660807 ที่สุดแห่งที่สุดที่จะเกื้อกูลโลกได้คือโลกุตรธรรม รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม #35 ราชธานีอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2566
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์44 KB
วันที่แก้ไข29 กรกฎาคม 2568

เนื้อหาในไฟล์

660807 ที่สุดแห่งที่สุดที่จะเกื้อกูลโลกได้คือโลกุตรธรรม รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม #35 ราชธานีอโศก https://www.boonniyom.net/53230.html

ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1UE6flwtt5zG2ipUEtTxHpuvAizku4ZHb/edit?usp=sharing&ouid=101958567431106342434&rtpof=true&sd=true

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/135k1-WkDADjspDUEO4kx_OlARZG09lHD/view?usp=sharing และ https://podcasters.spotify.com/pod/show/dhamaporkru/episodes/660807-e27r5po

ดูวิดีโอได้ที่ https://youtu.be/1VgzlPPQIJw และ https://fb.watch/mgFZXSYnB_/

พ่อครูว่า... วันนี้วันจันทร์ที่ 7 สิงหาคม 2566 ที่บวรราชธานีอโศก ไปเรื่อยๆเวลาไม่เคยหยุด อาตมาเคยพูดว่า พระเจ้านี่นะ ถ้าแน่จริงหยุดเวลาให้หน่อยเถอะ พระเจ้าเก่งจริงหยุดเวลาสัก 5 วินาทีก็ได้ ลองหยุดดูซิ หยุดได้ไหม ถ้าพระเจ้าสามารถหยุดเวลาได้ ไม่ให้เวลาเดินไป ยิ่งหยุดได้เป็นชั่วโมงเลย หมายความว่าโลกนี้ชะงักหมดเลยโลกหยุดหมุน เวลาไม่เคลื่อนเลย ถ้าพระเจ้าทำได้พระเจ้าก็เป็นเจ้าของทุกสรรพสิ่งจริงเลย เอาล่ะพูดไปจะหาว่าเราไปท้าตีท้าต่อยอะไร นั่นมันเป็นเรื่องสัจธรรม ทางด้านโน้นเขาเข้าใจอย่างนั้นซึ่งยังเป็นเรื่องลึกลับ ยังเป็นเรื่องที่คิดว่ามันเป็นเช่นนั้น ซึ่งมันเป็นไปได้ยาก เพราะว่าเขายังมีตัวตน ก็เลยนึกว่าตัวตนนี้ยิ่งใหญ่กว่าอะไรหมด แต่แท้จริงตัวตนไม่ได้ยิ่งใหญ่กว่าธรรมชาติ ธรรมชาติยิ่งใหญ่กว่าตัวตน SMS วันที่ 4 – 6 ส.ค. 2566

_Araya Sripairoj อารยา ศรีไพโรจน์ · ฉากบัวในรายการวาไรตี้บุญนิยม ที่อยู่ด้านหลังท่านบสมณะบินบน งดงามยิ่งค่ะ 🙏🙏🙏 พ่อครูว่า... ดี งดงามก็ดี แต่อย่าไปหลงงดงามมากนัก พอใช้ได้ก็เอาล่ะ

สื่อธรรมะพ่อครู

อ่านต่อ

ตอน ตาลยอดด้วนคือพวกปาราชิก _นางจับใจ ธนะโภค · กราบนมัสการพ่อครูฯ น้อมกราบเรียนถาม ค่ะ ช่วงแรกๆ ที่ดิฉันมาปฎิบัติธรรมกับหมู่กลุ่มชาวอโศก พ่อทางสายเลือด(นักธรรมโท) จะพูดเชิงตำหนิ ว่า ดิฉันปฎิบัติธรรมเหมือน "ตาลยอดด้วน" "ตาลยอดด้วน" หมายถึงอะไรคะ พ่อครูว่า... ตาลยอดด้วน เป็นการตำหนิที่แรง ตาลยอดด้วน หมายถึง พระปาราชิก ตาลที่ยอดด้วนแล้ว ตาลที่ถูกตัดยอดด้วนแล้ว ตายอย่างเดียว ไม่มีทางอื่นเลย เหมือนกับพระที่ทำปาราชิกแล้ว ชาตินั้นทั้งชาติตาย ชาตินั้นทั้งชาติสิ้น สิ้นธรรมะของพระพุทธเจ้าที่จะต่อ ยอดด้วน ที่จะพัฒนาต่อ ที่จะได้เล่าเรียนต่อ ที่จะก้าวหน้าต่อ เพราะฉะนั้นแม้แต่คนที่จะประพฤติกับผู้ปาราชิก ก็ต้องพูดเหมือนกับเขา ไม่ให้มาคบคุ้นกับความเป็นคน คบคุ้นกับพวกเราพวกที่มีธรรมะ ส่วนตัวของเขามันเป็นเรื่องอิสระเราไปละลาบละล้วงไม่ได้ เขาจะไปคบกับใครต่อใครอื่น แต่ถ้ามาคบกับเราชาวพุทธทุกคน ชาวพุทธทุกคนตัด ปาราชิก มันมีโทษหนักกว่า พรหมทัณฑ์ โทษพรหมทัณฑ์ อนุญาตให้อยู่กับหมู่ชาวพุทธด้วยกันได้ คนๆนี้เป็นโทษระดับพรหมทัณฑ์แล้ว จะไม่บอกไม่สอน ไม่แนะนำเขาเหมือนเขาไม่มีอยู่ในโลก เขามีอยู่ก็มีชีวิตเหมือนคนธรรมดา เรื่องธรรมะไม่เกี่ยวเลย นี่คือ เรียกว่า พรหมทัณฑ์ อยู่ร่วมด้วยได้ สัมผัสสัมพันธ์ได้ แต่ไม่มีใครเสริมเติมให้ธรรมะอะไรต่ออะไรได้ เขาจะขวนขวายเองอะไรๆ เป็นเรื่องของเขา แต่ปาราชิก ร้ายแรงกว่าพรหมทัณฑ์ คือ ให้ออกมาจากหมู่เลย อย่าให้มาเกี่ยวข้องสัมพันธ์ ถ้าเข้ามาใกล้ในระยะหนึ่งใครเห็นใครรู้ว่า สมีเข้ามาใกล้ในระยะหนึ่ง ให้คนไปเชิญออก อย่าให้เข้ามา ร้ายแรงถึงขนาดนั้น แต่ศาสนาพุทธมันเสื่อม จนกระทั่งไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ปาราชิกแล้วก็เอามาคลุกคลี ดีไม่ดีมีโทษแค่ไม่ให้กลับมาบวชได้อีก นี่ เสื่อมถึงขนาดนั้น จะให้มาเป็นมัคนายก ดีไม่ดีเป็นผู้สอนธรรมะอีกได้ แต่ไม่ให้บวชอย่างเดียว นี่คือความเสื่อมมาก ไม่รู้จักของเน่าของดี ปนกันเละไปหมด นี่คือเป็นการยืนยันความเสื่อมที่แท้จริงได้

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน นิกายกับนานาสังวาสต่างกันอย่างไร _อุเทน ศรียัง · พระพุทธองค์มีเพียงเส้นทางที่ชี้ ให้กับมนุษย์ทุกๆคนได้เดินบนเส้นทางเหล่านั้นครับ แต่พระพุทธองค์มิได้ทรงแบ่งแยกว่าจะต้องเป็นนิกายนั้นนิกายนี้ที่จะบรรลุธรรมได้ครับ เพียงแต่ต้องทำเองปฏิบัติเองถึงจะพบเองเห็นเองได้ครับ พ่อครูว่า... พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงแบ่งนิกาย แต่มีคำอธิบาย มีความหมาย คำว่า นิกาย ในยุคที่พระพุทธเจ้ายังอยู่ ยังไม่เกิดนิกาย แม้แต่เทวทัต พระพุทธเจ้าก็ทรงมีพระเมตตา ไม่ได้ไปจัดเทวทัตเป็นนิกาย แต่เทวทัตมีธรรมะที่คนละอย่างกันกับพระพุทธเจ้า เข้าใจกันคนละอย่าง ทิฏฐิคนละทาง พระพุทธเจ้าจึงตรัสเรื่องที่มันไม่เหมือนกันนี้ ออกไปเป็นนานาสังวาสเท่านั้น แต่ท่านก็หมายถึงนิกาย หมายความว่า ท่านก็ได้อธิบายคำว่า นิกาย ว่าถ้านิกายแล้ว ผู้ทำแตกแยก เรียกว่าทำหมู่สงฆ์ให้แยกเป็น 2 อันนี้เป็นอนันตริยกรรม แตกแยกกันคือไม่ได้เป็นศาสนาพุทธด้วยกันเลย เรียกว่าแตกแยก นิกาย ไม่ได้เป็นศาสนาพุทธด้วยกัน ถ้ายังเป็นศาสนาพุทธด้วยกัน ไม่ทำสังฆกรรมด้วยกัน แยกการทำสังฆกรรมคนละอย่าง เพราะเข้าใจทิฏฐิกันคนละทาง อันนี้แค่นิกาย แต่ถ้าเผื่อว่าให้ร้ายแรงกว่านั้น ไปยึดมั่นถือมั่นเอง อันนี้เป็นจิตใครจิตมัน ไปยึดเองว่าคนละนิกาย ทั้งๆที่เขาก็ขึ้นต่อธรรมะพระพุทธเจ้านี่แหละ เขาก็ศรัทธาพระพุทธเจ้า ศรัทธาคำสอนพระพุทธเจ้า แต่เขาอธิบายคนละอย่าง ผิดแปลกแตกต่างกันไป เชื่อถือกันคนละอย่าง ได้มรรคได้ผลกันคนละอย่าง พระพุทธเจ้าองค์เดียวกัน แต่มันต่างกัน บางทีเราก็ใช้โวหารว่าพระพุทธเจ้าคนละองค์ แต่ที่จริงคือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยสมมุติ เป็นพระพุทธเจ้าองค์เดียวกัน แต่โดยปรมัตถ์นั้น เข้าใจเนื้อความหมายเนื้อแท้ของธรรมะของพุทธเจ้า มันมีความแตกต่างกันในธรรมะ พระพุทธเจ้าคือ หมายถึงจะเอาจุดชัดๆก็คือ รูป มีตัวตนรูปร่างที่ยังอยู่ในยุคพระพุทธเจ้าที่ยังทรงพระชนม์ชีพ ก็คือพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเมื่อประกาศธรรมะไว้ครบแล้วหมดแล้ว สิ้นพระชนม์ไป ปรินิพพานไป ก็เหลือแต่ธรรมะ ทีนี้ธรรมะก็มาเป็นนิกาย มาเป็นนานาสังวาสอะไรกัน ก็ต้องเข้าใจคำว่า ที่แตกต่างกัน อย่างนานาสังวาส เรียกว่าแตกต่าง ถ้านิกายนี้เรียกว่า แตกแยก แตกกันไปคนละเสี่ยงคนละพวก คล้ายกับคนละศาสนาเลย เพราะฉะนั้น ถ้าเป็นนิกายแล้ว ผู้ที่ถือว่าเป็นนิกาย จะรุกราน และหรือ รุกรานหรือไม่รุกรานก็ว่ากันอย่างสาดเสียเทเสียเลย นั่นคือจิตชนิดที่เกลียดชังกันแรง ผลักดันกันแรง ขาดความเมตตา ซึ่งพระพุทธเจ้าไม่ส่งเสริมให้เกิดจิตชนิดนี้ในโลก เป็นสัตว์โลกด้วยกัน มีความปรารถนาดีต่อกัน มีความหวังประโยชน์เพื่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ให้ได้ อย่างนี้เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เป็นลึกซึ้งที่เราต้องค่อยๆศึกษากันไป สรุปแล้ว นิกายกับนานาสังวาส เป็นความต่างกัน 2 ชนิด นิกายก็ชนิดหนึ่ง นานาสังวาสก็ชนิดหนึ่ง เป็นคู่สุดท้ายที่เราจะต้องเข้าใจกันว่า จะแบ่งแยกอย่างไร แตกต่างอย่างไร แตกแยกอย่างไร ให้ชัดๆ สรุปไว้แค่นี้ก่อนก็แล้วกัน พ่อครูว่า... เราเข้าใจให้ได้แล้ว อย่าทำตนให้เป็นนิกาย ทำตนอย่างไม่เหมือนกัน อย่างมากก็แค่นานาสังวาส ดีที่สุด

_บุญนิยม รองกิจ · กราบนมัสการท่านสมณะทุกรูป เสียดายลุงตู่บ้านเมืองกำลังไปด้วยดีคนที่ไม่เอาลุงตู่ มีสองกลุ่ม กลุ่มแรกล้มเจ้า กลุ่มสองไม่รู้เรื่องอะไรบ้านเมืองจะเกิดอะไรขึ้นจะเอา 450เอา3000 แต่น่าเห็นใจเขาดูแต่ทีวีดิจิทัล พ่อครูว่า... ไม่ดู 2 ส่วน ไม่ดูโลกอันกว้างขวางเขาและไม่เปรียบเทียบ ไม่เห็นนัยสำคัญมันมีอะไรแตกต่างกัน คนพวกนี้ก็อยู่ในโลกแคบถือว่าถูกครอบงำก็ดี คนที่อ่อนเยาว์ต่อโลกก็ถูกเขาครอบงำ ถูกเขาเอาไปเป็นบริวาร เป็นลูกกะโล่ แบบนี้แหละ เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าคนที่มีอย่างนั้น เราก็ไม่รู้จะไปบังคับเขาได้อย่างไร เขาสมัครใจเขามีภูมิธรรม เขาเป็นเช่นนั้นได้แค่นั้น เพราะฉะนั้น คนที่จะพยายามศึกษาธรรมะดีๆแล้วก็จัดสรรตัวเองให้อยู่ในพวกบัณฑิต อยู่ในพวกหมู่กลุ่มที่จะนำพากันไปให้มีสัมมาทิฏฐิให้ได้ ต้องใช้ศัพท์วิชาการว่าต้องพยายามมีสัมมาทิฏฐิให้ได้ อย่าให้มันผิดเพี้ยน แล้วมันถึงจะเป็นไปได้

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน งานการเมืองสำคัญต่อทั้งตนและสังคมวงกว้าง _Jaitham Sittinawin ใจธรรม สิทธินาวิน · กราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงยิ่งค่ะ ดิฉันเคยสงสัยว่า ทำไมพ่อครูให้ชาวอโศกทำงานการเมือง ก็คิดและพยายามทำความเข้าใจมานาน จนพอจะเข้าใจบ้างแล้วว่า การที่พ่อครูพาชาวอโศกทำงานการเมือง เพราะดิฉันเข้าใจว่า งานการเมืองนั้นสำคัญ อยากให้คนกิเลสน้อยได้ทำงานช่วยมนุษยชาติ เพราะการเมืองกระทบกับคนหมู่มาก ถ้าทำดีจะช่วยประชาชนได้มาก คิดแบบนี้ถูกต้องไหมคะ พ่อครูว่า... ถูกต้องสิ การจะทำดีนี้ มีความหมายว่าทำถูกต้องสัมมาทิฏฐิ เมื่อทำถูกต้องสัมมาทิฏฐิ มันก็เป็นประโยชน์ต่อกันและกัน ต่อตนต่อสังคมต่อเพื่อนมวลมนุษย์ต่างๆ แต่ถ้ามิจฉาทิฏฐิก็เป็นโทษ งานการเมืองนั้นเป็นงานที่กระทบสัมพันธ์กับคนหมู่มาก ไปเป็นลูกคลื่นไปไกลเลย จนกว่าจะหมดเรี่ยวแรงของความเชื่อมต่อ เพราะฉะนั้น การทำงานการเมืองจึงเป็นงานสำคัญที่จะมีผลต่อมวลมนุษย์ที่เราอยู่ร่วมด้วย เราเป็นคนไทย การเมืองของไทย การเมืองแบบไทย เราจะไม่เอาตาไม่ดู หูก็ไม่ได้ยินอะไร ปล่อยให้นักการเมืองหรือผู้บริหาร ใครต่อใครที่เขามีหน้าที่บริหารจัดการปู้ยี่ปู้ยำอย่างไร แต่เราก็เป็นพลเมืองอยู่ในสังคมนั้นประเทศนั้น เราก็ได้ผลกระทบ ถ้ามันเลวร้าย เราก็เป็นเหยื่อให้แก่ผู้บริหาร ให้แก่ผู้ที่เป็นทรราชผู้ที่เลวร้าย ซึ่งมันเสียหายมาถึงตัวเองด้วย เสียหายไปกับพลเมืองหมู่กลุ่ม ประชาชนร่วมประเทศร่วมสังคมเดียวกันด้วย เพราะฉะนั้นเราจะปล่อยปละละเลย ไม่เอาตาดูหูแล อันนั้นมันเป็นคนเห็นแก่ตัว มันเป็นคนใจดำ มันเป็นคนโง่ โง่เห็นแก่ตัวสนิทเลย มันไม่ดี _เมื่อเข้าใจแล้ว ก็เลยคิดว่า ถ้าพ่อครูให้เริ่มจากสมัครเป็นนักการเมืองท้องถิ่นก่อน ซึ่งจะได้ใกล้ชิดกับชาวบ้าน ได้ช่วยชาวบ้านได้ค่ะ และจะได้เป็นฐานสู่การเมืองระดับประเทศ ดิฉันรู้ว่า ชาวอโศกทำตลาดอาริยะ หรือการแจกอาหาร การบำเพ็ญบุญอย่างนี้ ทำให้มีความสุขมากๆ เลยค่ะ ถ้างานการเมืองช่วยประชาชนได้มากก็ต้องดีมากเลยค่ะ พ่อครูว่า... ถูกต้อง อาตมาไม่ขยายความ เราก็จะเริ่มไปเรื่อยๆ ตามลำดับ อย่างที่คุณเข้าใจนี่แหละ เริ่มจากหมู่ท้องถิ่นไปตามลำดับ ไม่อ้าขาผวาปีกที่จะไปทำใหญ่มาหาเล็กหรอก เราทำจากเล็กไป พัฒนาไปตามจริง ความเป็นจริงได้แค่ไหน ก็ก้าวหน้าไปตามลำดับๆ เราก็จะทำอย่างนั้นนะ

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน เรี่ยไรทองให้คลังหลวงไม่ใช่กิจของสงฆ์ _สว่างแสง ขวัญดาว · น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ พ่อครูคะ พ่อครูวิจารณ์ทางปฏิบัติของหลวงตามหาบัว แยกแยะได้ชัดเจนมากว่า กรณีที่หลวงตาไปรวบรวมทองคำมานั้น แม้จะมอบทองคำทั้งหมดให้เป็นสมบัติชาติ ก็เป็นการเรี่ยไร ไม่ใช่กิจสงฆ์ พ่อครูว่า... อันนี้คุณเข้าใจได้ถูกต้อง ดีมาก ว่า การเรี่ยไร ไม่ใช่หน้าที่ แม้ระดับประเทศก็ตาม ไม่ใช่หน้าที่ของสงฆ์ที่จะไปทำ มันเสีย แนวลึกแล้วก็ ทุกอย่างเป็นไปตามเหตุปัจจัย เป็นไปตามกรรมวิบาก เราไม่น่าจะต้องไปอวดดี โดยไปแสดงถึงจิตของเราเหมือนเก่งเหมือนใหญ่ ฟังดูมุมหนึ่ง มันเหมือนดูดีเหมือนเราช่วยชาติช่วยประเทศ แต่ดูดีของคุณ คุณก็ทำส่วนตัวของคุณสิ คุณไปเรี่ยไรโดยเอาอภิสิทธิ์คือเป็นภิกษุ เอาศาสนาไป พูดชัดๆคือคุณเอาศาสนาไปหากิน ใช้ศัพท์ตัวนี้จะชัดขึ้น คุณไม่ได้หากินหรอก คุณเอามาก็เอาไปให้ประเทศชาติ แต่มันเป็นเหมือนคุณเอาศาสนาไปทำมาหากิน ไปได้สิ่งนั้นมา แม้คุณจะเอาสิ่งนี้มาทำทาน ฟังดีๆ อันนี้ลึกซึ้งนะ คุณไปเรี่ยไรเงินคนแล้วเอามาทำทาน การที่คุณเรี่ยไรนั้น คุณไม่ได้บอกนะว่าคุณเอาแต่คนรวยนะ ถ้าจะเรี่ยไรคนต้องรวยขนาดนี้จึงจะมาทำทานกับเราได้ ถ้าตำกว่านี้คุณไม่รับ แต่คุณบอกว่าได้บุญ บุญใหญ่บุญมาก คนจนมันอยากรวย คนจนนั่นแหละมาบริจาคด้วย คนจนนั่นแหละมาบริจาคเยอะ เพราะอยากได้ตามที่คุณไปครอบงำตามความคิดว่าเขาจะได้รวย ซึ่งเขาจะได้รวยหรือไม่ได้รวย มันมีเหตุการณ์อยู่แค่จะมานั่งเรี่ยไร แล้วเขาจะได้เสียสละ คนเสียสละทำทาน คุณก็สอนไม่เป็น มหาบัวสอนทำทานไม่เป็น สอนทำทานให้จิตขี้โลภ ไม่ได้สอนทำทานให้จิตเสียสละออก ตาม”ทานสูตร” (พตปฎ.เล่ม 23/ข้อ 49) ที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ คือทำจิตไม่ให้อยากได้อะไรเลย ไม่มีแม้แต่ความหวังอยากได้อะไรตอบแทนคืน เรียกว่า ไม่มี”สาเปกโข” จึงจะเป็นการทำทานที่มีอานิสงส์ ถ้ายังมีสาเปกโขนั่นไม่มีอานิสงส์ขั้นหนึ่ง และยิ่งมีการยึดไว้ต่อเลยนะ นอกจากสาเปกโขหวังว่าจะได้สิ่งตอบแทน ถ้าไม่คิดผูกพันธ์ก็มีวิบากแค่นั้น แต่ถ้ายังมีคิดว่านี่เราทำทานแล้วจะต้องได้ผลตอบแทนคืน เป็น “ปฏิพัทจิตโต” เป็นเวรภัย เป็นกรรมวิบากที่จะต้องผูกพันจิต จะต้องตอบแทนกันไปกันมาด้วยความโง่ก็ยิ่งแก้แค้นคืนอยากได้คืน ดีไม่ดีหนักเข้า แย่งชิงกันเลย จากนั้นอีก จากปฏิพัทจิตโต ยังมี “สันนิธิเปกโข” สั่งสมเป็นคลังเลยทีนี้ อ้า นี่เราได้ทำบุญเท่านี้ๆๆ ต้องได้คืนเท่านี้ๆ ดีไม่ดี คิดดอกเบี้ยด้วย หรือที่งมงายขึ้นคือจะได้อาศัยใช้กินในชาติหน้า นั้นเป็นระดับที่4 “ปริภุญชิตสามีติ” ว่านี่เป็นของฉันจะได้เอาอาศัยกินในภพชาติหน้าที่ตายไปแล้ว นี่คือเป็นมิจฉาทิฏฐิทั้งสิ้น เหล่านี้คุณไม่ได้สอน ทานสูตร มีอยู่ในพระไตรปิฎก ล.23 ข.49 ทานสูตร ไปเปิดดูถ้ามีพระไตรปิฎก พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ชัดเจน ทานสูตร เทวดา 6 อย่าง พรหม 1 อย่าง อันที่ 1 จาตุมหาราชิกา(ท้าวกุเวร ท้าววิรุฬหก ท้าวธตรฐ ท้าววิรูปักษ์) คือ ทำทานแล้ว 1. ยังมีความหวัง ให้ทาน สาเปกฺโข(มุ่งหวัง) ทานํ เทติ 2. มีจิตผูกพันในผลให้ทาน ปฏิพทฺธจิตฺโต(ผูกพัน) ทานํ เทติ 3. มุ่งการสั่งสม ให้ทาน สนฺนิธิเปกฺโข(สั่งสม) ทานํ เทติ 4. ให้ทานด้วยคิดว่า เราตายไปจักได้เสวยผลทานนี้ ปริภุญฺชิสฺสามีติ(ให้ข้ามภพชาติ) ทานํ เทติ อันที่ 2 ดาวดึงส์ คือ ทำทานเพราะว่าเห็นว่าเป็นความดี อันที่ 3 ยามา คือ ทำทานเพราะเพื่อเป็นประเพณี อันที่ 4 ดุสิต คือทำทานเพราะเห็นว่า สมณะหุงหาอาหารเองไม่ได้ อันที่ 5 นิมมานรดี คือทำทานเพราะทำตามฤาษีใหญ่ๆ อันที่ 6 ปรนิมมิตวสวัตตี ทำทานเพราะว่า อยากได้ปลื้มใจ(อตฺตมนตาโสมนสฺสํ) อันที่ 7 สหายแห่งพรหม คือทำทานอย่างมี จิตฺตาลงฺการ จิตฺตปริกฺขารํ (ต้องทำปุญญาภิสังขาร ทำทานเพื่อลดกิเลส)

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ติดเคี้ยวหมากอยู่ไปนิพพานไม่ได้ อย่ามาอ้างเพื่อธาตุขันธ์เลย _การเคี้ยวหมากก็ดี ลูกซาบซึ้งในความเมตตาเสียสละของพ่อครู เป็นอย่างมาก เพราะยอมเปลืองตัวอาจมีคนอาฆาตพ่อครูก็ยอม เพื่อให้คนไทยที่นับถือศาสนาพุทธ จะได้ก้าวไปอย่างถูกทาง พ่อครูต้องยอมขนาดนี้เลยหรือคะ พ่อครูว่า...ที่ว่า ยอมเปลืองตัว ก็หมายความว่า อาตมาตำหนิหลวงตาบัว เรื่องกินหมาก ซึ่งมันเป็นกามคุณ 5 อยู่ร้อยเปอร์เซ็นต์ ยังไม่ไปถึงไหนเลย เป็นพื้นฐานเลย ติดเอามากด้วยนะ เสพติดโดยไม่รู้ความเสพติดเลย แล้วก็หลอกคนอื่นว่า นี่ไม่ใช่สิ่งเสพติด เสพติดอยู่ยังไม่รู้ตัว อันนี้แหละเป็นบาปหนัก บาปหนักตรงที่โกหกซ้ำในสิ่งที่เป็นเท็จ ความเป็นเท็จและโกหกซ้ำในสิ่งที่เป็นเท็จว่าไม่เป็นเท็จ อันนี้พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ผู้ที่โกหกทั้งๆที่รู้ว่าสิ่งนั้นคือคำโกหก คนๆนั้นจะไม่มีอะไรที่เขาจะทำชั่วไม่ได้ ความชั่วใดๆเขาก็ทำได้หมด คุณเชื่อไหมว่า มหาบัว จะไม่รู้ว่ากินหมากเป็นสิ่งเสพติด เป็นพระบวชตั้งแต่อายุ 20 จนกระทั่งอายุ 90 พรรษาตั้ง 70 กว่าพรรษา จะไม่รู้ว่า กินเคี้ยวหมากคือ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส(โผฏฐัพพะ) อาตมาไม่เชื่อ มหาบัวต้องรู้ เมื่อรู้แล้วยังโกหกคนอื่นซับซ้อนต่อ อันนี้เข้าเกณฑ์ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ โกหกในสิ่งที่รู้ว่ามันเป็นเท็จว่าไอ้นี่ไม่ใช่สิ่งเสพติด จะไม่มีบาปอะไรที่เขาจะทำไม่ได้ มันเป็นไปปานนั้น เพราะฉะนั้นผู้ที่ยังไปหลงเชื่อมหาบัว อาตมาถึงบอกว่า น่าสงสาร _สู่แดนธรรม... มีลูกศิษย์ท่านช่วยแก้ต่างว่า การเคี้ยวหมากการสูบบุหรี่เป็นเรื่องของธาตุขันธ์ จิตของท่านเป็นอิสระเหนือธาตุขันธ์แล้ว พ่อครูว่า... ก็คือคุณขยายขี้เท่อว่า คุณไม่รู้กำลังการงาน การเคี้ยวหมากให้เป็นภาระ เปลืองทั้งของเป็นภาระ ปากเปรอะ สิ่งที่เราจะทน เราจะรับเป็นภาระในขันธ์ 5 ถ้าแม้นเป็นความเข้าใจว่าสิ่งนั้นที่เอาเข้ามาจะเป็นประโยชน์ต่อขันธ์ หรือเป็นภาระต่อขันธ์ โดยไม่ได้เรื่องได้ราว ดีไม่ดีเป็นโทษด้วย โทษหนักที่สุดก็คือเสพติดนี่แหละ แค่นี้ว่าคุณ ไม่เป็นประโยชน์ต่อขันธ์ เป็นโทษต่อขันธ์ คุณเอาคำว่าขันธ์มาพูดเมื่อกี้นี้ _สู่แดนธรรม... เขาว่าสิ่งเหล่านั้นไม่เป็นอุปสรรคต่อนิพพาน พ่อครูว่า... นั้นคุณใช้ภาษาปากเปล่าว่า ไม่เป็นอุปสรรคตอนนิพพาน แล้วสิ่งที่ตัวเองเสพติดที่ตนเองติด เสพอยู่นี่แหละเป็นปฏิปักษ์ต่อนิพพาน เพราะฉะนั้นแค่นี้คุณก็เข้าใจไม่ได้แล้วคุณจะยังพูดผิด คุณมีสิ่งเสพติดอยู่จริง แล้วคุณก็ไปเข้าใจว่าสิ่งที่คุณเสพติด คุณไม่วาง ไม่ปล่อยไม่เลิก ไม่ละ แล้วคุณก็ใช้โวหารมาแก้ตัว 1.มันก็เป็นการโกหก 2. เป็นความโง่ แม้ว่าคุณไม่รู้ คุณนึกว่ามันไม่ผิดจริงแต่มันผิด คุณก็ยิ่งโง่ซ้ำซ้อน แล้วมันจะไปเป็นนิพพานได้อย่างไร มันปิดประตูนิพพานเลย _สู่แดนธรรม... แสดงว่า นิพพานและเรื่องขันธ์ ต้องไม่มีอุปาทานตรงกันใช่ไหมครับ พ่อครูว่า... ใช่ แล้วก็ไม่รู้แม้แต่แค่ภาระ ที่อาตมาอธิบายไปเติม อันนี้มันเป็นภาระของตนเอง แค่ ภาราหเว ปัญจขันธา ขันธ์ทั้ง 5 เป็นภาระที่จะต้องเอาสิ่งที่เป็นคุณค่า เป็นประโยชน์ อย่างทุกวันนี้อาตมาจะต้องประคองขันธ์ทั้ง 5 ต้องกินอาหารที่ไม่ใช่สิ่งเสพติดเลย ยังเป็นภาระแสนทุกข์แสนเหน็ดเหนื่อย แค่นี้อาตมาก็เห็นทุกข์แล้ว แล้วมาหาบัวเสพติดกินหมากทั้งวันทั้งวัน ไม่เห็นว่าเป็นภาระ ไม่เห็นว่าเป็นเรื่องที่จะต้องหนักหนาสาหัสกับคนอื่นต้องเป็นภาระหามาให้ต่างๆนานา แค่นี้ไม่รู้ คุณจะไปเป็นนิพพานได้อย่างไร เอาละวิจารณ์ไปมากมายจะเข้าเนื้อ แต่ดี คุณยิ่งมีมา อาตมาก็ยิ่งอธิบายให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ถ้าใครฟังด้วยดีจะได้ปัญญา ว่า มหาบัว ยิ่งพูดก็ยิ่งเข้าลึกว่า มันยิ่งไม่รู้หรือยิ่งรู้แต่เสแสร้งกลบเกลื่อน มันยิ่งอาการหนักนะ ดีแล้ว คุณยังไม่ซาบซึ้ง คุณไม่เข้าใจ แย้งมา แย้งมาอีก แล้วอาตมาจะได้อธิบายสัจจะ ไม่ได้โกรธเคืองคุณนะ สงสารคุณที่ยังไปหลงสิ่งที่ผิดอยู่อย่างยึดมั่นถือมั่น มันน่าสงสาร แต่มันเป็นจริง คุณเป็นอย่างนั้นก็ต้องช่วยกัน อาจจะมีคนอาฆาต อาตมาก็ยอม ใช่ อาตมาจำเป็น ใครจะโกรธเคืองอาฆาต อาตมาก็จำเป็น แม้ว่าคนจะมาเอาชีวิต ถึงขั้นจะมาเอาชีวิตอาตมา ก็จำยอมเพราะธรรมะมันเหนือกว่าชีวิตของอาตมา อาตมาไม่มีปัญหาอะไร อาตมาก็เจตนาให้เป็นไปในทางที่ถูก แล้วจริงๆมันจำเป็น จำนน อาตมาถึงบอกว่า ชีวิตชาตินี้จำนน จำเป็น จำยอม จำต้อง ทำสิ่งที่ถึงขนาดอย่างว่านี้จริงๆ เดี๋ยวอ่านหนังสือเกิดมาชาตินี้จะเห็นสิ่งที่อาตมาจำเป็นจำนน จำยอม จำต้อง เยอะเลย สื่อธรรมะพ่อครู ตอน Neo protest เริ่มต้นที่ชาวอโศก _ น้อมกราบท่านสมณะเดินดิน ท่านจันทร์ และท่านบินบน ด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ พ่อครูคะ ลูกได้ดูตัวอย่างบางตอนของการชุมนุมที่ชาวอโศกออกไปประท้วงผู้นำที่ทุจริตโกงกินชาติ พ่อครูว่า... อาตมาใช้ศัพท์ภาษาอังกฤษที่ไปประท้วงว่าเป็น Neo protest คำว่าโปรเทสคือการประท้วง นีโอคือแบบใหม่ อาตมาใช้คำนี้โดยเจตนาและรู้ว่ามันยังไม่เคยมีในโลก เพราะเรามั่นใจว่าเราไปประท้วงจะไม่เหมือนใครในโลก ไปประท้วงเป็นการเมืองชนิดผู้ดี เป็นอาริยะ ไม่มีอาวุธ สงบ สันติ อหิงสา เรียกว่า ยอม อโหสิด้วย แต่พวกเรา ไม่ให้ใช้คำว่าอโหสิ อโหสิ หมายความว่าเขาจะทำเลวร้ายอย่างไร เราก็ไม่ผูกพยาบาทต่อไป เป็นอย่างนั้นด้วย แต่เราไม่ได้ใช้คำว่า อโหสิต่อ แต่มีพูดบ้าง ฉะนั้นเราไปทำโดยใช้ความสงบไม่มีอาวุธ ไม่รุนแรง เขารุนแรงต่อเรามา แม้ที่สุดถึงขั้นเขามาทำร้ายเราถึงขั้นถึงตาย มีตายนะ ถึงขั้นพวกเราถูกเขาฆ่าตายก็มี แต่ก็ไม่เท่าไหร่ มันก็เป็นวิบากของแต่ละคนไป มีคนตายบ้าง ก็เป็นบาปเป็นภัยของเขา แต่เราทำจนกระทั่งสำเร็จ ใช้การประท้วงด้วยNeo protest ด้วยการประท้วงแบบใหม่ ตั้งแต่เริ่มประท้วงยังไม่เป็นโล้เป็นพาย ในรุ่นทักษิณ ก็มีพลังของทหารมาช่วย พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ก็ออกมาช่วย ทำเป็นเหมือนการปฏิวัติยึดอำนาจ แล้วก็ต่อมา อำนาจของทักษิณก็ยังเอาสมัคร (นายสมัคร สุนทรเวช) ขึ้นมาเป็นตัวแทน เป็นนอมินีได้อีก เป็นนายกบริหารโดยอยู่ใต้อำนาจของทักษิณนั่นแหละเป็นผู้ควบคุมสั่งการ เราก็ไปประท้วงอีก ไล่อีก อันนี้ก็ตุลาการภิวัฒน์ตัดสิน ตุลาการก็ตัดสินให้สมัครผิด แล้วก็ต้องเลิกจากเป็นนายกออกไป เสร็จแล้วเอาสมชาย(นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์)น้องเขยขึ้นมาอีกจนได้ โอ้โหฤทธิ์มากจริงๆทักษิณ เอาขึ้นมาอีก เราก็ไปปฏิวัติกันอีก ยึดเข้าไปถึงข้างในทำเนียบ เอาจนกระทั่งสมชายไม่ได้เข้าทำเนียบกันเลย เป็นนายกผู้เดียวที่ไม่เคยเข้าทำเนียบรัฐบาล จนกระทั่งเสร็จไปอีก ก็ไปผ่านรัฐบาลของอภิสิทธิ์ เสร็จแล้วอภิสิทธิ์ยุบสภาเลือกตั้งใหม่ ทักษิณก็มีอำนาจบาตรใหญ่อีกเหมือนกัน เอาน้องสาวขึ้นมาเป็นนายกได้อีก เราก็ต้องไปประท้วงกันอย่างหนักหนาสาหัสเลย แล้วเขาก็ทำเต็มที่เลยคือทรราชย์เต็มที่ ปล้นประเทศไทยไปหลายแสนล้าน ใช่คำนี้เลยนะปล้นประเทศไทยได้ไปหลายแสนล้าน เสร็จแล้วก็หนีออกทางช่องทางธรรมชาติ ไม่ใช่ทางคนไป ไม่ใช่ทางคนลอด หนีออกไปจนกระทั่งทุกวันนี้ไปอยู่ต่างประเทศ ก็เป็นหลักฐานของสงครามการเมืองที่ปฏิวัติหรือรัฐประหารกันอย่างสวยงามที่สุด โดยประชาชน ของประชาชน เพื่อประชาชน ประชาชนทำจริงๆ ไม่ใช่กองกำลังทหาร มีกองกำลังทหารที่มีพลเอกสนธิ (พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน) เข้ามาร่วมแจมนิดหน่อย นอกนั้นพลังประชาชนทั้งหมด แม้สมัคร จะมีตุลาการมาช่วยก็ตาม แต่เป็นเครื่องชี้บอกว่า ทรราชผิด เพราะฉะนั้นจะต้องช่วยกันดำรง ให้สัจธรรมหรือว่าความถูกต้องนี้ชนะ ตุลาการก็มีหน้าที่ด้วยช่วยกัน เสร็จแล้วก็เอาสมชาย เอายิ่งลักษณ์ขึ้นมาอีก เราก็ใช้พลังประชาชน เอาความถูกต้อง ที่ต้องใช้วลีว่า ยาวให้เป็น เย็นเรื่อยไป ไขความจริงออกมาให้มากๆหมดๆ คำว่า ไขความจริงออกมาให้มากๆหมดๆนี่แหละ มันเป็นเนื้อแท้ของธรรมาวุธ ธรรมาวุธ คือความจริง ความถูกต้อง เพราะฉะนั้นความจริง ความถูกต้อง ประหารความผิด ประหารความไม่ดีไม่งาม ประหารทรราช ภาษาไทยคำว่า ความจริง นี้ ชนะทุกสิ่งทุกอย่าง ที่อาตมามี โศลกว่า ความบริสุทธิ์เท่านั้นที่จะชนะทุกสิ่งทั้งโลกในที่สุด อย่างนี้เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เป็นพฤติกรรมที่อาตมาเองรับรู้และได้มีส่วนนำพา ได้มีส่วนเสนอความคิดเห็นของตนเองเข้าไป ให้พวกเราได้ปฏิบัติประพฤติ ได้กระทำกัน เป็นตัวอย่างของคนไทยในเรื่องของการเมือง ซึ่งไปเก็บรายละเอียดนักรัฐศาสตร์ของโลกเลย ขอให้นักรัฐศาสตร์ของโลกมาศึกษารายละเอียด ดูการเมืองไทยที่ผ่านมาในยุคตั้งแต่ พ.ศ. 2544 ตั้งแต่ทักษิณขึ้นมาบริหารประเทศ 2549 อาตมาจำได้ อาตมาตัดสินใจนำพวกเราออกไปประท้วง ทั้งแถวที่ถนนราชดำเนินใน แล้วค่อยๆเดินเข้าไปสู่สนามหลวง ตั้งแต่วันนั้นก็เริ่มต้นแสดงการเมืองของกองทัพธรรม และก็กลายเป็นกองทัพประชาชน มีผู้ที่ไม่ใช่ชาวอโศกเข้ามาร่วมตั้งแต่คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ คุณสนธิ ลิ้มทองกุล ใครต่อใครที่มีหมู่มีคณะเข้ามารวมกัน จนกระทั่งเป็นกองทัพประชาชน รวมเป็นพันธมิตรกัน แล้วก็แสดงการทำรัฐประหาร หรือเรียกว่าปฏิวัติก็ตาม โดยพฤตินัย พฤติการณ์พฤติกรรมของประชาชนที่จัดการ เอาชนะทรราชลงไปได้ โดยไม่มีความรุนแรง มีฝ่ายตรงกันข้าม ทางคณะรัฐบาลทรราชนั้นแหละตอบโต้รุนแรงมา แต่พวกเราชาวประชาชนไม่ได้รุนแรงตอบเลย มีบ้างคนที่ระงับใจไม่อยู่ ขว้างปาสิ่งนั้นสิ่งนี้เล็กๆน้อยๆ แต่ไม่เคยใช้อาวุธ มีแต่ให้เขาทำกับเรา จนสุดท้ายพวกเราก็มีตายไปบ้างอย่างที่ว่า นี่คือสัจจะที่แสดงจริง ปรากฏการณ์จริง ไม่ได้สร้างสคริป(Script) ไม่ได้มีใครเขียนบท ไม่ได้มีใครมาจัดกา รแต่มันเกิดสัจธรรมโดยสัจธรรมของมัน แล้วก็ผ่านไปไม่ใช่น้อยๆปี แล้วก็ไม่ใช่คณะเดียว รัฐบาลไม่ใช่รัฐบาลเดียว ทั้ง 3 - 4 รัฐบาล อย่างนี้เป็นต้น นี่เป็นรัฐศาสตร์ที่สำคัญของโลก ยังไม่มี (ที่ประเทศอื่นไหนในโลก) เพราะรัฐศาสตร์แบบนี้ อาตมาบอกเลยเป็นรัฐศาสตร์แบบโลกุตระ เป็นรัฐศาสตร์คุณธรรม เป็นรัฐศาสตร์อารยะ หรือโลกุตระที่แท้ ไม่ใช่รัฐศาสตร์แบบ มิลักขชน หรือรัฐศาสตร์ที่ยังไม่มีภูมิธรรม ที่ยังไม่มีความรู้ที่ไม่ลึกซึ้งซับซ้อนเป็นอาริยะขั้นโลกุตรธรรม แต่เป็นรัฐศาสตร์ที่มีคุณธรรม อาตมาก็สุดจบที่คำว่า โลกุตตระธรรม มันไม่ใช่โลกียะ เ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน