661004 จบกิจทำกาละพ่อครูประกาศ Animal Right Watch พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2566
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์43 KB
วันที่แก้ไข14 ตุลาคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

ะััจจขขนย0 https://www.boonniyom.net/53572.html

ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/13sda4Syv-FN44BbLTd1qFGkWj3-XqWHW/edit?usp=sharing&ouid=101958567431106342434&rtpof=true&sd=true

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1fyw8v75QJNN9y43EWp-CsHQWLXEy33M1/view?usp=sharing

และ https://podcasters.spotify.com/pod/show/dhamaporkru/episodes/661004-108--Animal-Right-Watch-e2a57uo

ดูวิดีโอได้ที่ https://fb.watch/nt05cJljKO/ และ https://youtu.be/f8ckM6np4uE มีซับ

สมณะเดินดิน...วันนี้วันพุธที่ 4 ตุลาคม 2566 วันแรม 5 ค่ำเดือน 10 ปีเถาะ ที่บวรราชธานีอโศก ตอนนี้ข่าวในเมืองที่น่าจะเป็นข่าวดังไปทั่วโลกเเหมือนกัน เพราะว่าเกิดเหตุการณ์สลด ที่มีเด็กแค่อายุ 14 เอาปืนไปกราดยิงในห้างใหญ่ของประเทศไทย ทำให้คนต่างชาติต้องเสียชีวิต มีคนจีน คนพม่า คนไทยก็บาดเจ็บ 4-5 คน ที่สะดุดกันก็คือเด็กอายุ 14 มีปืนมีอาวุธ แล้วไปใช้กราดยิง เป็นเหตุการณ์ที่สะเทือนขวัญ นายกบอกว่าจะต้องไปพบกับสถานทูตจีนเลย เพราะว่าเป็นเรื่องใหญ่ระดับประเทศเหมือนกัน ทำให้คนที่เขามาท่องเที่ยวต้องบาดเจ็บเสียชีวิต และไปเจอทูตพม่า ว่าประเทศไทยเราเสียใจกับการสูญเสียในครั้งนี้ เขาพยายามหาสาเหตุว่าเกิดจากอะไร แต่อันหนึ่งที่สื่อต่างประเทศกล่าวว่าประเทศไทยมีอาวุธมากที่สุดในอาเซียน ปืนนะ ในคน 100 คน จะมีคนพกปืนทั้งถูกกฎหมายและปืนเถื่อนประมาณ 10 กระบอกใน 100 คน เทียบกับประชากรในมาเลเซีย 100 คนมีปืนไม่ถึง 1 กระบอกเลย แต่ไทยมี 10 กระบอก ทั้งปืนถูกกฎหมายและปืนเถื่อน นี่เป็นสาเหตุส่วนหนึ่งที่อาวุธปืนในเมืองไทยมีมากที่สุดในเอเชียด้วย แต่ไทยเทียบกับอเมริกาไม่ได้เลย อเมริกาปีหนึ่ง มี 365 วัน มี

อ่านต่อ

เหตุการณ์กราดยิงมากกว่า 365 วันอีก ถ้าเอาเหตุการณ์ที่เกิดครั้งแล้วครั้งเล่ามารวมกัน ก่อนหน้านี้ 4-5 วัน ก็มีพวกวัยรุ่นไม่พอใจคำพิพากษาของศาล 100 กว่าคน พากันใส่หน้ากาก บุกไปปล้นร้านไอโฟน เอาไปหมดเกลี้ยงเลย และเป็นปล้นห้างอีก คุณลมเปลี่ยนทิศบอกว่า ไม่น่าเชื่อว่าจนห้างต้องปิดตัวไป เพราะทั้งตัวห้างและตัวลูกค้าไม่เกิดความปลอดภัย ไม่สามารถให้บริการประชาชนได้ คุณลมเปลี่ยนทิศก็ให้ข้อสรุปว่า ไม่น่าเชื่อว่าอเมริกาทุกวันนี้ กลายเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อนที่ห้างร้านไม่สามารถที่จะขายสินค้าได้ตามปกติ จากการปล้นสะดมจากผู้คนที่ยากจน จากพวก Homeless คนไม่มีบ้านพักอาศัย ความเดือดร้อนก็มากขึ้นๆ ประเทศอเมริกาเป็นประเทศที่มีปืนมากที่สุด เหตุการณ์กราดยิงจะเป็นเรื่องปกติของสังคมอเมริกาแล้ว แต่ของเราเจอครั้งใหญ่ๆ แค่ทหารคลั่งครั้งหนึ่งที่โคราช แล้วตำรวจแค้นอีกทีหนึ่ง คนตายไป 20 กว่าคน ปีนี้เกิดเหตุคล้ายกัน สังคมเราก็สะเทือนมากพอสมควร ไม่คาดคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์รุนแรงเช่นนี้ ป็นผลมาจากปาณาติบาตที่คนไม่ได้สำนึก ที่ พ่อครูพยายามจะเน้นให้เห็นว่า การสร้างอาวุธเป็นความโหดร้ายอำมหิต แสดงถึงความป่าเถื่อนของมนุษยชาติ แต่เขาก็ยังไม่ได้รู้สึกว่าสิ่งนี้เป็นเรื่องสำคัญ นี่ก็เป็นเรื่องที่มีคนถามเหมือนกันว่าประเทศไทยจะลดการมีปืนไว้ครอบครองกันได้อย่างไร ได้จุดประกายขึ้นมาในเรื่องนี้ คิดว่าในสังคมเรา บอกได้เลยหมู่บ้านเราไม่มีใครพกปืน เป็นหมู่บ้านที่ปลอดจากอาวุธ ในสังคมเจริญไม่ต้องมีอาวุธเอาไว้ทำร้ายใครเลย วันนี้เราคงจะได้มาฟังสัจจะโลกุตระจากพ่อครูกันต่อ _สู่แดนธรรม... ขออนุญาตเพิ่มเติมข้อมูล ปืนที่ใช้ก่อเหตุ ไม่ใช่เป็นปืนจริง เป็นปืนที่หาซื้อได้ง่าย เรียกว่า Blank Gun ที่เอาไว้ยิงมีแต่เสียงอย่างเดียว แต่เด็กมันเอาไปดัดแปลง และเป็นเด็กที่เป็นโรคจิตด้วย มีคนให้ข้อมูลมา สมณะเดินดิน... เป็นปืนเทียม แต่มีขายในโซเชียล สั่งซื้อมาและเอามาดัดแปลงได้ ยิงแล้วก็ตาย เอาปืนเทียมมาดัดแปลงใช้แทนปืนจริงได้ ยิงก็ตายจริงๆ บาดเจ็บสาหัสกันจริงๆ ปืนปลอมแต่ยิงตายจริง จะเรียกว่าอะไรล่ะ มีขายทั่วไปใครสั่งซื้อก็ได้ นิมนต์พ่อครูครับ

พ่อครูว่า... นะ ก็ค่อยๆ เป็นไป คือชีวิตของเรานี่โดยเฉพาะอาตมาพยายามที่จะเอาความรู้ ที่เป็นความรู้สุดยอดคลาสสิคที่สุดละ เป็นความรู้ของมนุษยชาติที่ดีที่สุด ได้มาจากพระพุทธเจ้าที่เป็นผู้ตรัสรู้ (พ่อครูไอตัดออกด้วย) สมณะเดินดิน... วันนี้พวกเราคงต้องตั้งใจฟังพ่อครู เมื่อเช้า ก็เรียนถามพ่อครูว่าพร้อมหรือเปล่า พ่อครูบอกตั้งใจ มันเหมือนว่าเมื่อคืนมีเทวดามาอาราธนา วันนี้จะต้องลงมาเทศน์ วันนี้แม้จะมีลมพายุฝนตกยังไง พ่อครูก็ตั้งใจไว้มากจะมาเทศนาในวันนี้ พ่อครูว่า... ตั้งใจจริงๆ แต่แหมสังขารมันจะเอื้ออำนวยแค่ไหน เอ้านี่ เตรียมเอกสารมาเป็นปึ๊งเลย เดี๋ยวจะพูดพาดพิงถึงเรื่องจิตวิญญาณมันโหดเหี้ยม มันมีเหตุมีที่มาอะไรต่ออะไร เอ้า เอา SMS ก่อน SMS ก็ไม่ใช่น้อยวันที่ 2 วันที่ 3

SMS วันที่ 2-3 ตุลาคม 2566

_เชวง กิจจะบรรณ์ . อาจารย์ไม้ร่มคิดว่าจะเป็นอายุจิตเนาะ พ่อครูว่า…ว่าไป

_ประไพ ยาสาร . ปริญญาทางโลกีย์ไม่ได้ช่วยคนให้พ้นการเวียนว่ายตายเกิดได้ จึงเกิดโรค “ไซโคพาธ” แผ่ขยายไปทั่วโลก สู้ปริญญา(ปัญญา)ทางโลกุตระ ที่พ่อท่านนำมาสอนลูกหลานชาวอโศก ที่เป็นอาวุธทางปัญญาฝัง “ชิป” ให้แก่พวกเรา เป็นสุดยอดปริญญาของมนุษย์ค่ะ พ่อครูว่า…จริง อันนี้ก็ต้องพูดว่ามันเป็นความจริง อาตมามั่นใจว่านี่เป็นความจริงที่จริงที่สุด เดี๋ยวจะได้พูดกันอีกต่อเนื่องยาว เรื่อง อาวุธๆ นี้ “คนฉลาดสร้างอาหาร คนชั่วช้าสามานย์สร้างอาวุธ” พวกเราจำได้ พูดกันไปฝากฟ้าฝากลมไปทั่วโลก ใครจะแปลเป็นภาษาอะไรของเขาให้เข้าใจไหม เราพูดเป็นภาษาไทยของเราแค่นี้แหละ แล้วมันจริง ไม่ใช่เรื่องเล่นหรอก มันจะสะสมสิ่งที่เลวร้ายลงไปทุกวินาที มันก็ตกผลึกเป็นความเลวร้ายลามกอำมหิตอะไรไปกันจริง มันจะออกผลไปเรื่อยๆ คอยดูเถอะ

_ป้ารัตน์ หนึ่งในธรรม . กราบนมัสการพ่อท่านด้วยความเคารพอย่างสูง ได้ฟังพ่อท่านเทศน์ วันที่ 2 ตุลาคมที่ผ่านมา พ่อท่านเปรยเรื่อง “ขันธ์” แล้วใจหาย กราบนิมนต์พ่อท่านอยู่ไปนานๆ เพื่อฟื้นฟูศาสนา ที่มันเริ่มจะย่อยยับไปเรื่อยๆ ทั้งการเมือง การศาสนา ในปัจจุบันช่างทำให้พ่อท่านต้องกระตุกอย่างแรง ให้พ่อได้ยกตัวอย่างได้เห็น ซึ่งไม่มีใครเตือนพิธาและทักษิณได้เหมือนพ่อเลย ที่ผ่านมาของจริงทั้งนั้น ถ้าเขาได้ฟังที่พ่อเตือน อาจจะกระเทือนใจเขาบ้างไม่มากก็น้อย กราบสาธุคะ พ่อครูว่า…อาตมาว่า อาตมาไม่หวังนะว่าเขาจะฟัง ฟังที่อาตมาพูด จะมีใครเอาให้เขาฟังไหม แล้วเขาจะแยแส เขาจะฟังไปจะสะดุดจะกระเทือนอะไรบ้างไหม อาตมาไม่คิดว่าเขาไม่โกรธแค้น เขาไม่โกรธเคือง เขาฟังก็คงจะมีคนเอาให้ฟัง จะให้ขวนขวายฟังก็คงจะไม่ แต่คงจะมีคนเสนอให้บ้าง แค่เขาไม่แยแสหรือว่าไม่รุนแรง ไม่พยายามมุ่งกระบอกปืนมาสู่หัวใจอาตมานี่ก็..ก็ดีนักหนาแล้ว ก็ไม่รู้นะ อาจจะ..เอาละไม่พูดต่อ ก็ดีก็ต้องทำๆ ไป อาตมาก็ทำด้วยใจบริสุทธิ์พยายามทำในสิ่งที่ดีให้แก่มนุษยชาติ

_บุญสูง สาดา . ในจอผมมองเห็นควันเป็น “เอฟเฟกต์”ครับ หรือ ที่บ้านราชมีควันไหมครับ? พ่อครูว่า…เครื่องคุณเสียแน่ เครื่องคุณเสีย (โยมว่า ควันไอน้ำจากแอร์ เครื่องปรับอากาศข้างหลังพ่อท่าน) .. อ้าว

_Palatt Rattanawachirin (พลัฏฐ์ รัตนวชิรินทร์) . ไม่ได้ยินพ่อครู มีแต่เสียงเพลง คอยมีเพลงแทรกเป็นระยะตลอดเลยครับ พ่อครูว่า… ไปยังไงมายังไง เครื่องคุณพิการหรือเปล่า เราก็ไม่ได้ใส่อะไรมากมาย หรือมีของวิทยุแทรกออกมา ดูให้ดี เช็คหน่อยทางเทคนิค

อภิปโมทยังจิตตัง คือจิตที่ปฏิบัติไว้ดีแล้ว _ตุ๊ก อัศวิน . Wow..wwww..!!อภิปโมทยังจิตตัง..ยิ่งนักเจ้าค่ะ พ่อครูว่า… จิต อภิปโมทยังจิตตัง จิตร่าเริงเบิกบานยินดี เป็นผลของจิตที่ได้ปฏิบัติหรือว่าได้ทำไว้ดีแล้ว อย่างอาตมานี่มีจิต อภิปโมทยังจิตตัง อยู่ในตัวเองตลอดเวลา เบิกบานร่าเริง ไม่เคยมีเศร้ามีหมอง อโศกะ ไม่มีเศร้าหมอง มีแต่เบิกบาน ร่าเริง สบายชื่นใจ เกิดเหตุการณ์ร้ายแรง คนด่าคนว่า คนอะไรเราก็ไม่ได้ไปในทางลบไปในทางถือสา ติดใจ โกรธเคือง หงุดหงิด..ไม่มี มีแต่ อภิปโมทยังจิตตัง นี่เป็นลักษณะจริง ไม่ได้พูดคุย ไม่ได้ทับถม ไม่ได้ไปลบหลู่ใคร แต่เป็นเรื่องที่เกิดจากจิตที่ปฏิบัติไว้ดีแล้วมันเป็นอย่างนั้น มันไม่ได้เป็นทุกข์ให้แก่ตัวเอง _ ได้เห็นพ่อครู on stage ณ กาละนี้ เจ้าค่ะ!! ท่านเคยปรารภว่า ถึงเวลาจะ “สะต๊อป_ปุ” การปรารภธรรม!! เนื่องด้วยสุขภาพไม่ให้ความร่วมมือ..เจ้าค่ะ ขอขอบพระคุณ_/\_ที่พ่อครูเมตตา..ให้ลูกๆ ได้ “ทัสสนานุตริยะ” และ “สวนานุตตริยะ” นับเป็น “ลาภานุตตริยะ” ของพวกเราแล้วหนอ!!...กราบสาาาธุๆๆ...เจ้าค่ะ… พ่อครูว่า…ทัสสนา ได้เห็น สวนา ได้ฟังธรรม เป็น “ลาภานุตตริยะ” เป็นลาภอันสุดยอด ดี

เจโตปริยญาณ 16 ทำไมไม่จบที่ อนุตฺตรํจิตตํ _สว่างแสง ขวัญดาว . น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงสุดค่ะ พ่อครูคะ ในเจโตปริยญาณ 16 เมื่อจิตพัฒนามาถึง “อนุตตรังจิตตัง” ลูกเข้าใจว่าจิตล้างกิเลสหมดแล้ว จิตก็น่าจะมีแต่ “สมาหิตังจิตตัง กับ วิมุตตังจิตตัง” แล้วทำไมจึงมี “อสมาหิตังจิตตัง กับ อวิมุตตังจิตตัง” ขึ้นมาอีกคะ สภาวะเป็นอย่างไรคะ

เจโตปริยญาณ ๑๖ คือความรู้รอบถ้วนในสภาวะต่างๆของจิต ๑๖ อาการ ๑. สราคจิต (จิตมีราคะ ก็รู้ว่าจิตมีราคะ) ๒. วีตราคจิต (จิตไม่มีราคะ ก็รู้ว่าจิตไม่มีราคะ) ๓. สโทสจิต (จิตมีโทสะ ก็รู้ว่าจิตมีโทสะ) ๔. วิตโทสจิต (จิตไม่มีโทสะ ก็รู้ว่าจิตไม่มีโทสะ) ๕. สโมหจิต จิตมีโมหะ ก็รู้ว่าจิตมีโมหะ) ๖. วิตโมหจิต (จิตไม่มีโมหะ ก็รู้ว่าจิตไม่มีโมหะ) ๗. สังขิตตจิต (จิตหดหู ก็รู้ว่าจิตหดหู) ๘. วิกขิตตจิต จิตฟุ้งซ่าน ก็รู้ว่าจิตฟุ้งซ่าน) ๙. มหัคคตจิต (จิตสูงขึ้น ก็รู้ว่าจิตสูงขึ้น) ๑๐. อมหัคคตจิต (จิตไม่สูงขึ้น ก็รู้ว่าจิตไม่สูงขึ้น) ๑๑. สอุตตรจิต (จิตมีดีอื่นยิ่งกว่า ก็รู้ว่าจิตมีดีอื่นยิ่งกว่า) ๑๒.อนุตตรจิต (จิตไม่มีดีอื่นยิ่งกว่า ก็รู้ว่าจิตไม่มีดีอื่นยิ่งกว่า) ๑๓. สมาหิตจิต (จิตตั้งมั่น ก็รู้ว่าจิตตั้งมั่น - สมาธิของพุทธ) ๑๔. อสมาหิตจิต (จิตไม่ตั้งมั่น ก็รู้ว่าจิตไม่ตั้งมั่น) ๑๕. วิมุตตจิต (จิตหลุดพ้น ก็รู้ว่าจิตหลุดพ้น) ๑๖. อวิมุตตจิต (จิตไม่หลุดพ้น ก็รู้ว่าจิตไม่หลุดพ้น) (พระไตรปิฎก เล่ม ๙ “อัมพัฏฏสูตร” ข้อ ๑๖๓)

พ่อครูว่า…อาตมาก็เคยอธิบายหลายทีแล้วนะเรื่องนี้ พระพุทธเจ้าเป็นสุดยอดแห่งการตรวจสอบ อนุตฺตรํจิตตํ มีคู่ สอุตฺรํจิตตํ จิตที่ดี เจริญ พัฒนามาดีๆๆ แต่เราจะรู้ว่าจิตของเรายังมีดีกว่านี้อยู่ ดีกว่านี้ยังมีอีก โบราณาจารย์ท่านก็แปล สอุตฺรํจิตตํ อาตมายังเคยชมว่าท่านแปลไว้ได้ดีมาก ถูกต้อง ว่า จิตที่ดีกว่านี้ยังมีอีก จนกระทั่งไปถึงขั้นดีที่สุด คือ อนุตฺตรํจิตตํ อย่างที่คุณสว่างแสง ถามมา ถึง อนุตฺตรํจิตตํ แล้วก็น่าจะจบ ทำไมต้องมีอีก 2 คู่ สมาหิตังจิตตัง กับ อสมาหิตังจิตตัง และ วิมุตตังจิตตัง กับ อวิมุตตังจิตตัง ทำไมต้องมีอีก 2 คู่ ที่มีอีกนี่ก็เพราะว่า แม้เราจะรู้สึก แม้ว่าเราจะเห็นจริงเชื่อมั่นแล้ว ว่าเรานี่หมดแล้ว เรายังมีชีวิต เรายังตรวจสอบได้ เรายังมีสัมผัสเป็นปัจจัย เรายังได้รับกระทบกระทุ้งกระแทกกระเทือน พระพุทธเจ้าเตือนไว้ถึงขนาดว่า ลาภสักการะ สรรเสริญ เป็นอันตรายอันแสบเผ็ด แม้พระขีณาสพ แม้แต่พระอรหันต์ (พตปฎ ล.16 ข้อ 580-581 ภิกขุสูตร) คนก็สงสัยอีกว่าเป็นพระอรหันต์แล้ว ทำไมลาภ ยศ สรรเสริญอะไรต่างๆ จึงเป็นอันตรายอันแสบเผ็ดต่อพระอรหันต์ ก็นัยยะคล้ายกัน คือ อย่าประมาท มันมีเหตุปัจจัยที่สามารถทำให้เกิด มันไม่เที่ยง จิตมันไม่นิยตะ เที่ยง มันหวั่นไหวได้ เพราะฉะนั้นคำสอนของพระพุทธเจ้ามีตลอด อภิสังขาร 3 ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร อภิสังขารมี 3 อย่างนี้ รวมสภาวะไว้หมด (พตปฎ. เล่ม ๑๑ "ลังคีติสูตร" ข้อ ๒๒๘) ปุญญาภิสังขาร คือ การสร้างพลังงานให้มันเกิดบุญนี้แหละฆ่ากิเลส ให้ฆ่ากิเลสให้จบให้หมด อาตมาขยายความไปละเอียดแล้วว่า “บุญ” นี่เป็นพลังงานกำจัดกิเลสอย่างเดียว มันไม่มีหน้าที่อื่นเลย แล้วมันก็ไม่สะสมอะไรอยู่ที่ไหน ซึ่งมันเป็น อจินไตย มันเป็นเรื่องไม่ใช่ดูเล่นๆ ได้ง่ายๆ ถ้าไม่มีสภาวะจริง แล้วได้ผ่านการพิสูจน์ อาตมาเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 ผ่านการศึกษาเรียนรู้พิสูจน์สภาวะเหล่านี้มาจริง จึงมาถึงยุคนี้แล้ว โอ้โห ศาสนาพุทธมันเสื่อมจริงๆโลกุตรธรรม เข้าใจ“บุญ”ไม่ได้ ไปเข้าใจ“บุญ”ว่าเป็น”กุศล” ก็เลยซวย ศาสนาพุทธเลยไม่มีมรรคผลจริง ไม่มีพระอาริยะอรหันต์จริง ก็พูดไปหมดแล้ว พูดด้วยความจริงใจ ไม่ได้ไปพูดดูถูกดูแคลน ไม่ได้ไปยกตนข่มท่าน พูดสภาวะจริงยืนยันอ้างอิง แม้แต่ที่สุดมีบุคคลมาพิสูจน์ตาม ยังมีของจริงยืนยันก็ยืนยันทุกอย่าง เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าก็ให้ตรวจเป็น”วิมุตติญาณทัสสนะ” นี่ก็เป็นอีกหมวดหนึ่ง หมวดสุดท้ายเป็นวิมุติแล้ว ทำไมต้องมีวิมุตติญาณทัสสนะ “ต่างกันหรือ?” ต่าง คุณได้จบ วิมุติแล้วก็น่าจะจบแล้ว ก็ยังวิมุตติญาณทัสสนะอีก นั่นคือให้ตรวจสอบเสมอ ทุกอย่างไม่เที่ยง อนิจจัง แม้เราจะมีนิยตะ ซึ่งอาตมาก็ขยายความ เดี๋ยวอธิบายจะมีขยายความนิจจังกับนิยตะจะมีความต่างอย่างมีนัยสำคัญ ก็ค่อยฟัง แม้จะมีนิยตะแล้ว ก็ไม่ให้ประมาท พระพุทธเจ้าท่านถึงตรัสว่า พระอรหันต์จริง ไม่เสื่อมไปจากคุณธรรม แต่เสื่อมต่อสุขวิหารธรรม (สุขะวิหาระธรรม) ซึ่งแยกฐานจิตที่เป็นอรหันต์ไม่เสื่อมไม่เปลี่ยนแปลง นิยตะแน่ แต่ในปัจจุบันชาติปัจจุบันธรรม เหตุปัจจัยลาภสักการะสรรเสริญนี่แหละ คุณจะได้รับได้อะไร มันจะยุ่งกับความ”สุขวิหาระ” ความเป็นอยู่ที่สงบ สุขะ คือ ว่าง สงบดี แต่มันจะไม่สงบ ลาภสักการะสรรเสริญนี้จะทำให้เราไม่สงบ แปลสุขะนี้ให้ดีๆ เป็น ปรมังสุขัง มันจะไม่ปรมังสุขัง มันจะรบกวนวิหารธรรม ปัจจุบันวิหาระอยู่สบาย แต่มันจะไม่สบาย มันจะหนักหนาสาหัส ถ้าเผื่อว่าไปหลงมัวเมากับมัน ไปหลงว่า แหมเราได้ เราหอบหามอะไรๆ อีก คนเรามันก็จะเข้ามา พรั่งพรูเข้ามา ทับถมเข้ามา แล้วมันจะลำบากแก่ตนเกินไป จะว่าเป็นเรื่องของการไม่มีกะใจก็ไม่ใช่ มีกะใจ แต่ก็ควรจะมีจำกัด มีขีดจำกัดของมัน ให้ความพอเหมาะพอดี ซึ่งเป็นความระมัดระวังของพระพุทธเจ้าอย่างยิ่ง พูดไปแล้วก็นึกถึงตัวเอง อาตมายังหลงในสักการะสรรเสริญหรือเปล่า สังขารมันยอบแยบแย่ขนาดนี้ ก็ยังพยายามอวดดี แหม! ทำงาน ที่จริงอาตมานอนพัก 3 ชั่วโมงตอนบ่ายก่อนมา ลุกมานี่มาทำงานตอนนี้ อาตมาไม่ได้ทำอะไรหรอก นอนมา แล้วก็ลุกมาบรรยายนี้ อาตมาไม่ได้ประมาทนะ พยายามอยู่ ไม่ได้มาทำงานอย่าง สมบุกสมบัน ทำเป็นอวดดี ไม่ แต่จริงไม่ขี้เกียจ ขยันเกิน อาตมาก็ ว่าไม่ได้ขยันเกิน ขี้เกียจก็ไม่มี ก็คิดว่าพอเหมาะพอดี พอเหมาะพอสม เพราะเราไม่ได้ขึ้นต่อลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุขอะไรนี่ เราทำงาน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับอิทธิพลของโลกียะ ไม่ไปกังวลได้หรือไม่ได้ จะเสื่อม ไม่ได้กังวลเสื่อมหรือไม่เสื่อม ไม่กังวล ไม่มี ไม่ได้ขึ้นกับโลกียธรรมเลย อาตมาทำงานตามเหตุปัจจัยที่คิดว่าเหมาะสม แต่อย่างว่าแหละ อาตมายอมรับเลยว่า พูดไปแล้วพวกคุณก็ฟังแล้วไม่ค่อยสนุก คืออาตมาฝืนขันธ์ ฝืนอายุขัย ก็พูดไปไม่รู้กี่ที นั่นมันเรื่องจริง อาตมาก็ต้องดูจริงๆ ว่า เอ๊.. มันจะไปขัดแย้งกันในตัวหรือเปล่า เช่น รูปขันธ์ของอาตมา อาตมาอายุ 90 รูปขันธ์มันไม่ได้ไปเหมือนคนอายุ 90 นะ อาตมาว่านะ นี่อาตมาหลงตนหรือเปล่า อาตมาว่าไม่ได้หลงตน อาตมาว่าอาตมาอายุ 90 ย่างมาแล้ว เนื้อหนังมังสาส่วนต่างๆ นานา มันก็ไม่ใช่นะ กระดูกกระเดี้ยว เอ็น Elasticity (ความเหนียวยืดหยุ่นได้) ต่าง ๆ นานา เอ๊..มันก็ จะเต้นจะดีดให้มันเกินวัยก็ทำได้อยู่ แต่มันจะดูน่าเกลียดเท่านั้นเอง มันไม่ได้เต้นอะไร ดี อันนี้อาตมาเห็นผลของธรรมะพระพุทธเจ้าที่ว่า เป็นการใช้อิทธิบาท พยายามบูรณะ 8 อ. ทุกอย่าง 8 อ.พยายามจริงๆ เลย ไอ้ตัวขี้เกียจที่สุดก็คงจะเป็นออกกำลังกาย อาตมาว่าใน 8 อ. ตัวที่ขี้เกียจที่สุดก็คงจะเป็นตัวออกกำลังกาย นอกนั้นก็ไม่กระไรใน 8 อ. ก็ไม่ได้บกพร่อง อาตมาว่าอาตมาออกกำลังกายอยู่ ก็ไม่ได้บกพร่องอะไร ก็พอเป็นไป เอาละนี้ก็พูดที่ตัวเองมากละ วรรค ไปอันอื่นต่อ (พ่อครูไอตัดออกด้วย)

ปฏิบัติศีลจะนำไปสู่อรหันต์โดยลำดับ _กระถิน . กราบนมัสการพ่อครูเจ้าค่ะ ดิฉันยังรอฟังพ่อครูอธิบายเรื่องปฏิบัติศีลไปตามลำดับอย่างไร เพื่อไปถึงอรหันต์เจ้าค่ะ พ่อครูว่า…แหม เรื่องนี้อาตมาก็จริงๆ ด้วย ก็เคยเปรยแล้วก็อยากอธิบายรายละเอียดให้ดีๆ ละเอียด ศีลไปถึงอรหันต์เลย ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ใน กิมัตถิยสูตร พระไตรปิฎกเล่ม 24 มีอยู่สองสูตรเลย ข้อ 1 กับข้อ 208 ศีล ปฏิบัติศีลจะทำให้นำไปสู่อรหันต์โดยลำดับ จะพาไป กุสลานิ สีลานิ อนุปุพเพนะ อรหัตตายะ ปริปูเรนตีติฯ

การได้ประโยชน์อะไรจากศีล กุสลานิ สีลานิ อนุปุพเพนะ อรหัตตายะ ปูเรนตีติ ศีลที่เป็นกุศล ย่อมยังอรหัตผลให้บริบูรณ์ไปตามลำดับ 1. อวิปฏิสาร (ความไม่เดือดร้อนใจ) 2. ปามุชชะ - ปราโมทย์ (มีความยินดี) 3. ปีติ (ความอิ่มเอมใจ) 4. ปัสสัทธิ (สงบระงับจากกิเลส) 5. สุข (แบบไม่บำเรอตน คือ วูปสมสุข) 6. สมาธิ (จิตมั่นคง) 7. ยถาภูตญาณทัสสนะ (ความรู้ยิ่งในความจริง) 8. นิพพิทา (เบื่อหน่าย) 9. วิราคะ (คลายกิเลส) 10.วิมุติญาณทัสสนะ (ปัญญารู้แจ้งเห็นจริงในนิพพาน) (กิมัตถิยสูตร พตฎ. เล่ม 24 ข้อ 1 , 208) กุสลานิ สีลานิ อนุปุพเพนะ อรหัตตายะ ปริปูเรนตีติฯ กุสลานิ สีลานิ “อนุปุพเพนะ” คำนี้ แปลว่า ไปตามลำดับ “ปริปูเรนตีติ” เต็มสมบูรณ์ ศีลจะทำให้เกิดอรหัตผล อรหัตตายะ ปริปูเรนตีติ เต็มสมบูรณ์ ศีลที่เป็นกุศล ย่อมยังอรหัตผลให้บริบูรณ์ไปตามลำดับ อันนี้จริงเลย แล้วท่านก็ขยายความถึงสภาพจิต 10 หลัก 10 ตัว อวิปฏิสาร ปามุชชะ ปิติ ปัสสัทธิ สุข สมาธิ ยถาภูตญาณทัสสนะ นิพพิทา วิราคะ วิมุติญาณทัสสนะ

อ้าว ขอฝากไว้ก่อนโอฬาร ไว้ค่อยจะอธิบายให้ดีๆ มันต้องใช้เวลาละเอียดลออ วันนี้อาตมาไม่ได้เตรียมจะพูดเรื่องนี้ นี่ SMS ก็ยังไม่หมดเลย ขอฝากไว้ก่อนกระถินนะ

เปิดเสียงสวดมนต์ธรรมะให้คนใกล้ตายฟังจะมีผลดีไหม _ช่อทิพ หนูทอง . ได้ยินพระโดยทั่วไปสอน และมีการเผยแพร่มาก โดยเฉพาะตามโรงพยาบาลว่า “คนป่วยหนักที่กำลังจะตาย ให้เปิดเสียงสวดมนต์ให้ฟัง เพื่อให้จิตยึดพระรัตนตรัย ตายไปวิญญาณจะได้ไปสู่ภพภูมิที่ดี” เรียนถามพ่อครูว่า “ถ้าคนป่วยนั้นทำชั่วมาตลอด ก่อนตายนึกถึงพระ ก็ไปสู่ภพที่ดีได้ แล้วบาปที่ทำมาทั้งชีวิต ไม่ส่งผลต่อวิญญาณเขาเลยหรือคะ? พ่อครูว่า…คำถามง่ายๆ แต่ชัดเจนมากนะ จะเป็นการประเล้าประโลมใจของผู้ที่จะตาย ก็เลยพยายามจะให้กำลังใจ ให้จิตมันไม่เดือดเนื้อร้อนใจ พยายามจะประเล้าประโลมใจให้สงบ เอาเถอะ มันก็ได้ผล ก็คงจะได้ผล อันนี้นี่อาตมาไปถามด็อกเตอร์มโน เป็นผู้ที่ทำงานกับคนที่ก่อนตาย ด็อกเตอร์มโน เลาหวณิช เป็นคนทำงานนี้ น่าจะได้ความรู้มากทีเดียว เขาเรียนทางธรรมะมาเยอะ น่าจะได้ความรู้เยอะนะ จริงๆ แล้วมันแก้กรรมไม่ได้หรอก กรรมวิบากมันมีเท่าไหร่ จะหลอกล่ออย่างไร ก็อาจจะมีจิตไปยึด ต้องใช้คำว่ายึด ยึดก็ยึดได้ในภาวะที่อะไรไม่ดีกว่านี้แล้วก็ยึดอันนี้ก็แล้วกัน ก็ยึดได้ แต่ยึดแล้ว พอมันเปลี่ยนภพ ทุกอย่างมันก็เปลี่ยนไป มันไม่คงเดิมคงที่อะไรหรอก แต่เขาก็ใช้ให้มันผ่านไปในชั่วปัจจุบันธรรมนั้น กรรม สุจริต กรรมส่งผลจริง ชั่วก็ชั่ว ดีก็ดี เพราะงั้นหลอกล่อได้เหมือนอย่างกับคนที่ยังหลอกล่อคนอื่นอยู่ทุกวันนี้ ก็กลบเกลื่อนแม้กระทั่งตัวเอง มันทุกข์จะตายชักก็นึกว่าตัวเองไม่ทุกข์ ไม่รู้จักสภาวะที่เดือดร้อนจริงๆ ซึ่งมันเป็นความซับซ้อนของความเดือดร้อน มันมีจริง มันจะใช้อำนาจของเงิน อำนาจทรัพย์สฤงคาร อำนาจของอำนาจ อำนาจของมวลบริวารแวดล้อม หรืออำนาจของอิทธิพลใดๆ ก็แล้วแต่ที่สร้างขึ้นมา เพื่อที่จะชะลอให้ตัวเองไม่เป็นไปตามที่ควรจะเป็นตามกรรมวิบาก ไม่รับไม่ยอมรับกรรมวิบากของตัวเอง คุณชะลอไปได้ ก็ยิ่งชะลอ มันยิ่งออกดอกเบี้ย มันยิ่งชะลอนั่นแหละยิ่งชะลอหนัก ดอกเบี้ยก็ยิ่งทบต้นขึ้นไป นี่เป็นกรรมวิบาก ไม่ใช่อาตมาขู่ แต่เป็นเรื่องที่จริง เหมือนกับหลักการของมนุษยชาติ ดอกเบี้ยทบต้น มันจริงนะ ก็ขออธิบายขยายความประมานนี้

_ภิญญา สว่างแสง . น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงสุดค่ะ กราบนมัสการท่านสมณะสิริเตโช ท่านสมณะลานศีล และสิกขมาตุด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ เรื่องกินทำยากมากค่ะ ยิ่งฟังท่านสมณะและสิกขมาตุเทศน์ ยิ่งเห็นกิเลสตัวเองชัดมากค่ะ ท่านสมณะบอกว่า อาหารรสจืด รสเผ็ด รสหวานนั้นไม่ใช่กิเลส ตัวที่เป็นกิเลสของเราคือจิตที่ไปชอบรสจืด รสเผ็ด รสหวานต่างหาก กราบขอบพระคุณท่านสมณะที่ให้สัมมาทิฏฐิค่ะ ลูกพยายามล้างกิเลสตัวชอบรส(หวาน)ให้ได้ค่ะ น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงสุดค่ะ พ่อครูว่า…รายละเอียดสิ่งเหล่านี้ มันเป็นอุปาทาน อาตมาจะขยายความลักษณะที่ละเอียดให้ฟัง ที่เตรียมไว้แล้วนี่ ขอผลัดไว้ก่อน มันมีพยัญชนะอยู่ 3 ตัว ละเอียดมาก ตัวหนึ่งคือ”อุปาทิ” ตัวหนึ่งคือ”อุปาทาน” ตัวหนึ่งคือ”อุปาทยติ “ อุปาทิ, อุปาทาน, อุปาทยติ อุปาทิ นี่มันเป็น ปุริสภาวะ อุปาทานนี่เป็น นปุงสกลิงค์ อุปาทยติเป็นกิริยา เพราะฉะนั้นสภาพต่างๆ กิริยากับสภาพที่เป็น ปุริสภาวะ กับสภาพที่ไม่มีสภาวะ นปุงสกลิงค์ มันจะมีลักษณะที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญละเอียด เดี๋ยวถึงวาระ อาตมาเตรียมไว้อยู่ จะอธิบายให้ฟังละเอียดๆ ฟังดีๆ มันเป็นเรื่องที่ละเอียดลึกซึ้งจริงๆ ถ้าไม่ใช่ความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าแล้ว ไม่มีทางที่จะมาแยกแยะละเอียดลออได้ขนาดนี้ และอาตมาถ้าไม่ใช่โพธิสัตว์ระดับ 7 สายปัญญาโดยตรง อาตมานี้เป็นสายปัญญาโดยตรง สายปฏิสัมภิทาญาณ จึงสามารถที่จะรู้สภาวะและพยัญชนะเหล่านี้ว่ามันหมายถึง อย่างนี้ๆ เอามาแจกแจงได้อย่างถูกสภาวะ เอาล่ะฝากไว้ก่อนโอฬารเหมือนกัน

_อาภรณ์ จองเจริญกุลชัย . กราบนมัสการค่ะ จิตที่มีความยึดมั่นถือมั่น คือเป็นอัตตาตัวตน ยังเป็นมิจฉาทิฏฐิอยู่ใช่ไหมคะ กราบสาธุค่ะ พ่อครูว่า… จิตที่ยึดมั่นถือมั่นนี่แหละคืออุปาทาน เป็นลักษณะหนึ่งของอุปาทาน ถามมาว่า จิตที่มีความยึดมั่นถือมั่น คือเป็นอัตตาตัวตน ยังเป็นมิจฉาทิฏฐิอยู่ใช่ไหมคะ ใช่ ยังเป็นมิจฉาทิฏฐิอยู่ เมื่อกี้ก็บอกแล้วค่อยๆเข้าใจ

_ใจแก้ว อโศกตระกูล . กราบนมัสการท่านสมณะและสิกขมาตุค่ะ ดิฉันเข่ง ใจแก้ว ฟังอยู่ที่ปาดังเบชาร์ พ่อครูว่า…รายงานมาว่าตัวเองยังอยู่โน่น ก็รู้ ไม่ได้อยู่ที่บ้านราช ก็ไม่ได้หนีไปไหน บอกนะว่าไม่ได้หนีไปเที่ยวนะ อยู่ปาดัง เบซาร์ แล้วเขาก็รายงานอะไรต่ออะไรมา ในจดหมายก็มีเอามาอ่านให้ฟังแล้ว

_กราบนมัสการพ่อท่านที่เคารพบูชายิ่งครับ กระผม แรงผัก เบ้าทอง ขอรายงานตัวเพิ่งเข้ามาอยู่บ้านราชฯเต็มตัว เมื่อประมาณวันที่ 10 สิงหาคม 2566 นี้เองครับ เคยอยู่ม.อุบลกับญาติธรรม ถือว่าเป็นครั้งที่ 1 พุทธัง ธัมมัง สังฆัง ครั้งที่ 2 มาอยู่สวนใสหม่วน กับคุณพ่อไม้ผล ทุติยัมปิพุทธัง ทุติยัมปิธัมมัง ทุติยัมปิสังฆัง ครั้งที่ 3 ก็มาอยู่ที่วัดบ้านราชฯ เป็นตติยัมปิพุทธัง ตติยัมปิธัมมัง ตติยัมปิสังฆัง มาได้ธรรมะ รู้ธรรมะที่มาอยู่ บ้านราชฯนี้เองครับ ก็คงจะเป็นเพราะว่าได้รับฟังธรรมบ่อยๆ โดยเฉพาะรายการย่อยธรรมะ จากท่านสมณะท่านสิกขมาตุทุกรูปทุกองค์ครับ มีความศรัทธายิ่งครับ และอีกเรื่องครับ กระผมได้รับข้อมูลจากญาติธรรมที่อยู่บ้าน ราชฯว่า ในเรื่องทำงานไปและก็อยู่ไป ตอนเราไม่เจ็บไข้ได้ป่วยไม่เห็นเป็นไร แต่เมื่อเรามีการเจ็บป่วยขึ้น ตัวใครตัวมัน สุดท้ายแล้ว ก็กลับไปตายกับญาติพี่น้องทางสายเลือด ข้อมูลนี้ไม่เป็นจริงครับ กระผมสำรวจตรวจสอบได้ว่า คงเป็นเพราะว่า ตอนที่เราสุขภาพดี อินทรีย์พละภาวะแข็งแรง ปฏิบัติตนเป็นคนไม่เอาภาระ ไม่ค่อยช่วยงานหมู่กลุ่ม ไม่สร้างบารมีคุณความดีให้กับตัวเอง กระผมกลับมาครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 มาทำความดี มาทำกสิกรรม มาฟังเทศน์ฟังธรรมเป็นหลัก มาอยู่กับวัด เชื่อฟังหมู่กลุ่ม ตราบใดยังมีอินทรีย์พละแข็งแรงสุขภาพดี จะพยายามขยันขวนขวาย สร้างบารมีคุณงามความดีให้กับตัวเองด้วยครับ กระผมขอพูดกับญาติธรรมทุกๆ คนด้วยว่า ผู้ที่ยังไม่มาก็ขอให้มาเถอะครับ มาพิสูจน์สัจจะ ถึงเวลาวาระสุดท้ายแล้วครับ พ่อท่านฯ ท่านเป็นปู่เรา ส่วนท่านสมณะ ท่านสิกขมาตุ นาค ปะ เป็นพ่อเป็นแม่เป็นพี่เรา สำหรับกระผมแรงผัก มีความมั่นใจในศรัทธา เป็นสัมมาทิฏฐิแน่นอนครับ มีอะไรขาดตกบกพร่อง กราบนมัสการพ่อท่านฯเพิ่มเติมสติปัญญา

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน