630706 เรื่องสันติภาพโลก.docx
เนื้อหาในไฟล์
630706 เรื่องสันติภาพโลก
มันมีคำที่โลก ได้ยินได้ฟัง แล้วก็โหยหาต้องการให้เกิดในมนุษย์ชาติ ในสังคมมนุษย์ชาติทั้งโลก ก็คือ ความเป็นอิสระเสรีภาพ ความเป็นภราดรภาพความเป็นสันติภาพ ความเป็นสมรรถภาพและบูรณภาพ เป็นต้น จริงๆแล้ว ต่างๆนานาคำพูดที่ หรือว่าความต้องการของสูงสุด ความต้องการสูงสุด สุดยอดของความเป็นจริง ในมนุษย์ชาติเนี่ย มันก็มีอย่างที่ว่านี่แหละ ต้องการอิสระเสรีภาพ ต้องการภาราดรภาพ ต้องการสันติภาพ ต้องการสมรรถภาพ ต้องการบูรณภาพ อะไรอย่างนี้ แถมให้อีก ต้องการสุนทรียภาพ ต้องการสูญญภาพ แม้แต่ที่สุดสูญญภาพนี้เป็นต้น เป็นผู้ที่ชักเท่ๆหน่อย พูดให้แก่ๆ โอ้โหเราต้องการสูญญภาพ สูญญ ภาพนี้แหละยอดเยี่ยม สูญญภาพยอดเยี่ยมอะไรอย่างนี้ เพราะฉะนั้นความเป็นจริงแล้ว พระพุทธเจ้าท่าน ตรัสรู้สมบูรณ์แบบแล้ว แต่เข้าใจกันไม่ได้เข้าใจกันคนละแควคนละอย่าง ไปคนละเรื่องเลย ที่นี้สำหรับอาตมาก็เข้าใจเป็นเรื่องของอาตมาที่เข้าใจ ความเข้าใจของอาตมาก็คืออย่างนี้ ความเข้าใจของอาตมาก็คือว่า คุณจะพูดอะไรไปไกลเท่าไหร่ก็ชั่ง แต่อาตมาหันเข้ามาหาจิตเจตสิก ที่เป็นคำพูดคำสรัสของพระพุทธเจ้าเองนี่แหละ จิตเจตสิกรูปนิพพาน ที่เราเรียกว่าอภิธรรม เราต้องมาอ่านจิต อาการของจิต อาการของเจตสิกในใจในจิตของคนของเราเองให้ได้ อ่านใจอ่านเจตสิกที่พระพุุทธเจ้าท่านสอนไว้นะมันยาก เพราะว่าคำสอนของพระพุทธเจ้า หรือว่าธรรมะของพระพุทธเจ้าเนี่ย ที่เรียกว่าธรรมะของพระพุทธเจ้านี่ มันลึกซึ้งคัมภีรา มันเห็นตามได้ยาก ทุทสา มันรู้ได้ยาก ทุรนุโพธา แล้วมันก็สงบชนิดที่วิเศษที่สุดเรียกว่าสันตา ปราณีตสุขุมละเอียดลออ รู้ไม่ได้ด้วยตรรกะ ตรรกกาวจรา มันละเอียดสุขุมในละเอียดขั้นนิพพาน เรียกว่านิปปุนนา บัณฑิตจริงๆ บัณฑิตตเวทนียา จึงจะรู้ แล้วคำว่าบัณฑิตจร
อ่านต่อ
ิงๆ คือต้องเรียนรู้ธรรมะของพระพุทธเจ้าสัมมาทิฏฐิ อย่างถูกต้องและปฏิบัติอย่างถูกต้อง โดยเฉพาะเริ่มตั้งแต่ตีความ ให้ความหมายของคำสอนของพระพุทธเจ้าเนี่ย พยัญชนะของพระพุทธเจ้าเนี่ย ให้มาถูกต้องตามนามธรรม ตามจิตเจตสิกรูปนิพพานต่างๆ จิตเจตสิกต่างๆ เช่น เวทนาในเวทนา จิตในจิต ต่างๆ เวทนาในอาการต่างๆที่เกิดในกระบวนการ 108 นี้เป็นต้น หรือจิต จิตในจิต ที่เป็นเจโตปริยญาณ 16 อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งต้องเข้าใจในสภาวะอย่างแท้จริงเลย สภาวะที่เป็นอาการลิงคอุทศ ที่พระพุทธเจ้าสอนไว้หมดแล้ว อาการของจิตมันเป็นอาการอย่างไร มันเป็นอาการ มันเป็นกิริยาอาการ ของจิต มันเป็นนามธรรม เป็นนามธรรมจริงๆ แล้วก็ต้องอ่านอย่างชัดเจนเลยว่ามีความแตกต่าง ลิงคะ นี่คือความแตกต่าง แตกต่างกันอย่างไร แตกต่างกันอย่างเทียบไปทีละคู่ทีละคู่ ทีละคู่ทีละคู่เรียกว่า เป็นเทวะ คำว่าเทวะแปลว่า 2 เถียงกันไป นี่เป็นแค่ความรู้ของพระพุทธเจ้า มันเลือนหายไปหมดแล้ว พี่อาตมาพยายามนำความถูกต้อง แม้แต่ความถูกต้องที่เป็นพยัญชนะ มันก็เพี้ยนผิดไปหมด เพี้ยนผิดไปตั้งแต่คำว่ากาย ซึ่งเป็นสังโยชน์ข้อที่ 1 สักกายะ กายะของตน สัจจะแปลว่าของตน กายะของตน มันผิดเพี้ยนไปตั้งแต่คำนี้ไปเลย อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นถ้าเข้าใจคำว่าการคำเดียว อันนี้ก็ผิดแล้ว เหมือนติดกระดุมเสื้อเม็ดแรกผิด เม็ดอื่นๆผิดหมดเลยไปทั้งขบวนเลย นั่นแหละ เพราะฉะนั้นคำว่ากายคำเดียวนี่แหละ ฟังเข้าใจให้ถูกต้องได้ก่อนอื่นเลย จึงเป็นเรื่องลึกซึ้งมาก หรือคำว่าบุญ คำว่าบุญหรือปุญญะ ของพยัญชนะบาลี เดี๋ยวนี้เลี้ยงผิดเป็นกุศลหมดเลย อยู่อย่างนี้เป็นต้น แม้แต่คำว่าฌาน คำว่าสมาธิ ก็ผิดเพี้ยนไปหมด เพราะฉะนั้นกลับคืนมาความถูกต้อง กลับคืนมาหมด ถ้าเราเข้าใจถูกแล้ว เรียกว่าสำนวนตอนต้นเรียกว่าสัมมาทิฏฐิ เมื่อเกิดสัมมาทิฏฐิแล้ว เรียนรู้ปฏิบัติตามพระพุทธเจ้าถึงจะเกิดจิตเจตสิก และเป็นจิตเจตสิกจะเริ่มเกิดการรู้แบบใหม่เรียกว่า โลกุตระ ที่ภาษาบาลีเรียกความฉลาดแบบใหม่หรือความรู้แบบใหม่นี้ว่า ปัญญา ซึ่งปัญญาไม่ใช่เฉโก เฉโก เป็นภาษาบาลีที่แปลว่าความรู้ความฉลาดเฉียบแหลม แต่เขาใช้โลกีย์เขาใช้คำนี้ แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช้คำนี้จนเลื่อนจนเพี้ยน จนทิ้งไปเลย ทิ้งเฉโก เฉกะไปเลย แล้วมาใช้แต่ปัญญา แล้วจะเอาคำว่าปัญญาถึงความฉลาดไปใช้แทนเฉโก ไปใช้แทนโลกีย์ มันก็เลยสลับซับสนไปหมดเลย อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นสรุปแล้วก็คือ ต้องมาเรียนรู้ใหม่ จากสิ่งที่เราได้รู้เดิมอยู่แล้วนั่นอ่ะ มันพาให้เกิดสันติภาพไม่ได้ มันพาให้เกิดภราดรภาพไม่ได้ ภราดรภาพก็หลอกๆกันอยู่ ไม่สนิทใจ แม้แต่เรื่องของ โดยเฉพาะ เรื่องสันติภาพนี่แหละ อิสระเสรีภาพก็ผิด สันติภาพก็ผิด มันไม่ได้ตรงตามสัจธรรมที่แท้จริง พูดไปแล้วก็ยากที่จะขยายความเฉยๆ ขออภัยที่ต้องยกตัวอย่างชาวอโศกเรา ชาวอโศกได้ปฏิบัติตามที่อาตมาเข้าใจพยัญชนะต่างๆ เหล่านี้ว่าสภาวะ ของแต่ละพยัญชนะ กายเป็นต้น คำแรกคำว่ากาย ที่ถูกต้องคืออะไร คำว่าฌานคำว่าสมาธิ คำว่าปัญญา คำว่าบุญอย่างไร อย่างนี้เป็นต้น อาตมาต้องมาขยายความใหม่หมด แล้วก็มาอธิบาย ขยายอ้างอิงต่างๆนานาสารพัด ที่เขาเชื่ออาตมายากมาก อาตมาจะต้องค้นหาหลักฐานต่างๆในพระไตรปิฎก หรือหลักฐานที่มันมีอยู่ในจารีตประเพณี มีวัฒนธรรมองค์ประกอบ ที่จะสามารถเอามายืนยัน อ้างอิงได้ก็พยายามทั้งหมด จนกระทั่งพวกเราเนี่ย ไม่ต้องไป พอมีบารมี ก็เลยสามารถมารับรู้อาตมาได้ แล้วก็มาปฏิบัติ จึงได้มรรคได้ผลรวมตัวเป็นชาวอโศก เข้ามาเป็นหมู่กลุ่มชาวอโศก มีพฤติกรรมมีความเป็นอยู่ มีชีวิตที่ยินดีที่จะมาเป็นโดยความเข้าใจของตัวเอง ของแต่ละคนมีอิสระเสรีภาพ แล้วก็เต็มใจที่จะมาเป็นเช่นนี้ เช่น มาอยู่กันอย่างคนจน มาอยู่กันอย่างไม่ไปแย่งชิงใคร อยู่กันอย่างเป็นผู้ขาดทุนให้แก่เขาไม่ต้องเอาเปรียบไม่ต้องไปเอากำไรจากเขา เสียสละให้เขา อะไรอย่างนี้เป็นต้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ยืนยันได้พิสูจน์ได้ อาตมาก็ได้แต่พูดความจริง จากที่ได้ทำมาเอง แล้วก็มีคนปฏิบัติได้ประพฤติได้เอง แล้วก็นำมายืนยัน คนที่เพ่งโทษก็มองว่าอาตมาอวดอ้าง บางทีเขาก็ไม่เชื่อนัก ก็หาว่าสร้างภาพ อย่างนี้เป็นต้น ก็ไม่เป็นไร อาตมาก็ยินดีให้พิสูจน์ ให้ตรวจสอบทั้งนั้นทั้งนั้นทั้งนั้น สรุปแล้ว อาตมามีความจริงใจ แล้วก็มีความรู้ตามที่อาตมานี่แหละ เอามาบอก เอามาอธิบาย เอามาขยายให้ผู้อื่นได้รับรู้ตาม ใครจะเชื่อใครจะเข้าใจ ใครจะเอาตาม ก็เป็นสิทธิเสรีภาพ แล้วเขาก็เอาไปปฏิบัติได้ แล้วมันมีมาเองอย่างที่ชาวอโศกเกิดได้เป็นได้ จะอิสระเสรีภาพของแต่ละคนที่มาเป็นชาวอโศก แล้วเขาก็ได้อะไรๆไป ก็ตามสัจธรรมที่อาตมาอธิบาย และมีความเข้าใจของอาตมาเอง จนกระทั่งคนอื่นเข้าใจตาม เอาไปปฏิบัติตาม จนกระทั่งได้เกิดสภาพความเป็นจริง มารวมตัวกันเป็นมวลหมู่ของชาวอโศก ทุกวันนี้อาตมาก็ขอสรุปลงที่ว่าเชิญมาพิสูจน์ชาวอโศก ที่เป็นอยู่เท่าที่มี เท่าที่คุณจะสามารถพิสูจน์ได้ อาตมามีความจริงหมดเนื้อหมดตัวเท่านี้ มีคำถามไปอีกว่า แล้วอโศกจะขยายความจริงนี้ จะเผยแพร่ความจริงนี้ในวงกว้างยังไง อาตมาขอตอบอย่างกำปั้นทุบดินคือ อาตมาก็จะแผ่ไปได้ขยายไปได้อย่างที่อาตมากำลังทำ อาตมาก็ขอตอบอย่างกำปั้นทุบดินอย่างนั้น แล้วถามต่อว่าทำยังไง ก็ติดตามหลักฐานต่างๆ ที่อาตมามี ทั้งที่บรรยาย ทั้งที่บันทึกไว้ในที่ต่างๆ ในหนังสือ ในวีดีโอ ในอะไรก็แล้วแต่ เครื่องบันทึก เครื่องเก็บ ทั้งหลายแหล่นั่นแหละ ที่บันทึกไว้หมด ย้อนทวนดูทั้งหมดนั้นได้ อาตมาไม่สามารถที่จะเอาสิ่งเหล่านี้มาพูดให้ฟังสั้นๆ รัดๆเร็วๆเดี๋ยวนี้ได้ อาตมามีคนแนะให้อาตมาตอบประเด็นด้วยว่า อาตมาเป็นคนที่ไม่ได้เน้นปริมาณ อาตมาเน้นคุณภาพ อาตมาเน้นเนื้อหา ไม่เน้นปริมาณ แล้วมันก็ได้จำนวนไม่มากนัก แต่อาตมาภาคภูมิใจที่แม้นจะได้ไม่มากนักขนาดนี้เนี่ย ภาคภูมิใจ จนกระทั่งอาตมามั่นใจว่าอาตมาภาคภูมิใจที่อาตมาได้เกิดมา ทำงานนี้มา 50 ปีแล้วได้เท่านี้ อาตมาก็ภาคภูมิใจที่สุดแล้ว
ถอดข้อความโดย อุทัย