660927 จุดสำคัญที่สุดในสัจธรรมของพุทธคือสุข-ทุกข์ พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
660927 จุดสำคัญที่สุดในสัจธรรมของพุทธคือสุข-ทุกข์ พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก https://www.boonniyom.net/53554.html
ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1FJFN9p6esRfMQSvTyaKj979CG5Zt4_X8/edit?usp=sharing&ouid=101958567431106342434&rtpof=true&sd=true
ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1DB2wXgZzRkzIu5iK5Qug9LwtCE1dtNgu/view?usp=sharing
และ https://podcasters.spotify.com/pod/show/dhamaporkru/episodes/660927-108-1---e29rk85
ดูวิดีโอได้ที่ https://www.facebook.com/100078722032092/videos/1027322601914457 และ https://youtu.be/w69jTnBQYmY มีซับ https://youtu.be/kNdCtE3coaM
สมณะเดินดิน... วันนี้วันพุธที่ 27 กันยายน 2566 ขึ้น 13 ค่ำ เดือน 10 ปีเถาะ ที่บวรราชธานีอโศก ช่วงนี้บรรยากาศข่าวสังคม ตอนยุคกำนันนก ดูบิ๊กโจ๊กเขาลุยให้เห็นว่าตำรวจตกเป็นทาสเป็นลูกน้องของกำนันนกกันไม่ใช่น้อย เราดูบิ๊กโจ๊กเป็นวีรบุรุษ ไม่นาน ตอนนี้บิ๊กโจ๊กกลายเป็นจำเลยไปในตัวแล้ว สํานวนไทยชอบพูดว่าเละเป็นโจ๊ก อาจจะไม่เละก็ได้ ตอนนี้มีทนายความ ฉายาเขา “ทนายความกระดูกเหล็ก” อาจจะเป็นโข๊กกระดูกเหล็กก็ได้ เขาก็ว่ากันอย่างนั้น เขาก็แฉกันไปแฉกันมา คราวก่อนพ่อครูก็พูดให้พวกเราฟังว่า ตอนนี้เรามีนายกฯ ชื่อ เศรษฐา คำว่า เศรษฐา แปลว่าความเจริญ ความเจริญก็มีทั้งความเจริญจริงและความเจริญปลอม ความเจริญจริงคือ ความเจริญที่สังคมมีความเป็นอยู่กันโดยไม่ได้แย่ง ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ไม่ได้หลงในสิ่งเหล่านี้ แต่ว่าสังคมที่เป็นความเจริญปลอมก็จะหลงเงิน หลงอำนาจ-ลาภ-ยศ ถ้าเจริญจริงก็ไม่ได้คิดคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้ แต่คิดถึงประโยชน์สุข คิดถึงงานเพื่อประชาชนเป็นหลัก ถ้าฟังธรรมจากพ
อ่านต่อ
่อครูมาตามลำดับ สังคมเรายุคนี้เป็นยุคที่เปิดฟ้า เปิดดิน เปิดนรก เปิดสวรรค์ ให้เราเห็นสิ่งต่างๆได้ชัดเจน อันนี้ดูเหมือนจริงแต่ก็ไม่จริงอีกแล้ว วันนี้ดูบิ๊กโจ๊กให้สัมภาษณ์ ที่เป็นสำนวนว่า ผมไม่อยากทุบหม้อข้าวตัวเอง ถ้าผมทุบหม้อข้าวตัวเองจะตายกันทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาตินั่นแหละ คือตอนนี้เขาถูกแฉเส้นทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับบ่อนการพนัน แล้วเขาบอกว่าเขาเองทำงานสืบสวนมาตลอด และเขารู้ว่าเส้นทางการเงินของใครต่อใคร เขามีข้อมูลมากมาย แต่ไม่อยากจะทำ เพราะกลัวน้องๆ เขาจะลำบากกัน แต่ก็พูดให้พวกพิธีกรก็บอกว่าบิ๊กโจ๊กเอาเลย มีอะไรก็เปิดให้หมดแน่จริง ทำให้เห็นว่า ใหญ่แค่ไหน เก่งแค่ไหน ก็อยู่กับความเจริญปลอมๆ สุดท้ายฟังแล้วก็แยกไม่ออก เอาตำรวจเก่าๆอย่างพลตำรวจเอกเสรีมาสัมภาษณ์ ฟังแล้วก็เหมือนกับแย่งกันไปแย่งกันมา มันเป็นการล้างแค้นกันไปกันมา ประชาชนเลยไม่รู้จะเอาอะไรเป็นที่พึ่งหรือเป็นหลักได้เลย มีแต่ว่า ถ้าเอ็งแฉข้า ข้าก็จะแฉเอ็ง ทำให้เห็นว่าสังคมที่ดูเหมือนจะเจริญ แต่ไม่ใช่เจริญจริง ดูเหมือนมีลาภ มียศ มีอะไรยิ่งใหญ่มากๆ แต่ก็ไม่ใช่ความยิ่งใหญ่ ไม่ใช่ความเจริญที่แท้จริง เพราะว่าเบื้องหลังความเจริญเหล่านี้ คือมีการต่อสู้ การไล่ล่า การชิงไหวชิงพริบ เราดูสังคมตำรวจกับทหาร ทหารนี่มีกองกำลังมากกว่าตำรวจ ตำรวจจะใหญ่กว่าทหารไม่ได้ แต่ดูทหารนิ่งกว่า และดูเป็นหลักให้กับบ้านเมืองได้มากกว่า สิ่งหนึ่งที่เป็นความแตกต่างคือในสังคมทหารจะไม่มีการต่อสู้แย่งชิงไล่ล่า สำนวนคุณเปลว สีเงินบอกว่า เสือไม่กินเนื้อเสือด้วยกัน แต่วงการตำรวจที่ไล่ล่าหาเงินบ่อนเบี้ย ต้องหาเงินส่งให้เจ้านายกันทั้งนั้น เพื่อจะได้ซื้อตำแหน่ง อย่างที่รู้ๆ กัน สังคมอย่างนี้จะเห็นได้ว่า เป็นสังคมที่ไม่สามารถสงบสุขได้ ช่วยเหลือประชาชนไม่ได้ เหล่านี้ทำให้ได้เห็นที่พ่อครูพูดเอาไว้ชัดเจนว่า สังคมที่เจริญคือสังคมที่ไม่ได้ไปแย่ง ลาภ แย่งยศ แต่เป็นสังคมที่คิดถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก ซึ่งในวันที่ 13 ตุลาคมที่จะมาถึงนี้ รัฐบาลจะประกาศให้เป็น วันนวมินทรมหาราช พวกเราก็เห็นความสำคัญจะจัดโรงบุญ ซึ่งวันสำคัญนี้จะต่อกับวันงานเทศกาลกินเจออกโรงบุญของเรา ก็จะเปิดขายอาหารเจ ต่อไปถึงเทศกาลเจเลย วันนี้ก็จะได้ฟังธรรมโลกุตระจากพ่อครูกันต่อ ขออาราธนาพ่อครูครับ
อาหารจากเนื้อสัตว์เป็นบาปมิใช่บุญเลยในชีวกสูตร พ่อครูว่า... จะเป็นอาหารเจได้ก็ต้องมีพืช พืชพันธุ์ธัญญาหาร มีพืชเป็นวัตถุดิบ เนื้อสัตว์เราไม่เกี่ยว เป็นพืช แม้แต่น้ำเค็ม น้ำหวาน อะไรก็จากพืชทั้งนั้น เค็มก็ไม่มีน้ำเค็มจากบูดู น้ำเค็มจากปลาแดกก็ไม่มี ถ้าปลาแดกของเราก็ปลาแดกถั่ว น้ำเค็มจากปลาแดกถั่ว คือเราเป็นพวกมังสวิรัติ หรือว่าเจบริสุทธิ์ พืชพันธุ์ธัญญาหารที่เห็นๆ กันนี่ (ที่หน้าเวที) ลองกองมาจากศีรษะอโศก, กล้วยคาเวนดิชมาจากสวนทำกิน ของพวกเรามี “สวนทำกิน” “สวนไม่ทำ..ไม่ได้กิน” ก็มี “สวนทำกินจึงจะได้กิน” ก็มี พวกเราตั้งชื่อกันหลายสวนมาก นอกนั้นก็มีชื่อสวนอีกเยอะแยะ ส่วนมันเทศนี้จาก “สวน 204” ก็มีอย่างนี้แหละ เรามีพืชพันธุ์ธัญญาหารกิน อาตมาว่า ทำให้มันเป็นที่ปรากฏให้ได้ว่าพืชพันธุ์ธัญญาหารนี่ มันจะเป็นธรรมาวุธที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก จะเป็นธรรมาวุธที่ยิ่งใหญ่ ใครจะสร้างอาวุธให้เก่งกาจสามารถพิเศษเลิศล้ำมีอำนาจทำลาย ได้ยอดเยี่ยมขนาดไหนก็ให้เขาทำไป มันเป็นเรื่องของกรรมบาป อาตมาไม่ได้พูดเล่นหรอก อาตมาพูดจริง มันเป็นกรรมอกุศลกรรมบาปที่เขาทำสิ่งเหล่านั้นมาเพื่อประหารชีวิต เพื่อทำลายชีวิต แม้แต่ผู้ที่ไม่ได้ฆ่าโดยตรง แต่เป็นผู้สร้างมาก็ใช่แล้ว คนสร้างอาวุธเพื่อประหารคน เพื่อมาทำลาย มันก็ใช่แล้วบาป ไม่บาปไม่มี การสร้างอาวุธมาประหารคน..ไม่บาปไม่มี เพราะความบาป ความเกิดอกุศล มันเกิดจากเจตนา มโนสัญเจตนา ตั้งแต่ตัวเจตนาที่พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าบาปและบุญนี่ จะเกิดบุญเป็นอันมาก ส่วนมากเป็นบาป ท่านก็อธิบายใน ชีวกสูตร (พตปฎ.เล่ม ๑๓ "ชีวกสูตร" ข้อ ๖๐) ชัดเจนว่าบาปไม่ใช่บุญเลยเป็นอันมาก ก็คือบาปเป็นอันมากไม่ใช่บุญเลย ใน 5 ประการ ชีวกสูตร พูดแล้วพูดอีก ย้ำแล้วย้ำอีก ยากที่คนจะเข้าใจในความลึกซึ้งเป็นที่สุด เพราะว่ามันเป็นการอธิบายถึงขั้น เจตภูต ถึงขั้นปาณะ ถึงขั้นชีวะในระดับเจตภูต ในระดับปาณะ ยังไม่ถึงขั้นสัตตะ ในมโนสัญเจตนา มันละเอียดลออไปถึงขนาดนั้น มันเป็นแต่เพียงจิตเริ่มต้นที่มีแนวโน้มไปในทางที่ โวโรเปตุง หรืออารภนฺติ เป็นไปในทางมุ่งร้าย ที่มันมีกระแสว่าจะไปมุ่งร้ายเริ่มต้นแล้ว อย่างชีวกสูตร 5 ข้อ ชีวกสูตร ทำบุญแต่ได้บาป ๕ ลำดับ (ย่อมประสบบาป มิใช่บุญ เป็นอันมาก) 1. ผู้นั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปนำสัตว์ชื่อโน้นมา” (อุทิศ, อุททิสสะ คือ เจาะจงมุ่งหมายไปที่สัตว์ชื่อนั้น) อุทฺทิสฺส ปาณํ อารภนฺติ หรือ สัญจิจจะ ปาณัง ชีวิตา โวโรเปตุง (สญฺจิจฺจ ปาณํ ชีวิตา โวโรเปตา) บอกชื่อสัตว์ ไปเอาสัตว์นั้นมา กล่าวชื่อสัตว์ ไปเอาสัตว์นั้นมา นี่เป็นตัวมีเจตนา สัญจิจจะ แล้ว หรือ อุทิสสะ แล้ว เป็นจิตอุททิสสะ เป็นจิตมีจิตมุ่งหมาย เจาะจงไปในตัวเหมือนกัน เจาะจงว่าสัตว์ และเมื่อกล่าวชื่อสัตว์ เช่น เอาไก่ตัวนั้น เอาไอ้โต้งตัวนั้น เอาหมูตัวขาวนั้น อะไรอย่างนี้ พอลงไปปั๊บนี่มันบาปเป็นอันมาก ไม่ใช่บุญเลยทันที ยิ่งคนไปจับมันมา ข้อ 2 2. สัตว์นั้นเมื่อถูกเขาผูกคอนำมา ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัส เมื่อสัตว์ถูกจับมาตามที่จิตมุ่งหมายตัวแรกและตัวต่อมาเลย เรียกว่า เป็นการพัฒนาการของจิต หรือเรียกว่าเป็นความฉิบหายของจิต หนักขึ้น จับตัวมา ผูกมา มัดมา สัตว์ได้รับทุกข์ สัตว์เป็นทุกข์แล้ว ถูกจับตัวมา แค่พูดยังไม่ได้ไปจับมันมา มันก็ยังไม่ทุกข์หรอกสัตว์ แต่เมื่อมันถูกจับ มันก็ทุกข์แล้ว เสร็จแล้วข้อที่ 3 บอก จงฆ่าสัตว์นี้ 3. ผู้นั้นพูดอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปฆ่าสัตว์นี้” ไม่บาปให้มันรู้ไปสิทีนี้ “จงฆ่าสัตว์” ผู้สั่งนี้บาปเป็นอันมาก ไม่ใช่บุญแล้ว ฟังให้ละเอียดซ้ำซากให้ดีว่า การไปแตะกับสัตว์นี้ อย่าไปพูดถึงกิน แค่กล่าวชื่อสัตว์ เจตนาจิตไม่ดี คนไปจับมานี่บาปเป็นกระพรวนร่วมกัน บาปแล้ว สั่งฆ่า ฆ่าสัตว์ตายในข้อที่ 4 4. สัตว์นั้น เมื่อกำลังถูกเขาฆ่าย่อมเสวยทุกข์โทมนัส มันก็เห็นน้ำหนักของความเลวร้าย ความร้ายกาจของกรรมกิริยาของคน ข้อ 5 นี้มันเหมือนไม่ใหญ่แต่มันใหญ่ที่สุด 5. ผู้นั้นย่อมยังตถาคตและสาวกตถาคต ให้ยินดีด้วยเนื้อเป็นอกัปปิยะ ชื่อว่าย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก (ตถาคตํ วา ตถาคตสาวกํ วา อกปฺปิเยน อสฺสาเทติ อิมินา ปญฺจเมน ฐาเนน พหุง อปุญฺญํ ปสวตีติ)ชีวกสูตร ล.13 ข.60 แล้วก็แค่เอาอาหารเนื้อสัตว์ที่คุณฆ่ามานี่แหละ เอาไปทำอาหารอย่างเป็น “ขาทโภชนียะ” ทำเป็นอาหารอย่างดี อย่างเอร็ดอร่อย ปรุงแต่งชั้นเลิศ นำมาถวายภิกษุหรือพระพุทธเจ้า ข้อ 5 นี่แหละ นี่แหละเรียกว่าเจาะจง 1. เจาะจงฆ่า เจาะจงกับสัตว์ สัตว์ตายเพราะความเจาะจง ไม่ใช่ไปเจาะจงบุคคล บุคคลนั้นไม่กินเนื้อสัตว์ ถ้าเจาะจงชื่อใครบุคคลใด บุคคลนั้นกินไม่ได้ นอกนั้นเขาไม่ได้เจาะจงชื่อกินได้หมด นี่พวกเจาะร่องให้ตัวเอง เจาะรูให้ตัวเอง เขาไม่ได้ระบุชื่อตัวเราเท่านั้น สัตว์นั้นตายด้วยการถูกฆ่าก็ไม่ถือว่าบาป กินได้หมด นี่พวกนี้เลี่ยงบาลี บาปเข้าตัว ไปช่วยกันโกหกหรือโกหกอย่างไม่รู้ ก็ยังบาปน้อยกว่า โกหกทั้งๆที่รู้นี่ จะบาปตั้งเท่าไหร่ เพราะฉะนั้น ข้อ 5 นี้เอาแต่แค่เอาอาหารเนื้อสัตว์ไปถวายเพื่อให้พระพุทธเจ้าหรือภิกษุทั้งหลายนี้ยินดีด้วยเนื้อสัตว์ ยินดีอาหารเนื้อสัตว์ แค่นั้นนะ แค่ไปเห็นดียินดี ยังไม่ทันได้กินหรอก ถ้ารับมากินเลยนี้ไม่ต้องพูดเลยนะ กรรมกิริยาจะหนาหนักตั้งเท่าไหร่ ยินดีในเนื้อสัตว์นะที่รับมา โอ้โห! เนื้อสัตว์ชั้นดีหรือ โอ้โห! น่าจะอร่อยนะ โอ้โห! ไปใหญ่เลย แค่นี้ก็บาปที่เป็น อกัปปิยะ อันไม่ควรกระทำอย่างยิ่งเลย โดยเฉพาะข้อ 5 กำกับเลยไม่ควรกระทำ ข้อ 1, 2, 3, 4 ก็ไม่ควรจะทำ มันชัดๆ อยู่แล้ว แม้แต่แค่เอาอาหารเนื้อสัตว์ไปถวายภิกษุ ไปถวายพระพุทธเจ้านี่ ก็บาปเป็นอันมาก ไม่ใช่บุญเลย อาตมาไม่ได้เลี่ยง ไม่ได้เบี้ยวบาลี ไม่ได้พูดเลี่ยงนะ คุณดูรายละเอียดว่าความละเอียดลออ 5 ข้อที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสนี้ มีนัยสำคัญละเอียดลึกซึ้งขนาดไหน คิดให้ดีเถอะ อาตมาก็ได้แต่พูดด้วยความเจตนาดี ไม่อยากให้คนมีวิบากบาป มากินพืชพันธุ์ธัญญาหารนี้ มันก็ดี อยู่ได้ อายุยืนด้วย กินเนื้อสัตว์นั้นมันไม่ได้อายุยืน กินเนื้อสัตว์มากไม่มีพืชก็ยิ่งอายุสั้น เช่น พวกขั้วโลกเหนือ ขั้วโลกใต้ เขาไม่มีพืชจะกินเท่าไหร่ มีแต่เนื้อสัตว์ เนื้อปลาเป็นใหญ่ แล้วนอกนั้นก็เนื้อหมี จะมีสัตว์อะไรบ้าง ที่โน่นมีเพนกวิน สิงโตทะเล มันก็น้อยนะอยู่ที่นั้น เห็นแต่หมีขาวเป็นส่วนใหญ่ ส่วนมากก็กินปลา ก็มีสถิติอยู่แล้วว่าพวกชาวขั้วโลกเหนือนี้อายุสูงสุด 40 ค่าเฉลี่ยประมาณ 25 อายุ 25 ปีตาย สูงสุด 40 เขาก็มีสถิติ มีการตรวจสอบอะไรต่ออะไรกันมาแล้ว พวกนี้หลักฐานในการยืนยัน ส่วนพวกหรรษากินพืชเป็นหลัก อายุยืนเลย 100 นี่พวกนี้ (ภาพบนจอ) พวกอิ๊กลู่ พวกอยู่บ้านน้ำแข็ง จริงๆตัวไม่อ้วนเท่าไหร่หรอก แต่เสื้อผ้าหน้าแพรหุ้มตัวไว้ เพราะมันหนาว ก็กินเนื้อกวาง กินเนื้ออะไรที่เขาเลี้ยง ดีไม่ดีเนื้อหมา ที่ใช้ลากรถอะไรอยู่ นี่ พวกนี้หลักฐานยืนยัน ซึ่งพวกเราเลือกได้ เราเป็นคนอยู่ในพื้นภูมิที่มีอะไรให้เลือกได้ พวกหรรษาหรือฮันซ่า แตกต่างจากพวกเผ่าเอสกิโม อายุสั้นอายุยืนกว่ากัน แค่อายุสั้นอายุยืนก็เหลือแหล่แล้วในมนุษยชาติ ใครอยากจะอายุสั้นล่ะ อยากอายุยืนๆกันทั้งนั้นแหละ ใครก็ปรารถนาอายุยาวยืนกัน ก็ยังไม่ทันถึงวันงานเจเลย อาตมาก็เริ่มต้นเอาก่อนแล้ว เพิ่งจะปลายกันยายน เทศกาลกินเจเริ่ม 14-15 ตุลาคม กลางเดือนตุลาคมโน้น ขอโอภาปราศรัยกับ SMS ก่อน
วันที่ 25 กันยายน 2566 รายการปรับทุกข์ ปลุกธรรม _Jaitham Sittinawin… ใจธรรม สิทธินาวิน . ดิฉันเห็นด้วยกับคุณใบฟ้า เรื่องทำหนังสืออภิธานศัพท์อโศก เป็นคู่มือศัพท์เล่มเล็กแบบธรรมพุทธสุดลึกค่ะ…(ยังมีต่อ) พ่อครูว่า... ก็ลองฝากฟังกันไว้ ใครที่คิดจะรวมหัวรวมตัวกันทำ มันก็เป็นประโยชน์ ใครจะคิดอยากจะทำก็ทำ อาตมาก็ไม่มีเชิงจะไป มีออกความคิดความเห็นด้วย แต่ก็ไม่ได้ใช้บังคับ แล้วแต่ใครจะมีน้ำใจหรือมีกำลังที่จะช่วยทำกัน ผู้ที่ทำกันอยู่แล้วก็ทำๆ กันอยู่บ้างแล้วก็ไปร่วมมือกัน หลายผู้หลายคนทำ ช่วยๆ กันได้มันก็ดี
ความยากหลายชั้นตอนในการทำงานรื้นขนสัตว์ของพ่อครู _ดิฉันได้รับหนังสือ “อภิธานศัพท์อโศก” แล้วค่ะ กราบขอบพระคุณพ่อครู คณะผู้ร่วมทำทุกท่านทุกคน และขอขอบคุณคุณวิบูลย์ พีรพัฒนโภคิน ซึ่งได้ฟังเทศน์พ่อครู ก็ได้นำหนังสืออภิธานศัพท์อโศกมามอบให้ดิฉัน เล่มใหญ่มาก เนื้อหาดีมาก ดีใจมากค่ะ ขอเล่าเกี่ยวกับหนังสือนิดนึงนะคะ หนังสือนี้มีหัวข้อที่น่าสนใจเยอะค่ะ เช่น 50 ปี สิ่งที่ยากของสมณะโพธิรักษ์ ดิฉันอ่านหัวข้อนี้แล้วรู้สึกว่างานของพระโพธิสัตว์นี่ยากมากๆ ค่ะ งานยากอย่างนี้คนธรรมดาทำไม่ได้แน่ๆ ค่ะ 50 ปี สิ่งที่ยากของสมณะโพธิรักษ์ คือมีสิ่งที่ยากเป็นไปตามลำดับ คืออยากให้คนมีปัญญาโลกุตระ …(ยังมีต่อ) พ่อครูว่า... ปัญญาโลกุตระ คำว่าปัญญา ก็เป็นโลกุตระอยู่แล้ว มันไม่ใช่เฉโก เฉโกนี้เป็นโลกียะ อันนี้ก็ยังเข้าใจกันยากในนัยยะสำคัญที่อาตมาพยายามแยกให้เห็น ความรู้มันมี 2 อย่าง ในโลกีย์ ความรู้ความฉลาดนี่เขาเรียก เฉโก ขออธิบายตรงนี้นิดหนึ่ง เฉกะ หรือ เฉโก มาจากคำ “ฉะ” กับ “เอก” คำ ฉะ หรือฉละ นี้คือ 6 เอกนี่คือ 1 ทีนี่คนเข้าใจผิด มิจฉาทิฏฐิไป ไปเอา 6 รวบเป็น 1 มีเฉกะ หรือ เฉโก อันเดียว ไปรวบ 6 เป็น 1 แยก 6 ไม่ออก แยกความรู้ แจกวิภัตติเป็น 6 ไม่เป็น ไม่มีโลกุตรธรรม ไม่มีความรู้ในโลกุตรธรรม ไม่มีความรู้แบบปัญญา ก็เลยได้แต่ เฉกะ หรือ เฉโก อยู่อย่างนี้ตลอดกาลนาน เทวนิยมที่ไม่รู้จักไม่มีความรู้โลกุตรธรรม มีความรู้เป็นเฉโก อย่างนี้ อาตมาไม่ได้ไปหาความ ไม่ได้ไปหาเรื่องกับเทวนิยมหรือโลกียะหรอกนะ เขาเป็นเช่นนั้นของเขาจริง ตามพยัญชนะก็ระบุทุกอย่าง มีทั้งตำนาน มีทั้งประวัติ มีทั้งพฤติกรรม มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ส่วนปัญญานั้น มันมารู้รายละเอียดหมดเลย แจกออกมาเป็น ฉฬายตนะ จึงใช้คำว่า ฉลาด มันกร่อนมาจากคำ ฉฬายตนะ มาเป็นภาษาไทยคือคำว่าฉลาด อาตมาไม่ได้โมเม มันเป็นเรื่องจริง มันเป็นมาอย่างนั้น เพราะฉะนั้น คนฉลาดก็คือปัญญา ถ้าคนเฉโกอยู่ ไม่ใช่ฉลาด คนเฉโก คนมีความรู้แบบนั้น ไปทิ้งหมดเลย เอา 6 ไปรวบมาเป็นหนึ่ง หนึ่งอะไร? หนึ่งอะไร? หนึ่งตามพระศาสดาหรือตามพระเจ้าของเขา ระบุไว้อย่างไร คัมภีร์ว่าอย่างไร ระบุไว้อย่างไร อย่าไปแยกเป็น 2 ไปกระจายขยายความอีกต่างหาก ไม่ขึ้นกับ กาละ เทศะ ฐานะ ต้องเป็นของพระเจ้าหนึ่งเดียวตลอดกาลนาน เปลี่ยนแปลงออกจากตรงนั้น จะกาละไหน เทศะไหน ฐานะไหน เมื่อใด มีเหตุปัจจัย-องค์ประกอบแตกต่างเปลี่ยนแปลงอย่างไรก็ไม่เกี่ยว ต้องหนึ่งเดียวนี้อยู่ตลอดกาลนาน โด่เด่อยู่หนึ่งเดียวตลอด ไม่ขึ้นกับกาล ไม่ขั้นกับกาละ ไม่ขึ้นกับเทศะ ไม่ขึ้นกับสถานที่ องค์ประกอบอะไรไม่ขึ้น ไม่ขึ้นกับบุคคล ไม่ขึ้นกับฐานะ ไม่ขึ้นกับจิตวิญญาณ ไม่ขึ้นอะไรที่จะเป็นอีกหลากหลายเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง..ไม่เกี่ยว ต้องเป็นอย่างเก่า ยึดมั่นถือมั่นอย่างเดียว ตามคัมภีร์อย่าไปเปลี่ยน อย่าไปแก้ อย่าไปทำผิดเพี้ยนเป็นอันขาดอย่างนั้นเลย ก็น่าสงสาร น่าสงสาร เพราะทุกอย่างไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าตรัสรู้ทุกอย่างไม่เที่ยง คำว่า ทุกอย่างไม่เที่ยง นี้สุดยอดลึกซึ้ง เอ้า.. ผ่านไปก่อน เดี๋ยวจะขยายความเพิ่มเติมอีก _คือมีสิ่งที่ยากเป็นไปตามลำดับ คืออยากให้คนมีปัญญาโลกุตระสามารถมองเข้าหาตนเอง เห็นกิเลสตัวเองแล้ว ได้ลดกิเลสในตัวเองได้ถูก …(ยังมีต่อ) พ่อครูว่า... เพราะไม่เห็นกิเลสตัวเองอย่างถูกตัวถูกตนของกิเลส มันจึงลดกิเลสไม่ถูกต้อง มันไม่เป็นสัจจะ มันต้องอ่านให้ออก อย่าไปขี้ตู่ด้วยกิเลสตัวเอง เอาแต่กิลสด้วย อย่าไปเอาจิตของตัวเองร่วมด้วยมา ต้องมี ธัมมวิจัยสัมโภชฌงค์อย่างละเอียดลออ วิจัยธรรม กาย เวทนา จิต ธรรม วิจัยให้ดีๆ เมื่อได้กิเลสก็ฆ่าแต่กิเลส ปัญญาที่มันรู้แท้ๆ นี่แหละ ธาตุรู้ที่มันรู้เป็นภูมิเป็นปัญญาอันยิ่งนี้แหละ พอกิเลสมันเห็นหน้าปัญญา อย่างที่อธิบายแล้วในมารสังยุต (พตปฎ. เล่ม 15 ข้อ 416-424 มารสังยุต) ก็ขยายความยากอยู่เหมือนกัน (คุณสู่แดนธรรมว่า มารสังยุต ที่ว่าด้วยเรื่องตบะ) พอมันเจอหน้า สรุปง่ายๆ ก็คือ ตัวโง่มันเจอตัวฉลาด หรือตัวโง่มันเจอตัวปัญญา ตัวโง่มันถอย คุณคิดได้ เข้าใจได้ ไอ้โง่มันเจอกับปัญญา คุณจะเอาปัญญาหรือคุณจะเอาโง่ คุณก็เอาปัญญา ไอ้โง่ก็ถอย ไม่มีใครหรอก สามัญสำนึกธรรมดา โง่มันไม่สู้ปัญญา มันเจอปัญญามันวิ่งหนีทันที หายวับไป มันเป็นธรรมชาติเป็นธรรมฤทธิ์อาตมาใช้คำว่า ธรรมฤทธิ์ มันเป็นพลังงานที่เหนือชั้นกว่ากันอย่างชัดเจน เพราะโง่มันเจอหน้าปัญญา มันถอย มันจะไปสู้ได้อย่างไร โง่มันก็ต้องรู้ตัว ก็มีแต่ไอ้ดันทุรังจริงๆ โง่แล้วก็ไม่ยอมรับว่าโง่ เช่น ทักษิณ เป็นต้น ไม่ยอมรับว่าตัวโง่เลย ถ้ายอมรับว่าตัวโง่บ้าง จะเจริญทันที คนที่รับว่าตัวเองโง่ รู้ว่าเออ เราโง่ก็โง่จริงๆ จริงขนาดไหน เขาก็ยังหลงว่ามันไม่จริง ไม่ได้โง่ ไม่ได้ผิด ไม่ได้ด้อยอะไร ฉันต้องถูกฉันต้องจริง นี่เห็นชัดเจนเลยตัวอย่างเห็นไหม ที่เป็นตัวอย่างอยู่นี้ แล้วก็หาทางยิ่งโง่ซ้อนโง่ ซ้อนโง่ลึกซึ้งซับซ้อน ได้พลังงานว่าตัวเองมีอภิสิทธิ์ ตัวเองเก่ง ตัวเองไม่มีการแพ้ มีแต่ชนะๆๆๆ โอ้โห! มันซับซ้อน..เฮ้อ! ไม่มีตัวอย่างอันใดที่จะเห็นชัดเจนเท่านี้อีกแล้วในประเทศไทย ประเทศอื่นจะมีอย่างนี้ขนาดนี้ไหมหนอไม่เท่าทักษิณ นักโทษเด็ดขาดชายทักษิณ ชินวัตร ต้องอ่านให้เต็มต้องเรียกเขาให้เต็ม ตามพระราชกิจจานุเบกษาบันทึกไว้หมดแล้ว นักโทษชายเด็ดขาด ทักษิณ ชินวัตร โอ้โห.. นาย ก็ยังไม่ได้เป็นอย่าว่าเป็นถึงดอกเตอร์เลย นายก็ไม่ได้เป็น พันโทก็ไม่ได้เป็น แต่ได้ article ใหม่ว่า เป็นนักโทษเด็ดขาดชายทักษิณ ชินวัตร นี่เขาก็ไม่พยายามสำนึก คำว่า สำนึก นี้อีกคำ ถ้าใครมีสำนึก สำนึกในความไม่ดีของตนเองได้ชัดเจน คนนี้จะเจริญๆ ไม่มีที่สิ้นสุดเลย สำนึกเพราะว่าจะต้องเป็นความจริงว่าเรานึกถึงอันนี้แล้ว โอ้โห! นี่เราผิดนะ อันนี้อาตมาก็นึกถึงมีคนหนึ่งเป็นดอกเตอร์เหมือนกัน อาตมาตั้งชื่อให้เขาว่า “สำนึก” เขาก็ซัดอาตมาเลยว่า ผมผิดอะไรมาตั้งชื่อผมว่า “สำนึก” โอ้โห! อาตมาก็เลยเปิด พอแล้วสำหรับคนนี้ ผมผิดอะไรมาตั้งชื่อให้ผมว่า สำนึก ก็เลย เอาๆ เอาเถอะ อาตมาก็เลยเห็นว่า จริงๆ แล้วชื่อของเขาก็คือ “ไม่สำนึก” นั่นแหละ ชื่อของเขาก็คือมีไม่สำนึก มันก็จริงๆ นี่เป็นสัจจะที่อาตมาพบอยู่ _ปัญญานี้ก็ไม่ง่าย…ยาก… ข้อต่อมาก็ยากยิ่งขึ้น คือการเลื่อนมาเป็นผู้แพ้ พ่อครูว่า... นี้คือประเด็นที่อาตมาพาให้เกิดปัญญานะ ทำให้เกิดปัญญา นี้ก็ไม่ง่าย _การเลื่อนมาเป็นผู้แพ้ …โอ้โห! อันนี้ก็เป็นอจินไตยมากเลย ทำไมเพลงผู้แพ้ดังตั้งแต่อาตมายังเด็ก ยังหนุ่ม อายุ 20-21 อาตมาแต่งเพลงนี้ เพลงนี้ดังเลย สนั่นหวั่นไหว มันก็ยากคือ คือการเลื่อนมาเป็นผู้แพ้ เพราะฉะนั้น ในที่สุดแห่งที่สุดเป็นผู้แพ้นี่แหละคือผู้ชนะทั้งโลก _เดินบนเส้นความเป็นผู้แพ้มากกว่าจะเอาชนะคะคาน และข้อ 1 ข้อ 2 ก็เดินไปด้วยกัน เมื่อตัวตนเล็กลงน้อยลง ก็จะดำเนินไปเส้นทางผู้แพ้ คนที่ไม่มีตัวตนจะทำตัวให้แพ้ก็ได้ ชนะก็ได้ เป็นผู้ผิดก็ได้ ผู้ถูกก็ได้ พ่อครูว่า... จริง คนที่ไม่มีตัวตน จะแพ้ก็ได้ ชนะก็ได้ แต่เป็นผู้ผิดไม่ได้หรอก เขาจะว่าเราเป็นผู้ผิด เขาว่าได้ แต่จริงๆ เราต้องยืนหยัดไม่เป็นผู้ผิด แต่เป็นผู้แพ้ได้ เพราะฉะนั้น เขาจะว่าเราผิดก็ได้ แต่เราจะต้องยืนหยัดยืนยันในความถูก เราอย่าเป็นผู้ผิดก็แล้วกัน _ยากกว่านั้นอีกคือ การมาเป็นคนจน มารักชีวิต ความเป็นคนจน ทิ้งความร่ำรวย ความมั่งมี ออกมาสู่เส้นทางของความจน ก็มีแต่พวกชาวอโศกที่ฟังกันรู้เรื่อง พ่อครูว่า... การมาเป็นคนจน แถมตรงนี้อีกนิดหนึ่ง “เป็นคนจนที่อุดมสมบูรณ์” พูดภาษาอะไร “คนจนที่อุดมสมบูรณ์” พวกเรานี้เป็นคนจนอุดมสมบูรณ์ไหม เหลือเฟือเลย เหลือเฟือ จ๊กม๊ก เลยนี่ มีตัวตลกคนหนึ่งเขาอยู่คณะจ๊กมก ชื่อเหลือเฟือ พวกเราเหลือเฟือจริงๆ _มารักชีวิต ความเป็นคนจน มารักชีวิตความเป็นคนจน แต่ก็อย่าไปชังความรวยเขา อย่าไปอคติกับความรวยเขา _ออกมาสู่เส้นทางของความจน ก็มีแต่พวกชาวอโศกที่ฟังกันรู้เรื่อง ไม่ใช่แค่ฟังกันรู้เรื่องเท่านั้นนะ เอาตัวมาลงให้ลงตัวเลย สำนวน “เอาตัวมาลง” นี่สำนวนของท่านเพาะพุทธ เอาตัวมาลงให้ลงตัวเลย..ใช่ไหม ไม่ใช่แต่ฟังรู้เรื่องเท่านั้น มาเป็นคนจนจริงๆ เลย _แต่สิ่งที่ยากที่สุดในการทำงาน 50 ปี พ่อครูว่า... มองเห็นความยากของอาตมานี่ชัดเนาะ เป็นชั้นๆๆๆ _ คือ ให้พวกเทวนิยม ไม่ติดสุข-ติดทุกข์ พ่อครูว่า... ถูกไหม? (เสียงตอบว่า..ถูก) สุดยอด ขอขยายความตรงนี้ สุข-ทุกข์ นี้เป็นจุดที่สำคัญที่สุดแห่งสัจธรรมพระพุทธเจ้า ผู้ที่ปฏิบัติจิต โดยเฉพาะอ่านเวทนาเป็น แล้วก็ทำเวทนาหรือความรู้สึกให้หมดสุขหมดทุกข์ เวทนามี 3 ใน “เวทนา 108” นั่นแหละ แต่ “เวทนาหลัก 1.สุข 2. ทุกข์ 3.ไม่สุขไม่ทุกข์ “ ไม่สุขไม่ทุกข์แบ่งเป็น 2 อันหนึ่งเป็นของโลกีย์ เขาก็ทำได้ แต่มันยังมิจฉาทิฏฐิ ต้องสัมมาทิฏฐิ ไม่สุขไม่ทุกข์ เพราะฉะนั้น ผู้ที่สามารถเข้าใจได้อย่างที่อาตมาอธิบายไปว่าสุข-ทุกข์เป็นจอมมายา มันไปรวบ 2 มาเป็น 1 มันหลอกนะ มันหลอกแล้วหลอกหน้าเดียว คือหลอกให้หน้าสุข โดยหน้าหลังที่เป็นทุกข์นี้มันไม่บอก หรือไม่รู้-เขาไม่รู้ เขาก็เลยมี 2 สุข-ทุกข์ สลับสับวนอยู่ในชีวิต อยู่ในวัฏฏสงสาร ไม่หมดไปได้ เพราะฉะนั้นถ้าจะดับต้องดับทั้ง 2 ทั้งสุขทั้งทุกข์ดับไปหมด เหลือ 0 เพราะฉะนั้นผู้ที่ดับเวทนาสุข-ทุกข์ได้หมดแล้วเป็น 0 แล้ว ตัวเหตุแห่งความสุขทุกข์เพราะกิเลส เพราะกิเลสหมดแล้วเป็น 0 จริงๆ คุณก็กลับมาอาศัยชีวะเป็น 1 ฟังให้ดีนะ มากลับอาศัยชีวะ มากลับอาศัยจิตนิยาม เฉพาะจิตนิยามที่มีพลังงาน อธิปไตยอันวิเศษ อำนาจอยู่เหนือ “อุตระ-อยู่เหนือ” อาศัยอยู่กับความเป็นชีวะเท่านั้นเอง ไม่ได้สั่งสมให้เจตสิกต่างๆ สั่งสมเป็นนิสัย สั่งสมเป็นวิสัย สั่งสมเป็นอนุสัย..ไม่ อาศัยเท่านั้น เพื่อทำงานหรือเพื่อยังชีพไปเฉยๆ เช่น พระอรหันต์ที่จบกิจแล้ว บรรลุธรรมแล้ว ตรัสรู้อรหันต์ อรหัตตผลแล้ว ก็ทำงานไป ไม่ต่อภพภูมิเป็นโพธิสัตว์ ก็ตายด้วย ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ตายไปด้วยนิพพาน 3 ก็สูญเป็นดิน น้ำ ไฟ ลม แยกธาตุไปเลย นั่นคือสำหรับพระอรหันต์ที่ไม่ต่อภพภูมิจริงๆ เลย ส่วนพระอรหันต์ที่ต่อภพภูมิเป็นพระโพธิสัตว์ต่อไปอีก ทำความรู้เพิ่มขึ้นไปอีก (โลกวิทู) อย่างที่ได้อธิบายโพธิสัตว์กี่ชั้น อรหันต์กี่ชั้น อาตมาก็อธิบายไปแล้ว ก็พอแค่นี้ก่อน ไม่ขอขยายความต่อตรงนี้ นี่คือสัจธรรมสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ทีนี้สุข-ทุกข์ตรงนี้ ผู้ที่บรรลุตรงนี้ได้แล้ว จิตวิญญาณจะรู้จักหมดเลย เป็นอนัตตา มันจะรู้จักความไม่ใช่ตัวตน ไม่เที่ยง เป็นไตรลักษณ์ อยู่ที่จิตเราจะมีเจตนายึดหรือไม่ยึดไว้ ถ้ายึดไว้นี่ ศัพท์เขาเรียกว่า “สมาทาน” สมะ + อาทาน คำว่า อาทาน แปลว่า ยึดไว้ ฉวยไว้ ส่วนผู้ที่ยังอวิชชาจะยึดอย่าง”อุปาทาน” ไม่ใช่สมาทาน ยึดอย่างอุปาทาน ไม่รู้เรื่อง ไม่รู้ความเป็นจริง ยังไม่บรรลุ เพราะฉะนั้นผู้ที่บรรลุแล้ว จะยึดอย่างสมาทาน อาศัยอย่างมีปัญญา สงบแล้ว ตัดแล้ว สมะแล้ว เสมอแล้ว สงบแล้ว มีปัญญาชัดเจน เพราะฉะนั้น ผู้ที่สามารถจบตรงนี้เรียกว่า จบกิจ เป็นอรหันต์จบกิจ 1. อรหันต์นี้จะเป็นผู้ที่เที่ยงแท้ชนิดที่หนึ่ง คือ จะเป็นคนไม่ทำความชั่ว ทำแต่ความดี ถ้ายังอยู่ต่อ จะอยู่อีกกี่ชาติก็ตาม จะทำแต่ดีนี้เป็นโลกียะ ไม่ทำชั่วอีกเลย เพราะฉะนั้นจิตจะมีแต่กุศล ไม่มีอกุศล บาปไม่มี อกุศลไม่มี แล้วบุญก็ไม่ต้องทำแล้ว เพราะเป็นอรหันต์แล้วจะไม่ต้องทำบุญอีก เพราะบุญคือความตัดกิเลสสิ้นอาสวะขั้นเรียกว่าอรหันต์ (โอวาทปฏิโมกข์ ๓ พตปฎ.เล่ม๒๕ ข้อ ๒๔) เพราะฉะนั้นกิเลสหมดแล้ว เกิดอีกกี่ชาติอาสวะดับหมดแล้ว ได้แล้ว เที่ยงแท้แล้ว ได้แล้วได้เลย ขึ้นเป็นโพธิสัตว์ต่อมาก็ไม่มีกิเลสเกิดอีก โพธิสัตว์ในระดับต่อ ระดับโพธิสัตว์ระดับ 5 ระดับ 6 ระดับ 7 ขึ้นมาก็ไม่ต้องแล้ว อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นจึงเป็นเครื่องประกันว่าคนผู้นี้ จะยังมีชีวิตเกิดต่ออีกกี่ชาติจะไม่ทำชั่ว ทำแต่ดี 2. เมื่อเป็นอรหันต์แล้ว รู้สุข-ทุกข์แล้ว หมดสุขหมดทุกข์แล้ว ก็เป็นผู้ไม่สุขไม่ทุกข์ เกิดอีกกี่ชาติก็เป็นผู้ไม่สุขไม่ทุกข์ ทำแต่ประโยชน์ 3. นอกจากไม่สุขไม่ทุกข์แล้ว รู้แล้วว่ามัน
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive