สภาวะมีแต่ในพุทธที่เป็นโลกุตระเท่านั้น เทวนิยมไม่รู้สภาวะจิต.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์8.51 KB
วันที่แก้ไข19 สิงหาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

สภาวะมีแต่ในพุทธที่เป็นโลกุตระเท่านั้น เทวนิยมไม่รู้สภาวะจิต _Aik Lim สายพิน กทม. · กราบนมัสการและกราบขอบพระคุณท่านสมณะเจ้าค่ะ โยมได้ฟังความหมายของคำว่าสภาวะ(คือ อารมณ์อาการต่างไปของจิตใจ)ดังนั้น สภาวะจึงคือเวทนา ใช่ไหมเจ้าคะ หรือสภาวะเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเวทนาเจ้าคะ น้อมกราบนมัสการและกราบขอบพระคุณเจ้าค่ะ พ่อครูว่า... คำว่าสภาวะแปลว่าสิ่งที่ปรากฏขึ้น เพราะฉะนั้นเมื่อมันปรากฏทางนามธรรม โดยเฉพาะจิตเจตสิกของเรา เราอ่านอาการของจิตเจตสิกได้ อาการของจิตเจตสิกก็เป็นสภาวธรรม ที่เราสัมผัสได้ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส(โผฏฐัพพะ) ก็เป็นสภาวะ ดิน น้ำ ไฟ ลม ก็เป็นสภาวะ เป็นสิ่งปรากฏที่เราสัมผัสได้ พระเจ้าไม่ใช่สภาวธรรม เพราะพระเจ้าไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏให้ใครสัมผัสได้เลย เป็นสิ่งลึกลับ เพราะฉะนั้นธรรมะของเทวนิยมไม่มีสภาวธรรม มีแต่ความคิด เป็นห้วงความคิดจินตนาการ ไม่มีสภาวธรรมที่สัมผัสได้ด้วย ตา หู จมูก ลิ้น กาย เพราะฉะนั้นสภาวะที่ปรากฏ แม้จะเป็นนามธรรมอยู่ในแต่ละบุคคล คนนั้นต้องมี จิตเจตสิก คนที่ตายไปแล้วตัวเขาเอง มีสภาวะธรรมของคนอื่นที่ยังไม่ตายรู้ว่าอันนี้เป็นซากศพซากตาย ตัวเองหมดสภาวะ หมดการทรงไว้ซึ่งธรรม หมดการรู้ คนที่ตาย แต่เป็นสภาวะให้คนอื่นถูกรู้ เป็นตัวที่ถูกรู้เป็นรูปเป็นศพ เพราะฉะนั้นสภาวธรรมจึงประกอบไปด้วย 2 อย่าง พูดกันกับใครต่อใครก็แล้วแต่ คนที่พูดกันรู้เรื่องว่ามีสภาวะธรรม ก็ต้องมีสภาวะ 2 คือสิ่งที่ถูกรู้กับผู้รู้ ถ้าสิ่งที่ถูกรู้ แม้จะเป็นนามธรรมที่แต่ละคนพูดกันสองคน ก็พยายามตามรู้กันไป อย่างประมาณเท่านั้นเอง ส่วนเรารู้ของเรา เราก็มีการกำหนดรู้ สิ่งที่เป็นสภาวะที่เรากำหนดขึ้นในจิต มันอยู่ในห้วงจิตของเรา มีจริงหรือไม่จริง ได้ อย่างพระเจ้านี่ มีจริงหรือไม่มีจร

อ่านต่อ

ิงก็ได้ แต่ส่วนมากของเทวนิยมนั้นเขาไม่มีจริงหรอกพระเจ้า พระเจ้าของเขาจริงๆนั่นคือความรู้ของศาสดา ศาสดาของศาสนาไหน เขาก็คือพระเจ้านั่นแหละ แต่เขาไม่รู้จักจิตเจตสิก เขาไม่รู้จักสภาวธรรม ศาสดาสายพระเจ้า ศาสนาเทวนิยม ทุกองค์เขาไม่รู้จักสภาวธรรม จิตเจตสิกรูปต่างๆ นิพพานนั้นยิ่งไม่ต้องพูดเลย เขาไม่รู้จัก เพราะฉะนั้นเขาจึงมีแต่ความรู้หนึ่งเดียว ครึ่งเดียว ความรู้มันไม่เต็มความรู้ มันไม่มีรูปกับนาม มันไม่มีกายกับจิต พระเจ้าไม่มีกาย แม้แต่รูปนั้นไม่ต้องพูดเลย รูปของพระเจ้าที่จะถูกรู้นั้นไม่มี ไม่ต้องพูดเลย เป็นรูปที่จะต้องสัมผัสด้วยตา แม้แต่สัมผัสด้วยตาแล้วก็เป็นนามธรรม กายก็คือนามธรรม ที่ประกอบไปด้วยรูปข้างนอกที่เราสัมผัสด้วย กายคือนาม แต่ทุกวันนี้ศาสนาพุทธเข้าใจกายเป็นรูปธรรมอย่างเดียว (ต้องอย่างเดียวด้วยนะ ไม่มีนามร่วม) เข้าใจผิด กายเป็นรูปธรรมอย่างเดียว ผิดโมฆะเลย นี่คือมิจฉาทิฏฐิข้อแรกของ สักกายทิฏฐิ ต้องทำความเข้าใจในเรื่องของ กาย ให้ได้ ให้ถูก เมื่อเข้าใจคำว่ากายให้ได้แล้วต้องรู้จัก สักกายะของตนด้วย จึงจะเป็นผู้สัมมาทิฏฐิในเรื่องของ สักกายะ นี่ก็ยากแล้ว เดี๋ยวนี้เสื่อมกันไม่ค่อยเข้าใจแล้ว ทำไม่เป็น จึงหาพระอรหันต์ไม่ได้ เพราะฉะนั้นพวกเรานี้อาตมานำโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้าอย่างสัมมาทิฏฐิมา ประกาศจึงเกิดอารยะบุคคลจึงเกิด โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ ในชาวอโศก ขออภัยที่ต้องพูดความจริงว่า ในเถรสมาคมหรือในชาวที่นั่งหลับตาไม่มีหรอก อรหันต์ มีแต่หลงผิดมีแต่อรหันต์เก๊ ขออภัยที่พูดความจริงก็ต้องขออภัยทุกที เกรงใจจริงๆนะ แต่มันจำเป็นมันจะต้องพูด มันต้องบอกความจริงกัน เกรงใจจริงๆ อาตมาไม่อยากพูดเหมือนลบหลู่เขา เหมือนไปข่มเบ่ง แต่มันเลี่ยงไม่ได้ ความจริงมันเป็นจริงอย่างนั้น อาตมาก็ไม่รู้จะทำยังไง อาตมาพูดไปพวกคุณก็คงเห็นใจ จะพูดอย่างนี้ต้องขออภัยทุกทีเกรงใจ มันเป็นเรื่องจริงไม่รู้จะทำยังไง มันเลี่ยงไม่ออก 660818 ตอบปัญหาผ่าอวิชชาหลับตาโง่ๆ พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน