630810 พ่อครูให้สัมภาษณ์ สำนักข่าว BTN จากประเทศเกาหลี เรื่องการได้รับรางวัล แมนแฮ สาขาสันติภาพ ปี 2563.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2563
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์291 KB
วันที่แก้ไข13 สิงหาคม 2563

เนื้อหาในไฟล์

630810 พ่อครูให้สัมภาษณ์ สำนักข่าว BTN จากประเทศเกาหลี เรื่องการได้รับรางวัล แมนแฮ สาขาสันติภาพ ปี 2563

นักข่าว : ให้พ่อท่านกล่าวทักทายผู้ชมทางเกาหลี พ่อครู : เจริญธรรมทุกๆคนผู้ที่ปรารถนาดีที่จะมีชีวิตดี มีสังคมที่ดี ทั้งหลาย นักข่าว : ขอแสดงความยินดีกับพ่อท่าน ที่ได้รับรางวัลสันติภาพจาก มูลนิธิแมนเฮ พ่อครู : ขอบคุณ นักข่าว : คำถามที่ 1.พ่อท่านรู้สึกยังไงที่ได้รับรางวัลนี้ พ่อครู : ก็แน่นอนคนให้เกียรติแก่เรา คนที่เห็นความดีงาม หรือว่าเห็นความน่ายกย่อง น่าให้รางวัลแก่เรา แสดงว่าผู้นั้นมีดวงตา มีความรอบรู้ที่เห็นคุณค่าของสิ่งที่จะให้รางวัลนั้น ก็ยินดีอย่างยิ่ง ก็เข้าใจผู้ที่ให้รางวัลแก่เราอย่างยิ่ง นักข่าว : คำถามที่ 2.คำว่าสันติภาพ คนทั่วไป หรือว่านักวางนโยบายควรเห็นยังไง ถึงจะมีสันติภาพที่แท้จริง พ่อครู : สันติภาพไม่ใช่สิ่งที่เกิดโดยตัวมันเอง สันติภาพมันเกิดกับพฤติกรรมสังคม กับจิตวิญญาณสังคม ถ้าคนในสังคมใด ในหมู่ใด สามารถเข้าใจกันและกัน แล้วก็รู้ว่าเราจะอยู่กันอย่างไร จึงจะสงบอบอุ่น อยู่ด้วยความรัก อยู่ด้วยความเกื้อกูลช่วยเหลือ เสียสละกัน สันติภาพก็จะเกิดตรงนั้น นักข่าว : คำถามที่ 3.ทำไมพ่อท่านไม่เป็นดาราแล้ว แล้วมาบวช พ่อครู : อันนี้ก็ขอตอบอย่าง อาจจะยากไปหน่อยที่จะเชื่อ มันถึงเวลาของอาตมา อาตมาเกิดมาในชีวิตนี้ จะต้องมาทำงานศาสนา ตรงนี้ อย่างที่ทำตลอดมา 50 ปีนี้นี่แหละ มันเป็นเรื่องที่เกิดมาแล้ว เป็นมาแล้ว มันเป็นมาจริงแล้ว มันต้องเกิดมาเป็นเช่นนี้ เพราะงั้นจะไปถามว่า เป็นดาราเป็นอะไรต่ออะไรรุ่งเรืองอยู่ทำไมถึงทิ้งมา มันไม่ใหญ่ยิ่งเท่าธรรมะหรอก จะรุ่งเรืองเป็นดาราโดดเด่นขนาดไหน มันก็สู้มาธรรมะไม่ได้ อาตมาก็ต้องมาทำสิ่งที่มันดียิ่งกว่าอันนี้ อาตมาต้องม

อ่านต่อ

าทำงานนี้ ทำงานศาสนานี้ ชาตินี้ เพราะเมื่อถึงเวลาอาตมาก็ต้องมา เพราะว่ามันเป็นสิ่งจริงๆแล้ว ที่อาตมามันต้องเป็น ไม่เป็นไม่ได้ เพราะงั้นจะไปทางโลก จะเป็นดารารุ่งเรืองเด่นดังอย่างไร มันก็สู้มาทางธรรมะนี้ไม่ได้ อาตมาจึงต้องเอาชีวิตถึงจุดสำคัญแล้ว เวลาสำคัญแล้ว ต้องมาทำงานนี้จนกว่าจะตาย ดาราเป็นเรื่องปีกย่อย นักข่าว : คำถามที่ 4. ให้พ่อท่านแนะนำชุมชนชาวอโศกว่าเป็นชุมชนพึ่งตนเองอย่างไร ให้คนเกาหลีเข้าใจ พ่อครู : ชุมชนชาวอโศกเป็นชุมชนที่เกิดมาเพื่อเป็นตัวอย่างของสังคมโลก เป็นคนที่มีสิ่งที่เรียกว่าเป็นคนที่มีคุณธรรมเก่า คุณธรรมมาแต่ปางก่อนมาแล้ว พอมาถึงยุคนี้ มาถึงวาระนี้ จึงต้องมารวมกัน เอาความรู้ของพระพุทธเจ้า เอาพฤติกรรมที่พระพุทธเจ้าท่านปลูกฝังไว้ มาแสดงแก่โลก มาเป็นความจริง เพราะว่าแม้แต่มาทำ ก็ไม่ใช่มาแสดงเฉยๆ มาเป็นตัวจริง มาเป็นตัวจริงของสัจธรรมจริงๆที่ดีของโลก ที่พระพุทธเจ้าท่านเอามาประกาศให้แก่มนุษย์โลกนี้ขึ้นมาแล้ว เพราะงั้นถึงเวลาแล้ว ชาวอโศกจึงมาเป็นจริงอย่างนี้ ที่นี้ความเป็นจริงของชุมชนชาวอโศกที่เป็นอยู่เนี่ย มันเป็นพฤติกรรมที่ดีวิเศษ เป็นพฤติกรรมที่เกิดจากการลดเหตุในจิต เหตุนั้นคือกิเลส ชาวอโศกที่มาเกิดเป็นเช่นนี้ ก็ไม่ได้หมายความว่าอยู่ๆ มันจะเป็นเรื่องบังเอิญ เป็นเรื่องฟลุกๆอะไร แต่มันเป็นความจริงที่คนเข้าใจยาก ว่ามนุษย์ชาติเกิดมามีกรรมมีวิบาก เกิดมาแต่ละชาติแต่ละชาติ พอมาถึงพรุ่งนี้ ชาตินี้ สมัยนี้นี่ มันก็จะมีคน ชาวอโศกนี่แหละ แต่ชาติก่อนๆนี่แหละก็มาเกิดรวมกัน แล้วจึงมีพฤติกรรมอย่างนี้ มารวมตัวกันเป็นสังคมอย่างนี้ ตามความเป็นจริง มันเป็นเรื่องจริงไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ไม่ใช่เรื่องชั่วคราวหรือเป็นเรื่อง propaganda อะไร เป็นแฟชั่นอะไรมันไม่ใช่ มันเป็นเรื่องจริง สืบสานมาตั้งแต่ปางก่อนๆจริง เมื่อมาเป็นเช่นนี้ มันก็เป็นตัวอย่างให้แก่โลกสังคมยุคนี้ ว่ามนุษย์เราเนี่ย ที่เป็นคนเหมือนกันทุกๆคนในโลกนี้ คนเหมือนกัน มันสามารถมีพฤติกรรมอย่างนี้ได้ พฤติกรรมที่ว่านี้คือ ได้ลดกิเลส มีทฤษฎีของพระพุทธเจ้า ให้เอามาประพฤติปฏิบัติแล้วลดกิเลสกันได้จริงๆ เมื่อคนไม่มีกิเลสจริงๆ คนที่ไม่มีกิเลสด้วยกัน ตรงกัน จึงมารวมกัน เกิดเป็นสังคมชาวอโศก สังคมชาวอโศกจึงมีพฤติกรรมจริง จากจริงๆที่มันลดกิเลสได้จริง หรือหมดกิเลสได้จริง จึงเกิดพฤติกรรมที่เรียกว่าโลกุตระ หรือเป็นอาริยบุคคล เป็นอาริยธรรม เป็นอาริยะสังคม หรือเป็นสังคมคนเจริญ แบบของพระพุทธเจ้าที่แท้จริง เพราะฉะนั้นพฤติกรรมที่เกิดของชาวอโศกนี้จะเป็นอย่างไร คนที่มีปัญญาก็ศึกษาเอา อ่านเอา ทำความเข้าใจเอา เช่น เป็นสังคมคนที่ไม่ไปแย่งชิงความรวย เป็นสังคมคนที่มามีน้อย มาเป็นคนจนๆ แต่เป็นคนจนที่อุดมสมบูรณ์ เป็นคนจนที่มีกินมีใช้ เป็นคนจนที่ไม่ขาดแคลน เป็นคนจนที่ไม่แย่งชิงใคร ยิ่งกว่านั้น เป็นคนจนที่มีเหลือเฟือที่จะสะพัดออก แบ่งแจกออกให้แก่ผู้อื่นได้อีก แต่ก็เป็นคนจน ความจนหรือคนจนหมายความว่า คนไม่สะสม คนไม่กักเก็บเป็นของตน แต่เชื่อมั่นในสมรรถนะกับความขยัน ในตัวคนมีความขยัน มีสมรรถนะ สร้างได้ทุกเวลา ทำได้ทุกเวลา สร้างผลผลิต ทำงาน จึงเกิดสิ่งนั้นขึ้นมาตลอดเวลา ไม่ขาดแคลน หมดเมื่อไหร่ก็สร้างขึ้นมาด้วยตนเอง แล้วจะมี เราต้องการสร้างอะไร จะทำอะไรขึ้นมา อาศัยกินอาศัยใช้ เราก็สร้าง มันจึงเป็นความไม่อดอยาก ไม่ขาดแคลน เป็นคนไม่สะสมแปลว่าจน แต่เป็นคนไม่ขาดแคลน อุดมสมบูรณ์ เพราะมีสมรรถนะและความขยันอยู่ทุกเมื่อ จึงไม่ขาดแคลนทุกเมื่อ จึงเหมือนรวยอยู่ทุกเมื่อ แต่ไม่ได้กักตุนไว้ จึงไม่เห็นความรวยเป็นรูปธรรม มีมากเท่าไหร่ก็สะพัดออก ก็เลยไม่มีมาก ก็เลยเหมือนคนจน แต่ที่จริงมีตลอดเวลา ไหลตลอดออกมาได้เลย เหมือนพระอาทิตย์มีแสงตลอดเวลาเลย นักข่าว : ให้พูดกับคนที่เขามีความกังวลกับโรค covid 19 พ่อครู : ความกังวลของคนมันก็เกิดจากการรักตัวกลัวตาย มันรักตัวกลัวจะขาดแคลน ที่นี้โรค covid ที่มันมาเนี่ย มันไปบังคับไม่ได้ ไปห้ามก็ไม่ได้ มันต้องมาแล้วมันก็มาแล้ว เพราะฉะนั้นเราก็สามารถที่จะจัดการกัน คนที่จะจัดการป้องกัน ทำอย่างไรไม่ให้ covid มาทำร้ายทำลายเรา ไม่ทำให้เราต้องสะดุด หยุด ลำบากลำบนอะไรก็จัดการกันอยู่ เพราะฉะนั้นคนที่เข้าใจแล้วเนี่ย ก็ไม่ต้องกังวล ไม่ต้องไปคิดอย่างนู้นอย่างนี้อะไรเนี่ย เราก็พยายาม 1.หาทางป้องกันตัว ซึ่งเราก็รู้ๆกันอยู่แล้ววิธีป้องกัน ป้องกันให้ดี เมื่อเราสามารถป้องกันให้ดี ถ้าเมื่อมันมีโรคแล้ว เราก็รักษาโรคนั้นให้หายขาด เมื่อหายขาดแล้วกลายเป็นสังคมที่ไม่มี covid เราก็มีหน้าที่ที่จะป้องกันไม่ให้ covid เข้ามา เข้ามารุกรานหรือเข้ามาติดอยู่ในสังคมเราอีกต่อไปได้ มันก็เป็นการทำที่มันมีมาแล้ว เราห้ามมันไม่ได้ covid เราก็ต้องป้องกันไม่ให้มันเข้ามา รักษาความสะอาดให้ได้ covid มันเป็นธรรมชาติ ที่มันเป็นเรื่องคิดไม่ได้ ใครไปห้ามก็ไม่ได้ ใครจะไปบันดาลให้มามีก็ไม่ได้ มันเป็นเรื่องของจักรวาล มันเป็นเรื่องของโลก มันเป็นเรื่องของความหมุนเวียน ของสิ่งที่เคลื่อนที่อยู่ในมหาจักรวาลนี้ เมื่อมาถึงตรงนี้ อันนี้เราเรียกว่าสิ่งที่เป็นเหตุปัจจัย เป็นเชื้อชนิดนึง แล้วมันก็ไม่ดีกับมนุษย์ชาติ มันเป็นพิษเป็นภัยกับมนุษย์ชาติ ซึ่งมันก็ต้องเกิด ถ้าพูดเหมือนนักโหราศาสตร์ หรือว่าหมอดูเขาก็จะบอกว่า มันมีดวงดาว มันมีการโคจร ของอันนั้นอันนี้มาถึงตรงนี้ อันนี้จะต้องเกิดอันนี้ มันเป็นเรื่องของธรรมชาติที่มันจะต้องมี เพราะฉะนั้นเราไม่ต้องไปคิดถึงมัน ไม่ต้องไปกลัวมัน แต่เราจะต้องมีวิธี วิธีที่จะทำก็คือ เมื่อมันมีมาเราก็ต้องป้องกัน ถ้ามันเข้ามาถึงเราแล้วเราไม่รู้ตัว เราก็รีบรักษา ที่จริงโรค covid นี้มันเป็นโรคที่ไม่ร้ายแรงเท่าไหร่หรอก รักษาได้ และรักษาได้ง่ายกว่า หลายๆโรคที่มันระบาด หลายๆอย่าง มันแรงกว่านี้ร้ายกว่านี้นะ แต่นี่มันอาจจะเร็วไม่เห็นตัว มันอาจจะไม่รู้ตัวเท่านั้นเอง มันมีความเก่งตรงนั้น แต่รักษาได้ จึงไม่ต้องกลัว มันมีมาก็รักษาได้แล้วก็ป้องกันซะ อย่าให้เข้ามาอีก วิธีการมีเท่านี้ ป้องกันให้แข็งแรง อย่าให้เข้ามาได้ เรามีวิธีเรามีความรู้กันอยู่ อย่าประมาท อย่าอวดดีเหมือนชาวอเมริกา ชาวอเมริกันที่ประมาทไม่ดี อย่าไปประมาทเท่านั้นเอง ป้องกันได้ เมื่อป้องกันได้แล้วเราก็มีชีวิตอยู่ โดยที่เมื่อป้องกันมันก็เข้ามาไม่ได้ เราก็มีชีวิตอยู่ของเรา เหมือนปกติ รักษาตัวมีชีวิต ทำมาหากินอยู่ปกติ สรุป 1.ถ้าเรามีก็รักษาเราให้ดี 2.ป้องกันให้ดีอย่าให้เข้ามาเพิ่ม เมื่อมันไม่มาเพิ่ม ของเราก็ไม่มีข้างใน มีก็รักษาให้ดีหมดแล้ว ไม่มีแล้ว ถือว่าในประเทศของเรา สังคมของเราไม่มีโรค covid แล้วก็ป้องกันไม่ให้เข้ามาได้ แข็งแรง เราก็มีชีวิตอยู่เป็นปกติดีๆ แล้วอย่าวิ่งออกไปเอาโรคเข้ามาก็แล้วกันต่อไป ก็จบ อยู่ตรงนี้เอง นี่คือสิ่งที่จะต้องจัดการ มันเกิดไปห้ามมันไม่ได้หรอก ทุกประเทศมันเจอ ประเทศไหนมันยังไม่เข้าไปก็ดี ตอนนี้มันกำลังบุกอินเดียแล้ว ตอนนี้อินเดียมันไปถึงแล้ว หนักแล้ว ก็ต้องทำวิธีนี้เหมือนกัน วิธีที่อาตมาพูดไปแล้ว 1.มันมีก็รักษา 2. ป้องกันอย่าให้เข้ามา 3.ป้องกันให้แข็งแรง แล้วก็รักษาไม่ให้มีในนี้ เมื่อไม่มีในนี้ ก็มีชีวิตปกติอยู่ต่อไป เท่านั้นเอง covid มันรักษาได้ นักข่าว : มีคำสอนของพระพุทธเจ้าที่อยากให้แก่คนเกาหลีบ้าง ที่เป็นหลักสำคัญ พ่อครู : คำสอนของพระพุทธเจ้านั้นเป็นโลกุตรธรรม จะเป็นคนเกาหลีหรือเป็นคนชาติไหนๆ ทุกๆชาติ ก็จะต้องศึกษา คำสอนของพระพุทธเจ้านั่นเป็นโลกุตระ ซึ่งเป็นความตรัสรู้เฉพาะ ที่เป็นความรู้ที่ชาวโลกีย์ หรือชาวโลก รู้เองไม่ได้หรอก มีพระพุทธเจ้าได้รับความรู้นี้มา เป็นของท่าน แล้วเอามาประกาศให้แก่มนุษย์โลก ทีนี้มนุษย์โลกไม่ว่าจะเป็นชาติไหนก็ตาม ถ้าได้โลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้าไป ก็จะอยู่เย็นเป็นสุข ก็จะอยู่ดี ที่นี้โลกุตรธรรมที่ว่าจะอยู่ดี เป็นธรรมะอย่างไร เป็นธรรมะที่แทงเข้าไปถึงความจริง ของต้นเหตุของความเป็นมนุษย์ ต้นเหตุของความเป็นมนุษย์เนี่ยคือมีกิเลส กิเลสตัวนี้แหละ มันทำให้การแย่งชิง การขี้โลภ การอยากร่ำอยากรวย อยากเบ่งขมที่สำคัญที่สุดก็คือความรู้ที่มันไม่รู้จักความสุขความทุกข์ พระพุทธเจ้าตรัสรู้โลกุตรธรรมนี้คือ ธรรมะที่ไม่โง่ที่จะไปหลงว่าจิตวิญญาณต้องมีสุขมีทุกข์ อันนี้เป็นโลกุตรธรรม ทุกข์กับสุขนั้นมันเป็นมายา มันเป็นผีหลอก มันเป็นความไม่จริง มันเป็นซาตาน เป็นมาร เมื่อรู้เหตุที่จิดเราโง่ เราไปหลงอันนั้นแล้ว หลงอะไร หลงสุขหลงทุกข์นี้เอง ซึ่งเป็นเรื่องโลกุตระที่จะเข้าใจกันยาก เพราะคนในโลกนี้ เทวนิยมทั้งหมดนั้น เป็นสุขนิยม เป็นมนุษย์ชาติที่หลงว่าความสุขมีนิรันดร์ เพราะงั้นพระเจ้าเป็นเจ้าแห่งความสุข ถ้าใครอยากได้ความสุข ต้องไปอยู่กับพระเจ้า หรือว่าต้องเชื่อพระเจ้า แล้วจะได้สุขอย่างพระเจ้า แต่ศาสนาพุทธนั้น สุขไม่มี ทุกข์ไม่มี ดับความสุขดับความทุกข์หมด สบายที่สุดยิ่งกว่ามีพระเจ้า ยิ่งกว่ามีความสุขความทุกข์ นี่เป็นสุดยอด แล้วก็จะมีความรู้ความจริงในโลก ว่าความจริงในโลกมันมีอะไรผสมกันอยู่ เรียกว่าสังขารปรุงแต่งกันอยู่ แล้วก็อยู่กับสิ่งนั้นตามความเป็นจริง ชีวิตก็อยู่กับความจริงไม่มีสิ่งที่เป็น 2 สิ่งที่เข้ามาหลอก ไม่มีมาร ไม่มีพระเจ้า แต่มีความจริงสิ่งเดียว ไม่มีสภาพ 2 ไม่มีความดีความชั่ว ไม่มีความสุขความทุกข์ เป็นต้น แต่รู้ว่าอะไรดีอะไรชั่ว แล้วไม่ทำชั่วเลยทำแต่ดียิ่งความสุขความทุกข์นั้นเป็นสภาพ 2 ที่รู้เลยว่ามันเป็นเรื่องหลอก มันไม่มีหรอกความสุขความทุกข์ จิดมันโง่ เมื่อความสุขความทุกข์ไม่เกิดในจิต มีปัญญาพอที่จะไม่มีความสุขความทุกข์ได้ จิตก็อยู่กับความดีอย่างเดียว แล้วมนุษย์จบอยู่ที่ความดี หมดสุขหมดทุกข์ นี่คืออรหันต์ จบแล้วศาสนาพุทธ ชาวเกาหลีอยากจะศึกษาก็พยายามศึกษาสั้นๆนี้ไปขยายความจากคำสอนของพระพุทธเจ้าดู นักข่าว : รู้สึกมีความยินดีที่พ่อท่านสละเวลาให้สำหรับวันนี้ พ่อครู : ไม่เป็นไรมิได้ นักข่าว : กราบขอบพระคุณ พ่อครู : สาธุ

ล่ามแปลภาษาโดย คุณปรารถนา ถอดข้อความโดย คุณอุทัย

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน