661024 พ่อครูให้โอวาทปิดประชุมปวารณาย่อยหมู่สงฆ์ราชธานีอโศก คนไม่แคร์หมู่คือคนโง่ที่สุดในโลก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2566
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์23 KB
วันที่แก้ไข5 พฤศจิกายน 2568

เนื้อหาในไฟล์

พ่อครูให้โอวาทปิดประชุมปวารณาย่อยหมู่สงฆ์ราชธานีอโศก 24 ตุลาคม 2566

🍀 สมณะเดินดิน... ปีนี้ปวารณาค่อนข้างจะยาวหน่อยครับ เป็นเหมือนกับเอกซเรย์กันว่า รายละเอียดในชีวิตของแต่ละท่านๆ ควรจะเก็บอะไรกันบ้าง ก็เลยคุยกันแบบไม่ได้กำหนดเวลาเท่าไหร่ ค่อยๆพูดคุยกัน แต่ก็รู้สึกว่าก็รับลูกกันได้ดีนะครับ คิดว่าคงได้ประโยชน์กันครับ 🍀 สมณะฟ้าไท…มีพัฒนาการขึ้น คือมีวิเคราะห์วิจัยด้วย ไม่เป็นแบบถือทิฏฐิที่จะเอาชนะ หรือด้วยแรงโทสะ แต่ทิฏฐิด้วยความปรารถนาดีต่อกัน ก็ทำให้หมู่ได้รับกันได้มากขึ้น เป็นภราดรได้มากขึ้นครับ

☀️ พ่อครูว่า... นั่นแหละมันทำให้เราได้เจริญขึ้น ได้รู้จักอัตตา มานะ อติมานะต่างๆ รู้จักอัตตา รู้จักกิเลสถือดีถือตัว ไอ้คำว่า มานะ อติมานะ นี้อื้อหือ! มันเป็นตัวมานานุสัย เป็นอนุสัยสุดๆ นะ ที่มันยากมากที่จะเข้าไปทะลุทะลวงมันได้ มันเป็นทั้งอาสวะทั้งอนุสัย ในอาสวะก็มีเป็นมานะ มาเป็นอนุสัยก็เก็บละเอียดอีกนะ เป็นมานานุสัย

การถือดี นึกว่าตัวเองมีดี แล้วก็ยึดดี ไม่แคร์ใคร การไม่แคร์ใครนี่นะ โง่ไม่มีอะไรโง่เท่าแล้ว คนที่มีความคิดว่ากูไม่แคร์ใครเนี่ย เป็นคนที่โง่ได้ระดับ หมดทางเจริญ

คนต้องพึ่งผู้อื่น คือพึ่งอย่างน้อยก็พึ่งอาจารย์ ถ้าไม่งั้นคุณก็เป็นพระพุทธเจ้าเอง หรือเป็นปัจเจกพุทธเจ้า คุณเป็นแล้วหรือยัง? อย่างน้อยคุณก็ต้องเป็นนิยตโพธิสัตว์ ซึ่งมีเอง มีภูมิธรรมได้สั่งสมบารมีมาไม่รู้กี่ล้านชาติได้เองแล้ว คุณก็ต้องมีเป็นของตัวเอง เป็นเองมีเอง ในเมื่อคุณไม่มี คุณจะไปเอามาจากไหน ไปเอามาจากพระเจ้าของเทวนิยมหรือ มันไม่มีโลกุตระ มีอยู่ในศาสนาพุทธเท่านั้น

เพราะงั้น ความตรัสรู้ของพุทธเจ้านี่สุดยอด ครบครันบริบูรณ์ อย่าไปอวดดี อย่าถือดีหลงตัว มันหลงตัวง่าย นึกว่าตัวเองมีดีแล้ว ปัดโ

อ่านต่อ

ธ่! เท่าหางอึ่ง ได้ไปยังไม่เท่าไหร่เลย ดีไม่ดีจำได้แต่บัญญัติ สภาวะยังไม่เข้าถึงเลย ยังไม่ถึงสภาวะที่จะสมบูรณ์แบบเป็นอุภโตภาค เพราะงั้นมันก็จะไปไม่รอด เสียเวลา ดีไม่ดีไปตกนรกอีก ไม่เข้าท่าอะไร วิบากของตัวเองก็เยอะแยะ เพราะงั้นอย่าไปคิด

1 อาจารย์ 2 หมู่กลุ่ม มวลมิตรดีสหายดีสังคมสิ่งแวดล้อมดี หมู่มวลนี้ไม่ได้หาง่ายๆนะ ผู้ที่จะแตกออกจากหมู่ไปแล้วรอด คือช้างมาตังคะเท่านั้น อย่างผมนี่เป็นช้างมาตังคะ ผมแตกออกมาจากหมู่ใหญ่ แตกออกมาจากหมู่ใหญ่ มีสงฆ์พร้อม ออกมาตามมา มีภิกษุตามมา 21 รูปกับเณร 2 เอง ก็ต้องมาพิสูจน์ตัวเอง อันนั้นไม่ใช่อะไร เป็นแค่วิบากของผมว่ากันไป

ทำไป จนผ่านมาถึงวันนี้แหละ เราก็อยู่รอดมาจนกระทั่ง 40 - 50 ปีแล้ว แล้วก็เป็นอิสระ เขาไม่สามารถเขากลุ่มใหญ่ขนาดไหนจะมาถล่มทลายไม่ได้อีกแล้ว เพราะว่ามันจบกันด้วยทั้งพฤติกรรม จบด้วยทั้งบัญญัติคัมภีร์ภาษาตำรา หมดแล้วนะ แย้งไม่ได้สักจุด แย้งไม่ได้สักด่าน ก็มีแต่เราจะเจริญไปข้างหน้า มีแต่พวกเราจะพัฒนาไปข้างหน้า

อย่าไปหลวมตัวว่า โอ้ย! สบายแล้ว ข้าวมีกิน ดินมีเดิน ตะวันมีส่อง พี่น้องมีเสร็จ เห็ดมีเก็บ ป่วยเจ็บมีคนช่วยรักษา ขี้หมามีคนช่วยกวาด เสร็จแล้วก็ปล่อยตัวตามขี้หมา ลอยตามน้ำไป ถึงเวลาตายก็ตาย แต่ตัวเองไม่ได้เจริญอะไร ตัวเองไม่เจริญเท่านั้นแต่ตัวเองกลับเสื่อม ผู้ไม่เจริญก็คือผู้เสื่อม ต้องมีความเจริญจึงจะเรียกว่าไม่เสื่อม ยืนอยู่กับที่ก็คือเสื่อม เพราะคุณยืนอยู่กับที่ แต่ทุกอย่างมันไม่อยู่กับที่นะ มันหนีคุณไปหมด ตั้งแต่กาลเวลาวินาทีมันก็หนีคุณไป คุณอยู่กับที่คุณก็ตายเดี่ยว เพราะทุกอย่างมันเป็นองค์รวมหมดเลยในจักรวาลในเอกภพ มันรวมหมด มันไม่มีอะไรทิ้งไว้เป็นหนึ่ง ไม่มี

สำนวนของพลเอกประยุทธ์ “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” โอ้คมมากนะสำนวนนี้ ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง หมายถึงจิตวิญญาณด้วย โอ้โห! เรียกว่าเก็บหมด ช่วยเหลือทุกชีวิตทุกวิญญาณนะ ซึ่งมันยิ่งใหญ่ เป็นภาษาของโพธิสัตว์ มันเป็นสำนวนเป็นภาษาที่ออกมาจากจิตวิญญาณของโพธิสัตว์นะ มันใหญ่ขนาดไหน จะเก็บหมด จะช่วยทุกชีวิต โอ้! ตัวเองใหญ่ขนาดไหนเชียว และมันพูดด้วยความมั่นใจ จะทำอย่างนี้จริง จะทำได้ไม่ได้ ก็ทำนะ มั่นใจในตัวของเขา มันบอกใจของเขา มันจะช่วยอ่ะ

ซึ่งมาพูดถึงตรงนี้แล้ว มันแว๊บถึง ทักษิณ นี้ แหม…โอ้โห! เจ้าประคุณ มันเป็นตัวอย่างที่ละเอียดลออจริงๆ เลยในยุคปัจจุบันนี้ ทำให้ผมเห็น มันสุดยอดจริงๆ เลย

🍀 สมณะฟ้าไท…ทำให้คนอื่นเสียหายไปเยอะแยะมากมาย

☀️ พ่อครูว่า... ทั้งนั้นเลย แล้วก็เก่งจริงๆ ด้วย โอ้โห! …ฯลฯ.. อำนาจยิ่งใหญ่จริงๆ อำนาจนี้ มันแสดงให้เห็นเมืองไทย มันเป็นตัวอย่างที่มี ทั้งบุคคล จะเรียกว่าบารมีมันก็ไม่เชิง เป็นสัมภาระวิบากเขา เป็นสัมภาระวิบากของแต่ละคน ๆ มีอะไรก็แสดงออก ให้ผู้มีดวงตาเขาเห็น ผู้ไม่มีดวงตาก็ไม่รู้เรื่อง แล้วหลงไปตาม ยิ่งถือหางฝ่ายนี้ ถือหางฝ่ายนั้น ก็ว่ากันไป และเราจะเห็นได้ว่า ดูๆ แล้ว ประชาชนเขาวางตัวเป็นกลาง ส่วนพวก Activists ที่ออกไปมีบทบาทจริงๆ เลย จะว่าทางด้านสัจธรรมนี้ ก็มีให้ได้เห็นไม่กี่คน ตอนนี้มี ทนายนกเขา ทนายตั้ม ที่ออกไปยันๆ มี 2 รายเท่าที่อาตมาเห็น ไม่รู้มีคนอื่น ใครเห็นรายอื่นไหม? ที่ยืนยันที่จะต้องให้แสดงออกมาเลย ให้รู้นะ (ให้ชัดเจน) ไม่ใช่แสดงอิมครึมอยู่อย่างพวกที่ไม่รู้ว่าอะไรเป้นอะไรเนี่ย ทุกคนมีแต่จะมาทำลายหลักนิตินัยนิติธรรม หลักอะไรๆ ทั้งหมด หลักจารีตประเพณี โดยเข้าข้างเพื่อที่จะมีอภิสิทธิ์มาทำลายอะไรต่ออะไรพวกนี้ได้ มันคืออะไร จะเอาอภิสิทธิ์ของคน มาทำลายหลักนิติธรรม นิติรัฐ นิติอะไรทั้งหมด มันจะใช้ได้เหรอ? … ฯลฯ …

นี้ก็เป็นธรรมะ เป็นโลกุตรธรรม เป็นประชาธิปไตย เป็นการเมืองที่ยืนยันโลกุตรธรรม มันไม่เหมือนกับข้างนอกเขาที่ต่างประเทศ

ต่างประเทศ มันไม่ฟังกันแล้ว มันทนไม่ได้แล้ว มันฆ่าแกงกันไปหมด ภายในประเทศเองมันแย่งอำนาจกัน เห็นไหมในแต่ละประเทศที่แย่งอำนาจกันฆ่ากันไปหมด หรือไม่ก็หาพวก อย่างเช่น ยูเครน รัสเซีย สหรัฐอเมริกา ยุโรป โอ้โห! มันมั่วไปหมดเลย เพราะฉะนั้น เราถึงว่า ผมได้พยายามที่จะให้สัญญาณไปถึงผู้บริหารฯ ว่า จงพยายามวางตัวเป็นกลางให้ดีๆ นะ

ประเทศเราจะเป็นกลางได้และมีพลังอำนาจได้ด้วยอะไร? สหรัฐมีพลังอำนาจได้ด้วยอาวุธด้วยเทคโนโลยีที่มันเก่ง มันครองโลกอยู่ตอนนี้เพราะอันนี้ เทคโนโลยีที่เป็นทั้งอาวุธและเป็นเครื่องใช้ต่างๆ มันเก่งอ่ะ วิศวะ อุตสาหกรรม มันเก่ง แต่จะเก่งอย่างไรก็ภาคหนาว (ภูมิอากาศ) มันสู้ภาคเอเชียไม่ได้หรอก (ซึกโลก) ตะวันตก-อเมริกาก็ตาม สู้เอเชียไม่ได้ เอเชียมีพืชพันธุ์ธัญญาหารเป็นอาวุธ

อย่างที่ผมเคยเทศน์ไปแล้ว เอ็งจะเก่งอย่างไร เอ็งจะกินคอมพิวเตอร์ กินลูกปืน กินระเบิดปรมาณู เอ็งกินเข้าไปได้เหรอ หรือว่าเอ็งกอดไอ้ปรมาณูนั้นแหละแล้วไม่ต้องกิน แล้วเอ็งจะมีชีวิตรอดไปเรื่อยๆ เอ็งกอดอยู่นั้นแหละ กอดปรมาณูเข้าไป ให้มัน absorb เข้าไปในร่างกายนี่ จะอยู่ได้ไหม มันจะเป็นไปได้ไหมล่ะ มันไม่ได้ อะไรจะมายิ่งใหญ่กว่าอาหารเป็นหนึ่งในโลก ไม่ได้ ไม่มี พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้และก็ทรงบอกไว้หมดแล้ว

เราจะเป็นเมืองเล็กก็ตาม เราก็หาเครือแห หาพรรคพวกในเอเชียนี้ ฮั้วกันเลย รวมพลังเป็นทีมใหญ่เลย สู้ด้วยอำนาจ (สู้กับ) อำนาจวัตถุอาวุธ อำนาจอะไรต่ออะไร อำนาจพลังงานทางวิศวะ-อุตสาหกรรม เอากสิกรรมนี้สู้ นี้เป็นสุดยอดแล้ว กสิกรรม ต่อให้รวมวิศวกรรมกับอุตสาหกรรมนี้ กสิกรรมอย่างเดียวสู้ได้ นี้เป็นสุดยอดแห่งสุดยอดแล้ว เพราะฉะนั้นเราต่อสู้ได้ด้วยอันนี้ ข้อสำคัญมันจะอยู่ที่อย่าเพิ่งให้เขามาฆ่าเราตายก่อน ต้องวางตัวเป็นกลางให้ดี เขาจะไม่ฆ่าเราตาย ต้องวางตัวเป็นกลางให้ดี

นอกจากวางตัวเป็นกลางแล้ว เราจะต้องมีอาหารไปให้เขา ช่วยเขา เพราะเขามัวเอาเวลาไปรบกัน มันจะมีเวลาไปสร้างอาหารกินอะไร ไม่มีเวลาสร้างอาหารกินหรอก ส่วนเราเอาเวลามาสร้างพืชพันธุ์ธัญญาหาร เราไม่สร้างทั้งอาวุธ ทั้งเทคโนโลยีอะไรก็ไม่ค่อยสร้าง สร้างแต่อาหาร ๆ ๆ เขาต้องสร้างทั้งสองอย่าง แต่เราสร้างอาหารอย่างเดียว พลังงานเท่าไรโถมไปที่อาหาร ไอ้นั้นมันต้องแบ่งไปสร้างเทคโนโลยี แล้วก็อาวุธ (แต่) สร้างอาหาร สร้างง่ายกว่าด้วย

(แต่เขาไปสร้างอย่างนั้น) มันก็ต้องแยกไปสร้าง อย่างคำว่า เทคโนโลยี ก็ไม่ใช่ว่าเทคโนโลยีมีงานเดียว อาวุธก็ไม่ใช่ว่ามีแบบเดียว มีต่างๆ นานา และอาวุธหรือวิศวกรรม สร้างขึ้นมาแล้วมันเสื่อมไปด้วยตัวมันเอง ยังชีพไม่ได้ เสื่อมตัวมันเอง ยังชีพไม่ได้แล้วก็สูญหายไป คุณต้องสร้างขึ้นอยู่เรื่อยๆ ไม่มีหยุด

พืชพันธุ์ธัญญาหาร แม้เราไม่สร้าง เราฉลาด ให้มันช่วยตัวมันเอง เราหว่าเมล็ด พัฒนาสิ มาพัฒนาเรื่องการสร้างพืชพันธุ์ธัญญาหาร โดยเราต้องทุ่นแรง เราต้องอาศัยอะไรอย่างนี้ ยกตัวอย่างง่ายๆ อย่างพวกเรากำลังเริ่มมีรูปรอยขึ้นแล้ว ก็คือพืชพันธุ์ธัญญาหารของพวกเรานี้โตไว โตใหญ่ โตเก่ง นึกออกไหม มันโตกว่าเขา อะไรมันก็ประหลาดกว่าเขา คือมันเจริญนั้นแหละ

เราสร้างองค์ประกอบให้มันสมบูรณ์ พืชพันธุ์ธัญญาหารมันได้องค์ประกอบสมบูรณ์ด้วย เช่น มันมีไอน้ำ มีลำธาร มีอากาศ มีพืชมีเชื้อ มีองค์ประกอบอะไรต่างๆ นานา ไม่ใช่งอกขึ้นมาหน่อยก็มีคนเหยีบ งอกขึ้นมาหน่อยก็มีคนมีตัวอะไรมากัดกิน มีเพลี้ยลง มีอะไรๆ ลงกินหมด ไม่ใช่ เห็นไหม (ของพวกเรา) มันแข็งแรง มันอยู่ มันเจริญ ของพวกเรานี้ ไม่ต้องทำอะไรมากเลย

จริงๆ ทุกวันนี้ ถ้าเราไม่เกี่ยงกิน ติดอาหารนะ ปล่อยให้พืชพันธุ์ธัญญาหารมันงอกเองในหมู่บ้านได้ขนาดนี้นะ นั่งกินนอนกินได้ จริง แต่ถ้าคุณเกี่ยงหน่อย มันก็กินไม่พอ แต่ถ้าคุณไม่เกี่ยงนะ กินใบกุ่ม กินใบตะโก ผักบุ้ง อะไรๆ พวกนี้ มีทั้งในน้ำทั้งบนบก ดีไม่ดีดำลงไปในน้ำเอาสาหร่าย(เทา)ขึ้นมากินด้วย แม้แต่หน่อไม้ที่นี่ก็งาม

สรุปแล้วนะ ธรรมะ ที่ผมเชื่อว่าผมเองผมรู้จากพระพุทธเจ้ามา แล้วก็นำมาสถาปนาลงไปในโลกยุคนี้ พวกคุณก็คงไม่เข้าใจผิด และก็คงจะพอเชื่อว่า ผมนำโลกุตรธรรมเข้ามาสถาปนาลงไป เพราะว่ามันเสื่อมสิ้นจนไม่มีเหลือไม่มีเชื้อมา ผมก็นำมาจนกระทั่งมันเป็นรูปเป็นธรรม เป็นรูปเป็นร่างเป็นอะไรขึ้นมาแล้วจนป่านนี้ แล้วเมืองไทยมันมีรากฐานอันนี้แล้ว ก็จะงอกงามก็จะเจริญเป็นตัวอย่าง ไม่ใช่เป็นตัวอย่างเท่านั้น แต่เป็นเจ้าของของเลย เพราะว่าเราเป็นตัวกำเนิดเป็นตัวรากเหง้า เป็นตัวต้นตระกูล มันก็จะขยายผลออกไปนะ

ขนาดชาวพุทธต่างประเทศที่ยังไม่มีโลกุตรธรรม เขาก็ยังไม่ง็อกแงกเท่าไหร่ ยังไม่บอก (ยังไม่รู้) ว่าประเทศไทยนี่มันเจริญโลกุตรธรรมแล้วนะ ยังนะ ยัง! (เหตุเพราะ) เขายังไม่มีอัญญธาตุ อัญญธาตุที่จะรู้จักโลกุตระ ยังสะสมอัญธาตุกันอยู่ ตอนนี้จะได้สัก 10% มี 10 หน่วย 20 หน่วย ผมเคยอธิบายไว้ ถ้ามันสัก 50 - 60 - 70 มันถึงจะค่อยรู้ เฮ้อ! ค่อย ๆ รู้อย่างอัญญาโกณทัญญะ คนมีอัญธาตุ 10 หน่วย 20 หน่วย ก็ยังไม่กระดิกอะไรเท่าไหร่หรอก ยิ่งคนยังไม่เริ่มเลย ยังไม่เริ่มมีอัญญธาตุเลย มีอีกเยอะในโลก มีอีกตั้งเท่าไหร่ เพราะงั้นอีกนาน

แต่ถึงนานอย่างไร ความเดือดร้อนวุ่นวายมันก็บีบคั้นให้หาทางออก สุดท้ายมันจะรู้ตัวเองได้ว่า ไอ้อาวุธฆ่ากันมันไม่ใช่ทางออก ถ้าฆ่ากันแล้วมันก็ไม่ได้ชนะเด็ดขาด ปัญญาแบบโลกุตระแบบนี้มันก็ยังจะยากอยู่นั่นแหละ แต่มันจะรู้ในสุดท้าย ใกล้กลียุคเข้ามาแล้วเนี่ย ถ้ามันยังไม่ตาย คนเรายังไม่ถูกฆ่าตาย มันก็จะต้องเจริญทางจิตวิญญาณ เจริญทางปัญญาปฏิภาณ แล้วมันก็จะค่อยๆรวมตัวกัน อัตราการก้าวหน้าของความเจริญของโลกุตระจะพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ เพราะมันเป็นความจำเป็นที่เขาจะต้องหาทางออกที่มันสุดยอด แต่มันบังคับให้รู้ไม่ได้ไง เพราะว่ามันรู้ยากเท่านั้นเอง แต่มันก็จะต้องมารู้ มันจะต้องมารู้ยิ่งขึ้นๆๆ คนเราดิ้นรนหาตัวที่เจริญแท้ มันต้องดิ้นรนหานะ

เพราะงั้นพวกเรานี่เป็นต้นตอของสิ่งสำคัญ แต่อย่าหลงตัวเท่านั้นเอง อย่าเหลิง อย่าหลงตัว อย่าไปเบ่งไปข่ม เรามีเนื้อแท้ ก็สบายๆอ่อนน้อมถ่อมตน อย่าหลงตน อย่าหยิ่งผยองตนเอง นึกว่าตนเองแน่ไปเดี่ยว ไม่มีอะไรเดี่ยว อย่างผม ถ้าไม่มีพวกคุณผม ผมก็ไม่เอาอะไร ผมก็ปรินิพพานเป็นปริโยสานไป ผมจะไปทำทำไม ผมคนเดียวทำอะไรได้ ถ้าไม่มีพวกคุณ ใช่มั้ย

เข้าใจจุดนี้ให้ได้ มันสำคัญนะ ถ้าไม่มีพวกคุณ ผมปรินิพพานเป็นปริโยสานไป ผมไม่เอานะ ถ้าไม่มีหมู่ไม่มีมวลที่จะรับกันได้ให้เป็นพลังงานที่จะเป็นประโยชน์กับโลก แล้วจะทำอะไรได้ เพราะฉะนั้นอย่าหยิ่งผยอง ว่าตัวเองเก่ง ตัวเองรู้ ตัวเองช่วยตัวเองรอด อย่าเพิ่งผยองนะ

เพราะงั้นผู้ที่รู้จักสิ่งที่ดีที่สุดแล้วว่า โอ้โหตัวเองมันไม่มีอะไรหรอก ตัวเองไม่มีน้ำยาหรอก หมู่ทั้งนั้น ถ้ายังมีก็คือ ตัวเองยังมีตัวตน ใช่มั้ย หากไม่มีตัวเองก็มีตัวตนที่จริง ตัวเราคือใคร?คือหมู่! เห็นมั้ย จำไว้

แล้วทีนี้มันสูงสุดซ้อนที่ลึกซึ้งก็คือว่า ผู้ที่รู้ตนเองอย่างดี แล้วก็ทำตนเองไม่มีตัวตน ตัวตนไม่มี ตัวเองไม่มี มีแต่หมู่ ผู้ทำอันนี้แหละ จะได้หมู่เป็นตัวตน หรือหมู่จะให้แก่ผู้ที่มีโลกุตรธรรมและหมู่เป็นโลกุตรธรรม ชาวโลกุตรธรรมก็จะมีดวงตาจะมีภูมิปฏิภานปัญญารู้ว่า โอ้โห องค์นี้ไม่มีตัวตนจัง ไม่มีตัวตน ที่สุดแห่งที่สุดแห่งไม่มีตัวตน ก็จะรู้ใช่มั๊ย มันก็ยิ่งได้อันเดียวเป็นหนึ่งเดียวเลย สัจจะเป็นหนึ่งเดียวทั้งหมดเลยนะ

เพราะงั้นถ้าเรายังไม่สูงสุด ยังไม่บรรลุอรหัตผลหรืออรหันต์ที่แท้จริงอย่าเสียเวลา จะถูกเพื่อนเอาตีนลูบหน้ายังไงก็อยู่เหอะ หน้าเรามันจะใหญ่ขนาดไหนก็เชื่อตีนเพื่อนว่ามีประโยชน์ ขนาดโลกยังบอก ใต้ฝ่าธุลีละอองพระบาท ขนาดโลกีย์นะ ของเราเป็นโลกุตระมันจะไม่มีอะไรใช่มั้ย ขนาดโลกีย์ยังยกให้เลยใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม แล้วพวกเราเนี่ย โอ้โหมันไม่เหนือกว่านั้นน่ะ ใช่มั๊ย

ในสัจจธรรมทุกวันนี้ พวกเราจะยิ่งฟังยิ่งปฏิบัติยิ่งประพฤติ จริงๆแล้วพวกเรานี่เป็นโพธิสัตว์ แต่ว่ามันหลง โพธิสัตว์นี่หลงตัวไปหลายยุคหลายตอน ช้าตรงนี้ สายศรัทธานี่จะสะดุด สะดุดช้า เสียเวลาไปเป็นกัปๆ สายศรัทธามันหลงตัวเองได้ ส่วนสายปัญญา จะมีปฏิภาณปัญญาครบ จะเสียเวลาน้อย แต่แน่นอนแหละมันก็เป็นไปตามสัจธรรม เพราะจริงๆแล้วสุดท้ายจริงๆ ตระกูลศรัทธากับตระกูลปัญญาเราไปบังคับไม่ได้ ไม่มีบังคับไม่ได้เลยศรัทธา

สายศรัทธา จริงๆอยากจะบรรลุธรรม โดยมาบรรลุธรรมเป็นปัญญา ตัวเองเป็นตระกูลศรัทธานะ แต่อยากจะมาบรรลุธรรมเป็นปัญญา ทำได้นะ แต่ต้องพากเพียร จะบรรลุธรรมโดยที่เรียกว่าศรัทธาไม่เต็ม และจะปรินิพพานเป็นปริโยสานก็ได้ ศรัทธาไม่บริบูรณ์ถ้วนก็ได้ แต่มันยังไปตกคาในอยู่ที่ สุทธาวาส 9 อีกนาน นานจนไม่รู้จะเอาไปอะไรไปนับ เพราะลองคิดดู ไอ้สิ่งที่ละเอียดที่สุดเท่ากับเวลา สภาวธรรมเท่าๆ กับเวลา มันละเอียดเท่าๆกันเนี่ย มันจะอยู่ไปอย่างงั้นไปกันด้วยกัน ไอ้เวลานั้นเราไม่รู้จะเอาอะไรนับ พอเดาออกไหม

ถ้าเราแบ่งแยกเป็นเวลากับวัตถุ Static กับ Dynamic ตัวตนกับตัวเคลื่อน กระแสกับแรงเคลื่อน 2 สภาพเนี่ย ถ้ามันเนียนจนจะเป็นลักษณะเดียวกันนี่นะ สองอันนี้มันก็เมาเหมือนกันนะ เฮ้ย! เอ็งเป็นข้าหรือข้าเป็นเอ็งวะ นึกออกมั้ย มันคล้ายกันมาก มันใกล้กันมากเลย เอ็งเป็นข้าหรือข้าเป็นเอ็ง ดีไม่ดีไปจับตัวเอ็งเป็นตัวเขา ไปจับตัวเขาเป็นตัวเอ็ง อะไรอย่างนี้ รายละเอียดใช้ภาษาพูดได้ขนาดนี้ ใช้ภาษาอธิบายได้อย่างนี้ แล้วมันเป็นจริงด้วย ไอ้ที่พูดนี่ไม่ได้หมายความว่า พูดเพ้อเจ้อหรือพูดเปรียบเทียบเฉยๆ ไม่ใช่ มันมีจริงด้วย เพราะฉะนั้นอย่าไปทำเลย เรื่องเสียเวลา

สรุปแล้ว หมู่ดีมิตรดีสหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี เป็นทั้งหมดทั้งสิ้นของพรหมจรรย์ ตามคำตรัสของพระพุทธเจ้า หมู่กลุ่มน่ะ เราไม่มี เราก็คือส่วนหนึ่งเศษธุลีของหมู่กลุ่มนะ หากอวดดีขึ้นมาเมื่อไหร่ปั๊บ นี่ไม่ใช่ธุลีแล้วนะตอนนี้ ชักหัวแข็งขึ้นมาแล้วนะ อีกหน่อยกระเด็นออกจากหมู่ แล้วไปตายเดี่ยว วนเวียนอีกกี่กัปไม่รู้ (🍀 สมณะฟ้าไท…จะคิดว่าตัวเองดีกว่าหมู่) นี่ลึกซึ้งมาก อันนี้ลึกซึ้งมากนะ

พระพุทธเจ้าตรัสถึงว่า ทั้งหมดทั้งสิ้นพรหมจรรย์คือหมู่ เรานี่แหละเป็นมิตรดีสหายดีของพวกเธอ เท่ากับท่านบอกว่า ท่านเองเป็นส่วนหนึ่งของหมู่เท่านั้นเอง แต่ท่านไม่ตรัสว่า ท่านเองเป็นผู้เล็กเท่านั้นเอง ท่านตรัสกลางๆว่า ท่านเป็นเป็นมิตรดีสหายดีของทุกคน ทุกคนจะพึ่งท่านได้ แต่ท่านไม่ตรัสว่า ท่านเป็นธุลีละอองอะไร ท่านไม่ตรัสอย่างงี้ มันมันผิดสัจจะ ท่านไม่ใช่ธุลีละออง ท่านเป็นหัว ท่านเป็นใหญ่ ใช่มั้ย (🍀 สมณะฟ้าไท…แค่นั้นก็ถ่อมตนเยอะ) ใช่ ท่านก็ถ่อมตน เราเป็นมิตรดีสหายดีของพวกเธอ ลดตัวลดตนลงมาเท่ากับทุกคน พระพุทธเจ้าลดตัวตนมาเท่ากับทุกๆคน นี่มันสุดยอดอย่างนี้

ธรรมะที่อธิบายกันวันนี้ ขณะนี้ ที่พวกคุณฟังนี้ มันก็เป็นภาษาที่พวกเราฟังเข้าใจนะ แต่คนข้างนอกเขาจะรู้เรื่องไหมนี้ (🍀 สมณะ…เขาไม่มีสภาวะ ไม่มีพื้นฐานมาจะฟังไม่รู้เรื่อง) เออ อย่างโลกมันยังโลกย์อีกมากมาย เทวนิยมที่ยังไม่รู้เรื่องเหล่านี้ มีอีกเยอะมากมายที่น่าสงสาร เพราะฉะนั้น พระโพธิสัตว์เกิดมาแล้วจึงเนื้อย..เหนื่อยมากที่จะช่วยมนุษย์ สุดวิสัย

ที่จริงมันก็ใกล้ๆ จะเป็นพระพุทธเจ้า แต่มันอยากหนี มันอยากพัก มันอยาก .. มันเมื่อย เมื่อย โดยเฉพาะสังขารร่างกายองค์ประกอบมันไม่ช่วย นี่อย่างผม ผมเห้น..เห็น เห็นแต่ทุกข์เท่านั้นเกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นดับไป แต่มันก็ต้องทำ

🍀 สมณะฟ้าไท…จิตใจโพธิสัตว์ระดับต้นๆ นี้ มันจะฮึกเหิมมาก มากกว่าตอนปลายๆ ใช่ไหมครับ

☀️ พ่อครูว่า... ใช่ๆ แต่พอเหตุปัจจัยมันเสื่อม เหตุปัจจัยมันไม่เอื้อมันไม่ช่วยแล้วนี่ มันก็หนักนะ มันก็ยาก กระเสือกกระสนไป ลากถูลู่ถูกังมันเหนื่อย แต่มันก็เพื่อสิ่งที่เป็นไปได้

ในขณะที่เราเองกระเสือกกระสนอุตสาหะพากเพียร มันก็ไม่ได้เสียเปล่าไปสะทีเดียว เราก็ได้นะ คือเราก็พัฒนา efficient(เสริมสมรรถะ)ของเรา พัฒนาตัวเราทุกอย่างนะ ทั้งเจโตทั้งปัญญามันพัฒนาอยู่ด้วย มันไม่ได้เสียหาย-เสียเปล่าอะไร มันได้ โดยเฉพาะเราไม่ไปเสียแรงงานที่จะไปทำสิ่งเป็นอกุศลหรือสิ่งที่เป็นโลกีย์ ไม่แล้ว ถ้าเราทำเราก็ทำอยู่แต่อย่างนี้ ไม่ได้มากก็ได้น้อยนะ และเราไม่ได้ไปทำอกุศลหรือเลอะเทอะ เราทำไอ้นี้ ไม่ได้มากก็ได้น้อยนะ

เราอยู่กับเวลา เราก็ทำ ถ้าไม่ทำมันก็ไม่มีไม่มากไม่น้อย ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก็มีแต่เสื่อมอย่างน้อยก็สังขารเสื่อมไป ร่างกายเสื่อม ก็ไปสู่ตาย ไปสู่เผาเท่านั้นเอง จะมีประโยชน์อะไร ถ้าคุณจะปรินิพพานเป็นปริโยสานก็แล้วไปเถอะ ตัดช่องน้อยแต่พอตัวไปก็ตามใจ แต่ผมนี้รู้หมดแล้ว พวกอรหันต์ตัดช่องน้อยแต่พอตัว หรือว่าเป็นโพธิสัตว์นี้

ทั้งอรหันต์กับโพธิสัตว์สุดท้ายก็ปรินิพพานเป็นปริโยสานด้วยกัน (แต่ก่อนไปถึงจุดนั้น) ถ้าเรายังลากขันธ์หรือว่าลากกาละเวลาไปได้ เอ๊า! มันก็ได้นะ ใช่ไหม ถ้าเราลากขันธ์หรือลากกาละไปกับกาละได้ ลากตัวเองไปกับเวลาได้ เราก็ต้องมีกรรม กรรมกิริยาต่างๆ แน่นอน ไม่กายกรรม ก็ วจีกรรม ส่วนมโนกรรมนั้นเป็นตัวประธานอยู่แล้ว

ก็เกิดมาอย่างนี้แหละ ถ้าคุณเองบรรลุอรหันต์แล้ว แล้วคุณจะปรินิพพานเป็นปริโยสานไป ก็ไป จบ ถ้าผู้ไม่เห็นว่า เออ ก็ยังดีอยู่นะ เพราะว่า ผู้บรรลุอรหันต์แล้ว ทุกข์มันก็ไม่ทุกข์ มันเกิดมามันก็ไม่ทุกข์อะไร อกุศลก็ไม่ทำแล้ว เป็นอรหันต์แล้วทุกข์ก็ไม่ทุกข์ อกุศลก็ไม่ทำอีกแล้ว ก็เกิดมาก็ไม่ได้ขาดทุนอะไรนี่ ใช่ไหม ดีไม่ดีไปได้เป็นพระพุทธเจ้าโน้นแน่ะ

🍀 สมณะ…วันก่อนที่พ่อครูพูด “กิจ 4” อย่าง อรหันต์สร้าง และประโยชน์ 3

☀️ พ่อครูว่า... กิจ 4 ทบทวนกิจ 4 นี้ จบด้วยเรื่องกิจ 4 นี้ก็แล้วกัน

กิจที่ 1 : จบกิจ 1 ก็คือทำดี-ไม่ทำชั่ว ละชั่ว-ประพฤติดีให้นิยตะ โลกียะเขาไม่นิยตะ แค่ถ้าอย่างโลกุตะนี้นิยตะ เพราะรู้จักจิตเจตสิกต่างๆ แยกกุศล-อกุศล ทำลายอกุศลจิต-ทำลายบาปไปได้ตายสนิท นั้นก็จบ เพราะฉะนั้น แม้แต่แค่โลกีย์ ทำแต่ดี-ไม่ทำชั่ว มันก็เที่ยงแล้ว จบกิจอันที่ 1 ของโลกีย์

กิจที่ 2 : จบกิจอันที่ 2 รู้จักสุข-รู้จักทุกข์ ดับสุข-ดับทุกข์ให้จบกิจ สรุปเลยก็แล้วกันว่า พวกคุณคงไม่สงสัย ดับสุข-ดับทุกข์ได้จริง จบกิจอันที่ 2 ก็เป็นอรหันต์

กิจที่ 3 : เป็นอรหันต์แล้วเป็นโพธิสัตว์ต่อ อรหันต์ระดับที่ 1 คือโพธิสัตว์ระดับที่ 4 ก็เท่านั้นเอง ยังมีอรหันต์ไปถึงอรหันต์ระดับพระพุทธเจ้า อีก 5-6 ระดับอรหันต์ สูตรเหล่านี้ไม่ใช่ภาษาเล่นๆ ถ้าไม่มีสภาวะจริง มันเดาไม่ออกหรอก มันยิ่งกว่าอจินไตยนะเรื่องพวกนี้ มันเดามันคิดยังไงก็คิดไม่ออก มันต้องมีสภาวะ ต้องมีแผนผัง เป็นอย่างน้อย อย่างผมเป็นโพธิสัตว์ อย่างน้อยผมมีแผนมีพิมพ์เขียวแล้ว ยิ่งผมปฏิบัติไปจริงเลย โดยเอาทางสภาวะ มันก็เป็นสภาวะจริง

เพราะฉะนั้น กิจที่ 1 ทางโลกีย์ หมดชั่ว ละชั่ว-ประพฤติดี กิจที่ 2 ทำอรหันต์ สิ้นทุกข์-สิ้นสุข กิจที่ 3 เรียนรู้โพธิสัตว์กับอรหันต์ คุณจะจบกิจเป็นอรหันต์ หรือคุณจะจบกิจตอนไหนตรงไหน คุณก็ทำได้ คุณจึงสืบทอดไปถึงเรื่องกาละ กาละเป็นใหญ่ คุณจะจบกาละตรงไหน คุณจะทำกาละของคุณคือตาย ตายอย่างปรินิพพานเป็นปริโยสาน ตรงไหน คุณเองเป็นเจ้า คุณเองเป็นเจ้าของ เป็นเจ้าแห่งสิทธิที่คุณจะทำได้เองเลย คุณจะทำหรือไม่ทำไม่มีใครไปบังคับคุณเลย คุณจะพอใจไม่พอใจ เพราะฉะนั้น เรื่องกิจที่ 3 คุณจะเลือกเป็นโพธิสัตว์หรือเลิอกเป็นอรหันต์

ถ้าเลือกเป็นแค่อรหันต์ ก็แล้วไป จบ กิจที่ 3 คุณก็จบแล้ว คุณเลิก ไม่ต่อแล้ว … ฯลฯ จบกิจที่ 2 สิ้นสุขสิ้นทุกข์เป็นอรหันตฺ์ ทำปรินิพพานเป็นปริโยสานได้ คุณไม่คิดมาก คุณก็ปรินิพพานเป็นปริโยสานไป คุณไม่คิดมากเป็นอรหันต์แล้วพอ จบเลย ตายเลย เอาชาติเดียว

แต่อรหันต์ พอจบอรหันต์จริง มันจะรู้ทางของโพธิสัตว์ มันจะรู้กาละ มันจะรู้ทางต่อ “อ้าว เฮ้ย! โพธินี้มันสามารถจะต่อไปได้อีกนี่หว่า” ผมถึงเคยพูดเคยบอกว่า ถ้าอรหันต์ไม่ตั้งจิตเป็นโพธิสัตว์ เอาเถอะน่า ให้จบอรหันต์จริงก่อนเถอะ แล้วคุณจะรู้ อรหันต์นั้นน่ะมันไม่อยากอยู่ แต่โพธิสัตว์นั้นมันเห็นดี มีของดี ยังไม่จบอรหันต์จริงมันก็ยังไม่เจอของดี พอจบอรหันต์ “เฮ้ย! มันยังมีของดีอยู่อีกเว้ย” ทีนี้คุณจะตัดสิน ต่อกาลtหรือไม่ต่อกาละ มันเรื่องของคุณ

กิจที่ 4 : จากจบกิจที่ 2 เป็นอรหันต์ กิจที่ 3 ก็โพธิสัตว์กับอรหันต์ ที่นี้ กิจที่ 4 คุณเป็นเจ้ากาละเลย คุณจะทำเท่าไร สูงสุดเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง เอาไหมล่ะ? ไม่น้อยนะ เป็นโพธิสัตว์แล้ว กว่าจะมาต่อเป็นพระพุทธเจ้า อีกหลายล้านกัปนะ เอาไหมล่ะ? ใจต้องถึงนะ ถ้าใจไม่ถึงไม่เอาหรอก เพราะว่ามันรู้ทุกข์ ทุกข์เท่านั้นเกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นดับไป สุขไหม? แต่บารมีของคนนี้ บารมีขอโพธิสัตว์ก็จะยากน้อยลง สำหรับโลกีย์ก็จะไม่ยากเท่าโลกุตระ ทีนี้โลกุตระมันยากมันเบา ยากดลกียะนั้นมันหนักมันหยาบ เข้าใจนะแค่นี้ ใช่ไหม มันไม่มีปัญหาอะไร แล้วใครจะไม่เลือกละ ยากโลกุตระมันเบานะ ใครจะไม่เลือก อย่างอรหันต์ ยังไม่อรหันต์จริง ถ้าอรหันต์จริงแล้วคุณจะรู้ เพราะฉะนั้น ผมไม่กลัว ไม่กลัวอรหันต์จะหมด โพธิสัตว์จะหมด มันจะเป็นตามเหตุปัจจัยที่ว่า เอาเถอะ พุทธกัปสมระโคตม มันก็ต้องมีเชื้อไป เราก็พยายามใส่เชื้อนี้ไป ไม่ประมาท เผื่อพอไว้ให้ได้ เท่านั้นแหละ ไม่ประมาทเเป็นอันสุดท้าย เป็นอุปกิเลสตัวสุดท้ายแล้ว เราก็พยายามพากเพียรทำ

เพราะฉะนั้น กิจทั้ง 4 จบกิจทั้ง 4 นี้ ขยายความหมดแล้ว โลกียะ 1 โลกุตระอีก 3 ก็จบสูงสุด

เอา จบ

☀️ สรุปว่า “คนที่ไม่แคร์หมู่ คือคนที่โง่ที่สุดในโลก”

.... 🍀 กองงานปัจฉา 24 ตุลาคม 2566

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน