580214_พ่อครูเทศน์ก่อนฉัน วันวาเลนไทน์ที่สีมาอโศก.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580214 พ่อครูเทศน์ก่อนฉัน วันวาเลนไทน์ ที่สีมาอโศก
วันเสาร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2558 ที่ สีมาอโศก พ่อครูว่า... วันนี้ฤกษ์งามยามดี พอมาถึงคนก็รายงานเลยว่า พ่อท่านมาพร้อมกับความชุ่มชื้น พ่อท่านมาก็พาฝนมากเลย คือตกก่อนที่อาตมาจะมา ทำความชุ่มเย็นก่อนอาตมามาเลย อากาศก็เลยพอดีไม่ร้อนไม่หนาวเกิน คนเราก็ถ้าอยู่ในความพอดี ก็ดีทั้งนั้น วันนี้วันวาเลนไทน์ คนไทยเรา 95 % นับถือศาสนาพุทธ แต่วันสำคัญทางศาสนาพุทธไม่ค่อยสนใจ แต่ถ้าเผื่อวันสำคัญของฝรั่งก็เห่อจัง วันตรุษจีนก็ครึกครื้นกัน ดอกกุหลาบตอนนี้ราคาขึ้นไปดอกละ 50 ดอกละ 100 แล้ว ความจริงวาเลนไทน์เป็นชื่อนักบวชชาวคริสต์ที่ปฏิบัติได้ดีเลย ทำให้เกิดความรัก เป็นความรักมิติที่สูง ซึ่งอาตมาได้ทำเป็นทฤษฎีความรัก 10 มิติ แล้วจัดเป็นวิชาเรียนเลย แต่ก่อนให้นร.สัมมาสิกขาเรียน ม. 5 เรียนมิติ 7 - 8 ม. 6 เรียนมิติที่ 9 - 10 เขาก็เรียนกันบ้าง ไม่เรียนบ้าง แต่ต่อมามีว.นบ.ก็เลยนำไปเป็นวิชาการในการศึกษาความรัก 10 มิติ ความรักเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ แต่คนเข้าใจเพี้ยนไป เช่น ความรักของนักบุญวาเลนไทน์เป็นความรักมิติที่ 7 เป็นความรักเพื่อมวลมนุษยชาติ เพื่อช่วยเหลือสงเคราะห์ แต่คนเรามีกิเลสก็เลยดึงความรักลงมาต่ำ เหลือเพียงมิติที่ 1 เป็นความรักเรื่องเพศ มีเฉพาะความรักของเราสองคน คู่รักของเรา เป็นความรักที่แคบมาก เป็นมิติกามนิยม หรือเมถุนนิยม อาตมาตั้งชื่อ เป็นความเห็นแก่ตัว แค่พ้นจากตัวแล้วเผื่อไปนิดเดียว ที่จริงมีความรักชนิดที่เห็นแก่ตัวคนเดียวเลย อาตมาไม่ได้จัดเข้ามา ซึ่งจริงๆ คือ ความรักมิติที่ 0 ไม่ได้เผื่อแผ่ความรักไปให้ใครเลย เป็นความรักตัวเอง คือความรักในศาสนาหรือลัทธิที่หนีไปคนเดียว ปลีกเดี่ยวอยู่ป่าเขาถ้ำ ตัดหมดไม่ต้องเห็นแก่ใคร เหมือนศาสนาพุทธที่ทุก
อ่านต่อ
วันนี้มีความเห็นความเข้าใจเช่นนี้ที่ผิดเพี้ยนไปแล้ว ยุคพระพุทธเจ้าตอนนั้น มีแต่ศาสนาเทวนิยม เอาแต่ตัวเองหนีเข้าป่าเขาถ้ำ อาตมาเรียกว่าเห็นแก่ตัวเต็มบ้อง ไม่มีประโยชน์กับใครเลย ยิ่งกว่าก้อนดิน ก้อนหิน ยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉาน เป็นลัทธิที่เสียหายมาก ให้นิ่งอยู่แต่กับตนเอง ไม่ต้องไปนึกคิดอะไรเป็นความหลงผิดที่มหามหันต์เลย ที่พูดนี้ไม่ได้โกรธเกลียดนะ ที่จริงท่านที่หนีเข้าป่าเขาถ้ำ ไม่ได้เกี่ยวกับพวกเรานะ ท่านก็อยู่ส่วนท่าน แต่มันเป็นความเห็นแก่ตัวเต็มบ้อง ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ล้างความเห็นแก่ตัว ปหานความเ ห็ นแก่ตัว selfishness killing เป็นศาสนาที่มีผลถึงอย่างนั้นเลย ตรงกันข้ามกันกับที่อาตมาอธิบายว่า ศาสนาพุทธมิจฉาทิฏฐิแล้ว ไปนับถือพระที่ปฏิบัติแบบนี้กันถือว่าเป็นพระที่บรรลุอรหันต์ไปโน่นเลย ก็ต้องขออภัยคนที่นับถือบูชากัน แต่ก็พูดเป็นวิชาการ ตามที่อาตมาเห็นด้วยจริงใจว่า เป็นสิ่งผิด ในฐานะพุทธด้วยกัน ถ้าเขาผิดเราก็ต้องวิจารณ์วิจัย พระพุทธเจ้าว่าให้ นิคคัณเห นิคหารหัง ก็ต้องว่ากันได้ แต่ว่ากันได้ถึงปฏิโกสนา โต้ต้านกันแรงได้เลย แต่อย่าได้ตี ทะเลาะกัน ให้เป็นแค่โวหารเหตุผลว่ากันแรงๆได้ แต่อย่าให้เป็นภาษาหยาบ โกหก ไม่ให้เป็นมิจจา 4 ของวาจา ให้ได้เแค่มุขสตี ได้แค่ปากหอก ศาสนาพุทธไม่ใช่เป็นศาสนาที่ติ ที่ว่าใครไม่ได้เลย แต่เป็นศาสนาขัดเกลา ให้รีบบอกกันมีอะไรผิด ให้รีบติงเตือนกัน เพราะความผิดความชั่วอยู่กับใครนิดนึงนานเท่าไร ก็เสียหายเท่านั้น ต้องเอาออกให้เร็ว ส่วนความดีไม่ต้องบอกก็ได้ เขาทำดีอยู่แล้วก็ไม่ต้องเป็นอะไร ทำดีไม่เสียหาย ไม่ต้องไปยกยอยกย่องก็ได้ แต่จะยกย่องก็ได้ ต้องยกย่องบ้าง ก็ไม่ต้องมาก แต่ติเตียนต้องทำให้มากๆ เพราะมันเสียหาย มันอยู่ก็พาเราทำผิด ทำไม่ดี ตามที่ติดเราอยู่ ก็ให้มั่นใจว่า ที่ทำนี่ถูกต้องตามพระธรรมวินัย แต่คนก็ไม่เข้าใจหาว่าอาตมาไปติ ว่าเขาทำไม และผู้ที่จะติคนอื่นตนเองต้องดีก่อน ถ้าตนเองยังเป็นอยู่ ดีไม่ดีเป็นมากกว่าที่ตนไปติไปว่าเขาอีก มันก็ไม่ควร พระพุทธเจ้าสอนว่า ต้องทำคุณอันสมควรก่อน แล้วพร่ำสอนคนอื่น จึงไม่มัวหมอง แต่ทุกวันนี้ตนเองยังมีกิเลสเต็มบ้องแล้วก็ไปว่าเขา เลอะไปหมด ความรัก 10 มิติ กามนิยม (เมถุนนิยม) พันธุนิยม (ปิตปุตตา นิยม ) ญาตินิยม (โคตรนิยม) สังคมนิยม (ชุมชนนิยม) ชาตินิยม (รัฐนิยม) 6 . สากลนิยม (จักรวาล นิยม ) 7 . เทวนิยม (ปรมาตมัน นิยม ) 8 . อาริยนิยม (อเทวนิยม) 9 . นิพพานนิยม (อรหันต นิยม ) 10 . พุทธภูมินิยม (โพธิสัตวภูมินิยม) มิติที่ 3 ญาตินิยมก็เห็นแก่ญาติทางสายเลือด ก็ช่วยเลี้ยงดูกัน เห็นแก่ตัวแคบๆ เท่านั้น มิติที่ 4 สังคมนิยมก็เกื้อกว้างกระจายมากขึ้น เป็นสังคมนิยม ชุมชนนิยม ก็กว้างกว่าญาติ มีมิตรสหายเป็น ชุมชน หมู่กลุ่ม มิติที่ 5 เป็นชาตินิยม รัฐนิยม กว้างขึ้นอีก มิติที่ 6 เป็นสากลนิยม จักรวาลนิยม มิติที่ 7 เป็นเทวนิยม หรือปรมาตมันนิยม ศาสนาอื่นเขาก็พากเพียรปฏิบัติ แต่เขาไม่รู้จักจิตเจตสิก รูป นิพพาน แบบพระพุทธเจ้าที่มีความสามารถวิเคราะห์จิตได้ อย่าง psychoanalysis แล้วทำจิตในจิตเป็น moral doing เป็นการกระทำประพฤติที่จิตทำจิตในจิตได้ เป็นถึงขั้นจิตสังสัตถปหานนะ คือ Moral killing ถึงขั้นทำลายอกุศลจิต ฆ่าอกุศลจิตได้เลย ศาสนาพุทธได้ถึงอย่างนั้น แต่ศาสนาอื่นได้ถึงแค่เทวนิยม เป็นปรมาตมัน เขาสร้างอัตตา สร้างจิตที่งดชั่วประพฤติดี เขาก็พยายามฝึกจากจิตที่เขาเข้าใจของเขา แต่ความจริงเขาไม่ได้รู้จิตถึงระดับ conscious doing เข้าไปทำถึง จิตสำนึก จิตใต้สำนึก และจิตไร้สำนึก คือจิตระดับ ต้น กลาง ปลาย เป็น conscious killing รู้จักตัวชัดเป็น genesis killing เข้าไปฆ่าตัวต้นทางเลย genesis คือเชื้อจิตตัว ยีนส์ตัวต้นเชื้อเลย เข้าไปรู้ตัวจริงเลย ทางวิทยาศาสตร์เขาไปจัดการยีนส์ได้ แต่ไม่สามารถทำโยนิโสมนสิการ ซึ่งก็คือ genesis doing เข้าไปทำถึงที่เกิดในจิตเลย โยนิโสมนสิการ มีญาณปัญญาอ่านจิตเจตสิก แล้วรู้ แยกแยะ กำจัดตัวอกุศลเหตุได้ ทำ psychoanalysis ได้ แยกแยะว่าตัวนี้คือยีนส์ gene ไม่สับสนไปฆ่าเลอะเทอะ อย่างการไปนั่งหลับตาสะกดจิต หยุดไม่ให้ทำงานเลย ดับจิต ดับความคิด ใช้พลังงานไปหยุด ฝึกได้ จนดับเรียกว่านิโรธ เป็นลัทธิพุทธที่ทำกันทุกวันนี้ แบบนี้พระพุทธเจ้ารู้มาก่อน เคยผ่านมาหมด ท่านผ่านมาไม่รู้กี่ชาติแล้ว เป็นลัทธิครองโลกมาตลอด ศาสนาพุทธเดี๋ยวนี้ก็เพี้ยนไปไปเข้าใจผิดแบบเก่าอีก อาตมาดำเนินตามที่ พระพุทธเจ้าตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย ! พรหมจรรย์เราประพฤติ มิใช่เพื่อ... หลอกลวงคนให้มาเคารพนับถือ (น ชนกุหนัตถัง) มิใช่เพื่อเรียกคนมาเป็นบริวาร (น อิติ มังชโน) มิใช่เพื่ออานิสงส์เป็นลาภสักการะและเพื่อเสียงสรรเสริญ มิใช่เพื่อจะได้เป็นเจ้าลัทธิ หรือค้านลัทธิอื่นใดให้ล้มไป มิใช่เพื่อให้มหาชนเข้าใจว่า.. เราได้เป็นผู้วิเศษอย่างนั้น ก็หามิได้ ภิกษุทั้งหลาย ! ที่แท้ พรหมจรรย์นี้เราประพฤติเพื่อสำรวม , เพื่อละ, เพื่อคลายกำหนัด, เพื่อดับทุกข์สนิท ฯ (พรหมจริยสูตร พ ระไตรปิฎก เล่ม 21 ข้อ 25 ) ธรรมวินัยของพระพุทธเจ้านั้น ลาดลุ่มเหมือนฝั่งทะเล ไม่โกรกชันเหมือนหุบเหว ตั้งแต่มิติที่ 7 ขึ้นไปเป็นสัมมาทิฏฐิ เราก็ศึกษามาตั้งแต่มิติที่ 1 แล้วเรียนรู้ว่าเหตุปัจจัยอะไรที่ทำให้ไม่เกิดความรักที่กว้างเกื้อ สามารถมีจิตวิเคราะห์ รู้นาม รูป รูปคือ สิ่งที่ถูกรู้ เรามีนามไปรู้รูปได้ แม้นามธรรมก็ถูกรู้ได้ เรียกว่า “นามรูป” สามารถมีญาณปัญญารู้ได้ เช่น ผู้อวิชชาจะไม่รู้จัก สังขาร วิญญาณ นามรูป ได้ สังขาร วิญญาณ ก็เป็นนามขันธ์ เราก็อ่าน สภาวะของสังขาร ของวิญญาณ การอ่านออกได้ก็คือ เรามีญาณ อ่านอาการ ของวิญญาณ ของสังขาร มันเป็นนามธรรม ไม่มีเส้นสีแสงอะไรให้จับต้องได้ หรือเห็นได้แต่เราอ่านได้ด้วย อาการ ลิงค นิมิต อุเทส เมื่อฟังอาตมาอุเทส ก็ไปอ่านอาการ อย่างนี้เรียกว่าโกรธ อย่างนี้เรียกว่าโลภ มันโกรธแล้วใจมันร้อนเร่า ใครอ่านออก อาการมันก็คือ มีญาณ ก็ทำเครื่องหมายเป็นนิมิตมันได้ ที่เขาว่าเขาเห็นเทวดา ก็เห็นเป็นตัวตน ใส่ชฎา ทำมืออ่อนช้อยเลยนะ เทวดาหญิงก็ใส่สังวาลย์ เป็นรูปร่าง พอบอกเห็นผีก็มีเป็นตัวตนรูปร่างหลอกกันไปสร้างหนังมากมาย ก็หลอกให้คนติดยึด เห็นผีมารเทวดาเป็นรูปร่าง นี่ก็ปิดประตูรู้เลย ไปเห็นของหลอก พระพุทธเจ้าว่าจิตวิญญาณไม่มีสรีระ ไม่มีรูปร่าง พระพุทธเจ้าว่า การจะรู้ นาม รูป ได้ต้องรู้ได้ด้วย อาการ ลิงค นิมิต อุเทส ใครอ่านเห็นเป็นรูปร่าง ก็หมดทางไปนิพพาน มิติที่ 7 อเทวนิยม ก็ไม่ได้ไปศึกษาอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ทางจิตก็เลยไม่รู้ของจริง ในภาวจิตที่เรียกว่า consciousness ก็ไม่มีญาณอ่านรู้ได้ ซึ่งจะอ่านรู้ได้ตอนมันเกิดการสัมผัส มีตากระทบรูป เกิดวิญญาณ มีผัสสะ 3 เราก็จะเห็นวิญญาณอ่านวิญญาณได้ แต่เดี๋ยวนี้สับสนไปนั่งหลับตาทำสมาธิเสียอีก ก็เลยไม่ได้เรียนรู้แบบพระพุทธเจ้าสอน เพราะไม่มีตากระทบรูป ก็ไม่เกิดอายตนะ หูไม่กระทบเสียงก็ไม่เกิดอายตนะ …. ในเจตสิก 3 ที่เป็นนาม ท่านแบ่งเป็น เวทนา สัญญา สังขาร ซึ่งเวทนามันจะเกิดจากการปรุงแต่งปุ๊บที่สัมผัสเกิด เราก็มาเรียนวิเคราะห์จิต เป็น psychoanalysis เช่นนี้ จึงเกิด consciousness analysis ถ้าเรียนรู้ consciousness ที่เป็นตัวงานในจิตจริง เป็นสามัญสำนึก มันก็เป็นปกติของคนทุกคน ส่วนที่คุณจะสำนึกว่าอย่างนี้ดีนะ จะได้เปรียบ ถ้าโกงโดยเขาไม่รู้ มันก็จะได้ ก็เป็นสามัญสำนึกของคนที่เป็นสิ่งเลวเช่นนี้ เป็นสามัญสำนึก เราก็ทำไปตามกิเลสมันสั่ง กิเลสมันสั่งให้เอามาให้ได้ ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็ด้วยกล ไม่ได้ด้วยมนต์ก็ด้วยคาถา ก็สามัญสำนึกทั่วไป แต่พอสำนึกสูงขึ้นมา ก็จะรู้ว่าสิ่งนี้ชั่วไม่ทำ สิ่งนี้ดีก็ทำ แต่ถ้าอำนาจกิเลสมันมาก แม้รู้ก็ทำ คนที่จะข่มขืนคนรู้ว่าชั่วแต่กิเลสมากมันก็ทำ พอข่มขืนเสร็จ แล้วก็รู้ว่าเดี๋ยวมันไปบอกใคร ก็ฆ่าเสียอีก ทำบาปซ้ำ แล้วก็ปกปิดโกหก อีก คนจับได้ก็ปฏิเสธอีก ไม่ยอมรับ เขาป ระหาร แล้ว ก็ตายตกตามกัน ชั่วไปไม่รู้กี่ทอด คำว่าสำนึก consciousness จึงต้องศึกษา จึงต้องเรียนรู้ตัวนี้ แล้วอาการสำนึก พระพุทธเจ้านี่สอนให้รู้จักจัดการกับความสำนึกแรก conscious subconscious และ unconscious ซึ่งตรงกับกิเลส 3 ระดับของพระพุทธเจ้าคือ อย่างหยาบ อย่างต้น คือ วีติกกมกิเลส และระดับกลางเรียกว่าปริยุฏฐานกิเลส และกิเลสระดับปลายคือ อนุสัยกิเลส พระพุทธเจ้าสอนให้จัดการวีติกกมกิเลสก่อน โดยการมีผัสสะนี่แหละ แล้วเกิดกิเลส ก็อ่านรู้ เราจะมีสามัญสำนึกก็เรียนรู้ว่าอันนี้ดี อันนี้ไม่ดี เราก็จับอ่านเหตุ แล้วล้างเหตุ ให้มีปหาน 5 ท่านให้กำจัดให้ถูกตัวตน เราก็จะรู้ว่าทำถูกต้อง เป็นปหานเด็ดขาด สมุทเฉทปหาน ทำได้แล้วก็ทำต่อ ปฏิปัสสัทธิปหาน แล้วทำซ้ำทำทวน เป็นอาเสวนาภาวนา พหุลีกัมมัง ทำอย่างที่ได้ผลนี้ ทำซ้ำทำทวนไปเป็นปัญญาของโสดาบันข้อที่ 2 ญาณ 7 พระโสดาบัน ข้อที่ 1 คือรู้จัก วีติกกมกิเลส ทำจนพ้นได้ เหลือ ปริยุฏฐานกิเลส ก็ทำต่อไป ข้อที่ 2 อาเสวนาภาวนา พหุลีกัมมัง ข้อที่ 3 รู้ว่าญาณปัญญา นี้ไม่ใช่มีในลัทธิอื่น ลัทธิอื่นไม่ครบ ไม่ชัดอย่าง พุทธ จะรู้เห็นเลย ใครที่ไปเรียนกับสำนักอื่น ศาสนาอื่น แล้วมาเรียนของพุทธอย่างสัมมาทิฏฐิ จะรู้ว่ามีของจริงไม่ใช่แค่ตรรกะ แต่ของพุทธเป็นวิทยาศาสตร์ทางจิตเลย ข้อที่ 4 มีศีล ถ้าอาบัติขึ้นมาจะรู้ว่าเราผิด จะเดือดร้อนใจเลย เหมือนเด็ก ไปจับไฟร้อนก็หดมือเข้ามาเลย แก้กลับ ทำผิดจากสิ่งที่ตนทำได้ดีแล้ว ก็จะเดือดร้อนใจ เหมือนคนรักเพชรพลอย แล้วมีรอยขีดข่วน ข้อที่ 5 เป็นผู้มีประโยชน์ทั้งทำจิตตน แล้วทำงานรับใช้สังคม กับเพื่อน สหพรหมจรรย์ เป็นประโยชน์สองอย่าง อุภยัตถะ ศาสนาพุทธต้องเป็นแบบนี้ ไม่ใช่ว่าลดกิเลสได้แล้วไม่เกี่ยวกับใคร ไม่ใช ่ แต่เป็นคนมีน้ำใจ ขวนขวายทำงานให้สังคม ดูแลงานน้อยใหญ่ พร้อมปฏิบัติอธิศีล อธิจิต อธิปัญญาของตน เหมือนแม่โคเล็มหญ้าไปก็เลี้ยงลูกไป ไม่ได้แยกจากกันเลย ข้อที่ 6 . มีพลังทำประโยชน์ ทำไว้ในใจ กำหนดด้วยจิตทั้งปวง เงี่ยโสตฟังธรรมวินัยของตถาคต อันบัณฑิตแสดงอยู่ ข้อที่ 7 . ได้ความรู้อัตถะ-รู้ธรรม ปราโมทย์ รู้จริงครบถ้วนธรรม จะมีจิตทั้งเจโต และมีปัญญา มีประโยชน์ต่อตนและโลก ไม่ใช่ว่าไปนั่งหลับตา ไม่เกี่ยวกับใคร อย่างไปนั่งในป่าช้า เหมือนหลวงพ่อเกษม อาตมาไปว่าท่าน คนก็หาว่าอาตมาบาป แต่อาตมานี่กลัวบาปนะ เรียนรู้ว่า ไม่ทำอกุศลกรรม มันทำแล้วเป็นจริงของเรา ทำแล้วเอาลิควิดลบไม่ได้ เป็นผลวิบากของเรา สุกตทุกฏานัง กัมมานังผลังวิปาโก ตนทำต้องเป็นของๆตน ไม่เอาไม่ได้ มีมีระเหิดระเหยอยู่กับเราครบ ไปชั่วกาลนาน มิติที่ 7 , 8 , 8 จึงรู้ว่ากิเลส คือตัวมาร คืออาการผีตัวร้าย ที่ต้องจัดการ แล้วมันมีเทวดาปลอม เป็นเทวะเก๊ เพราะไม่รู้อาการสุขเวทนา ที่เป็นเคหสิตเวทนา เป็นอารมณ์ความรู้สึกสุขแบบโลกีย์ คือเทวดาปลอ ม ซึ่งพุทธให้ศึกษามโนปวิจาร มีเคหสิตเวทนา และเนกขัมสิตเวทนา เคหสิติเวทนาคือ เวทนาของปุถุชน แต่เนกขัมสติเวทนาคือ เวทนาของอาริยชน คุณต้องอ่านมา ตั้งแต่เวทนา 3 สุข ทุกข์ อุเบกขา แล้วมาทางทวาร 6 เป็น เวทนา 6 อีก ใน 6 นี้เกิดสุข ทุกข์ อุเบกขาได้อีก ก็เป็นเวทนา 18 แล้ว 18 นี้แยกเป็นเคหสิตเวทนา และเนกขัมสิตเวทนา ที่ต้องแยกออกให้ได้ ของพุทธมีจิตวิเคราะห์ จับอาการอกุศลจิตได้ ลดอกุศลจิตได้ เห็นมันดับก็เกิดปีติ โสมนัส ดีใจ ซึ่งต่างจากดีใจที่ได้เกิดจากสุขแบบได้เสพสมกิเลส เป็นสุขเท็จ สุขอัลลิกะ เป็นสุขปลอมไม่เที่ยง สุขตอนสัมผัส ผัสสะ พอหมดสัมผัสแล้วก็ไม่มี แต่เขาก็จำความรู้สึกดีๆ นี้ไว้แล้วจำใส่อนุสัยไว้ ไม่ลืม แล้วก็ผูกพันไปจนเป็นกามนิต-วาสิฏฐี ไม่ได้จากพรากกันเลย เป็นความรักผูกพัน พระพุทธเจ้าว่ารัก 1 ทุกข์ 1 รัก 10 ทุกข์ 10 รัก 100 ทุกข์ 100 ไม่รักเลยไม่ทุกข์เลย เมื่อสามารถรู้เวทนา 108 แยกเป็น 18 เคหสิตเวทนา และเนกขัมสิตเวทนาออก นี่คือ ผู้ที่เข้าสู่ภูมิโลกุตระได้ ต้องรู้จักเวทนาในเวทนาดังกล่าวนี้ หากอ่านไม่ได้ก็ทำใจในใจ moral doing ก็ทำไม่เป็น ทำในเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย เป็น conscious subconscious และ unconscious ตามลำดับ ฆ่ากิเลสได้อย่างถูกตัวตน ดับเชื้อต้นตอ genesis killing เป็นการทำใจในใจ การมนสิการ อย่างโยนิโส ถ่องแท้ถึงตัวต้นตอยีนส์ของมันเลยเป็น DNA ใหม่ เป็น DNA อรหันต์ ของพระพุทธเจ้าเป็นวิทยาศาสตร์เช่นนี้ เวทนาที่แยกเป็น 18 เคหสิตเวทนา และเนกขัมสิตเวทนา ที่มีสุข ทุกข์ อุเบกขา ผ่านทวารทั้ง 6 นี่ก็จะชัดเจน ชัดแจ้ง ชัดจริง อ่านอาการ ลิงค นิมิต อุเทส ทำได้ทั้งหยาบ กลาง ละเอียดได้จริง ทำได้ตั้งมั่นเป็น สัมมาสมาธิ เป็นจิตที่แน่วแน่ แนบแน่น ปักมั่นเลย เป็นสัมมาสมาธิ เป็นความตั้งมั่นของจิตอย่างบริบูรณ์สูงสุด หากเราสามารถแยกแล้วทำได้ แยกเคหสิตเวทนา และเนกขัมมสิตเวทนา แล้วทำให้เกิดฐานนิพพานเป็นอุเบกขาแบบเนกขัมมะ ที่ต่างจากอุเบกขาแบบเคหสิตะ ที่เฉยเด๋อ ดับไม่ได้ดับเหตุ ไปนั่งหลับตาดับเป็นเคหสิตอุเบกขาเวทนาทั้งนั้น เราต้องทำให้เกิดเป็นเนกขัมมสิตอุเบกขาเวทนา ทำได้อย่างมั่นคงถาวรยั่งยืน ก็ทำเพื่อรักษาผล ที่เป็นภาวนาปธานแล้ว โดยทำซ้ำทำทวน อนุรักขณาปธาน ก็ได้ฐานนิพพานแข็งแรง เป็นคุณสมบัติอุเบกขาที่แข็งแรง ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ประภัสสรา สัมผัสสังขารใดๆ จัดจ้านอย่างไร ก็ไม่หวั่นไหวแข็งแรง แม้จะสังขารเองปรุงเองก็ได้ เพื่ออนุโลม มีสัปปุริสธรรม จัดสรรได้อย่างเหมาะควร จัดสรร ความคิด คำพูด การกระทำ อาชีพได้อย่างสัมมา ก็ทำได้ทุกปัจจุบัน สั่งสมเป็นอดีต อนาคตก็สูญแน่นอนไม่เปลี่ยน แม้ไม่มีโทมนัสแล้ว มีแต่โสมนัส ก็ไม่ให้ติด ให้เป็นแค่ผรณาปีติ พออาศัย ท่านจะรู้ว่าอาการอาศัย กับอาการยึดติด “ อาทาน ” ที่แปลว่าการยึด หรือการอาศัยต่างกันอย่างไร อาทานคือการยึดมั่นถือมั่น แต่ “ อาศยะ ” คือใช้อาศัย ปัญญาปฏิภาณของผู้ปฏิบัติ จะรู้ว่ายึดอย่าง “ อาศัย ” ไม่ได้ยึดอย่าง “ อาลัย ” หรือ อาทาน ที่ยึดมั่นถือมั่น เราจะรู้อาการจิตที่ยึดถือมั่นกับอาการที่ยึดไว้อาศัย จะเป็นปัญญาญาณที่รู้เลยว่าเราวางได้ จะปล่อยว่างได้มีญาณรู้อาการปล่อยวาง เกิดมุ ญ จิตุกัมยตาญาณ โดยไม่ต้องไปกดไปข่ม แต่มีญาณปัญญารู้อย่างจริงยิ่ง คนยึดอย่างโง่คือ “ อุปาทาน ” แต่ถ้ายึดอย่างสมณะ คือยึดอย่าง “ สมาทาน ” นี่คือสัจจะที่เป็นเรื่องของจิตใจ ผู้ปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าที่มีฐานอุเบกขา แล้วมีธาตุ 5 ของอุเบกขาคือ ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ประภัสสรา ที่อาตมาเทศน์ขึ้นต้นเรื่องความรัก นักบุญวาเลนไทน์ท่านก็มีความรักที่ไม่ใช่ตื้นๆนะ อย่างน้อยต้องมิติที่ 4 จนถึงมิติที่ 7 นะ ไม่ใช่ความรักแคบๆ ระหว่างมิตรสหายหรือญาติ แต่เป็นความรักสากลจักรวาล ส่วนจิตท่านก็รู้แบบเทวนิยม ลักษณะเทวนิยมก็รู้จิตพอสมควร ก็มี psychoanalysis มีจิตวิเคราะห์ได้พอสมควร แต่ไม่ละเอียดไม่รู้จิตอย่างเป็นปรมัตถ์เข้าใจจิต เจตสิก ไม่เ ข้ าใจสิ่งที่ถูกรู้อย่าง รูป 28 ตั้งแต่ดิน น้ำ ไฟ ลม จึงถึงรูป 28 เขาไม่ชัดเจน อ่านไม่ออก ของพุทธปฏิบัติรูป ไปจนถึงอากาศ จิตมันว่างจนถึง ปริเฉทรูป หรือปฏิบัติอาหาร 4 พระพุทธเจ้าสอนไว้ละเอียดหมด ก็เป็นคำสอนที่ครบครัน แต่ถ้าเรียนไม่ครบก็ปฏิบัติไม่ครบ แต่ถ้าเรียนจิตวิเคราะห์ของพระพุทธเจ้านี้ ก็จะได้ มิติที่ 8 ก็เป็นมิติที่เป็นอาริยะ เป็นอเทวนิยม At heism ไม่งมงายกับเทวะ แต่ไม่ปฏิเสธเทวะ เคหสิตะเป็นเทวะเก๊ แต่เนกขัมมสิตะเป็นเทวดาจริง สมมุติเทพเป็นเทวดาสมมุติ ได้สุขในลาภ ยศ สรรเสริญ ได้บำเรอกามอัตตา ได้สุขชั่วคราว เหมือนพยับแดด ฟองคลื่น วับๆหาย แล้วก็สั่งสมเป็นอุปาทาน เป็นอนุสัย นานนับชาติวนเวียนอยู่อย่างนี้ พระพุทธเจ้าให้มาลดละพวกนี้ พอจับกิเลสได้แล้ว ลดได้ ก็เป็นเทวดาอุบัติเทพ ถ้าทำกิเลสลดได้เป็นเทวดาแท้ เป็นเทวดาอาริยะ เป็นการสูง เจริญขึ้นของจิตวิญญาณ แต่ถ้าหลงเสพสุขกับเทวดาเก๊ คือโลกีย์ ก็คือโง่ ไม่รู้จักกิเลสตัวการ แต่ถ้าจับตัวการได้ ทำให้มันลดละจางคลาย ก็เริ่มเกิดเป็นอุบัติเทพ ลดได้อย่างมีไฟฌาน มีไฟปัญญา ลดละกิเลส ไม่ต้องไปนั่งเข้าฌาน แต่อยู่ในชีวิตประจำวันได้ มีไฟฌานที่มีพลังทำลายไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะได้ คำว่า ฌา น นี่แปลว่า ไฟ เป็นไฟกองใหญ่ ไฟวิเศษที่สู้ไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะได้ พลังงานทางนามธรรมก็คือไฟ มีทั้งอกุศล และกุศล การทำฌานต้องเริ่มตั้งแต่ ถือศีล แล้วมีการสำรวมอินทรีย์ แล้วปฏิบัติลดละไปตามลำดับ ลดกิเลสได้ก็เป็นเทวดาอุบัติเทพ ลดได้หมดก็เป็นเทวดาวิสุทธิเทพ แต่สมมุติเทพเป็นเทวดาเก๊ ซึ่งเทวดาเก๊ มี 6 ชั้น เทวดา มี 1 . จตุมหาราชิกา 2 . ดาวดึงส์ 3 . ยามา 4 . ดุสิต 5 . นิมานรดี 6 . ปรินิมิตวสวตี คือจิตนี่แหละ มันเป็น ผู้ไม่เข้าใจจะหลง จตุมหาราชิกา คำว่า จตุ คือ สี่ทิศ เหนือใต้ออกตก ครบทุกทิศ เป็นผู้เก่งผู้ได้อำนาจ เป็นธรรมาธิปไตย เป็นอำนาจทางธรรม ไม่ใช่อำนาจทางโลก หรืออำนาจทางอัตตา พวกอัตตาธิปไตยคือ มุ่นแต่ในจิต ไม่เกี่ยวกับใคร ส่วนโลกาธิปไตยคือ ใช้อำนาจลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุขมาเป็นอำนาจล่อให้คนหลง แต่อัตตาธิปไตย เอาแต่จิตตนทำฤทธิ์เดช หรือได้สงบนิ่งไม่เอาอะไร ไม่เอาเรื่องเอาราวกับใครเลย นี่คือเห็นแก่ตัวเต็มบ้องเลย ส่วน “ อาริยะ ” ของพุทธจะต่างกับ “ อารยะ ” กับ “ อริยะ ” ผู้ไม่รู้จะไปจมกับความเป็นจตุมหาราชแบบโลกๆ ทุกวันนี้เขาจะเป็นเจ้าโลกกันด้วยอารยธรรม แต่ละประเทศก็พยายามเป็นเจ้าแห่ง ลาภ ยศ สรรเสริญ กาม อัตตา ควบคุมได้หมดเลยอยู่ใต้อำนาจฉัน ข้านี่แหละใหญ่ เป็นมหาพรหม เป็นเจ้าโลก เขาจะเอาเช่นนั้น จตุมหาราชิกาโลกีย์เป็นเช่นนั้น แต่ของพุทธเป็นธรรมาธิปไตย เป็นอำนาจทางธรรมของอาริยบุคคล รู้จักโลก รู้จักจิต รู้จัก objective คือ วัตถุวิสัย และ subjective คือจิตวิสัย รู้อย่างสภาวะจริงแยกออกด้วย ต้องยอมรับว่าต้องมีทั้งโลก และจิต ต้องมีทั้งวัตถุและจิต แล้วจะเป็นจตุมหาราชิกาด้วย เอาตั้งแต่อบาย ที่เราจะตัดขอบเขตปริเฉทของตน ปฏิบัติแค่นี้ เจียมตัวแค่นี้ ปฏิบัติทั้งโลกและอัตตาก็กำจัดอกุศลตั้งแต่อบาย ให้ได้ ก็เป็นตัวอย่างแก่เรา ดาวดึงส์ คืออาการทางจิตเป็นอาการที่ 33 ที่ทำงานร่วมมาจากอาการ 32 ที่รวมกันเป็นคนนี่แหละ ตั้งแต่ผม ขน ฟัน เล็บ ผิวหนัง ...ไปจนถึงขี้อ่อนขี้แก่ ไส้ ฯลฯ... อาการสุขนี้ทางโลกก็มี แต่ทางธรรมก็มี ทางธรรมเป็นสุขเป็น เนกขัมมสิตโสมนัสเวทนา แยกออกว่าต่างกันนะกับ เคหสิตโสมนัสเวทนา เราทำได้รู้เองเป็นปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหีติ รู้แทนกันไม่ได้ด้วย ช้อนนี้อยู่ในชามแจ่ว จะไป สัมผัส แกงอย่างกับช้อนในชามแกงไม่ได ้ ต้องมามีเหตุปัจจัยสัมผัสครบจึงรู้ ยามา คือเวลา ถ้าทำได้นานก็เป็นดาวดึงส์โลกีย์นานๆ รักษาอารมณ์นี้ไว้ ที่จริงไม่มีสัมผัสก็ไม่มีอารมณ์จริง แล้วแต่คุณสั่งสมไว้ จำได้เป็นอนุสัยอีก ของพระพุทธเจ้าให้ล้าง ไม่จำมันเลยได้ก็ดี อารมณ์โง่ๆ ยามาคือ ระยะของเวลา ถ้าทำได้นานก็เป็นเทวดานาน ดุสิตา คือ แดนสงบแดนพัก เป็นแดนพักยก ไม่ได้ดีดดิ้นกับสุขทุกข์ เป็นโดยธรรมชาติ คุณก็อยู่ดุสิตได้ ดุสิตโลกีย์ก็พักโดยไม่รู้ตัว มันเมื่อยก็พัก แต่ดุสิตของโลกุตระคือ หยุดได้พักได้ เพราะดับเหตุได้ เป็นดุสิตที่แท้จริง ถ้าทำซ้ำทำทวนก็เป็น นิมานรดี ถ้าพักได้มากอย่างพุทธก็เป็นบารมี คนอื่นเห็นดีด้วยก็มาช่วยสร้างความสงบ เป็นปรินิมิตวสวตี เป็นหมู่กลุ่มที่สงบสุข มีลูกหลาน ลึกซึ้งจนมีพลังวิเศษคุ้มกัน เพราะได้สร้างอาริยสมบัติมา จนเป็นคุณรังสี มีหมู่พวกเป็นจักรวาลใหญ่ขึ้นๆ ที่มีพลังอำนาจ เรียกว่า ปรินิมิตวสวตี มาดูคำแปลของท่านทั่วไปนะ 1 . จาตุมหาราชิกา คำแปลของท่านอื่นๆ เรียก จาตุมหาราชิก ว่าเป็นสวรรค์ชั้นที่ท้าวมหาราช 4 ปกครอง 2 . ดาวดึงส์ ท่านแปลว่า แดนแห่งเทพ 33 มีท้าวสันดุสิตเป็นใหญ่ ก็เป็นบุคลาธิษฐาน 3 . ยามา คือ แดนแห่งเทพผู้ปราศจากความทุกข์ ปราศจากความทุกข์แบบโลกีย์ก็ได้ แต่ถ้ายิ่งปราศจากทุกข์อย่างโลกุตระก็ได้ 4 . ดุสิต คือ แดนแห่งเทพผู้เอิบอิ่มด้วยสิริสมบัติของตน ที่จริง สิตะแปลว่าเย็นนะ มันเป็นการเย็นการพัก ไม่เร่าร้อน 5 . นิมานรดี ท่านบอกว่าเป็นแดนแห่งเทพผู้ยินดีในการเนรมิต คือสร้าง ก็กลางๆ เป็นชาวโลกก็ได้ มีแบบเลวด้วยก็ได้ แม้สร้างอย่างโกงด้วย ก็น่าหวั่นเกรงกลัวถูกจับได้ แต่ถ้าสร้างได้อย่างสุจริต ก็ยินดีอย่างไม่น่ากลั ว 6 . ปรินิมิตวสวตี แดนแห่งเทพที่ยังสมบัติให้เป็นไปอย่างผู้อื่นเนรมิตให้ ความหมายของท่านที่แปลมาก็ไม่ต่างกัน แต่อาตมาขยายให้ได้ทั้งโลกียะและโลกุตระ ลักษณะโลกุตระคือ คุณธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว เอามาประกาศ แต่ทุกวันนี้โลกุตระเพี้ยนไปมากเหมือนกลองอานกะ ที่ไม่เหลือเนื้อกลองเดิมแล้ว อาตมานำธรรมะที่เป็นโลกุตระที่หายไป แล้วมาประกาศก็อยู่ได้เพราะว่า ธรรมรักษาผู้ประพฤติธรรม ธัมโมหเว รักขติ ธัมมจาริง ไม่ได้มีอย่างอื่นมาช่วยเลย ไม่มีปริญญา ไม่มียศ ไม่มีลาภ ไม่มีตัวช่วยอื่นๆ เลย นอกจากธรรมะแท้ๆ ที่พิสูจน์ยืนยันมา ...ฟังธรรมแล้วเอาไปทำ อย่าฟังธรรมแล้วเอาไปทิ้ง ปฏิบัติธรรมให้ได้ประโยชน์กันเทอญ...