเอียดที่เราไม่จำเป็นต้องลงก็ได้แต่รู้ก็ได้ ผู้ที่ถึงฐานแล้วมันจะใช้ได้ทำเป็นเอง ทีนี้ ถามว่า นั่งหลับตา หากเข้าใจอย่างเป็นสัมมาทิฏฐิ ว่าสมาธิไปนั่งหลับตานั้นเป็นอย่างไร คุณได้ศึกษาก็จะรู้ อาตมาก็อธิบาย นั่งสมาธิหลับตามีความสามารถเอามาใช้ได้ 4 นัย 1. พักผ่อน คนเข้าใจแล้วก็จะใช้ในการพักผ่อนแต่ถ้าไม่เข้าใจก็อาจจะเป็นติดได้ มันสบายจริงๆน่าดึงไม่ขึ้น เดี๋ยวก็อยากจะไปนั่งสบายอยู่อย่างนั้นยิ่งนั่งก็ยิ่งติดยิ่งติดก็ยิ่งนั่งแล้วจะขาดโลกวิทู แม้โลกานุกัมปาก็ไม่มี โลกุตระก็ไม่มีอยู่เหนือโลกไม่ได้ 1. ได้พักผ่อนแบบสงบจิต มีอุปการะมาก 2. ศึกษาเพิ่มทักษะในเจโตสมถะ และใช้ตรวจอ่าน ภาวะจิตต่างๆ ในภวังค์ เมื่อสงบแล้วมันก็จะใช้สัญญาในการคิดกำหนดรู้ ที่ผ่านมาจริงหรือไม่อย่างไร ก็ทบทวนได้ เราใช้ความจำศึกษาเปรียบเทียบได้ อาศัยการระลึกของเก่า ทุกวันนี้อาตมาก็ยังอาศัยเลย เข้าไปในภพแล้วเพื่อการนอนพักก็ตามจะใช้นึกคิดอะไรก็ทำได้ระลึกใช้สัญญาตรวจสอบได้ 3. เอื้อให้ปฏิบัติเตวิชโช (ทบทวน) ได้อย่างดี อันนี้เจตนาเอาของเก่ามาตรวจสอบลงบัญชีอย่างตั้งใจเลย เหมือนพ่อค้าแม่ค้าตรวจสอบ เช็คสต๊อกดูว่าอันไหนขาย ได้แล้ว อันไหนขายไม่ได้ เราทำให้กิเลสได้ดับไปหรือไม่ แล้วมันเกิดอีกหรือไม่ มันดับสนิทหรือยัง จนมันดับสนิท ดับอาสวะสิ้น กระทบกระแทกกระเทือนอย่างไรมันก็ไม่เกิดกิเลสอีกเลย เตวิชโช ต้องใช้ในการตรวจสอบไม่งั้นเราจะรู้ได้อย่างไรในการตรวจสอบ ธรรมะพระพุทธเจ้านั้นให้ตรวจสอบไปตามลำดับ มันชัดเจนเป็นลำดับอันน่าอัศจรรย์แล้วไม่เสียเวลามากวนไปมาซ้ำแล้วซ้ำอีก ได้หัวก็ลืมหาง กลับมาอีกก็ลืมหัวอีก ไม่ใช่ มันต้องเสร็จจบไปตามลำดับจึงไม่ย้อนไม่ซ้อนไม่ซ้ำ ได้แล้วจึงสมบูรณ์แข็งแรงยิ่งขึ้นถาวร อย่างนี้เป็นต้น 4. สร้างพลังทางจิต ที่จะนำไปทำฤทธิ์ต่างๆ (แต่ฤทธิ์ในพุทธศาสนา หมายถึง ฤทธิ์ที่ระงับ ดับกิเลส เพื่อไปสู่นิโรธ-วิมุติ-วิโมกข์-นิพพาน) ข้อนี้สำหรับผู้รู้ดีแล้วก็จะไม่ทำ ผู้ที่รู้แล้วก็ทำตามควร ผู้ที่ทำให้เป็นนั่งหลับตาก็จะฟุ้งซ่านมันยังคิดไปอยู่ มันก็เป็นได้จริงๆ ก็ไม่เป็นไรไม่ต้องไปกังวลเรียนรู้สิ่งที่เป็นกิเลสแล้วลดกิเลส กิเลสออกหมดแล้วเหลือแต่จิตคุณใสสะอาด จิตจะแคล่วคล่อง มุทุภูตธาตุ แล้วคุณจะรู้ว่าหากเร็วมันไม่ได้ก็จะหัดช้าบ้าง เร็วจนคนอื่นไม่ทัน ก็ไม่สอดคล้องไม่ได้เรื่องอะไร คุณก็จะรู้ว่าคุณควรช้าลง คุณจะปรับตัวให้ได้พอเหมาะสมพอเหมาะพอควร แล้วเดินจงกรมคืออะไร สรุปอีกที สมาธิของเทวนิยมคือสมาธิไม่สัมมาทิฏฐิ หมดสิทธิ์บรรลุนิพพานก็ได้ประโยชน์สมาธิมิจฉาทิฏฐิ ตายแล้วก็วนเวียนอยู่อย่างนั้นมันไม่ได้จบในตัวมันแค่กดข่มไว้ หมดฤทธิ์หมดอำนาจมันก็วนเวียนกลับไปอีกไม่รู้กี่ล้านชาติ แต่ถ้าใช้ปัญญามันจะรู้จริงเหมือนกับเด็กมันรู้ว่าไฟมันร้อน ทีหลังมันก็จะไม่แตะไฟ เพราะมันร้อนมันรู้จริงๆนะ มันไม่เข้าท่า จะไปทำทำไม มันรู้อย่างเด็ดขาด แต่ถ้าคุณจะอนุโลมเพื่อประโยชน์ผู้อื่นจะเสียสละตนเพื่อประโยชน์ผู้อื่นแม้มาก คุณก็ทำสิ ถ้าคุณอยากจะทนถ้าคุณไม่อยากทนคุณก็ทำเท่าที่คุณทำได้ จง กม แปลว่า เดิน เป็นสันสกฤตว่า จงกรม จัง คือการเดิน จ คือธาตุรู้ อัง กม คือทำ หรือ จัง กับ ก กับ ม เป็นพยัญชนะตัวต้นตัวปลายของพยัญชนะทั้ง 5 วรรค รากเหง้าของภาษาบาลี วรรคที่ 1 ก ข ค ฆ ง วรรคที่ 2 จ ฉ ช ฌ ญ วรรคที่ 3 ฏ ฐ ฑ ฒ ณ วรรคที่ 4 ต ถ ท ธ น วรรคที่ 5 ป ผ พ ภ ม เศษวรรค ย ร ล ว ส ห ฬ อํ
ชีวะชีวิตเริ่มต้น ก็มี ก ตัว กก ตัว เกิด สุดท้าย ม คือจิตวิญญาณที่จะแตกเป็นธาตุรู้อย่างอื่นไปได้สูงสุดก็ตอนนี้แหละ มม มมังการ มนะ ก็ผันไปได้สารพัด ก็รู้ก็ใช้ควบคุมจัดการได้ทุกอย่าง ส่วนพลังงานเศษวรรค คือประสิทธิภาพของไดนามิก cyclic ของการปรุงแต่งการเกิดเป็นองค์รวมสภาพตัวตนขึ้นมา ก็อํ พยัญชนะรากเหง้าเหล่านี้มันมีความหมายในตัวมันเอง อาตมาก็ยังดึงขึ้นมาได้ไม่หมด คนเขาอยากจะทำพจนานุกรมแต่อาตมาก็ยังไม่รับรองว่าจะช่วยขยายความอธิบายให้ดีทีเดียวจนถึงขั้นเป็นตำราได้ แต่ก็ค่อยๆขยับไป สักวันอาตมาถึง 120 หรือ 150 ก็คงจะมีทางได้พจนานุกรมเล่มนี้ออกมาได้ สมาธิแบบนี้เป็นอุปการะถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ต้องใช้ก็ได้มันเป็นเพียงตัวช่วย ถ้าไม่ต้องการตัวช่วยเราก็ไม่ต้องใช้มัน ถ้าเราใช้ได้มันเป็นอุปการะแล้วก็ใช้ การเดินทำให้เกิดการเคลื่อนไหว หากนั่งมันก็นิ่งเข้าภพไปได้ แต่การเดินควรจะต้องมีสติสัมปชัญญะต้องมีสัมผัสกับภายนอก ให้ดิ่งไปในจิต คุณรับสภาพกำหนดกรอบในทิศทางที่คุณเดิน แล้วก็กำหนดกรอบที่คุณจะรับรู้ เหมือนกับที่พระพุทธเจ้าท่านบอกกับคนที่รับรู้ตอนนั้นว่าท่านเดินอยู่ที่โรงกระเดื่อง เสร็จแล้วมีฟ้าผ่าในระดับที่ไม่ไกลวัวตาย 4 คนตาย 2 ดังสนั่น คนก็ไปดูกัน ดูแล้วก็เห็นพระพุทธเจ้าเดินจงกรมอยู่ในโรงกระเดื่อง เขาก็บอกว่าท่านสมณะ ก็ทักทายกัน เขาก็ว่าฟ้าฝ่า คนตาย 2 วัวตาย 4 พระพุทธเจ้าก็บอกว่าฟ้าผ่าหรือ คนเขาบอกว่า ท่านไม่ได้ยินท่านทำอะไรอยู่ พระพุทธเจ้าก็บอกว่าเดินจงกรมอยู่ แล้วท่านไม่รับรู้เหรอ ท่านมีสติอยู่หรือไม่ พุทธเจ้าก็บอกว่าต้องมีสติอยู่สิ คือ ท่านสามารถกำหนดกระบวนการรับรู้ของท่านเท่าใดก็ได้ ฌาน1 วิตกวิจาร ปีติ สุข ฌาน 2 ปีติ สุข ฌาน 3 สุข ฌาน 4 อุเบกขา เรากำหนดยังจิตให้อยู่ในอำนาจ วสวัตตีโกได้ (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) สมณะฟ้าไท...เมื่อเช้าฟังท่านมือมั่นว่า นั่งหลับตาสมาธิแล้วฟ้าผ่าก็ไม่ได้ยินได้ พระพุทธเจ้านี้เดินจงกรมตาเห็นอยู่แต่หูไม่ได้ยิน ถ้าหากหลับตาก็พอทำเนา แต่นี่ท่านกำหนดกรอบได้เลย เปิดหมดเลยแต่ไม่ได้เห็นไม่ได้ยิน คนก็ยากจะทำได้อย่างท่าน คนทำได้นอนหลับก็สบายมากเลย ภันเตติกขะเคยเล่าว่าพ่อท่านก็จะกำหนดหลับหรือตื่นได้ตามต้องการ อานิสงค์การเกินจงกรมก็มีหลายอย่าง เช่นทำให้เดินทน สมัยก่อนการเดินทางต้องใช้การเดินเป็นหลักแต่สมัยนี้ไม่ต้องเพราะพาหนะมีเยอะแยะก็ลดลงไป ประโยชน์อย่างอื่นคนก็ค่อยๆศึกษาไป 620821_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ อยู่กับบัณฑิตที่ให้คำตำหนิได้จะไม่มีวันเสื่อม