580208_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ เรื่อง คำว่ากายไม่ได้หมายแค่สรีระหรือแค่จิต .doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์346 KB
วันที่แก้ไข16 พฤศจิกายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

580208 วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ เรื่อง คำว่ากายไม่ได้หมายแค่สรีระหรือแค่จิต ส.ฟ้าไทว่า... วันนี้อาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2558 แรม 5 ค่ำ เดือน 3 ปีมะเมีย ที่ บวรราชธานีอโศก อากาศเย็นเหมือนติดแอร์ มาฟังธรรมเหมือนนั่งห้องแอร์ จะได้ฟังสาระของชีวิต ซึ่งถ้าอาตมาไม่ได้มาฟังพ่อครู ก็จะปฏิบัติผิดๆ ไปอยู่เดียวๆ ปฏิบัตินั่งสมาธิหลับตา ซึ่งอาตมาเท่าที่ดูปฏิบัตินั่งหลับตาไม่สุขภาพเสียก็เสียท่ากับกามคุณ แต่วันนี้เรามาฟังธรรมะของพุทธที่คัมภีรา ทุททสา ทุรนุโพธา ฯ พ่อครูว่า...วันนี้อาตมาได้รับ ข้อคิดเห็นเรื่อง กาย มโน วิญญาณ ที่มาจากเฟสบุค ของคุณยุทธณา ที่พวกเราได้เจอก็เป็นหลักฐานที่เราจะได้อามาวิจัยเพิ่ม

580205 (Thu) ข้อคิดเห็นเรื่อง กายคือจิต มโน วิญญาณ จากคุณยุทธณา _ 15:31 จากคุณ ยุทธณา..... มีคำกล่าวจาก ภันเตท่านนึงที่มากด้วยพรรษาแล้ว จากสำนักแถวสุขาภิบาล 1 นวมินทร์ กล่าวว่า "...กาย กับ จิต อย่างเดียวกัน..." เพราะภันเตท่านอ้างว่า ด้วยจากพระสูตรนี้ อัสสุตวตาสูตรที่ 1 ว่า "...ตถาคตเรียก *ร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง 4 นี้ว่า จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง จิตเป็นต้นนั้นดวงหนึ่งเกิดขึ้น ดวงหนึ่งดับไป ในกลางคืนและกลางวัน ฯ..." ท่านจึงตีความว่า "...กาย กับ จิต อย่างเดียวกัน..." • คำตอบ • ครับ ใช่ครับอย่างเดียวกัน เพราะ กายกับจิต อยู่ในขันธ์ 5 มีอยู่ในเรา ••• แต่...ไม่ใช่อย่างเดียวกันครับ เพราะ วิญญาณ เข้าไปรู้ รูป เวทนา สัญญา สังขาร (เรียก วิญญาณฐิติ 4 ฐานที่ตั้งของวิญญาณ) หรือ อุปมาที่ว่า วิญญาณ เปรียบเหมือน เมล็ดพืช, ภพ เปรียบเหมือน ผืนนา ครับ ถ้า กาย กับ จิต เป็นอย่างเดียวกัน อย่างที่ภันเตเข้าใจอย่างเดียวแล้ว อุปมาอุปไมย พระพุทธเจ้า คงไม่แยก พืช กับ ผืนนา หร๊อกครับ อีก

อ่านต่อ

ทั้ง ถ้า กาย กับ จิต เป็นอย่างเดียวกัน อย่างที่ภันเตเข้าใจแล้ว สายปฏิจจสมุปบาท ก็จะผิดครับ เพราะ พระพุทธเจ้า ไล่สายปฏิจจ สมุปบาท แยกการทำงานดังนี้ว่า...เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมี นาม-รูป....ครับ และไหน จะอุปมา แสง กระทบ ฉาก(เรือนยอด) อีก และไหน จะอุปมา ถูกศรธนู 2 ดอกอีก จาก สัลลัตถสูตร ว่า...".....● ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ อันทุกขเวทนาถูกต้องแล้ว ย่อมเศร้าโศก ร่ำไร รำพัน ทุบอก คร่ำครวญ ย่อมถึงความงมงาย เขาย่อมเสวยเวทนา 2 อย่าง คือ • เวทนาทางกาย • และเวทนาทางใจ ฯ [ 370 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนนายขมังธนู พึงยิงบุรุษด้วยลูกศร ยิงซ้ำบุรุษนั้นด้วยลูกศรดอกที่ 2 อีก ก็เมื่อเป็นอย่างนี้ บุรุษนั้นย่อมเสวยเวทนาเพราะลูกศร 2 อย่างคือ • ทางกาย • และทางใจ ภันเตครับ ลองอ่านพระสูตร มหาสัจจกสูตร ดูครับ พระพุทธเจ้า แยก กาย กับ จิต ทั้งสองอย่างนี้อย่างไร และอบรมกาย อบรมจิต แยกกันอย่างไรครับ ไปดูครับ ภันเตครับ บางที ต้องศึกษาหลาย ๆๆ พระสูตร เพราะคำพระศาสดาจะ "..เชื่อมโยง สอดรับกันครับ.." จะมาอาศัยพระสูตรเดียว แล้วก็วิเคราะห์เอง จากฐานการปฏิบัติ หรือคำครูอาจารย์บอกมาอย่างนี้ แล้วนำมาเชื่อมโยงกับคำพระศาสดาแบบนี้ ผมว่า ไม่น่าจะได้ครับ จะเปิดธรรมที่ถูกปิดไม่ได้ครับ นมัสการ..... ด้วยความเคารพ ภันเต กราบ กราบ กราบ./ (พระสูตร) 6 . มหาสัจจกสูตรสัจจกนิครนถ์ทูลถามปัญหา [ 405 ] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้: สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน เขตเมืองเวสาลี. ก็สมัยนั้นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงนุ่งดีแล้ว ทรงถือบาตรและจีวรมีพระพุทธประสงค์จะเสด็จเข้าไปเพื่อบิณฑบาตในเมืองเวสาลี เวลานั้น สัจจกนิครนถ์ ผู้เป็นนิคันถบุตร เมื่อเที่ยวเดินเพื่อยืดแข้งขา ได้เข้าไปที่กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน. ท่านพระอานนท์ได้เห็นสัจจกนิครนถ์กำลังเดินมาแต่ไกล ครั้นแล้วจึงทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สัจจกนิครนถ์นี้เป็นนักโต้ตอบ พูดยกตนว่าเป็นนักปราชญ์ ชนเป็นอันมากยอมยกว่าเป็นผู้มีความรู้ดี เขาปรารถนาจะติเตียนพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส ขอพระผู้มีพระภาคทรงพระกรุณาประทับอยู่สักครู่หนึ่งเถิด. พระผู้มีพระภาคจึงประทับอยู่บนอาสนะที่เขาปูถวาย. ขณะนั้น สัจจกนิครนถ์เข้าไปถึงที่พระผู้มีพระภาคประทับ ครั้นแล้วทูลปราศรัยกับพระองค์ ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. ● [ 406 ] สัจจกนิครนถ์ ครั้นนั่งแล้ว ได้ทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า พระโคดมผู้เจริญมีสมณะและพราหมณ์พวกหนึ่ง • หมั่นประกอบกายภาวนาอยู่ • แต่หาได้หมั่นประกอบจิตภาวนาไม่. สมณะและพราหมณ์พวกนั้น ย่อมประสบทุกขเวทนาอันเกิดในสรีรกาย. พระโคดมผู้เจริญ เรื่องเคยมีมาแล้ว เมื่อบุคคลอันทุกขเวทนาอันเกิดในสรีรกายกระทบเข้าแล้ว ความขัดขาจักมีบ้างหทัยจักแตกบ้าง เลือดอันร้อนจักพลุ่งออกจากปากบ้าง (พวกที่บำเพ็ญกายภาวนานั้น) จักถึงความเป็นบ้า มีจิตฟุ้งซ่านบ้าง จิตอันหันไปตามกายของผู้นั้น ก็เป็นไปตามอำนาจกาย. นั่นเป็นเพราะ อะไร? เป็นเพราะไม่อบรมจิต. พระโคดมผู้เจริญ มีสมณะและพราหมณ์พวกหนึ่ง • หมั่นประกอบจิตตภาวนาอยู่ • แต่หาได้หมั่นประกอบกายภาวนาไม่. สมณะและพราหมณ์พวกนั้น ย่อมประสพทุกขเวทนาอันเกิดขึ้นในจิต. พระโคดมผู้เจริญ เรื่องเคยมีมาแล้ว เมื่อบุคคลอันทุกขเวทนาอันเกิดขึ้นในจิตกระทบเข้าแล้ว ความขัดขาจักมีบ้าง หทัยจะแตกบ้าง เลือดอันร้อนจัดพลุ่งออกจากปาก (พวกที่บำเพ็ญจิตตภาวนานั้น) จักถึงความเป็นบ้า มีจิตฟุ้งซ่านบ้าง กายอันหันไปตามจิตของผู้นั้น ก็เป็นไปตามอำนาจจิต. นั่นเป็นเพราะอะไร? เป็นเพราะไม่อบรมกาย. พระโคดมผู้เจริญ ข้าพเจ้ามีความดำริว่า หมู่สาวกของพระโคดม ย่อมหมั่นประกอบจิตตภาวนาอยู่โดยแท้แต่หาหมั่นประกอบกายภาวนาอยู่ไม่. ● [ 407 ] พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ดูกรอัคคิเวสสนะ กายภาวนาท่านฟังมาแล้วอย่างไร? สัจจกนิครนถ์ทูลว่า พระโคดมผู้เจริญ ท่านนันทะผู้วัจฉโคตร ท่านกิสะผู้สังกิจจโคตรท่านมักขลิผู้โคสาล ก็ท่านเหล่านี้เป็นผู้เปลือยกาย ปล่อยมารยาทดีเสีย เช็ดอุจจาระที่ถ่ายด้วยมือไม่ไปรับภิกษาตามที่เขาเชิญให้รับ ไม่หยุดตามที่เขาเชิญให้หยุด ไม่ยินดีภิกษาที่เขานำมาให้ ไม่ยินดีภิกษาที่เขาเจาะจงให้ ไม่ยินดีการนิมนต์ ไม่รับภิกษาที่เขาให้แต่ปากหม้อ ไม่รับภิกษาที่เขาให้แต่ปากกระเช้า ไม่รับภิกษาในที่มีธรณีและมีท่อนไม้ หรือมีสากอยู่ในระหว่าง ไม่รับภิกษาของคน 2 คน ที่กำลังกินอยู่ ไม่รับภิกษาของหญิงมีครรภ์ ของหญิงที่กำลังให้ลูกดื่มนม ของหญิงที่มีชู้ไม่รับภิกษาที่เขานัดกันทำ ในที่ที่เขาเลี้ยงสุนัขไว้ และในที่มีหมู่แมลงวันตอม ไม่รับปลา ไม่รับเนื้อ ไม่ดื่มสุรา ไม่ดื่มเมรัย ไม่ดื่มน้ำที่เขาหมักแช่ด้วยสัมภาระ รับภิกษาที่เรือนเดียวบ้าง รับเฉพาะคำเดียวบ้าง รับที่เรือนสองหลังบ้าง รับเฉพาะสองคำบ้าง ฯลฯ รับที่เรือนเจ็ดหลังบ้าน รับเฉพาะเจ็ดคำบ้าง เลี้ยงตนด้วยภิกษาอย่างเดียวบ้าง สองอย่างบ้าง ฯลฯ เจ็ดอย่างบ้าง กลืนอาหารที่เก็บไว้วันหนึ่งบ้าง สองวันบ้าง ฯลฯ เจ็ดวันบ้าง หมั่นประกอบเนืองๆ ในอันกินภัตตามวาระ แม้มีวาระครึ่งเดือนเห็นปานนี้ ย่อมอยู่ดังนี้. พ. ดูกรอัคคิเวสสนะ บุคคลเหล่านั้นเลี้ยงตนด้วยภัตเท่านั้นอย่างเดียวหรือ? ส. ไม่เป็นดังนั้น พระโคดมผู้เจริญ บางทีท่านเหล่านั้น เคี้ยวของควรเคี้ยวอย่างดีๆ กินโภชนะอย่างดีๆ ลิ้มของลิ้มอย่างดีๆ ดื่มน้ำอย่างดีๆ ให้ร่างกายนี้มีกำลัง เจริญ อ้วนพีขึ้นๆ พ. ดูกรอัคคิเวสสนะ พวกเหล่านั้นละทุกกรกิจอย่างก่อนแล้ว บำรุงกายนี้ภายหลังเมื่อเป็นอย่างนั้น กายนี้ก็มีความเจริญและความเสื่อมไป. ว่าด้วยกายภาวนาและจิตตภาวนา [ 408 ] พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ดูกรอัคคิเวสสนะ จิตตภาวนาท่านได้ฟังมาแล้วอย่างไร? สัจจกนิครนถ์ อันพระผู้มีพระภาคตรัสถามในจิตตภาวนา ไม่อาจทูลบอกได้. ขณะนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสกะสัจจกนิครนถ์ดังนี้ว่า ดูกรอัคคิเวสสนะ กายภาวนาก่อนนั้นท่านเจริญแล้ว แม้กายภาวนานั้น ไม่ประกอบด้วยธรรมในอริยวินัย ท่านยังไม่รู้จักแม้กายภาวนา จักรู้จักจิตตภาวนาแต่ไหน ดูกรอัคคิเวสสนะ บุคคลที่มีกายมิได้อบรมแล้ว มีจิตมิได้อบรมแล้ว และที่มีกายอบรมแล้ว มีจิตอบรมแล้ว เป็นได้ด้วยเหตุอย่างไร ท่านจงฟังเหตุนั้นเถิด จงทำไว้ในใจให้ดี เราจักกล่าว. สัจจกนิครนถ์ ทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว. • [ 409 ] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอัคคิเวสสนะ ก็บุคคลที่มีกายมิได้อบรม มีจิตมิได้อบรม เป็นอย่างไร? • ดูกรอัคคิเวสสนะ ปุถุชนในโลกนี้ ผู้มิได้สดับ มีสุขเวทนาเกิดขึ้น เขาถูก สุขเวทนากระทบเข้าแล้ว มีความยินดีนักในสุขเวทนา และถึงความเป็นผู้ยินดีนักในสุขเวทนา สุขเวทนาของเขานั้นย่อมดับไปเพราะสุขเวทนาดับ • ก็มีทุกขเวทนาเกิดขึ้น เขาถูกทุกขเวทนากระทบเข้าแล้ว ก็เศร้าโศก ลำบากใจ รำพัน คร่ำครวญ ตบอก ถึงความหลงใหล • แม้สุขเวทนานั้นเกิดขึ้นแก่เขาแล้ว ก็ครอบงำจิตตั้งอยู่ เพราะเหตุที่มิได้อบรมกาย • แม้ทุกขเวทนาเกิดขึ้นแล้ว ก็ครอบงำจิตตั้งอยู่ เพราะเหตุที่มิได้อบรมจิต ดูกรอัคคิเวสสนะ • แม้สุขเวทนาเกิดขึ้น แก่ปุถุชนคนใดคนหนึ่ง ก็ครอบงำจิตตั้งอยู่ เพราะเหตุที่มิได้อบรมกาย • แม้ทุกขเวทนาเกิดขึ้น ก็ครอบงำจิตตั้งอยู่ เพราะเหตุที่มิได้อบรมจิต ●●● ทั้งสองอย่างดังนี้ ●●● ดูกรอัคคิเวสสนะ • บุคคลที่มีกายมิได้อบรม • มีจิตมิได้อบรม เป็นอย่างนี้แหละ. • ดูกรอัคคิเวสสนะ ก็บุคคลที่มีกายอบรมแล้ว มีจิตอบรมแล้วเป็นอย่างไร? • ดูกรอัคคิเวสสนะ อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ผู้ได้สดับ มีสุขเวทนาเกิดขึ้น เขาถูกสุขเวทนากระทบเข้าแล้ว ไม่มีความยินดีนักในสุขเวทนา และไม่ถึงความเป็นผู้ยินดีนักในสุขเวทนา สุขเวทนาของเขานั้นย่อมดับไป เพราะสุขเวทนาดับ • ก็มีทุกขเวทนาเกิดขึ้น เขาถูกทุกขเวทนากระทบเข้าแล้ว ก็ไม่เศร้าโศก ไม่ลำบากใจ ไม่รำพัน คร่ำครวญ ตบอก ไม่ถึงความหลงใหล • แม้สุขเวทนานั้นเกิดขึ้นแก่อริยสาวกแล้ว ก็ไม่ครอบงำจิตตั้งอยู่ เพราะเหตุที่ได้อบรมกาย • แม้ทุกขเวทนาเกิดขึ้นก็ไม่ครอบงำจิตตั้งอยู่ เพราะเหตุที่ได้อบรมจิต ดูกรอัคคิเวสสนะ • แม้สุขเวทนาเกิดขึ้นแก่อริยสาวกผู้ใดผู้หนึ่ง ก็ไม่ครอบงำจิตตั้งอยู่ เพราะเหตุที่ได้อบรมกาย • แม้ทุกขเวทนาเกิดขึ้นก็ไม่ครอบงำจิตตั้งอยู่ เพราะเหตุที่ได้อบรมจิต ●●● ทั้งสองอย่างนี้ ดังนี้ ●●● ดูกรอัคคิเวสสนะ • บุคคลที่มีกายอบรมแล้ว • มีจิตอบรมแล้ว เป็นอย่างนี้แหละ. สัจจกนิครนถ์ทูลว่า เมื่อเป็นอย่างนี้ ข้าพเจ้าเลื่อมใสต่อพระโคดม เพราะพระโคดมมีกายอบรมแล้ว มีจิตอบรมแล้ว. ..... พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่ม 12 ข้อ 405 - 432 . 15:33 ยุทธณา จาก facebook ชื่อ Worachart Tipmaneekomut พ่อครูว่า...ถ้าอาตมาสอน ไปแยกกาย แยกจิต อย่างที่คุณยุทธณาว่านี้ก็ปฏิบัติไม่ถูก สรุปว่า คุณยุทธนา เข้าใจถูกว่า กายไม่ใช่จิตนะ แต่ก็ต้องเป็นจิตนะ ผู้ที่อบรมแต่จิตไม่พยายามอบรมกาย ตรงนี้สำคัญมากที่สุดเลย ผู้ที่อบรมกายจะได้อบรมจิตด้วย ผู้ที่อบรมโดยที่เข้าใจว่า กายแยกจากจิต เขาก็จะอบรมกายอย่างแยกกับจิต แล้วอบรมจิต อย่างแยกกับกาย เวลาเขาอบรมก็จะแยกส่วนกัน กายจะสุขทุกข์ก็อยู่ที่กาย แล้วจิตสุขทุกข์ก็อยู่ที่จิตไม่ต่อเนื่องกัน คนๆนี้จะไม่มีวันปฏิบัติรู้จักสุขทุกข์ที่ยึดเอากายนั้น จริงๆ แล้วกายเป็นเท็จ กายไม่มีในโลก กายมาจากรูปนามประชุมกัน ถ้าไม่มีการประชุมรูปนามกายไม่มี คนเราเกิดมามีทั้งสรีรกาย ก็จะเกิดทุกข์สุขจากที่คนหลง พอสัมผัส ก็จะเกิดสารีริกัง ทุกขเวทนัง เช่น อาตมาอธิบายกายคตาสติ คุณก็ปฏิบัติย่างหนอ เหยียบหนอ แต่ไม่ได้เชื่อมโยงถึงจิต ก็ได้แค่นั้น เวลาจะอบรมจิตก็ไปนั่งสมาธิเอาเป็นการแยกกายกับจิตปฏิบัติ อาตมาก็อธิบายว่า กายคตาสติกับ อานาปานสติไม่ได้แยกกัน คุณต้องรู้รูปนอกแล้วเข้ามาอ่านใน พระพุทธเจ้าว่า กายเรากล่าวว่า จิต บ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง เพราะมีทั้งกายคือสัมผัสข้างนอกแล้วให้อ่านจิตคือมโน กับวิญญาณ อธิบายมาแล้ว ผู้เข้าใจกาย อย่างที่คุณยุทธณากังวลว่าเราจะเข้าใจว่า กายคืออย่างเดียวกันกับจิต เขากลัวไว้อย่างนี้ดี ซึ่งเราแยกได้ เรารวมได้ ถ้าผู้ใดบำเพ็ญถูกต้องสัมมาทิฏฐิ สัมมาปฏิบัติผู้นั้นจะรู้จักสุขทุกข์ที่เกิดจากองค์ประชุมภายนอกที่เกิดจาก ดิน น้ำ ไฟ ลมและรูป 24 ที่เกิดจากการสัมผัสแล้วเกิดภาวรูป แต่ถ้าเป็นรูปกับนาม ที่มันแตะกันอยู่เหมือนขนมชั้น อยู่เฉยๆ เป็นรูปกับนาม ไม่ได้ทำปฏิกิริยา ก็ไม่เกิดภาวะวิญญาณ เหมือนตาคุณกระทบอยู่นี่ คุณก็ไม่เกิดความรู้สึกอะไร แสงมันกระทบวัตถุเข้าไปสู่ม่านตา แต่ไม่เกิดปฏิกิริยา ไม่เกิดวิญญาณ คุณก็ไม่รู้เรื่อง เฉยๆ แต่ถ้าจิตเข้าไปทำงานปรุงแต่งจะเกิดเป็นสุข ทุกข์ทันที ให้เราได้เห็น แต่ผู้บำเพ็ญแล้วพากเพียรแล้ว แม้จะสัมผัสแล้วปรุงแต่งก็ไม่สุขไม่ทุกข์กลางๆ ผู้ได้บำเพ็ญอย่างสัมมาทิฏฐิ แล้วละกิเลสตัวเหตุได้จริง ทั้งที่ตากระทบรูปอยู่ หูสัมผัสเสียง แต่ท่านก็มีองค์ประชุมอยู่มีทั้งกาย แต่ท่านไม่มีอกุศลเหตุแล้วนี่คือผู้ได้อบรมกาย เมื่อคุณได้อบรมกาย ทวารนอกทั้ง 5 กระทบสัมผัสรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส โดยอ่านจิตที่คุณได้กำจัดอกุศลเหตุแล้ว อมรมกายดีแล้ว แต่ทวารนอกทั้ง 5 ของคุณก็กระทบสัมผัสนอกเหมือนเดิม แต่จิตคุณสงบรำงับนี่คือ ผู้ที่อบรมกาย ผู้ที่ไม่อยู่ในอาริยวินัยไม่ได้ไม่รู้ไม่อบรม กายภาวนา จะรู้จักจิตภาวนาแต่ไหน? นี่คือคำที่พระพุทธเจ้าบอก ทุกวันนี้เขาปฏิบัติกายให้สงบคือ เดินจงกรม แล้วไปปฏิบัติจิตให้สงบก็ไปนั่งหลับตา แล้วทำให้สงบ คุณกำหนดกสิณให้จิตสงบเท่านั้น คุณไม่รู้เรื่องอาการจิตต่างๆ เลย จะรู้จักจิตภาวนาแต่ไหน? หมายความว่าคุณแยกกายแยกจิตปฏิบัติ จิตภาวนาคุณก็อบรมไม่เป็นก็ไปนั่งสมถะอย่างเก่า การปฏิบัติกายก็ย่างหนอกก้าวหนาก็ได้แต่สมถะอย่างเดียว ก็ได้สมาธิเจโตสมถะอย่างเดียวอีก ไม่ได้อบรมจิตไม่ได้อบรมกายเลย เพราะมิจฉาทิฏฐิไปหมด สำนักต่างๆ มีแต่สมถะไม่มีวิปัสสนาเลย เพราะมันปฏิบัติแยกกายกับจิตเลย ไม่เกี่ยวข้องกันเป็นองค์รวมเลย เช่น ตากระทบบวบเหลี่ยม บางคนก็ชอบ บางคนก็ชอบไม่เหมือนกัน ของแต่ละคน มันเกี่ยวข้องอยู่ ตากระทบรูปอยู่ จิตก็อบรม แม้กระทบภายนอก จิตก็สงบรำงับ กายก็มีอยู่ ข้างในเมื่อกระทบภายนอก กายก็เห็นความจริง จิตก็เห็นความจริง แต่ถ้าเอาแต่จิตไม่มีกายกระทบมันก็ไม่มีกายสิ มีแต่ความจำไม่มีความจริง เป็นแต่มี นามกายเท่านั้น ความจริงของพุทธต้องเกิดจากผัสสะ 3 ตากระทบรูปแล้วเกิดวิญญาณ วิญญาณต้องมีตากระทบรูป แล้วถึงรู้จิต รู้มโน ที่ก็ยังเกี่ยวกับผัสสะที่มีโคจรรูป ปสาทรูปทำงาน ถ้าปราศจากปัจจัย ปราศจากการกระทบสัมผัสกันแล้ววิญญาณมิได้มี การปฏิบัติจึงต้องปฏิบัติวิญญาณฐีติเช่นนี้ อย่างคุณยุทธนาว่ากายกับจิตอย่างเดียวกันนี่ คุณยุทธณาว่าอย่างเดียวกันใช้เพราะกายกับจิตมีอยู่ในขันธ์ 5 อย่างเดียวกัน นี่คือตีความตรรกะ ไม่ได้ตีความภาคปฏิบัติ วิญญาณฐีติ 4 คือวิญญาณที่ตั้งอยู่ขณะนี้ เพราะมีขันธ์ 5 อยู่แล้ว แต่อาตมาก็ว่าต้องมีการสัมผัสเป็นเหตุ ในมูลสูตรว่าไว้ สรุปรวมอีกทีว่า กายไม่มีของจริง ถ้าจะบอกว่าสรีรกาย อันนี้ประกอบด้วยร่าง สรีรกายอันนี้เกี่ยวกับข้างนอก ข้อความมาจาก คุณวรชาติ ทิพย์มณีโกมุต ก็ขอบคุณ สื่อสารพวกนี้มาใช้อย่างนี้เป็นประโยชน์อย่าใช้มอมเมากันแต่อย่างนี้ดีแล้ว

_ แสดงว่ากายภาวนาอย่างลัทธิทรมานตน พระพุทธเจ้าถือว่าไม่ใช่กายภาวนาอย่างอาริยวินัย ใช่ไหม?...สู่แดนธรรมถาม อาตมา ว่า...ใช่ อาตมาอธิบายได้เมื่อต้น เขาอบรมจิตเหมือนกันในกายคตาสติ เขาย่างหนอเหยียบหนอ ยกหนอ เขาละเอียดนะ จิตเขาฝึกให้สงบนิ่ง เขาไม่ได้วิจัยวิจารณ์เลยว่า จิต เจตสิกเป็นเช่นไรเวทนา 108 เป็นเช่นไร เขาไม่แยกเลย แล้วเขาทำภาวนาก็ไปท่องบ่น ไม่มีผลทางอาริยะ แต่เป็นผลมิจฉาทิฏฐิ ไม่ใช่สัมมาทิฏฐิตามพระพุทธเจ้าสอน มันได้แต่เจโตสมถะ ที่เขาอบรมอย่างให้จิตดูมือเคลื่อนอย่างไร ดูว่าเท้าไปไหน คือให้จิตนิ่งไม่ได้อ่านแตก เวทนา 108 และจิตเจตสิกอีกมาที่แตกออกไปอีกมากมายพิสดารเลย ในสังคมพุทธปฏิบัติแบบแยกส่วนเกือบหมดแล้ว คำว่ากายจะเกิดเมื่อมีเหตุปัจจัย แม้ว่าถ้าคุณเอง ตายลง กายก็ไม่มี มีแต่สรีระร่าง แต่จิตไปไหนไม่รู้แล้ว จิตไม่มีในร่างนี้แล้ว เพราะปฏิกิริยาธาตุจิตกับสรีระไม่ทำงานร่วมกันแล้ว องค์ประชุมกายก็หายไปเลย ตายแล้วไม่เรียกว่ากาย เรียกแต่ร่าง คนตายนี่ร่างเหลืออยู่ สรีระอยู่ เรียกว่าเป็นศพ แม้ในขณะที่เรากำลังมีร่าง เสร็จแล้วเราก็ทิ้งไม่รับรู้ภายนอก เข้าไปรู้แต่ในภวังค์นี่คือสมาธิข้างในเป็นเอกัคคตาภายในในขณะนั้น คุณยังมีร่างนะ แล้วอาศัยร่างนี้ระลึกรู้ข้างใน อันนี้มีกายอยู่นะ แต่ถ้าตายลงไปก็ไม่เรียกว่ากาย ไม่เรียกจิต ไม่เรียกวิญญาณด้วย จริงๆ ท่านเรียกว่า วิบาก เป็นผลวิบากที่ไม่รู้ว่าอยู่ไหนแล้ว ไม่มีที่อยู่ไม่มีใครพบใคร แต่เขามีนิยายว่ามีนรกสวรรค์ให้อยู่มียมบาล หรือไปรบกันต่อในนรกไปชื่นชมกันในเมืองสวรรค์มันเป็นเรื่องไม่จริง ไม่มี เพราะถ้ามีคงยุ่งพิลึกมากมาย พระพุทธเจ้าตรัสถึงบุคคล 4 1 . บุคคลผู้ได้เจโตสมถะแต่ไม่ได้โลกุตระ 2 . บุคคลผู้ได้โลกุตระแต่ไม่ได้เจโตสมถะ . 3 . บุคคลผู้ได้เจโตสมถะและได้ทั้งโลกุตระ 4 . บุคคลผู้ไม่ได้เจโตสมถะและไม่ได้ทั้งโลกุตระ พตปฎ. เล่ม 36 ข้อ 10 , ข. 137 , ข. 525 ได้แต่เจโตสมถะอย่างเดียวไม่ได้เป็นอาริยบุคคลแม้แต่โสดาบัน บุคคลที่ได้อบรมกายภาวนาแล้วมีผล เช่นผลทางข้างนอกได้หมดแล้วเหลือแต่ภายในคืออนาคามี ที่ตา หู จมูก ลิ้น กายกระทบภายนอกแล้วท่านไม่สุขไม่ทุกข์แต่เหลือเชื้อพลิ้วพรายของ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา ภายในเท่านั้น กายภาวนาท่านสำเร็จแล้ว แต่ท่านก็มีการสัมผัสทวารนอกอยู่แต่จิตไม่มีไปปรุงหยาบกับกามภพแล้ว นี่คือพ้นแล้วกระทบก็ไม่มีสุขทุกข์ภายนอก แต่มีพลิ้วพรายภายใน พลังงานภายในเหมือนหม้อแบตเตอรี่ไฟหมด เอามาจุดเปลวให้สว่างไม่ได้แล้ว เอาไปสตาร์ทรถก็แหงๆๆๆ ไม่ติดรถได้แล้ว อนาคามีนี่ให้นอนห้องเดียวกับลูกสาวก็ไม่ไปปล้ำลูกสาวคุณหรอก แต่ลูกสาวคุณอย่าไปปล้ำท่านก็แล้วกัน ใจท่านมีรูปราคะ อรูปราคะได้แต่ท่านไม่ทำหรอกภายนอก ท่านมีหิริโอตตัปปะไม่ทำสิ่งเปื้อนแน่ นี่คือผู้ปฏิบัติกายภาวนาลดกิเลสได้จริง มันระริกข้างใน แต่ข้างนอกท่านไม่เกิดอะไรไม่สุขไม่ทุกข์มันรู้แล้ว สุขก็อย่างนี้ทุกข์ก็อย่างนี้ไม่เห็นจำเป็นต้องเสียเวลาแรงงานไปกับมันเลย ธรรมะพระพุทธเจ้าถ้ายังไม่ตาย ยังต้องเกี่ยวข้องกับองค์ประชุมภายนอก แต่ท่านไม่ทุกข์ไม่สุขแล้ว แต่ท่านก็ยังจำได้ สัญญา รู้ว่าอย่างนี้เขาสุขเขาทุกข์กับมัน บางอย่างไม่เคยสัมผัสเช่น อาตมาก็ไม่เคยสุขทุกข์กับลิปสติค เคยเอามาทาเล่นแต่ไม่ได้สุขทุกข์อะไร จำไม่ได้ด้วย ยิ่งฝืนด้วย อาตมาหัดกินเหล้าสูบบุหรี่มันสุข ไม่เคยรู้ว่าสุขอย่างไร ตอนแรกมันทนได้ยาก แต่ต่อมาก็พอทนได้โดยไม่ยากไม่ลำบาก เป็นฌาน แต่ฉุนมากๆ ยาเส้นน่ะ เคยลองกันไหม? คำว่าอุปาทาน …ทุกอย่างคืออุปาทาน นอกจากคุณรู้ความจริงตามความเป็นจริง เย็นคือเย็น ร้อนคือร้อน หวานคือหวาน ขมคือขม แต่ถ้าคุณชอบหรือไม่ชอบขึ้นมานั่นแหละอุปาทาน ชอบนิดก็อุปาทานนิด แต่ถ้ากลางๆ เฉยๆ ก็ไม่มีอุปาทาน มันเค็มมันร้อนแค่ไหนก็รู้ตามจริง อุปาทานนี่เป็นฤทธิ์ เอาพลังงานมาใช้ได้เกินคนสามัญทนไหว ทนร้อนเย็น ทนหวานคนเปรี้ยวเค็มเผ็ดได้ แม้ที่สุดทำให้หนังมันทนต่อการทำให้แตกหักเรียกว่าหนังเหนียวก็คือพลังงานอุปาทานทั้งสิ้นเลย ฟันไม่ออก ยิงไม่เข้าก็ตาม ฝึกได้ที่แล้วทำได้ แต่ทำยาก ทำได้เกินเชื่อได้เลย ไม่ใช่เรื่องไม่เป็นจริงเพราะพลังงานทางจิตนี้ยิ่งใหญ่กว่าพลังงานทางวัตถุ แต่ทำแล้วไม่เที่ยงทำแล้วพลาดได้ พวกหนังเหนียวนี่ตายไปหลายคนแล้ว ลองกัน เรื่องกาย หากเรียนรู้ไม่ชัดไม่สัมมาทิฏฐิรับรองไม่มีทางบรรลุธรรม ถ้าเผื่อว่าไม่ชัดเจนความเป็นกายอย่างสัมมาทิฏฐิจริงๆเรื่องใหญ่นะเรื่องกายนี่ ดีนะคุณวรชาติได้ทำมาแล้วยุทธณาได้ส่งมานี่ คำว่า บุญ นี่แหละ ตอนนี้เรื่องบุญใหญ่สร้างภาพให้คนหลงใหลเรื่องบุญเอาบุญมาขาย เราก็กำลังมีโศกลอกออกอากาศว่า อย่าเอาบุญมาเป็นวิมานหลอกคนนี่ “วัฒนธรรมบุญนิยมนั้น ต้องไม่ใช้ “บุญ” เป็นวิมานหลอกคน” คำว่าบุญหรือปุญญะ เป็นภาษทางธรรมที่เดี๋ยวนี้เพี้ยนเป็นสิ่งที่คนอยากได้อยากมีอยากเป็น จริงๆ แล้วบุญคืออุปกรณ์อาวุธของนักปฏิบัติธรรมที่เอามาใช้ชำระกิเลส เป็นไฟฌาน ทำให้กิเลสลดหรือดับได้ ก็เป็นประสิทธิภาพของเครื่องมือนี้ ไม่ได้อะไรนอกจาก ทำให้กิเลสหมดไป หากยังไม่ได้หมดก็ได้ส่วนแห่งบุญ เป็น สาสวะ ที่ว่าแบ่งส่วนบุญ เอาส่วนบุญมาฝากนี่แบ่งไม่ได้นะ บุญ คือ การชำระกิเลส ใครชำระได้ก็ของคนนั้น ไม่ใช่ของที่เอามาแบ่งปันกันได้ บุญไม่ใช่สมบัติ บุญคืออาวุธ ไม่ใช่ข้างของทรัพย์สมบัติที่จะเอามาแบ่งกันได้ เป็นพลังงานบุญ ทำให้กิเลสลดได้ ถ้ายังไม่ถึงอนาสวะก็เป็นสาสวะจนบุญชำระกิเลสจนสิ้นอาสวะ ถาวรก็สิ้นบุญสิ้นบาป เป็น ปุญญาปาปริกขีโณ หมดหน้าที่ขอบบุญแล้ว ถาวรจบกิจแล้ว พระอรหันต์ทุกข์องค์เป็นคนไม่มีบุญ มาที่ พระไตรปิฎก... ข. 191 ล. 16 ...ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลตกอยู่ในอวิชชา ถ้าสังขารที่เป็น บุญปรุงแต่ง วิญญาณก็เข้าถึงบุญ ถ้าสังขารที่เป็นบาปปรุงแต่ง วิญญาณก็เข้าถึงบาป (ตัวนี้แปลผิดๆ เพราะมาจากบาลีที่ว่า อุปญญูปคัง ที่แปลว่า ความเจริญที่ไม่มีบาปแล้ว) ถ้าสังขาร ที่เป็นอเนญชาปรุงแต่ง วิญญาณก็เข้าถึงอเนญชา ฯ (ภิกฺขเว ปุริสปุคฺคโล ปฺฺุเจ สงฺขาร อภิสงฺขโรติ ปฺุูปค โหติ วิฺาณ อปฺฺุเจ สงฺขาร อภิสงฺขโรติ อปฺุูปค โหติ วิฺาณ ฯ อเนชฺเจ สงฺขาร อภิสงฺขโรติ อเนชูปค โหติ วิฺาณ ฯ) กายภาวนาที่มิจฉาทิฏฐิก็ได้แต่เจโตสมถะ พอปฏิบัติจิตก็ได้แค่เจโตสมถะอีก ไม่ว่าจะสมาธิหลับตาหรือสมาธิลืมตาที่สะกดจิตไว้เฉยๆ ไม่ได้ดับเหตุเลย ในอานาปานสติ มีกายสังขารัง ปัสสัมภยัง จิตสังขารัง แล้วท่านก็ยังให้ทำ จิตอภิปโมทยังจิตตัง (แต่ต้องทำจิตให้สงบก่อนนะเป็นอนุโลมให้โลก) แต่ต้องให้จิตสงบก่อนนะ แล้วทำให้เบาด้วย ลหุตา พระพุทธเจ้าว่าคนจะอนุโลมทำจิตให้เบิกบานร่าเริงคุณต้องทำจิตสงบจากกิเลสก่อนนะ ให้มีฐานอัปปนา พยับปนา เจตโสอภินิโรปนา ให้มีฐานแข็งแรงที่จะเอื้อมมือไปช่วยคนตกบ่อนะ ต้องรู้ตนเองอย่างเพียงพออย่าหลงตนเองเด็ดขาด ผู้เป็นอาริยะจริงจะไม่อนุโลมแก่คนง่ายๆ เพราะท่านไม่ต้องการอะไรแล้วนี่ ต้องมีฐานแข็งแรงจึงอนุโลมได้ และก็อนุโลมพอเหมาะไม่มากไปจนหมดตัวเลย อาตมาเองถ้าไม่แน่ใจถึง 70 % - 80 % - 90 % จึงทำ ทำไปแล้วก็เสีย เราไม่ได้อยากได้อะไร ทำไปทำไมถ้าเสีย แต่ถ้าคุณมีจิตอยากได้อยู่ก็จะเสี่ยงสิ เรื่องกาย กับเรื่องบุญ เราต้องพูดกันอีกมาก พูดกันด้วยจริงใจนะในวงการศาสนาพุทธท่านเข้าใจคำว่ากายผิด ต้องไปศึกษาใหม่ เพราะพยัญชนะคำว่า กาย ในพระไตรฯมีมากมายเลย....กายมุทุตา กายปาคุญญตา แปลว่าความแคล่งคล่องขององค์ประชุมเจตสิก 3 (เวทนา สัญญา สังขาร) อาตมา ว่า... อรหันต์ 9 คนนี้ยังมีนัยแฝงด้วยนะ...สาธุ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน