สื่อธรรมะพ่อครู(บุญ) ตอน อภิสังขาร 3 ล้างเทวะ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข27 กุมภาพันธ์ 2562

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(บุญ) ตอน อภิสังขาร 3 ล้างเทวะ กลับมาสู่เทวะ กลับมาสู่เทวครองโลก เทวปุตตมาร แล้วก็มาเป็นกามเทพ กามเทพ ก็เลวร้ายน้อยกว่าเทวปุตตมาร สูงขึ้นไปอีกพ้นจาก เทวปุตตมาร มาในขั้นพ้นกามภพ เป็นผู้ที่สูงขึ้นมาทำการอภิสังขาร อภิสังขารแปลว่า ช่างสร้างนามธรรม โลกุตรธรรม ถ้ายังเป็ฯอภิสังขารมารก็ตีกลับทำร้ายแรงได้เร็วขึ้น ถ้าอภิสังขารเทพก็สูงขึ้นเจริญขึ้นกลับกัน อภิแปลว่ายิ่งใหญ่ สังขารยิ่งใหญ่เป็นมารก็ยกกำลังเป็นมา อภิสังขารเทพก็ยกกำลังเป็นเทพ อภิสังขารมี 3 อย่าง ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร สามสังขารนี้ ปุญญะก็คือ การกำจัดกิเลส เมื่อกำจัดได้แล้ว บุญก็ไม่ต้องใช้ เป็นเอกังสะ เป็นพลังงาน one way ใช้งานแล้วก็เลิก เหมือนระเบิดปรมาณู ระเบิดไปแล้วก็ตูม จะเอามาทำเป็นระเบิดครั้งที่ 2 ไม่ได้ เป็นวันเวย์ตรงทางเดียวเลย บุญนี่มันไม่มีสะสม บุญสะสมไม่ได้ เพราะฉะนั้น อปุญญาภิสังขาร ก็ไม่มีแล้วนะ แต่ก็ทำงานอภิสังขารอยู่สร้างสรรค์อยู่ก็ยิ่งเจริญ เจริญสูงขึ้นเรื่อยๆแล้วก็สั่งสมเป็น อเนญชา เป็นฐานที่ตั้งที่มั่น เป็นสมาธิยิ่งขึ้นๆๆๆ ถ้าจะเรียกอภิสังขาร 3 คุณจะได้สมาธิ ต่อเมื่อคุณได้ขั้นอเนญชา ขั้นปุญญา อปุญญาก็ไม่ถือว่าเป็นสมาธิแท้ ต้องทำการตกผลึก เป็นความตั้งมั่นของจิตที่เป็นฐาน อเนญชา อย่างนี้เป็นต้น สูงสุดก็เรียกว่า สมาหิตัง สมาหิตะ สู่แดนธรรมเอา พระไตรฯล.9 ข้อ 131 มาพ่อครูว่าเอาไว้ก่อน กลับมาหา กามเทพ สูงไปกว่ากามเทพแล้วก็ไปสู่ขั้นบริสุทธิ์ จะเรียกว่าเป็นพรหมก็อธิบายไปเมื่อกี้นิดหน่อย ชั้นที่ 1 ปาริสัชชาพรหม เป็นขั้นต้นของผู้ที่จะทำความละเอียดบริสุทธิ์เลย ชั้นที่ 2 ปุโรหิตาพรหม ชั้นที่ 3 มหาพรหม

ต่อมาอีก 3 ชั้นที่ 4 ปริตตาภาภูมิ มีแสงเจริญขึ้น ชั้

อ่านต่อ

นที่ 5 อัปปมาณาภาภูมิ ชั้นที่ 6 อาภัสราภูมิ เป็นหัวหน้าของทางด้านสว่าง สายขาว

หมวด 3 ขั้นที่ 7 ปริตตาสุภา สุภาคือสูงกว่า ขั้นที่ 8 อัปปมาณาสุภา ขั้นที่ 9 สุภกิณหาภูมิ ส

ชั้นที่ 10 เวหัปผลาภูมิ ชั้นที่ 11 อสัญญีสัตตาภูมิ สุทธาวาสอีก 5 ชั้นที่ 12 อวิหาสุทธาวาสภูมิ ชั้นที่ 13 อตัปปาสุทธาวาสภูมิ ชั้นที่ 14 สุทัสสาสุทธาวาสภูมิ ชั้นที่ 15 สุทัสสีสุทธาวาสภูมิ ชั้นที่ 16 อกนิฏฐสุทธาวาสภูมิ เป็นพรหม 16 ชั้น ถ้าจะไปอีกก็เป็นอรูปภูมิ อรูปฌาน 4 ชั้นที่ 17 อากาสานัญจายตนภูมิ ชั้นที่ 18 วิญญาณัญจายตนภูมิ ชั้นที่ 19 อากิญจัญญายตนภูมิ ชั้นที่ 20 เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ

คือสภาพหนึ่งจับทีละคู่ อากาศกับวิญญาณ คือ สภาวะว่างกับตัวรู้คือวิญญาณ เราก็ต้องตรวจให้ละเอียดลออในความว่าง ส่วนความหวังนั้นคือจิตวิญญาณเราซับซาบ ในความว่าง ในความว่างก็เป็นความว่างจากเหตุปัจจัย ว่างจากอะไร เขาก็อธิบายไม่ถูก ว่างๆ ไม่มีที่จบไม่มีที่เทียบ ว่างจากลำดับจากความหยาบ คุณว่างจากกิเลสชั้นที่ 1 สูงขึ้นไปว่างจากกิเลสชั้นที่ 2 ศาลานี้ว่างจากช้าง ก็มันยังมีม้า มีสัตว์เล็กสัตว์น้อย ยังมีอะไรอย่างอื่นอีก ศาลานี้ว่างจากม้าก็สูงขึ้นไปอีก ศาลานี้ว่างจากลิง ของพระพุทธเจ้าไม่มีลิง อาตมาเติมอีกมันเล็กกว่าม้า ศาลานี้ว่างจากเสา แล้วมันจะอยู่ได้อย่างไร ตั้งอยู่ได้อย่างไร ก็จินตนาการไป ศาลานี้ว่างจากพระ จากคน แล้วก็ว่างจากเสา ไม่มีอะไรเหลือแล้ว ว่างจากนี้ก็เหลือสิ่งนี้ สิ่งที่เป็นนามธรรม ขั้นอรูป ใช้พยัญชนะว่าไม่มีแล้ว มีอะไร มีความไม่มี สุดท้ายท่านก็ใช้แต่ภาษาว่ามีกับไม่มีนี่แหละเป็นที่สุดที่จะใช้กัน มีอะไร มีความไม่มี จบแล้ว ถ้าพูดอีก ไม่มีก็ว่าง มีอะไรมีความว่าง ว่างอะไร ว่างกับไม่มี แล้วจะเอาพยัญชนะไหนไปใส่ คนที่เข้าใจสภาวะแล้วจบสภาวะ เพราะฉะนั้นก็ต้องไปดูอาการของสภาวะ อาการของรูป แล้วก็เป็นรสของรูป อาการของเสียง เป็นรสของเสียง อาการของกลิ่น เป็นรสของกลิ่น อาการของสภาวะสัมผัสเย็นร้อนอ่อนแข็งก็เป็นรสของเย็นร้อนอ่อนแข็ง คุณจะต้องดูสภาวะของนามธรรมนี้อย่างละเอียดเพียงพอจริง ว่าการไม่มีคืออะไร มันไม่มีคืออะไร อาศัยคนอื่นไม่ได้แล้ว ต้องตนเอง รู้ยิ่งเห็นจริงเอง คนอื่นรู้แทนไม่ได้เป็นปัจจัตตังเวทิตัพโพวิญญูหิติ ถ้าสรุปลงไปที่เทวะ ถ้าคุณยังมีรสของโลกีย์ก็แสดงว่ายังมีโลกีย์เป็นเทวะ หมดรสโลกีย์ก็เป็นโลกุตระ หมดมันยังเหลือส่วนน้อย ได้ส่วนบุญไปได้ส่วนหนึ่ง แต่ส่วนได้นี่มันคือส่วนเสีย ส่วนบุญไอ้ที่ได้นี่คือเสียไปนะ กิเลสคุณหมดไปส่วนหนึ่งเรียกว่าได้บุญ แต่คุณเสีย เสียอัตตา เสียตัวตน เสียกิเลส เสียอกุศล เสียบาป ออกไป จนคุณหมดบาป หมดอกุศล หมดตัวตน หมดแล้ว ไม่มีแล้ว บุญอันเป็น One way บุญมีหน้าที่เดียว มันก็เลิกหน้าที่มันก็จบ ปุญญะ มันหมดแล้วบาปก็หมดบุญก็หมด ปริขีโณสูญสิ้นแล้ว คำว่าบุญ นี้ เป็นคำของศาสนาพุทธโดยตรง ศาสนาอื่นเอาไปใช้ ใช้ไปผิดๆเยอะ อาตมาเกิดมาในยุคนี้ ก็ค่อยยังชั่วที่ยังมีหลักฐานให้อาตมาอ้างอิง ถ้าไม่มีหลักฐานอ้างอิง อาตมาจะอธิบายยากมากเลย มีหลักฐานช่วยก็ยังค่อยยังชั่ว ตั้งแต่คำว่า ปุญญะ ที่ต้องขอบคุณท่านธรรมปาละกล่าวไว้ ในพจนานุกรมฉบับภูมิพโลภิกขุ พจนานุกรมฉบับอื่นไม่มีเลย ฉบับภูมิพโลภิกขุ มีประมาณ 9 เล่ม มีที่บอกไว้แปล ปุญญะว่า สันตานังปุนาติวิโสเทติ สันดานคือสิ่งที่สั่งสม บารมีก็เป็นสิ่งที่สั่งสมเป็นเชิงดี โลกุตระ ส่วนสันดานเป็นทางโลกีย์ เป็นความต่ำความชั่ว ปุนาติ แปลว่าการชำระ ชำระกิเลสออกจากสันดาน ให้สะอาด วิโสเทติ แปลว่าสะอาดบริสุทธิ์ เพราะฉะนั้นบุญนี้จึงมีความหมายเป็นการชำระ พวกคนชำระนักชำระ มันเป็นตัวหน้าที่ ชำระเสร็จแล้วก็ทิ้งอย่าไปเก็บไว้ ทำเสร็จแล้วมันหายไปเลย เป็นเครื่องชำระ เพราะฉะนั้นมันจะไม่ขัดแย้งเลยว่าชำระเสร็จแล้วก็ต้องทิ้งทั้งหมดต้องสูญ ถ้าไม่มีหมดไม่มีสูญแล้วเมื่อไหร่จะมีนิพพาน ใช่ไหม นิพพานคือการหมดสิ้นจริงๆไม่มีเวียนกลับไม่มีวนเวียนอีก แต่ถ้าคุณวนอยู่นั่นแหละทิ้งแล้วก็ยังมีอีกทิ้งแล้วก็ยังเก็บมาใหม่อีก แล้วเมื่อไหร่มันจะสูญกันสักทีเล่า(วะ) มันจะต้องมีสูญ นี่คือความละเอียดลึกซึ้ง พระอรหันต์นั้นเป็นคนสิ้นบุญ มีหลักฐานยืนยัน แม้แต่พระอรหันต์อื่น อาตมาจำได้แต่พระโมฆราช พูดว่าเราสิ้นบุญสิ้นบาปแล้ว แม้แต่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ตอนที่ท่านเป็น โชติปาละ เราเป็นผู้ชื่อว่า โชติปาละ ได้เคยกล่าวกับพระสุคต พระนามว่า กัสสปะ ว่า “การตรัสรู้เป็นของได้โดยยาก ท่านจะได้จาก โพธิมณฑลที่ไหน โพธิญาณท่านได้ยากอย่างยิ่ง” ด้วยผลแห่งกรรมนั้น เราได้บำเพ็ญทุกกรกิริยาเป็นอันมาก สิ้นเวลา 6 ปี เราถูกบุรพกรรมตักเตือนแล้ว (ปุพพกัมเมนะ โจทิโต) จึงแสวงหาโพธิญาณโดยทางผิด เรามิได้บรรลุการตรัสรู้โดยทางนั้น บัดนี้เราเป็นผู้สิ้นบุญสิ้นบาป(ปุญญปาปปริกขีโณ)(ล.32 ข.392) 6 ปีนั้นท่านปฏิบัติผิดนะ แต่เขาอ่านพระไตรปิฎกไม่แตกก็เลยไปปฏิบัติตามพระพุทธเจ้า 6 ปีที่ทำผิดนั้น พระพุทธเจ้าออกไปแล้วอันนั้นเป็น บุพกรรม ติดตามทวงหนี้เรา 6 ปีนั้นไปใช้กรรมนะเราไม่ได้เจริญด้วยทางนั้น มันเป็นทางผิดเราไม่ได้บรรลุโดยทางนั้น ด้วยทางที่ไปนั่งอยู่ในป่าทรมานตน ทุกรกิริยาอยู่ในป่า 6 ปีเราไม่ได้บรรลุด้วยทางนั้น พยัญชนะเหมือนกันเลย แต่อ่านแล้วเข้าใจความต่างกัน สรุปสั้นๆก็คือ ท่านทั้งหลายอ่านหน้านี้แล้วก็ได้ความว่า ต้องออกมาเหมือนพระพุทธเจ้าไปบรรลุธรรมะอยู่ในป่า เหมือนพระพุทธเจ้าเห็นไหม แต่อาตมาอ่านอันเดียวกันเลยบอกว่า ท่านบอกว่ามันไม่ใช่ พยัญชนะอันเดียวกันเลย แต่เข้าใจกันคนละทิศทาง เพราะฉะนั้นคุณก็ต้องใช้วิจารณญาณของส่วนตัวตัดสินให้ดี อาตมาก็พยายามอธิบายอันนี้ก็อ้างอิงอันอื่น เดิมก็อ้างอิงต่อไปอีก แม้แต่คำว่าสิ้นบุญสิ้นบาปก็อ้างอิง เช่นอปุญญะคือไม่ทำบุญอีกแล้วแต่เขาไปแปลเป็นบาป แม้โอวาทปาติโมกข์ 3 สัพพปาปสอกรณัง(ไม่ทำบาปทั้งปวง) กุสลสูปสัมปทา(ทำกุศลให้ถึงพร้อม) สจิตตปริโยทปนัง(ชำระจิตของตนให้ผ่องแผ้วจากกิเลส) ไม่ทำบาปอีกแล้ว เป็นพระอรหันต์ไม่ทำบาปอีกแล้ว เป็นผู้ที่หมู่สงฆ์ยกสติวินัยแล้ว ท่านจะปรุงแต่งอย่างไรก็เพื่อผู้อื่นไม่มีจิตใจที่ปนไปด้วยกิเลส ไม่มีสาเฐยจิต ไม่มีจิตอยากอวดแล้ว ภาษามันมีแค่นี้ มีดำกับขาว แต่เอาดำมาแสดงเพียงให้คนอื่นเขาก็ว่าไม่ดีอีก อาตมาอธิบายได้เพราะมีภูมิพอถึงขั้นนี้ พูดนี้ไม่ได้อยากให้คนเชื่อ ไม่ได้อ้างเพื่อให้คนอื่นเชื่อ กรรมที่ทำไปก็มีแต่กุศลอย่างเดียวไม่มีบาปเปื้อนอีกเลย มันเด็ดขาดแล้ว จิตท่านสะอาดผ่องแผ้วบริสุทธิ์พอ นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนานตลอดกาล) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) “นิจจัง-ธุวัง-สัสสตัง-อวิปริณามธัมมัง-อสังหิรัง-อสังกุปปัง ไม่มีเปลี่ยนแปลงอีกแล้ว ไม่มีอะไรเปรียบเทียบได้อีก นัตถิอุปมา แต่ทีนี้ คนจะเชื่อคนที่มีคุณธรรมคุณวิเศษคุณสมบัติขนาดนี้ มันก็ต้องมั่นใจจะเชื่อ ก็ต้องเห็นใจจะเชื่อกันไม่ได้ง่ายๆ ต้องอาศัยความรู้ความจริงกับเวลาให้เพียงพอ คนที่มีปัญญาลึกรู้อาศัยความจริงได้ ก็แม้ความจริงไม่มากก็รับรู้ได้เร็วได้มั่นใจแล้ว 620217_เทศน์ทวช.งานพุทธาฯครั้งที่ 43 บ้านราชฯ เรื่อง เทวฺครองโลก ตอนที่ 3

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน