660925 ประชาธิปไตยโลกุตระที่มีอายะ 3 และ อธิปไตย 3 รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม #42 ราชธานีอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
660925 ประชาธิปไตยโลกุตระที่มีอายะ 3 และ อธิปไตย 3 รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม #42 ราชธานีอโศก https://www.boonniyom.net/53549.html
ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1TGTHL3QgqQeKB4sFkSj06nscegzWUqkq/edit?usp=sharing&ouid=101958567431106342434&rtpof=true&sd=true
ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1GDJPL8JlGZJzNP2iSsEcB4BD1ClXVkej/view?usp=sharing และ https://podcasters.spotify.com/pod/show/dhamaporkru/episodes/660925-167-1--3--3-e29ogcu
ดูวิดีโอได้ที่ https://fb.watch/nh8JG6wETf/ และ https://youtu.be/S8S3kmj2JY4 (มีซับ)
เพราะโลกุตรธรรมเป็นเรื่องสำคัญ จึงต้องพยายามเผยแพร่ให้ได้มากทุกทาง พ่อครูว่า...วันนี้วันจันทร์ที่ 25 กันยายน 2566 ขึ้น 11 ค่ำ เดือน 10 ปีเถาะ ที่บวรราชธานีอโศก ทีนี้เราก็มาสู่การฟังธรรม พวกเรานี้เจริญเป็นคนเจริญ รู้จักสาระในสาระ รู้จักความสำคัญในความสำคัญ ที่ถูกต้อง การได้ฟังธรรม โดยเฉพาะเป็นธรรมที่เป็นโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้า เหมือนหาอาหารอันประเสริฐ ไม่มีอะไรมาเท่าเทียมที่เราได้ เราเป็นผู้รู้ เราก็รับเอาไป ผู้ที่ไม่รู้เขาก็เฉยเมย ไม่รู้สารู้สีอะไร ไม่ประสีประสาอะไร ทั้งๆ ที่เราส่งออกไปกระจายทางโทรทัศน์ พยายามจะให้ไปทางโทรทัศน์ เป็นทั้งพวกแบบส่งทาง Media ต่างๆ เดี๋ยวนี้เยอะแยะ รับได้ทางอินเตอร์เน็ต ทางอะไรต่ออะไรมากมาย ไม่ต้องถึงขั้นไปเอาทางดาวเทียมก็ได้ เยอะแยะมากมาย แต่เราก็พยายามให้มีดาวเทียมด้วยมันจะได้กว้างทั้งโลก หมุนรอบโลกเลย เราก็พยายามให้มันไปถึง ยอมเสียค่าดาวเทียมอยู่เดือนละหลายแสน ก็ต้องเอา เพื่อมนุษยชาติ เพื่อมนุษยชาติ ได้มากได้น้อยไม่มีปัญหาหรอก ได้น้อยแม้คนหนึ่ง 2 คน 5 คน 10 คนก็ถือว่า
อ่านต่อ
ได้ ถือว่าประเสริฐ ราคามันเทียบกันไม่ได้เลย โลกุตรธรรม พยายาม จะเรียกว่ายัดเยียด เราก็ยัดเยียด พยายาม แต่เราก็ไม่ไปแดกดันอะไรเขา ยัดเยียดแดกดัน เราก็กระจายออกไปธรรมชาติ ทุกคนมีอิสระเสรีภาพที่จะใช้ปัญญาเต็มใจรับเอา ไม่รับเอาก็ของใครของมันจริงๆ
มาเริ่มต้นที่ SMS : _จาก ซึ้งซื่อ วิเชียร ครับ ขอกราบนมัสการพ่อท่านด้วยสุดเศียรสุดเกล้าครับ เรื่องของฌาน โดยใช้จากอาหาร โดยสัมผัสที่ลิ้นของเราเอง พ่อครูว่า … เรื่องของฌาน โดยใช้จากอาหาร คือมันเกิดฌาน เกิดพลังงานอย่างที่เรียกว่าพลังงานทางจิต เป็นภาษาศัพท์ของคุณภาพของจิตชนิดหนึ่ง เรียกว่าฌานนี้ ที่ได้จากอาหาร โดยใช้จากอาหาร เกิดจากกินอาหารและใช้พิจารณาจากอาหารนี้แหละ เรื่องอาหารประจำวัน เรากินอาหารเพื่อเลี้ยงขันธ์ นี้มันเป็นพฤติกรรมสามัญของมนุษยชาติอยู่แล้ว ทุกคนกินอาหารในแต่ละวัน บางคนกิน 1 ครั้ง 2 ครั้ง 3 ครั้ง บางคนกินนับครั้งไม่ถ้วน พวกกินนับครั้งไม่ถ้วนนั้นก็ไม่ต้องไปพูดถึงเขาหรอกเพราะเขายังไม่สนใจ ขนาดคนที่ตั้งใจจะลดละ น้อยครั้งน้อยมื้อลงมาแล้ว แล้วยังพยายามพิจารณารายละเอียดยังมีอีกเยอะ
_เรื่องอาหารประจำวัน เรากินอาหารเพื่อเลี้ยงขันธ์ ด้วยการกินอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ ไม่ให้เกิดโทษ ระหว่างกินก็อ่านเวทนาว่าตัวอร่อยมันไม่มีจริง แต่ก็รู้รสว่ามีเปรี้ยว หวาน มัน เค็ม เผ็ด ก็คือรสแท้ที่รับรู้ได้ด้วยลิ้น กินเพื่อทำประโยชน์ นี่คือการใช้ปัญญาเพื่อทำฌาน พ่อครูว่า… ถูกต้อง ทำฌานไม่ใช่เรื่องพิลึกพิลืออย่างเดียรถีย์ ไปนั่งสะกดจิตหลับตา เข้าไปทำความเป็นหนึ่ง เขาก็อาศัยคำว่าความเป็นหนึ่งเหมือนกัน แต่มันเป็นหนึ่งชนิดแบบของเขามันผิด เอา ก็ค่อยๆ ศึกษาไป พูดมามากแล้ว
_กินเพื่อทำประโยชน์ นี่คือการใช้ปัญญาเพื่อทำฌาน ลด ละ กิเลสต่อไป ไม่ต้องไปติดรส วางใจให้เป็นกลาง ไม่สุข ไม่ทุกข์ครับ ขอกราบขอบพระคุณพ่อท่านอย่างสูงยิ่งครับ พ่อครูว่า… ดี..พยายามทำไปให้ละเอียดๆ มันมีความหลงผิดแทรกๆ แซงๆ อยู่ไม่น้อยนะ พยายามศึกษาให้ละเอียดลออไปตามขั้นตามตอน แล้วเราจะรู้ว่า..โอ้โห! แม้แต่ทางที่ถูกต้องนี้ ยังมีมารหลอกให้หลงทางอยู่ตลอดเวลา ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้เหมือนกัน
อยู่ช่วยทางบ้านหรือมาวัดดีถ้าจะเป็นโพธิสัตว์น้อยๆ _กราบนมัสการ พ่อท่านที่เคารพสูงยิ่งค่ะ และกราบสมณะ และสิกขมาตุ และญาติธรรมทุกคนค่ะ ดิฉันเข่ง ใจแก้ว จะมาเล่า สภาวจิตที่มาอยู่นอกวัด จากบ้านราช มีอาการจิตไม่เหมือนอยู่บ้านราชธานี ตื่นเช้าขึ้นก็ได้ทำกิจวัตรฟังธรรมกับหมู่คนมีศีล มีธรรม ต่างคนต่างสำรวมกรรมของตัวเอง เป็นคนมีวรรณะ 9 อยู่ด้วยกันแล้วอบอุ่นค่ะ ดิฉันตั้งใจจะมาช่วยให้พี่น้อง ลูกหลานเห็นสัจธรรมที่แท้จริงของอโศกบ้าง ครั้งนี้มาอยู่นานหน่อย แต่พออยู่ ดูแล้วจะช่วยคนทางโลกีย์นั้นมันไม่ง่ายเลย เพราะคนทางโลกบูชาเงินทองเป็นพระเจ้า ส่วนคนโลกุตระ บูชาธรรมเป็นที่พี่ง ตื่นเช้ามาก็พูดเรื่อง เงินๆ ทองๆ แต่พวกเราตื่นขึ้นมาก็ไปฟังธรรม ให้ลดละกิเลสมาเป็นคนจน คนทางโลกกับคนทางธรรม พูดไปคนละทางค่ะ ดิฉันที่มาครั้งนี้มาศึกษาฝึกช่วยญาติใกล้ตัวก่อน ฝึกมาเป็นโพธิสัตว์น้อยๆ ค่ะ แต่แล้วพอเจอผัสสะไปแตะกิเลสสิ่งที่เขารักเข้า เขาก็โต้ตอบกลับ ถ้าดิฉันไม่อดทนและแล้วต้องให้อภัยเพิ่มเมตตาขึ้น ดิฉันท้อแน่ๆ ดิฉันว่าทำงานกับวัตถุ มันไม่ยากเท่ากับทำงานช่วยคนนั้นแสนจะยากๆ มากๆ ค่ะ ดิฉันเข้าใจชัดเจนพระโพธิสัตว์ใหญ่ พระโพธิสัตว์เล็กก็ต้องถูกด่า ถูกว่า เพราะให้คนลดละกิเลส ไปช่วยเขา แต่คนเขาคิดว่า ไปว่าเขา ด่าเขาค่ะ กราบนมัสการพ่อท่านที่เคารพอย่างสูงยิ่งค่ะ พ่อครูว่า...ตอนนี้คุณเข่งเขาอยู่ปาดังเบซาโน้น เขาไปเยี่ยมญาติทางโน้นเขาเรียกร้องให้ไปหา เขาก็ไป ไปอยู่นอกวัดหลายวัน หลายเดือนแล้ว ตอนนี้ คุณเข่งนี่เขาก็ได้ไปมีประสบการณ์ ประสบการณ์จริง ก็อยากจะช่วยพี่ช่วยน้องนะ พี่น้องแท้ๆเขา..สายโลหิต พี่น้องเขาก็เรียกร้องให้ไปบ้าง ฐานะของพี่น้องเขาก็เป็นเศรษฐีร้านทอง ที่ปาดังเบซาร์ เป็นเศรษฐีร้านทองมานานปีเลยนะ อายุของเข่งเขาก็ 70 กว่าแล้ว พี่เขาทั้งนั้น คิดดูสิอายุเท่าไหร่ พี่เขาก็ตั้งเท่าไหร่ ลูกหลานเขาต่างก็อยู่ที่นั่น เขาก็อยู่กับโลกีย์อย่างเต็มรูป เขาก็พยายามฝึกฝนตัวเขา ฝึกเป็นโพธิสัตว์น้อยๆ อย่างที่ว่า _ตื่นเช้ามาก็พูดเรื่อง เงินๆ ทองๆ แต่พวกเราตื่นขึ้นมาก็ไปฟังธรรม เงินทองไม่ได้แยแส ไม่ได้คำนึงอะไร ข้าวมีกิน ดินมีเดิน ตะวันมีส่อง พี่น้องมีเสร็จ เห็ดมีเก็บ ป่วยเจ็บมีคนช่วยรักษา ขี้หมามีคนช่วยกวาด ผ้าขาดมีคนช่วยชุน เรื่องบุญก็ศึกษาเอาของใครของมัน เออ มันก็สบายพวกเรานี่นะ ช่วยกันคนละไม้คนละมือ บรรลุธรรมไปตามวรรณะ 9 หรือว่าพุทธพจน์ 7 แท้ๆ จริงๆ ของเรา มันก็จริง พิสูจน์อนุสาสนีปาฏิหาริย์ พิสูจน์คำสอนของพระพุทธเจ้าว่า มันตรง มันจริง มันมีมรรคผลจริงไหม ก็ว่ากันไป นี่ก็เป็นการรายงานผลที่มีประสบการณ์ของคนพวกเรานี่แหละ เอา ยังแข็งแรง ยังจะสู้อยู่ จะช่วยพี่น้องตามที่หวัง เมื่อไหร่มันหมดหวังหรือว่า โอ้โห.. หรือว่า พอแล้ว พอแล้ว หวังได้แค่นี้ ได้แค่นี้ ก็เอาแล้ว เมื่อยแล้ว ไม่ไหวแล้ว ก็มา ถ้าเผื่อว่ายังสู้ได้อยู่ จะอยู่สู้ อยู่ช่วยพี่ช่วยน้องอยู่ก็เอา ลองดูเป็นโพธิสัตว์ในหมู่นั้น ที่จริงการช่วยพี่ ช่วยน้อง ช่วยยาก เพราะว่าถือว่าเป็นพี่เป็นน้อง มันสนิทสนม ยิ่งเป็นพี่ด้วย..โอ้โห..ไม่ง่ายหรอก ช่วยพี่หรือว่าช่วยพ่อช่วยแม่ อย่างนี้ ยาก.. มาช่วยเพื่อนๆ หรือผู้ที่เคารพนับถือเราเป็นผู้พี่ผู้พ่อผู้แม่อะไรอย่างนี้ ยังจะมีมรรคมีผล ยังจะมีประโยชน์ ก็ไม่เป็นไร จะได้ทั้งสองด้าน กุศลอย่างที่เข่งเขาทำก็ได้ มาฝึกอย่างที่พวกเราอยู่กันที่นี่ก็ได้ ก็ว่าไป ที่นี่ก็จะกว้างกว่า ที่พี่น้องก็อยู่แคบใช่ไหม ก็ได้อยู่กับพี่กับน้องก็ไม่ได้ หมายความว่าจะพูดอยู่กับแต่พี่แต่น้อง จะพูดจาปราศรัยคบหากันอยู่แต่พี่แต่น้อง ก็ต้องมีเพื่อนฝูงมิตรสหายคนอื่นอยู่บ้าง ก็มีคนที่นั่น อาจจะมีคนสนใจกว่าพี่น้องก็ได้อยู่ จะทำงานอยู่อย่างนั้นก็ได้ แต่ไหวไหมล่ะคนเดียว คนเดียวหัวเดียวกระเทียมลีบ ไหวหรือเปล่า ถ้าไม่ไหวก็มา ไม่มีปัญหาหรอกที่นี่
รูปกลับเป็นนาม และนามกลับเป็นรูปได้ เช่นใด _พลัธ รัตนวัชรินทร์ . กราบนมัสการพ่อท่าน รบกวนท่านพ่อ ยกตัวอย่าง “รูปกลายเป็นนาม” ให้ผมเห็นได้ชัดไปหน่อยครับ ขอบคุณครับ พ่อครูว่า… ฟังดีๆ รูปกลายเป็นนามนี่ อาตมาอธิบายตั้งแต่เขียนหนังสือธรรมะเล่มแรก คือหนังสือที่ชื่อว่า “คนคืออะไร ทำไมสำคัญนัก” หนังสือธรรมะที่บรรจงเขียนเป็นเล่มแรกในชีวิต เป็นธรรมะเล่มแรก แล้วก็อธิบายขยายความประเด็นนี้ คนสงสัยและติดขัดและถึงขั้นไม่เชื่อ ก็รูปก็รูป นามก็นาม คนมันก็จะยึดมั่นถือมั่นอย่างนั้น รูปจะกลายเป็นนาม และนามจะกลายเป็นรูป แล้วจะไปยังไง มันจะเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาได้ไง กลับกลอกหรือเปล่า สับสนหรือเปล่า มันเป็นสัจจะ ฟัง อาตมาจะอธิบายสรุปให้ฟังง่ายๆ รูป คือ สิ่งที่ถูกรู้ ต้องให้นิยามชัดๆ (พ่อครูหยิบก้อนหินบนโต๊ะ ยกขึ้นมาใช้เป็นตัวอย่างอธิบาย) หิน นี่มันเป็นรูป มันถูกเร ารู้ คือใช้จิต ใช้วิญญาณ ใช้นามธรรมของเรา ตัวรู้-ธาตุรู้ของเรามาสัมผัสมัน มันก็เป็นรูป จิตเราก็เป็นนาม ทีนี้มันลึกซึ้งขึ้น ไอ้นี่ (หิน) มันเป็นรูปภายนอก ภายนอก ตา หู จมูก ลิ้น กาย มันกระทบของภายนอก ก็เป็นสิ่งที่ถูกรู้ภายนอก นั่นก็เป็นขั้นหยาบ ขั้นแรก ขั้นต้น มันไม่มีปัญหา ก็คงเข้าใจได้ อธิบายไปแล้ว และก็คงเข้าใจกันได้ไม่ยากอะไร ทีนี้เรียกภาษาว่า รูป คือสิ่งที่ถูกรู้ อีกแหละ หินนี้ก็เป็นสิ่งที่ถูกรู้นะ แต่มันอยู่ภายนอก ตาไปกระทบกับข้างนอก ทีนี้นามธรรมของเราที่มันรู้ เช่น มันรู้หินก้อนนี้แหละ นามธรรมที่ไปรู้หินตัวนี้ เสร็จแล้วเราก็ไปกระทบนามธรรมของเราข้างใน แล้วเราก็อ่านนามธรรมข้างในของเรา อ๋อ.. นามธรรมของเรามันมารู้ตัวนี้ เราก็รู้แล้วตัวนี้มันเป็นรูป รูปยังไงมันก็คืออย่างนั้น ใครที่ตาไม่เพี้ยนไม่บอดไม่เบี้ยวอะไรก็เห็นตรงกันหมด รูปก็เห็นตรงกันหมด แต่นามธรรมของเรารับรู้นี่ เราเรียกกันนี้ว่า จิต เป็นนามธรรมนี้คือจิตกระทบรู้ แล้วจิตของเรานี่แหละ แยกย่อยเป็นเจตสิก เป็นเวทนาเจตสิก เป็นต้น มันมีเวทนา สัญญา สังขารก็ตาม เอาละ คราวนี้เอาตัว เวทนา เวทนา คือความรู้สึกเลย ความรู้สึก มันรู้สึก แล้วความรู้สึกนี้มันปรุงแต่งวับ (ในทันที) เลย ชอบ ไม่ชอบ เฉยๆ มี 3 นัย ชอบ ไม่ชอบ เฉยๆ-กลางๆ กลางๆ ประเภทบื้อๆ ก็เรียกว่าเป็นกิเลสเหมือนกัน แต่ยังไม่อธิบาย เอาอันนี้ก่อน อ่านอาการ ชอบหรือไม่ชอบ ไอ้ชอบหรือไม่ชอบนี่แหละ เราจะต้องวิจัยตัวนี้ แยกให้ออก เวทนาในเวทนา ศัพท์ของภาษาวิชาการ เวทนา คือความรับรู้ความรู้สึก แล้วซ้อนลงไปในเวทนานี้แยกให้ออก ก็เวทนาจริงๆ นี้คือธาตุรับรู้ ที่รู้สึกนี่แหละ รู้สึกจริงๆ ว่าไอ้หินนี้มันเป็นอย่างนี้เท่านั้น แล้วก็จบ หรือรู้สึกแล้วว่า เออ สวย หรือไม่สวย รู้สึกสวยก็ เออ ชอบหรือไม่สวยก็ ไม่ชอบ นี้แหละไอ้ตัวชอบ-ไม่ชอบนี้อหละคืออาการเวทนาของเรา ชอบก็เป็นสุข ไม่ชอบก็เป็นทุกข์ ไม่ชอบก็ผลัก (ไสออก) ชอบก็ดูด (ดึงเข้ามาหาใจ) อันนี้แหละเป็นภาวะการของกิเลส แยกตัวนี้ให้ออก อาการทางเวทนาเกิดในปัจจุบันนะ ถ้าไปหลับตาไม่มีการกระทบสัมผัส ไม่มีของจริง คุณจะนึกระลึกเอาความจำมาคิดอย่างไรมันก็เป็นการระลึกความจำ มันเป็นมิจฉาทิฏฐิทั้งนั้นนะ มีอดีต 18 มีอนาคต 44 ตามที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ในพรหมชาลสูตร เพราะฉะนั้นการปฏิบัติหลับตาไม่มีประโยชน์ ไม่เกิดความจริง ไม่มีการบรรลุธรรมของโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้า ตีทิ้งได้เลย หลับตาปฏิบัติ แหม! อาตมาเหนื่อยกับพวกที่หลับตาปฏิบัติ ไม่รู้สารู้สี พูดจน 50 กว่าปีแล้ว 52-53 ปีเข้ามาแล้ว นี่แหละพูดเรื่องหลับตานี้เลิกได้แล้ว แต่มันก็ยาก นี้พวกเราก็ติดหลับตากันมา จนกระทั่งมามีปัญญา มานี่ก็ดีแล้ว ที่พวกหลับตานี้มีมากกว่าพวกเรานี้นับไม่ถ้วน มากกว่าพวกเราหลายเท่าเลย พวกที่ยังติดหลับตาอยู่นี้ ไม่ว่าจะเป็นพวกหลับตาเข้าป่าหรือหลับตาอยู่ในเมือง เขาอยากได้นิพพานนะ อาตมาก็สุดสงสารจริงๆ อยากจะให้มีปัญญา แต่ก็ไปบังคับเขาไม่ได้ ได้แต่พยายามเน้นขยาย อธิบายและก็ยืนยัน เชิญให้มาพิสูจน์ เข้ามาสิ เข้ามาตรวจสอบ เข้ามาที่นี่ลองดู แต่เพราะไปถูกครอบงำทางโลก กระแสหลักมันกระแสใหญ่ ก็ไปหลงความมากความใหญ่ตามกระแสหลักว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ประเด็นตรงนี้แหละ ลองหยุดพิจารณานิดหนึ่งนะว่า พระพุทธเจ้าตรัสว่า ศาสนาพุทธจะเสื่อม อาตมาก็ยืนยันว่ายุคนี้แหละเป็นยุคเสื่อม ตามที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ใน อาณิสูตร ตามอาณิสูตร ที่พูดถึงกลองตะโพนอานกะ ว่ามันจะเสื่อมไปในอานคต แล้วมันก็เสื่อมจริงๆ นี้คือยุคเสื่อม เสื่อมที่เห็นๆ แล้วมันก็เสื่อมจนไม่มีโลกุตรธรรม ซึ่งอาตมาอธิบายมาหมดแล้วและยืนยันว่าหมดแล้ว โลกุตรธรรมไม่มี อาตมาต้องบังอาจประกาศตนเองว่า อาตมานี่แหละนำโลกุตรธรรมมา สถาปนาลงไปในยุคนี้ มาเป็นผู้กอบกู้ศาสนาพุทธ จนสำเร็จ สำเร็จอย่างไร สำเร็จจนมีผู้รับรู้-รับเข้าใจ แล้วมาปฏิบัติตาม แล้วก็บรรลุมรรคผลเป็น โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ จริงนี้ไง ที่อาตมายืนยันไปหมดแล้วว่ามีอรหันต์จริงในชาวอโศก มีโพธิสัตว์ด้วย (อีกทั้ง) ขยายความโพธิสัตว์และอรหันต์มีนัยสำคัญที่แตกต่างกันยังไง ก็พูดไปแล้ว หลายรอบหลายที ละเอียดลออพอ ไม่ใช่น้อยแล้ว จนกระทั่งป่านนี้แล้วอายุ 90 ย่างแล้ว มันก็ชะลอความตายอยู่ตอนนี้ ก็ไม่รู้เมื่อไหร่มันจะตายจะหยุด จะลองพยายามดันทุรัง ขออภัย ดันสุรัง ไม่ใช่ดันทุรัง แต่ดันสุรัง อาตมาไม่ได้ดัน ทุ นะ ทุ มันไม่ดี ไม่ใช่ ดันทุร ดัน ทุรัง แต่ดัน สุ ดัน สุร ดัน สุรัง ที่พยายามดัน (ดันสุรัง) คือพยายามฝืน พยายามที่จะทำ ต่อให้มันได้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้ เป็นการพิสูจน์ธรรมะพระพุทธเจ้าด้วย เป็นการช่วยธรรมะของพระพุทธเจ้านี่แหละ เป็นการช่วยมนุษยชาติจริงๆ จังๆ นี่แหละ แล้วเราก็จะมีทักษะจะมีความชำนาญ มีอะไรต่ออะไรเจริญขึ้นด้วย ก็ไม่ได้มีความเสียหายอะไรเลย มีแต่เรื่องดี แม้อาตมาจะถูกด่า ถูกว่า ถูกตำหนิอะไร ก็ไม่มีปัญหาอะไรหรอก อาตมาก็ชัดเจนก็เข้าใจอยู่ว่า คนไม่รู้เขาก็ต้องด่า ไม่รู้ประสีประสาเหมือนอย่างเด็กๆ เด็กๆ ไม่รู้สีรู้สาอะไร เราทำดีให้เขา หวังดีทำให้เขา เด็กมันไม่รู้อะไร ดีไม่ดีมาทุบมาตีเรา มาว่ามาด่าเราเอาด้วยซ้ำ เด็กๆ มันก็จริงๆ ของเขา เขาไม่รู้เรื่อง คือไม่เดียงสา เขาไม่รู้ไปโกรธเขาไม่ได้ ไม่เดียงสา นี่ก็คือยังอ่อนยังเยาว์หรือยังโง่ ยังด้อย ยังน้อย เขาเข้าใจไม่ได้ เราไม่มีสิทธิ์ไปโกรธใครๆ ในโลก อย่าว่าแต่เขาไม่เดียงสา แม้แต่เป็นศัตรูจะมาฆ่าเรา เราก็ไม่มีสิทธิ์ไปโกรธเขา ที่อาตมาพูดนี้เป็นการพูดด้วยสัจจะ อาตมาไม่ได้ไปโกรธ แม้คนจะมาฆ่าเราก็ไม่ไปโกรธเขา เพราะเขาไม่รู้ ไปโกรธได้ยังไง ไปโกรธคนโง่ คนบ้า คนเมา แค่ 3 อย่างนี้ก็เหลือแหล่แล้ว คนโง่ คนบ้า คนเมา ไปโกรธเขาได้ยังไง เขาไม่รู้จริงๆ สติสตังค์เขาไม่เต็ม ความรู้เขาไม่พอ ไปโกรธเขาไม่ได้ อันนี้เป็นสัจจะที่รู้จริงๆ หรือเรารู้แล้วว่าอาการโกรธนี้จะทำขึ้นใส่จิตเราแม้น้อยนิด..ทำขึ้นทำไม ทำขึ้นก็เป็น”กรรมเป็นอันทำ” คนโง่อยู่ก็ทำ เพราะฉะนั้น การทำใจในใจมนสิการ จึงเป็นเรื่องปฏิบัติธรรมแท้ๆ เป็นมูล ในต้นเค้าธรรมะข้อที่ 2 เลย (ในมูลสูตร 10) มีความยินดีเป็นฉันทะข้อที่ 1 มีการปฏิบัติกระทำใจในใจ มนสิการ เป็นข้อที่ 2 มนสิการ ข้อที่ 3 มีผัสสะ (มูลสูตร 10 พตปฎ. เล่ม ๒๔ ข้อ ๕๘) สำคัญมากเลยแค่ 3 ข้อนี้ ถ้าไม่ยินดี หรือยินดีไม่จริงก็ไม่ได้ ปฏิบัติธรรมโลกุตระไม่ได้ถ้าไม่มีฉันทะ ไม่มีความยินดีจริงๆ ทำเป็นยินดีหลอกๆ ยินดีน้อยๆ ยินดีไม่พอ ไม่สำเร็จ ต้องยินดีเกิน 50% ที่จริงต้องเกิน 75% ขึ้นไป แล้วจะปฏิบัติธรรมได้อย่างดีมาก แต่เราบังคับนี่ความยินดีของคน เขาไม่ยินดีแล้วไม่รู้จะทำยังไง เพราะเขาต้องเกิดจริงในจิต ฉันทะคือเป็นตัวแรกของมูลสูตร 10 เลย เห็นไหมสำคัญมาก มูลสูตร 10 มูลเหตุแห่งธรรมทั้งปวง คือ ๑.มีฉันทะเป็นมูล(มูลกา) ๒. มีมนสิการ(ทำใจในใจ)เป็นแดนเกิด(สัมภวะ) ๓.มีผัสสะ(กระทบสัมผัส)เป็นเหตุเกิด(สมุทัย) ๔.มีเวทนา(ความรู้สึก)เป็นที่ประชุมลง(สโมสรณา) ๕.…. , ๑๐. มีนิพพาน(การดับกิเลสสิ้นเกลี้ยง) เป็นที่สุด (ปริโยสาน) ต่อมาก็ ต้องทำใจในใจเป็น อาตมาใช้คำว่า ทำใจในใจเป็น ทำใจในใจถูกต้อง ทำใจในใจตรงตามคำสอนของพระพุทธเจ้า แล้วมันถึงจะเกิด ที่แดนเกิด สัมภวะ หรือ ปภวะ มันจึงจะเกิดที่ตรงนั้น เป็นการเกิดทางจิตวิญญาณ โอปปาติกโยนิ แล้วต่อจากนั้นแล้วก็มี ผัสสะ ถ้าไม่มีผัสสะก็เลิก ไปนั่งหลับตา ไม่มีผัสสะทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็โมฆะเลย เลิกได้ มันก็จะต้องย้ำปากเปียกปากแฉะเรื่องนี้อีก เอาล่ะ เรื่องมูลสูตร พอ นะเอาไว้แค่นั้นก่อน ต้องมีผัสสะจึงจะเกิดเวทนา ถึงจะปฏิบัติเวทนา 108 เมื่อกี้สรุปแล้วหรือยังเรื่องรูปนาม _สู่แดนธรรม... พ่อท่านเพิ่งอธิบาย นามเป็นรูป แต่ว่า รูปเป็นนาม อย่างไรนี้ ผมก็คอยฟังอยู่ครับ พ่อครูว่า... รูปก็คือสิ่งที่ถูกรู้ (พ่อครูชี้ที่ก้อนหินในมือ) เมื่อมันถูกรู้ ภายนอก อันนี้มันไม่กลับไปเป็นนามได้หรอก วัตถุข้างนอกมันไม่เป็นนามได้ แม้แต่คน เขาก็มีนามอยู่ในตัวของเขา เราหยั่งรู้จิตของคนข้างนอก มันก็เป็นรูป เราหยั่งรู้จิตของเขา คุณสามารถรู้ มันไม่ง่ายหรอกนะ แต่มันก็สามารถรู้ได้อย่างตื้นๆ คุณรู้ได้ในจิตของคนอื่น เราไปรู้จิตของคนอื่น จิตของคนอื่นก็เป็นชื่อว่า รูป ที่เราเป็นนาม ธาตุรู้ของเราไปรู้ว่าอันนั้นเป็นรูป จิตของเขานะ ทีนี้จิตของเรา จิตที่เกี่ยวกับวัตถุภายนอกนี้ เราเรียกว่า กามภพ เราก็เรียนรู้กิเลสที่กามนี้ให้ได้ แล้วเราก็กำจัดกามกิเลสนี้ให้ได้ เออ! ไอ้รูปนี้เราก็ไม่มีสุข ไม่มีทุกข์ ไม่มีชอบ ไม่มีชังกับมันได้แล้ว..เป็นอนาคามีภูมิขึ้นไป ทีนี้ก็เหลือรูป รูปราคะ อรูปราคะ ข้างในต่อไป เราก็ไปรู้รูป รูปราคะนั่นแหละ มันเป็นนาม แต่เราจะต้องมีปัญญาญานหยั่งรู้ รูปราคะ เขาเรียกว่ารูปอยู่นั่นแหละ รูป รูปราคะ นั้นมันเป็นสิ่งที่ถูกรู้โดยญาณปัญญา โดยวิปัสสนาญาณของเราอีกทีหนึ่ง เพราะฉะนั้น รูปราคะ ก็กลายมาเป็นรูปที่มันคือนาม มันเป็นรูปราคะ มันไม่ใช่กามราคะข้างนอกนี่แล้วทางทวาร 5 แต่มันเป็นทวารจิต เป็นรูปราคะเป็นต้น อรูปราคะ ก็ละเอียดขึ้นไปอีก ก็เหมือนกันนั่นแหละ พ้นรูปราคะได้ คุณหมดกิเลสรูปราคะได้ก่อน คุณจึงจะไปถึงขั้น อรูปราคะ มันเป็นขั้นตอนอย่างนี้ และในขณะที่คุณมี รูปราคะ ไม่ได้หมายความว่าคุณหลับตานะ คุณก็ลืมตา เรื่องเก่านี่แหละ เช่น ไอ้หินลูกนี้ คุณพ้นแล้วกามราคะ (กามภพ-รูปภายนอก) ไม่มีรัก-มีชัง ไม่มีผลัก-มีดูด เฉยๆ แต่ รูปราคะ คุณยังมีน้อยๆ ผลัก-ดูด ยังเป็นรูปที่คุณจับรูปได้ชัด จึงเรียกว่า รูปราคะ จับรูปของจิตในจิต ไม่ใช่กาม (รูปภายนอก) ข้างนอกนี่คุณเองเฉยแล้ว ไม่แล้ว ได้-ไม่ได้ (ไม่ยึดแล้ว) ถ้าเป็นประโยชน์จะได้ก็เอา ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ไม่ได้ทุกข์ได้สุขอะไรเลยกับไอ้สิ่งข้างนอก แต่ อารมณ์หรืออาการข้างในจิตของเรา รูปราคะของเรา มันยังมีอยู่ เพราะฉะนั้น รูปกลายเป็นนามก็อย่างนี้ รูปข้างนอกดับไปแล้ว เหลือเข้าไปเป็นรูปข้างในที่เรารู้มันได้ มันก็เป็นรูป รูปกลายเป็นนาม นามมันกลายเป็นรูป มันก็รู้ซ้อนขึ้น “ที่ถูกรู้เรียกว่า รูป” - “ความรู้สึกเรียกว่านาม” (นาม) ที่ถูกรู้หรือที่รับรู้ สัญญา เวทนา สัญญาก็คือตัวกำหนดรู้ เวทนาก็คือความรู้สึก ตัวรู้สึกเอง อันนั้นเป็น “นามที่ถูกรู้” เพราะฉะนั้น เวทนาที่เป็นของแท้ กับ เวทนาที่ (เป็นของเก๊) เป็นสุขหรือเป็นทุกข์ ของแท้กับสุข-ทุกข์ ต่างกันใช่ไหม? เวทนาที่รู้อันนี้ คือหินอันนี้ หินกลมๆ อันนี้ ก็คือของแท้ ( แต่ความรู้สึก) ชอบหรือไม่ชอบ เป็นของเก๊ หรือเป็นตัวที่จะถูกรู้อาการชอบหรือไม่ชอบ ไอ้ของเก๊นี้ที่ถูกรู้ (เวทนาเก๊) เพราะมันเป็นนาม แต่มันถูกรู้เข้า มันเป็นรูป มันถูกรู้เข้า มันถูกญานปัญญาตั้งแต่สัญญากำหนดรู้ จนกระทั่งถึงความฉลาดปัญญาว่า อ๋อ.. ไอ้นี่คือผี มาร เอง ไอ้นี่ตัวเก๊ ตัวปลอม ไม่ใช่ตัวจริง ตัวจริงมันก็คือของจริงเท่านี้ แขก ฝรั่ง จีน ไทย เขมร กระทบแล้ว รู้สึกเดียวกันหมด แปลภาษาจะต่างกันเท่านั้น ภาษาต่างกันไป แต่ความรู้สึกเดียวกันตรงกันหมด เวทนาตรงกันหมด เพราะฉะนั้น เมื่อเรารู้ตัวเก๊ อาการเก๊กับอาการของแท้ได้ เราทำของเก๊ด้วยปัญญานี่ “เฮ้ย! เอ็งเก๊” อาตมาอธิบายมาแล้ว ปัญญามีธรรมฤทธิ์ ไอ้ตัวโง่..มันเจอกับปัญญาเป็นธรรมฤทธิ์ก็บอกว่า…”เฮ้ย! ปัญญาเห็นหน้าเราแล้ว รู้จักเราแล้ว” แล้วมันวิ่งตูดแป้น อาตมาพูดไม่รู้กี่ทีแล้ว อยู่ในสูตรมารสังยุต (พตปฎ ล.15 ข้อ 416-424) ในสูตรมารสังยุต มารวิ่งหนีไป ใช้คำว่า “ตถาคตเห็นเราแล้ว”แล้วมารวิ่งหนี มารก็หายไป มารหายวับไปเลย นี่แหละคือตัวปัญญา ตถาคตคือปัญญา เห็นไอ้สิ่งที่มันเป็นของเก๊ มันเป็นตัวหลอก มันหายไปเลย นี่อธิบายเป็นภาษาไทย อธิบายเป็นสภาวะ ขยายโดยภาษาที่อาตมาใช้ ไม่ใช่ภาษาตามพระไตรปิฎกคำต่อคำเท่านั้น อย่างนี้เป็นต้น นี่เป็นสัจจะ เพราะฉะนั้น รูปกลายเป็นนาม นามกลายเป็นรูป นั้นก็คือเป็นเรื่องของ ภาวะ สภาวธรรมที่มันกลับไปกลับมาได้ แต่ตัวญานปัญญาตัวธาตุรู้ที่รู้ชัดรู้เจนนี่แหละ ที่อาตมาอธิบาย ความไม่คงที่ เหมือนกลับไปกลับมา เดี๋ยวนามเป็นรูป เดี๋ยวรูปเป็นนาม ถูกเป็นผิด ผิดเป็นถูก มีเป็นไม่มี ไม่มีเป็นมี สลับกันอยู่นี่ มันเป็นพยัญชนะที่แทนสภาวะ ที่ต้องศึกษาดีๆ แล้วเราจะเข้าใจว่า อ๋อ เมื่อไหร่มันเป็นตัวจริง เมื่อไหร่มันเป็นตัวเก๊ เพราะฉะนั้น จิตผู้ใดที่สามารถจับความเกิด ความดับ หรือความเก๊ ความจริงนี้ได้ 2 สภาวะ จิตนั่นแหละ เรารู้ทันมายา เรียกด้วยศัพท์ว่า “สิริมหามายา” รู้ทันมายา คำว่าเป็นมายาคือ สัจจะชนิดที่ครองโลก คือความหลอก มายาคือความหลอก เป็นสัจจะครองโลกถือว่าเป็นความหลอกที่เป็นความจริงที่เก๊ ความจริงครองโลก เพราะฉะนั้น ผู้ที่รู้ความจริง จริงๆ แล้ว มันคือสิ่งที่กลับไปกลับมาอยู่ 2 อัน เพราะฉะนั้นยึดมั่นถือมั่นมันไม่ได้ เมื่อใดมันมีประโยชน์ก็ใช้มัน เมื่อใดมันไม่มีประโยชน์ก็ไม่ต้องไปใช้มัน แม้มันมีประโยชน์ใช้มันก็อย่าไปเชื่อมันอีก มันจะหลอกเราอีกได้ กลับกลอกได้อีก ก็แค่อาศัย อย่าไปสั่งสมลงใส่จิตให้เป็นนิสัย เป็นวิสัย เป็นอนุสัย นี่ก็ขยายความ อาศัย นิสัย วิสัย อนุสัย มาหลายทีแล้ว สยะ นี้ ตั้งแต่ อาสยะ นิสยะ วิสยะ และก็อนุสยะ ก็ขยายมาหลายที วันนี้ไม่ลงรายละเอียดอันนี้ ไปค้นหาอ่าน ฟังก็ได้ เดี๋ยวนี้เขามีเสียงอะไรกันเยอะ สรุปแล้ว ตัวอย่างรูปกลายเป็นนาม หรือนามกลายเป็นรูป พอเข้าใจไหม คุณพลัธ นี่ ยกตัวอย่างให้ฟัง เพราะฉะนั้น คนที่มาเข้าใจธรรมะอย่างที่ว่านี้ มันเป็นอัตตาอนัตตา มันเป็นตัวสิริมหามายาหรือเป็นมายา เรามีปัญญาญาณที่จะรู้ได้ว่า อะไรเป็นสิ่งที่เราจะอาศัย ถือว่าความจริงก็เป็นความจริงลำลอง เป็นความจริงที่เราใช้อาศัย บางอย่างอาศัยนาน บางอย่างอาศัยชั่วคราว อาศัยสั้น อาศัยยาวไปเป็นธรรมชาติธรรมดาตลอดกาล เอ้า..ศึกษาดีๆ ผู้ที่เพิ่งเริ่มมาศึกษา อาตมาก็ยินดีต้อนรับ เริ่มเข้าใจ ผู้ที่เห็นว่าเป็นประโยชน์ เป็นคุณค่าก็อนุโมทนาสาธุ ยินดีด้วยอย่างมาก
_นพดล ทองโคตร สร้างชุมชน บนเทือกเขา ให้มีป่าอุดมสมบูรณ์ มีสาธารณโภคีแบบบ้านราชได้มั้ยขอรับพ่อครู คล้ายๆ ชนเผ่าหรรษา แต่มีโลกุตระ มีศีลบังเกิดในสังคม อย่างแจ้งชัด พ่อครูว่า…ในเมืองก็สร้างได้ไปทำทำไมบนเทือกเขา บนเทือกเขาก็คนน้อย ไม่มากหรอกคน ไปทำบนเทือกเขาทำไม ไปทำก็ทำได้ ข้างล่างก็มีงานเยอะแยะให้ทำ ทำได้แต่ว่าจะไปทำทำไม มันมีผลน้อย เรามาทำอยู่ที่นี่ ผลมีมากมีใหญ่เยอะแยะ อย่างภูเขาอาตมาก็สร้างขึ้น มีเขาน้อยๆ ก็สร้างธรรมชาติก็จะพากันสร้าง แต่ที่อยู่อาศัยก็ไม่จำเป็นต้องเป็นเขาขึ้นให้เมื่อยทำไม เอาละก็เป็นความคิด เป็นความเห็นของคนนพดล
ตำรวจทหารต้องฆ่าโจรจะมีวิบากไหม _ช่อทิพ หนูทอง . ตำรวจที่ ไม่ทุจริต ต้องฆ่าโจรเมื่อจำเป็น เรียนถามพ่อครูว่า 1. เขาต้องรับวิบากจากการผิดศีลข้อ 1 หรือไม่ พ่อครูว่า…ตอบ รับ มีกรรมมีวิบาก เดี๋ยวอธิบายได้ ขยายต่อไป 2.ในเมื่อพระพุทธเจ้ายังโปรดทุกคนให้เป็นอรหันต์ไม่ได้ ถ้าไม่ปราบโจรรุนแรง คนดีจะถูกทำร้ายเรื่อยไป ถ้ากลัววิบากจากผิดศีลข้อ 1 สังคมจะสงบสุขได้อย่างไรคะ? พ่อครูว่า…ก็จริงของคุณอีก ตำรวจต้องฆ่าคน เป็นวิบากของตำรวจ แต่ผลดีเป็นกุศล กุศลคือผลดี ผลดีของตำรวจคือช่วยสังคม ให้อยู่เย็นเป็นสุขด้วยการปราบคนร้าย ปราบคนทุจริต มันก็มีกุศล กุศลมีทั้งดีทั้งชั่วคู่กัน ดี-ชั่วคู่กันนี้ แตกต่างจากสุขกับทุกข์ สุข-ทุกข์เป็นโลกุตระ ดี-ชั่วเป็นโลกียะ โลกีย
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive