661030 Soft power โลกุตระของพ่อครู นำสู่การพ้นคนโลกเก่า รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม #45 ราชธานีอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2566
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์36 KB
วันที่แก้ไข28 กรกฎาคม 2568

เนื้อหาในไฟล์

661030 Soft power โลกุตระของพ่อครู นำสู่การพ้นคนโลกเก่า รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม #45 ราชธานีอโศก https://www.boonniyom.net/53605.html

ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1OiFpRuoejn8MYyML9eleNgS-hWpMCZHQ/edit?usp=sharing&ouid=101958567431106342434&rtpof=true&sd=true

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1WJ2HAjwwdhIOtBHO-lkuokfMcmoYvZ5u/view?usp=sharing และ https://podcasters.spotify.com/pod/show/dhamaporkru/episodes/661030-167-1-Soft-power---_-e2bs5a2

ดูวิดีโอได้ที่ https://fb.watch/n-hSGmfQg6/

และ https://youtu.be/czKWMwqFpXk (มีซับ) https://youtu.be/EQtt3BIf7tk

ความวนแบบใหม่ของพระพุทธเจ้าที่มีที่จบ พ่อครูว่า…วันนี้วันจันทร์ที่ 30 ตุลาคม 2566 แรม 1 ค่ำ เดือน 11 ปีเถาะ ที่บวรราชธานีอโศก เราก็มาเริ่มฟังธรรมะกัน เกิดมาเป็นชีวิตนี้ การได้ฟังธรรมะ โดยเฉพาะได้ฟังธรรมะที่อยู่ในขั้นโลกุตระ อยู่ในขั้นที่เป็นของพระพุทธเจ้าโดยเฉพาะ ธรรมะของโลกีย์ เป็นโลกีย์ เป็นธรรมะที่เดินทางเดียว ธรรมดาๆ ทุกคนชิน เดินทางเดียวกับโลกหมุน โลกหมุนซ้ายไปขวา เป็นธรรมดาธรรมชาติแต่ไหนแต่ไรมา ไม่ว่าใครก็ตามเกิดมาก็พบกับไอ้การเดินทางที่มันจะต้องเดินทางหมุนวน และหมุนวนอยู่ทิศนี้แหละ ทุกอย่าง วัสดุ จักรวาล เรียกว่าดาวทุกดวงหรือเศษอะไรต่ออะไรที่มันอยู่ในวงโคจรของธรรมชาติ มันก็วนอยู่ในทิศที่เรียกว่าทิศเดียวนั้นแหละ เรียกว่าโลกีย์ หมุนรอบวนอยู่อย่างนั้นไปตลอดกาลนานนิรันดร มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมา กลับทวนกระแสหมุนวนกลับ ย้อนกลับได้ จนกระทั่ง มันหมุนวนอย่างนี้ ของท่านก็หมุนวนกลับมาคนละทิศกัน จนกระทั่งมาสุดที่ อันนี้ก็หมุนไป อันนั้นก็หมุนไปทางนี้ ดูมืออาตม

อ่านต่อ

าทำ ดูแล้วก็คงจะดูไม่ค่อยออก แต่ก็คงจะเข้าใจ มันก็หมุนวนจนกระทั่งขาดกันเลย หายขาดออกจากกัน ที่เรียกว่าหลุดพ้น หรือเรียกว่า ไม่มีแล้ว หลุดพ้นหนีจาก ดับความวนแบบนั้น ทีนี้ ความวนแบบใหม่ของพระพุทธเจ้า มันวนอย่างมีที่สูญ มีที่สุด มีที่จบ เรียกว่า กตกรณียะ เป็นพลังงานที่กระทำงานถึงขั้น จบ กตะ แล้ว เสร็จ ไม่ต้องทำอีก เลิกเลย อันนี้เป็นจุดสูงสุด เดี๋ยวจะได้สาธยายกันต่อในเรื่องนี้อย่างสำมะคัญ

โคลงกาพย์นั้นสำคัญแต่ก็อย่าให้เข้าใจยากเกินไปนัก เริ่มต้นมีโคลงกาพย์ โคลงกาพย์นั้น สำคัญไฉน กวี จาก นักกวีคันหัวใจ เขียนส่งมา ฟังดู

☀️ โคลงกาพย์นั้น สำคัญไฉน ตัวข้าพลรบไร้ ศัสตรา องค์คฤธรราชพา (ครึทระราด) กอบกู้ (คฤธร คือ พญาแร้ง) สัตถุศาสตร์ยุคศา- สนิกใฝ่ อธรรมแฮ แม่ทัพข้าท่านสู้ เศิกด้วยอหิงสา ยุคสัทธรรมเสื่อมสิ้น แก่นสูญ นั่งเสพความใสทูน ภพไว้ ยึดพรตนอกศาสน์พูน พอกอัต-ตภาพเฮย ต้นธาตุต้นธรรมใช้ หลอกเจ้าสัวเขลา นารายณ์ภูวนาถเจ้า ยรรยง วิศิษฏ์ด้วยธรรมองค์ สุคตไซร้ โคลงกลอนกาพย์ ธ ทรง จัดแข่ง-ประชันนา คฤธรราชคือไท้ สมรรถพ้องพฤติเสมือน โคลงสี่สุภาพแล้ พ่อลิขิต อิงศาสน์สุดโศภิต ลึกล้ำ แต่คายกผู้คิด จักขับ หายากบ่คือก้ำ ฝ่ายผู้มักสอย รักชาติจงอย่าไคล้ คลั่งเพลง มิลักขร่วมบรรเลง จักสู้ ลำนำพจน์สยามเอง ในอดีต ได้ฤา ปวงปราชญ์ผู้รอบรู้ แต่งด้วยถ้อยผญา สัทธรรมแท้ลึกซึ้ง คัมภีร์ โคลงกาพย์สุดสุนทรี- ยภาพสร้าง พุทธศิลป์สื่อวิถี ชาวปราชญ์ ขาร็อคอย่าคิดล้าง ขนบเคื้อคู่สยาม เสกขเอยโอษฐ์ข้า ขอไข ศัพท์มคธสื่อสัจจ์ไผ สิฮู้ บ่พ้องพจน์ของไทย เฮาดอก ละอ่อนเอย จงอย่าเดียดฉันท์ผู้ ชอบใช้ศัพท์แสง โคลงฉันท์ปวงปราชญ์ใช้ ลิขิตสาสน์ สืบศาสน์สร้างวงศ์วาน หน่อเนื้อ อีกยอยกผู้หาญ กล้าสละ ชีพเนอ ไร้เจตน์ประสงค์เอื้อ โสตผู้เสพเสียง สงครามโคลงกาพย์สร้าง สุขสราญ พลพรรคเอยจงสาน สืบไว้ ลายลักษณ์วิจิตรขาน ไขจ-รณแล ชาคริตเถิดผู้ไร้ จิตซึ้งงานศิลป์ อโศก สัมปวังโก 30 ตุลาคม 2566 พ่อครูอ่าน… ตัวข้าพลรบไร้ ศัสตรา องค์คฤธรราชพา (ครึทระราด) กอบกู้ (คฤธร คือ พญาแร้ง) สัตถุศาสตร์ยุคศา- สนิกใฝ่ อธรรมแฮ แม่ทัพข้าท่านสู้ เศิกด้วยอหิงสา พ่อครูว่า... แปลไปทีละบท ตัวข้าพลรบไร้ ศัสตรา (พ่อครูไอตัดออกด้วย) พยายามจะสู้สังขาร พยายามจะสร้างอิทธิบาท พยายามจะสร้างปาฏิหาริย์ พยายามจะสู้จะต่ออายุไขให้ได้จริงๆ ให้รอดก็รอด ไม่รอดก็ไม่เป็นไร เท่าที่ได้

ตัวข้าพลรบไร้ ศัสตรา ก็หมายความว่า หมายถึงตัวเรา ตัวเขาเอง ตัวพวกเรานี้เป็นพลรบที่ไม่ใช้อาวุธยุทธภัณฑ์อะไร แล้วก็บอกเขาก็มี องค์คฤธธราชพา (ครึทระราด) กอบกู้ (คฤธร คือ พญาแร้ง) องค์ราช คฤธธร (อ่าน) คริด-ทะ-ธร ซึ่งแปลว่าพญาแร้ง คฤธธร นี้แปลว่า แร้ง มีองค์พญาแร้งพากอบกู้ หมายถึงอาตมานี่แหละ ไม่ต้องไปพูดให้มันยากเย็น พญาแร้งเป็นผู้พากอบกู้ อาตมานี้คือ คฤธธราช เป็นพญาแร้ง ฉายาอย่างนั้น สัตถุศาสตร์ยุคศา- สนิกใฝ่ อธรรมแฮ ก็คือยุคนี้ ยุคที่ศาสนิกชนใฝ่อธรรม ของพระพุทธเจ้า สัตถุศาสตร์ คือศาสนะ ของพระพุทธเจ้านี้ ยุคนี้เป็นยุคที่ศาสนิกของพระพุทธเจ้านี้ ใฝ่อธรรม แม่ทัพข้าท่านสู้ เศิกด้วยอหิงสา ก็หมายความว่า อาตมานี้แหละเป็นแม่ทัพ พาสู้ศึก ศึกนี้เป็น ธรรมาธรรมะสงคราม สู้ศึกด้วยอหิงสา อหิงสาเป็นความอภัย ไม่ติดใจในข้าศึกผู้ที่จะมารุกราน มาทำร้าย หรือมาทำอะไรๆ นะ ไม่ติดใจ ไม่ถือโทษ ถือภัย อะไรต่ออะไรด้วยความสงบอยู่ในนี้เสร็จ ในอสิงหา ไม่รบนะ พูดง่ายๆ รบด้วยอาการไม่รบ ก็ใช้ภาษาได้แค่นี้นะ ยุคสัทธรรมเสื่อมสิ้น แก่นสูญ สัทธรรม คือธรรมที่ถูกต้อง ธรรมะที่ดี ยุคนี้เป็นยุคสัทธรรมเสื่อม แก่นของมันไม่มีแล้ว มันกลวงโบ๋หมดแล้ว นั่งเสพความใสทูน ภพไว้ อันนี้ก็คงจะหมายถึง มันมีสำนักใดสำนักหนึ่ง เสพความใส เทิดทูนเป็นภพเป็นชาติไว้นะ นั่งเสพความใส รู้จักกันไหมว่าสำนักไหน? ใส…ใส…พวกตาบอดตาใส หลับตาแต่บอก “ใส…หลับตา…หลับตา…หลับนุ่ม ๆ …ทำนุ่ม ๆ …หลับ…สนิท…ใส” คือมันเป็นการสะกดจิต แล้วก็ใช้อุปาทานทั้งสิ้นเลย เป็นเรื่องที่ออกนอกรีต นอกทาง หลงทิศ หลงทาง เสพความใส ทบภพไว้ ยึดพรตนอกศาสน์พูน พอกอัต-ตภาพเฮย นี้ขยายความ ไปยึดจารีตประเพณีปฏิบัติ ข้อปฏิบัติ "พรต"คือข้อปฏิบัติ ไปยึดข้อปฏิบัตินอกศาสนา เต็ม พอกอัตตาเต็ม ไปยึดข้อปฏิบัติหลักผิด มิจฉาทิฏฐิไปทางที่ผิด เต็มอัตตาด้วย เต็มอัต-ตระ เต็มอัตราด้วย เต็มที่เลย ต้นธาตุต้นธรรมใช้ หลอกเจ้าสัวเขลา เอาคำว่า ต้นธาตุ ต้นธรรม นี้มาใช้หลอกเศรษฐีเจ้าสัว หลอกคนร่ำรวย ที่โง่เขลา เจ้าสัวเขลา คนร่ำรวยที่โง่ๆ เขลาๆ นารายณ์ภูวนาถเจ้า ยรรยง ยรรยงหรือยืนยง นะ นารายณ์ภูวนาถก็หมายถึง พระพุทธเจ้า หมายถึงพลังพิเศษ หมายถึงผู้เป็นใหญ่ สิ่งที่เป็นสิ่งเที่ยงแท้ยืนยง ยืนยันยืนยงอยู่ วิศิษฏ์ด้วยธรรมองค์ สุคตไซร้ เลิศยอด-วิศิษฏ์ โดยธรรมที่เป็นของพระพุทธเจ้า-สุคต โคลงกลอนกาพย์ ธ ทรง จัดแข่ง-ประชันนา อ้อ! พูดไปพูดมา มีนารายณ์ที่เป็นผู้อวตารอันหนึ่ง อาตมาอ่านดูพอถึงวรรคนี้แล้วถึงได้รู้ว่า เขาหมายถึงอาตมา (คุณสู่แดนธรรม…ใช่ครับ) นารายณ์นั้น อาตมายืนหยัดยืนยงกันจนกระทั่งตอนนี้ มีธรรมะของพระพุทธเจ้า ยืนยงมาด้วยนี้ วิศิษฏ์ด้วยธรรมะ องค์สุคตหมายถึงพระพุทธเจ้า มันซ้อนกันอยู่ นั้นคือ มีคนๆ หนึ่ง นารายณ์คนหนึ่ง สุคตพระองค์หนึ่ง นารายณ์ก็หมายถึงอาตมา สุคตก็หมายถึงพระพุทธเจ้า ซึ่งอาตมาก็เอาศาสนาหรือธรรมะของพระพุทธเจ้า เรานี้สะสมมา เป็นผู้ที่เป็นโพธิสัตว์มาเรื่อยๆ โคลงกลอนกาพย์ ธ ทรง จัดแข่ง-ประชันนา ก็ใช้หมด ทั้งทั้งโคลง กลอน กาพย์ อะไรๆ ก็ทรงใช้ อาตมาก็ทำอยู่จริงๆ ประชันแข่งขันกันมา นี้มาไขตรงนี้อีก ชัด คฤธรราชคือไท้ สมรรถพ้องพฤติเสมือน คฤธรราช คือพญาแร้งนี้แหละ ก็คือหมายถึงอาตมาแท้ๆ แล้ว มาไขชัดเจน คือไท้ คือผู้ที่เขาหมายถึงเขายกย่องเป็นผู้ใหญ่ สมรรถพ้องพฤติเสมือน ก็คือมีการกระทำ มีพฤติ มีกรรมกริยา มีพฤติการกระทำ โคลงสี่สุภาพแล้ พ่อลิขิต มาตรงนี้ก็ชัดเจนขึ้นยิ่งนะ โคลงสี่สุภาพนี้อาตมาเขียนขึ้น เยอะ ในกวีกานต์ต่างๆ ทั้งหลาย อาตมาเขียนในชาตินี้ อาตมาเล่น ก็พูดมาหลายทีแล้ว อธิบายถึงตัวเองว่าสนใจเรื่องกวีกานต์ (แปลว่า รักการเขียนบทกวี) มาตั้งแต่อายุ 11-12 ก็สนใจและฝึกฝนมาจนกระทั่ง มาถึงทุกวันนี้ ก็ศึกษามาตลอด ฝึกฝนมาตลอด แต่ก็เขียนโคลงสี่สุภาพมากที่สุดในขบวนกวีกานต์ที่เขียน กลอนแปด กลอนนั้น กลอนนี้ ฉันทลักษณ์ก็เขียน เขียนถึงขั้นกลบท แต่กลบทก็เขียนแค่โคลงสี่สุภาพเท่านั้น กลบทหมายความว่าเป็นตามผังของเขาหมดทุกอย่าง แต่มันยังมีพิเศษ สัมผัสนั้นสัมผัสนี้ตามแผนผังที่เขากำหนดกันไว้ แต่ก็ไม่ได้เล่นมากเท่าไรหรอก กลบทต่างๆ เขามีเยอะอยู่เหมือนกัน แต่อาจมาก็เล่นเพียง…จำชื่อของมันไม่ได้แล้ว มันมีศัพท์ของมันเยอะแยะ กลบท กด กบ นาค นาคบริพันธ์ กบเต้นต่อยหอย มีทั้งนั้น เยอะ อาตมาเล่นนาคบริพันธ์อย่างเดียว นอกนั้นไม่ค่อยได้ทำ เอาละ ผ่าน อิงศาสน์สุดโศภิต ลึกล้ำ กวีที่เป็นโคลงที่อาตมาแต่ง-ลิขิตเขียนนี้ ก็อิงศาสนา อิงธรรมะ อย่างโศภิต อย่างสวย อย่างลึก อย่างล้ำ แต่คายกผู้คิด จักขับ “คายก” นี้แปลว่า นักขับ-นักร้อง นี่แหละ หรือนักส่งเสียงออกมา ก็จะเข้ามาแข่งขัน มาคิดจะขับ หายากบ่คือก้ำ ฝ่ายผู้มักสอย ตั้งใจจะมาจัดการกับอาตมา จะมาสอย มาตัด มาทำลงให้ได้ แต่หายาก หายากบ่คือก้ำ บ่คือ บ่ก้ำ “ก้ำ”นี้หมายความว่าชนะ เลยขีดก้าวหน้า ก้ำ ฝ่ายก้ำ ฝ่ายที่จะมาขับมาสู้ได้นั้นหายาก ผู้ที่จะมาขับ มาสู้ หรือจะมาทำให้ชนะหรือล้ำเลยไปได้ รักชาติจงอย่าไคล้ คลั่งเพลง รักชาติ ก็คลั่งไคล้ สลับคำว่าไคล้คลั่ง เป็น รักชาติ แต่อย่าคลั่งไคล้เพลง ความหมายในที่นี้ก็คงหมายถึงว่า อย่าไปเอาแต่ไพเราะกันอยู่ อย่าไปเอาแต่ผิวๆ ที่ความเพลิน ความเพลิดเพลิน ความอร่อย ความมีรส มีชาติ รสชาติอะไรก็แล้วแต่ (แม้แต่)รักชาติอย่างมีรสชาติ รักชาติแต่เพลง รักแต่เพลงชาติ อย่าไปผิวๆ เผินๆ อยู่แค่นั้น มิลักขร่วมบรรเลง จักสู้ ระวังนะ พวกที่เขายังไม่ฉลาดนี้แหละ มิลักขะ-พวกคนเถื่อน ยังคนเถื่อน คนเถื่อนนี้เป็นนักสู้นะ เพราะฉะนั้นพวกนี้ไม่เคยท้อถอยนะ เขาจะร่วมหัวรวมมือ ร่วมบรรเลงกันสู้นะ ลำนำพจน์สยามเอง ในอดีต ได้ฤา ก็ร่วมเป็นเพลงลำนำ เอาภาษา เอาคำพูดพจน์ของไทยเองนี้แหละ ในอดีตได้ฤา อันนี้อาตมาอยากจะอธิบายเสริมให้ฟังเลย เดี๋ยววันนี้จะอธิบายเรื่องนี้ มันมีคำพูด มีภาษาที่สืบเนื่องมา ต่อเนื่องมาแล้วก็เพี้ยนมาเรื่อยๆ เพี้ยนมาเรื่อยจน พ.ศ. 2500 ศาสนาพุทธเพี้ยนมาเรื่อยๆ 2500 มายุคนี้ เพี้ยนออกนอกของพระพุทธเจ้าหมดเลย เป็นพยัญชนะที่ไพเราะ ตามที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่า คนใหม่จะมีภาษาอันวิจิตรออกนอกโลกุตรธรรมของท่าน อยู่ใน “อาณิสูตร” ตามที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ (อาณิสูตร พตปฎ. เล่ม 16 ข้อ 672-673) ลำนำพจน์สยามเอง ในอดีต ได้ฤา จะพาออกนอกพจน์ไป ปวงปราชญ์ผู้รอบรู้ แต่งด้วยถ้อยผญา จะมีคนรู้คนยกย่องว่าเป็นปราชญ์รอบรู้ต่างๆ แต่งเป็นคำวิจิตร เป็นอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ในอาณิสูตรนั้นแหละขยายความอันนั้น สัทธรรมแท้ลึกซึ้ง คัมภีร์ ทีนี้มาพูดถึง”สัทธรรม”แท้ แต่อันนั้นของที่มันบานปลาย มันเพี้ยนขยายมาเรื่อยๆ ทีนี้สัทธรรมแันลึกซึ้ง คัมภีร์ โคลงกาพย์สุดสุนทรี- ยภาพสร้าง ใช้โคลงใช้กาพย์(ร้อยกรอง) ใช้ความงดงามทางสุนทรีย์โลกนี้มาสร้างภาพ พุทธศิลป์สื่อวิถี ชาวปราชญ์ ขาร็อคอย่าคิดล้าง ขนบเคื้อคู่สยาม ขาร๊อค นี้เป็นศัพท์แสลงแล้ว หมายถึงสมัยใหม่แล้ว คนนี้ชอบใช้ภาษาศัพท์แสง โอ้โห! ถ้าเผื่อว่าอาตมาไม่ค่อยจะคุ้นเคยกับศัพท์แสงอะไรพวกนี้ ถ้าไม่ได้เล่นมาก่อน ไม่ได้ชัดชำนาญเรื่องพวกนี้มาก่อนนี้นะ ยากที่จะแปลกวีของ “อโศก สัมปวังโก” นะ นี่กำลังไปว่าคนอื่นเขาคลั่งไคล้ ระวังตัวเองนะจะคลั่งไคล้นะ คลั่งไคล้ความยาก คลั่งไคล้แสดงภูมิว่า ฉันรู้ศัพท์รู้แสงรู้อะไรต่ออะไรเยอะ ก็เก่งนะ แต่ว่ามันยาก คนจะรับไม่ได้หรือแปลเพี้ยนก็ได้ ขยายความเพี้ยนก็ได้ เพราะมันแปลไม่ได้ก็แปลเลอะๆ เทอะๆ ไปได้ เสกขเอยโอษฐ์ข้า ขอไข นั้นแน่ นี่ยกตัวยกตนบ้างว่า ท่านผู้ศึกษาทั้งหลาย เสกขะ ท่านผู้ศึกษาทั้งหลาย เสกขเอ๋ย โอษฐ์ข้า ไอ้ที่ข้าพเจ้าพูดอยู่นี้ขณะนี้ขอไข (ความ) ศัพท์มคธสื่อสัจจ์ไผ สิฮู้ นี่อีสานเลยนะ ไผสิฮู้สัจจะความจริง เพราะฉะนั้น ศัพท์มคธ ศัพท์บาลีของพระพุทธเจ้านี้จะสื่อความจริง สื่อสัจจะ ไผสิฮู้ ใครจะรู้บ้าง บ่พ้องพจน์ของไทย เฮาดอก ละอ่อนเอย ศัพท์บาลีก็ศัพท์บาลี ศัพท์ไทยก็ศัพท์ไทยนะ บ่พ้องพจน์ มีความแตกต่างกันอยู่ ไอ้หนูเอ๋ยละอ่อน จงอย่าเดียดฉันท์ผู้ ชอบใช้ศัพท์แสง ก็ไม่เดียดฉันหรอก แต่ว่ามันคันหัวใจ จะเล่นไปอะไรกันให้มันยากเย็น ก็พูดธรรมดาก็ได้ รู้หรอกว่าแต่งโคลงแต่งกลอนอะไรก็เก่ง ศัพท์แสงรู้มากนะ ถ้าอาตมาไม่พอรู้บ้างก็คงอ่านของคุณขยายแปลความให้ใครๆ ฟัง ก็คงไม่ได้หรอก แต่ก็รู้ล่ะ ก็เอา ก็ดี ก็เก่ง แต่ก็เลิกเก่งก็ได้ เอาธรรมดาดีกว่า โคลงฉันท์ปวงปราชญ์ใช้ ลิขิตสาสน์ ใช่ เป็นธรรมดาธรรมเนียมเคยทำกันมานานใช้โคลงฉันท์ ใช้ศัพท์แสง บางทีบางยุคต้องใช้โคลงฉันท์กาพย์กลอนที่มีเชิงแฝงลึกซึ้งสื่อกัน เพราะฉะนั้นผู้รู้ ผู้ที่มีปัญญา ผู้ที่ลึกซึ้งด้วยกันเข้าใจกัน แต่คนไม่ประสีประสาไม่สามารถรู้ได้ เขาก็ใช้เหมือนกัน ใช้เป็นรหัส ใช้เป็นสื่อส่งสารสื่อกันในสมัยโบราณ สมัยนี้ไปอีกอย่างหนึ่งแล้ว สืบศาสน์สร้างวงศ์วาน หน่อเนื้อ อีกยอยกผู้หาญ กล้าสละ ชีพเนอ ไร้เจตน์ประสงค์เอื้อ โสตผู้เสพเสียง ก็ไปหลงแต่เสียง เสพเสียงนะ ระวังจะหลงแต่เสียงที่ผิวๆ เผินๆ สงครามโคลงกาพย์สร้าง สุขสราญ พลพรรคเอยจงสาน สืบไว้ ลายลักษณ์วิจิตรขาน ไขจ-รณแล ไขจรณะ จรณะคงหมายถึงชัดเจนในจรณะคำสอน พฤติกรรม จรณะคือการประพฤติปฏิบัติ การกระทำนั้นแหละ “จรณะ 15” นั้นแหละ ชาคริตเถิดผู้ไร้ จิตซึ้งงานศิลป์ อโศก สัมปวังโก ชาคริตเถิด ก็คือตื่นเถิด ผู้ไร้จิตซึ้งงานศิลป์ โอ้! แปลอย่างยาก มาบ่อยมาก อาตมาก็คงหนัก ไม่ต้องมาบ่อยก็ได้ถ้ายากๆ อย่างนี้มันหนัก มันเมื่อย กว่าจะจบนี่เล่นเอาซะหอบเลย ก็ดีก็เก่ง แต่ที่นี้มันเก่งแล้วแทนที่มันจะง่ายขึ้น ไม่จำเป็นจะต้องใช้รหัสกันแล้วตอนนี้ นี่ก็จะมาใช้แทนรหัสมันก็ดู สรุปความหมายแล้วก็คือ ก็ตัวเขาเองแหละเขายังชอบโคลงฉันท์ กาพย์ กลอน ชื่อกวีบทนี้ก็ชื่อโคลงกาพย์นั้นสำคัญไฉน เขาตั้งชื่อบทกวีบทนี้ โคลงกาพย์คือ กาพย์ กลอน กวีนั้นเอง นั้นสำคัญไฉน สำคัญอย่างที่คุณอโศก สัมปวังโกเขาเห็นความสำคัญ แล้วเขาก็อยากจะใช้ แล้วเขาก็แสดงออก ก็ได้ โคลงฉันท์กาพย์กลอนง่ายกว่านี้ก็ทำได้ ไม่เป็นโคลงฉันท์กาพย์กลอน เป็นกลอนประตู เป็นกาบประตู เป็นกาบกล้วย กลอนก็เป็นกลอนประตู กาพย์ก็เป็นกาบกล้วย ก็ได้ อาตมาก็ได้อธิบายมาแล้วว่า มันไม่ใช่ภาษากวี มันไม่ใช่เป็นเชิงที่จะเข้าเรื่องเข้าราวอะไรกับเขานัก ยังอ่อนหัด อันนี้มันไม่ใช่อ่อนหัด อันนี้มันแก่หัดเกินไป อ้าว..วิจัยวิจารณ์ไว้แค่นี้

SMS วันที่ 27-29 ตุลาคม 2566

Soft Power ของพ่อครูคือเพลงโลกุตระ (คนโลกเก่า) _เพ็ชรรัตน์ แรงค์ . น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพค่ะ... ลูกได้รับประโยชน์เสมอๆ เมื่อฟังพ่อครู ฟังเพลงพ่อแต่งก็ได้ประโยชน์อีก ลูกประทับใจเพลง “คนโลกเก่า” ที่ศรีไศล สุชาตวุฒิร้อง เหมือนฟังธรรมเลยค่ะ..... แทรกมวลแมกไม้ลอยมา แทรกดินแทรกฟ้าลอยไกล แทรกธารทะเลโลมไล้ พลังแทรกซ้อนบ่อนไช แทรกซอนไปทุกที่ ร้อยสื่อพันสารหว่านล้อม แพร่ยวนย้อมไปเร็วรี่ นั่นคือสื่อเชื้อโลกีย์ ย่ำยีบีฑามานุษย์สุดทุกข์ สุดทน ตราบใดไม่ย้อนทวนทาง ตราบใดไม่ล้างใจคน ตราบใดไม่ยอมฝึกฝน ลด โลภ โกรธ หลงส่งตน จนหยุดลามร้อนเร่า ร้อยหมื่นรวยล้านลาภล้น ยอดคนยศใครใดเท่า ปราดเปรื่องเขื่องล้นคนเรา ก็ยังคือคนโฉดเขลา เก่าซ้ำโลกเดิม เพลงพ่อฟังแล้วพาลดกิเลสได้จริง น่าทึ่งสุดๆ กราบขอบพระคุณสูงสุดค่ะ พ่อครูว่า…อาตมาขอแถมนิดหนึ่ง อาตมา มาฟังเพลงคนโลกเก่า ที่แต่งไว้ตั้งแต่ 2528 ปีนี้ 2566 ผ่านมา 38 ปีแล้ว เพลงคนโลกเก่านี่อาตมาแต่งตั้งแต่ อ๋อ อาตมามาแปลงเป็นเพลงคนโลกเก่า ตอนสมัยเป็นพระ ตอนมาบวชแล้ว เพลงเก่าจริงๆมันชื่อว่าเพลงพลังรัก ... แทรกมวลแมกไม้ลอยมา นี่แหละ เพลงเดิมแต่งตั้งแต่เป็นฆราวาส มันเป็นเพลงรัก ชื่อเพลงพลังรัก มันเป็นเพลงเชิงรักๆ ใคร่ๆ แต่เนื้อหาโครงเดิม มาแก้แปลงมาเป็นเพลงอันนี้สุดท้าย ท้ายๆ นี้เอง นี้ เดิมเป็นเพลงพลังรัก อาตมามาแต่งเป็นเพลงคนโลกเก่า เวอร์ชั่นแรกเดิมคุณพูนศรี เจริญพงษ์ เป็นคนร้อง ออกในอัลบั้มปี 2529 ชุดขวัญ อาตมาก็ว่าเออ พอ ศรีไศล เขามาร้อง โอโห! มันเข้ากันไปด้วยดีเลย ทั้งเสียงทั้งใช้จังหวะ ทั้งสุ้มเสียงใช้คำ ออกจังหวะที่ถูกต้อง ใช้ขยัก singer operation (singlebration) ของมัน โอ้โห ได้เนื้อหา ได้อารมณ์ดีมากเลย อาตมาก็เพิ่งรู้ว่าเพลงนี้มันเพราะขนาดนี้เชียวหรือเนาะ ตอนศรีไสลมาร้องนี้เอง ขออภัยแต่ก่อนตอนพูนศรีเขาร้องรู้สึกยังสู้ศรีไศลร้องไม่ได้ เพิ่งจะฟังแล้วรู้ตอนนี้เอง นี่คนนี้ฟังซาบซึ้งก็เลยลอกเนื้อเพลงคนโลกเก่า เขียนมานี้ มาซะเต็มเพลงเลย _สู่แดนธรรม... มีคนบอกว่าอยากจะขอฟังสักครึ่งเพลงครับ พ่อครูว่า... โอ้โห โฆษณาจนมีคนอยากจะซื้อสินค้าเลย

เพลงคนโลกเก่า ขับร้องโดย ศรีไศล สุชาตวุฒิ https://youtu.be/IksspUECok4?si=pEPXgqLaRJc8TXeG

_สู่แดนธรรม... เพลงนี้ผมอ่านแต่คำกลอนอย่างเดียวก็ซึ้งแล้วครับ ตอนแรกนึกไม่ออก อะไรหนอ แทรกไปแทรกมา ที่แท้แล้วก็คือ พ่อท่านสื่อว่า มันคือสื่อสารโลกีย์ พ่อครูว่า...ใช่ มันเข้าสมัย ยุคสมัย แน่ะ จะเรียกว่า เก่าสมัย ใหม่เสมอ จริงๆ เลย มันใหม่เนาะ _สู่แดนธรรม... ผมเคยฟังตอนที่คุณกรักตรงเตือนร้องไว้ เพลงอะไร แทรกไปแทรกมา แทรกแมกไม้ แทรกทะเล อะไรมาแทรกนักหนา หากทาง MCR พร้อมก็เปิดให้ฟังเลย เป็นการพักคอด้วย พ่อครูว่า…เอาละ โปรดติดตามตอนต่อไป อาตมาว่า ยุคนี้เขาก็มีเพลงแบบสมัยของเขาสมัยใหม่ มันก็ไปสมัยใหม่ อาตมาว่า เราก็ทำของเรา ให้มันเป็นเก่าสมัย ใหม่เสมอ ขึ้นมาให้จนได้ อาตมาว่าเราได้อยู่นะ อาตมาว่าได้ ได้อยู่นะ แต่ก็ไม่ได้มีแต่คนเก่า ไม่ใช่ว่าจะมีคนอายุ 79 มาร้องเท่านั้น ของเราอายุ 19 ก็มี อายุ 19 ก็มาร้องเพลงเราอยู่ นี่ก็มีจะมีไปอีก เดี๋ยวงานคอนเสิร์ตปีหน้า นี่ก็เตรียมงานกันไป โอ้โห ซักซ้อมสะสมผลงาน นี่แหละเตรียมไว้ทำให้ดี ตรวจสอบทำไปสะสมไป จนไปแสดงเต็มรูปอยู่ในวันคอนเสิร์ตนั่นน่ะ ทุกเดือนๆ เราก็มีโชว์ไปแต่ละเพลง แต่ละเพลง ไปในตัวด้วย แล้วก็ไปถึงรวมถึงงานคอนเสิร์ตจะมีเพลงของเรา 30 กว่าเพลง ในงานคอนเสิร์ตประมาณ 2 ชั่วโมง ตอนนี้ก็ติดตามไปดู จริงๆ แล้วอาตมาก็ไม่ได้หมายความว่ามาหลงตัวเอง คลั่งไคล้ตัวเองอะไรก็ไม่ใช่ แต่อาตมาว่าอาตมามองสัจธรรมหยั่งลงไปถึงเนื้อแท้ของสัจธรรม ว่าที่อาตมาทำอยู่นี่เป็นเนื้อแท้ เป็นสาระสัจจะ ที่เข้าไปสู่โลกุตรธรรมหรือธรรมะอันมนุษย์พึงเป็น พึงได้ อย่างแท้จริง ไม่ใช่ว่ามาทำเล่นหรือมาทำระเริงไปกับโลกเขา แล้วก็หลงไปสนุกสนานเพลิดเพลินไปตามยุคตามสมัยอะไรไปไม่ใช่ อาจจะทวน ไม่ใช่อาจหรอก จริงๆ ด้วย ทวน ทวนย้อนทวนสวนกระแสสมัยใหม่เขา แต่เราก็ไม่ถึงขนาดเรียกว่าหักโค่นกันรบราฆ่าฟันตีรันฟันแทงกันอย่างดื้อๆ นี่แหละคือศิลปะเป็นมงคลอันอุดม เป็นศิลปะที่แท้จริง ยุคนี้เขาใช้ศัพท์คำว่า Soft Power นี่แหละเนื้อแท้ของ soft Power เนื้อแท้สัจธรรมของซอฟพาวเวอร์ Big word เอาไว้หน่อยแค่นี้ก่อน ที่จริงไม่ใช่ Big word หรอก แต่เป็น great word

วิบากกรรมอะไรทำให้ต้องไปเกิดในที่ๆ มีสงคราม _จรรยพร ชมสวรรค์ . น้อมกราบคารวะพ่อครู ด้วยความเคารพอย่างสูง ลูกขอความเมตตา ช่วยตอบลูกด้วย วิบากกรรมอะไรที่ทำให้คนเราต้องไปเกิดในที่ๆ มีสงครามคะ สาธุเจ้าค่ะ พ่อครูว่า…เล่นถาม อจินไตยเลยนะ วิบากกรรมอะไร ที่ทำให้เราต้องไปเกิดที่มีสงคราม คำว่า สงครามคือรบราฆ่าฟันกัน คุณจรรยพร คงหมายถึงสงครามที่มันรบราฆ่าฟันกันอย่างหยาบๆ เอาระเบิดเอาอาวุธยุทธภัณฑ์ทำลายฆ่ากัน ตายกันเป็น..ร่างกายตายกันนี่แหละ อิโหน่อีเหน่อะไรก็แล้วแต่ ประชาชนคนสามัญไม่ได้ไปหลงแย่งอำนาจแย่งลาภยศอะไร ไม่เป็นตัวตั้งตัวตีอะไร ก็พลอยตกเป็นเหยื่อสงคราม ตายเป็นเบือกันอย่างที่มันเป็นอยู่อย่างที่เห็น มันเป็นธรรมชาติของ มิลักขชน สงครามที่เขายังฆ่า ยังทำกันอยู่ ก็พูดตรงๆ ไม่ว่าจะเป็นสงครามขณะนี้ที่ ประเทศไหนกับประเทศไหนที่เขารบราฆ่าฟันกันอยู่นี่ ด้วยการใช้อาวุธยุทธภัณฑ์ ที่ฆ่ากันให้ตาย มันเป็น พฤติกรรมของ มิลักขชน เป็นพฤติกรรมของคนเถื่อน ไม่ใช่คนเจริญ คุณจะสร้างอาวุธยุทธภัณฑ์ขึ้นมาให้เก่งกาจรุนแรง มีประสิทธิภาพในการฆ่า มีความเลวร้าย ร้ายกาจขนาดไหน เก่งชิบหาย เก่งทำลายล้าง ไม่ได้มาล้างกิเลสนะ ล้างชีวิตมนุษย์ ล้างอะไรก็แล้วแต่ วัตถุสิ่งของอะไรต่ออะไร ชิบหายวายป่วงไปหมดเลย ที่พูดนี้ไม่เห็นยากอะไร ง่าย คนไม่ต้องฉลาดมากก็ฟังแล้วเข้าใจ ว่าพฤติกรรมอย่างนี้มันไม่ใช่พฤติกรรมของคนเจริญ มันเป็นพฤติกรรมของคนยังป่าเถื่อนอยู่จริงๆ แต่เขาก็ทำกัน เพราะเขายังเป็นคนเถื่อนที่แท้จริง หลงกันว่าเจริญ โดยเฉพาะตัวการที่เป็นผู้ส่งเสริมยุยง เป็นแก่น ใช้ทั้งอำนาจ ใช้ทั้งทรัพย์ศฤงคาร ใช้ทั้งสิ่งที่เป็นองค์ประกอบต่างๆ ที่จะก่อเกิดเอาชนะคะคานในการชนะแบบคนเถื่อน เอาชนะแบบคนยังไม่เจริญ แปลเป็นไทยชัดๆ ว่า เอาชนะกันอย่างคนโง่ดักดาน คนอยู่ในมหานรกจกเปรต มันเป็นสงครามของอสูร ผู้ชนะคืออสูร อสูรกาย นี่คือคำอธิบายที่อาตมาสามารถอธิบายได้ สุภาพที่สุดแล้ว สุภาพที่สุดแล้ว แรงแล้วนะ ชัดเจนแล้ว ห้ามไม่ได้หรอก สัจจะเขาเป็นเช่นนั้น เขาเป็นคนอยู่ในฐานะนั้น อยู่ในภูมิขั้นอย่างนั้น ภูมิอสุรกาย ภูมิมิลักขชน เพราะฉะนั้นเราเป็นชาวพุทธลูกศิษย์พระพุทธเจ้าต้องเห็นให้ดีๆ อย่าเอาส่วนเกี่ยวข้องเข้าไปร่วม เข้าไปเกิดการร่วมกับพฤติกรรม หรือกิจการ กิจกรรม ของคนเถื่อนเช่นนั้นเลย ไม่ใช่เรากลัว แต่เราไม่ยินดีที่จะไปประพฤติเช่นนั้นแล้ว เรารู้แล้วว่า ความประพฤติเช่นนั้น การกระทำเช่นนั้น ไม่ใช่คุณสมบัติเลย เป็นโทษสมบัติ ไม่ใช่ฉลาดสมบัติ เป็นโง่สมบัติ อย่างบริบูรณ์ เพราะฉะนั้นก็ถ้าเผื่อว่า ไม่ไปเข้าไปอยู่ในแวดวงนั้นเลย รักษาตัวตนให้ตัวเราอย่าเข้าไปยุ่งเกี่ยว ให้เป็นกลาง อยู่กันอย่างที่เราก็มีกำลัง มีแรงงาน มีความรู้ ความสามารถที่จะสร้างสิ่งที่จะช่วยเหลือพวกคุณได้ ไม่ใช่ไปช่วยทำลายอย่างที่คุณทำที่ส่งเสริมกันอย่างที่ทำกัน แล้วก็ฆ่าแกงกันเขาจะตาย จะชิบหายวายป่วง กูเป็นผู้ชนะก็ใช้ได้อะไรอย่างนี้ ซึ่งมันคิดตื้นมากเลย เพราะฉะนั้น อันนี้ต้องระมัดระวังให้ดีเลย ผู้ที่บริหาร โดยเฉพาะประเทศไทย ยุคนี้เป็นยุคที่ต้องใช้ผู้บริหาร ผู้นำที่มีภูมิธรรม ศัพท์ง่ายๆ ก็คือ ที่เฉลียวฉลาดอย่างลึกซึ้ง เฉลียวฉลาดอย่างสมควร ตอนนี้ก็กำลังจะผลักดันเอาอะไรต่ออะไรเข้ามา มาเป็นผู้นำ มาเป็นผู้บริหาร อาตมาไม่ได้ไปดูถูก ไม่ได้ไปดูแคลน แต่ว่า มันจะเป็นไปได้หรือ ไม่อยากพูดให้มันลึกย้ำลงไปมากมาย เป็นการข่ม แต่คิดว่าพูดแค่นี้ผู้ที่มีปฏิภาณปัญญา ก็คงจะพอเข้าใจแล้วว่าอาตมาหมายอะไร หมายถึงใคร หมายถึงกำลังช่วยกันทำอะไร ก็คงจะเข้าใจแล้ว อย่าเลย อย่าดันทุรังเลย ไม่ควรดัน ดันสุรังก็ไม่ควรดัน ไอ้ยิ่งดันทุรังทำ อยู่นี้อย่าเลย อาตมาว่านะ นี่เป็นความเห็นส่วนตัว อาตมาเห็นอย่างนี้ ว่า มันไม่ดีไม่ควร ไม่เหมาะ ไม่สม เป็นไปไม่ได้ ขณะนี้เมืองไทยกำลังตกอยู่ในภาวะธรรมา ธรรมะสงคราม สงครามธรรมะกับอธรรม ซึ่งมันกำลังล่อแหลมอยู่ในวง..อื้อหือ! ถ้าเป็นการชกมวย ถ้าสากลเขาจะชก 12 ยกนะ ถ้ามวยไทยก็จะชก 5 ยก ขณะนี้มันอยู่ที่ยกที่ 5 ของมวยไทย อยู่ที่ยก 12 ของมวยสากลแล้ว แล้วมันเห็น ถ้ากรรมการตาดี เห็นชนะแล้ว เห็นชัดแล้ว ว่าคุณจะจับมือใครแพ้ รู้คนแพ้ชัดๆ แล้ว ควรจะจับยกมือคนแพ้ได้แล้ว จะเรียกว่า น็อคเอาท์ หรือจะเรียกว่าอะไรก็แล้วแต่ นับคะแนนก็ตามใจเถอะ มันชนะ มันแพ้เห็นชัดๆ อยู่แล้ว ให้ประเทศไทยเถอะชนะ อย่าให้อสูรเหล่านั้นมาชนะเลย มันน่าสงสารไปถึงวงการของ ยุติธรรมทุกวันนี้ มันน่าสงสารไปถึงขั้นนั้น สถาบัน 3 สถาบันหลักของประเทศไทย เราจะพึ่งสถาบันใดก็ไม่ได้เชียวหรือ อ้าว พอแค่นี้ดีกว่า พูดไปแล้วมันจะลึกมากเกินกว่านี้เกินไป แต่ก็คงจะชัดเจนแล้วว่าอาตมาหมายถึงอะไรเท่าไหร่ อาตมาก็แสดงสิทธิมนุษยชนตามที่อาตมาเป็นประชาชนคนไทยคนหนึ่ง ที่มีสิทธิ์ที่จะแสดงความเห็นของตน แต่ก็ไม่มีอำนาจที่จะไ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน