580217_สรรค่าสร้างคน(๒๘) การศึกษาของประเทศไทยกับอธิปไตย ๓.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์346 KB
วันที่แก้ไข16 พฤศจิกายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

580217 สรรค่าสร้างคน( 28 ) การศึกษาของประเทศไทยกับอธิปไตย 3 วันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ 2558 ที่บวรราชธานีอโศก พ่อครูว่า... พวกคุณคิดว่าอาตมาจะสอนหมดไหม?นี่ หรือคิดว่าอาตมาจะมีอะไรมาสอนหรือไม่? ...ก็ไม่หมด คือถ้ายิ่งฟังแล้วก็ยิ่งมีอะไรลึก อะไรใหม่อีก ฟังแล้วก็เลยไม่ทำให้รู้สึกว่าหมด จะเอาที่อะไรสอน อาตมาก็รู้สึกว่าดึงออกมายังไม่หมดสักที จากพระไตรปิฎก จากเทวดามาบอก หรือจากคุยกันไป เป็นเรื่องสุดยอด อาตมาเข้าใจคนที่หลับตาทำสมาธิ แล้วเขาก็เกิดความรู้เห็นว่า อันนั้นเป็นปัญญา แล้วก็จะรู้อะไรขึ้นมา อันนั้นเป็นความรู้เดิม ที่เขามีมันขึ้นมา บางคนไม่มีความเดิม แต่บางคนโน้มจิตไปปรุง มันก็ปรุงได้ง่าย เพราะไม่มีอะไรกวน มีสองอย่างคือความเก่าของตนและของใหม่ที่ตนปรุงขึ้นมา เขาก็ว่านี่คือวิปัสสนา คือการเห็นอย่างยิ่งยอด พระพุทธเจ้าว่าคือ การเห็นปรมัตถ์ เห็นกิเลสได้ กำจัดกิเลสได้อย่างสัมมาทิฏฐิ แล้วเห็นกิเลสได้นี่คือ ปัญญารู้ความจริงตามความเป็นจริงที่ทำได้จริงๆ ไม่ใช่ว่าเอาของเดิมขึ้นมารู้ และเป็นตรรกะ เหตุผลปรุงแต่ง แต่เป็นการรู้ความจริงตามความ เป็นจริงปรมัตถ์ รู้กิเลส ลดกิเลสได้ ก็จะรู้อารมณ์เนกขัมมะที่ออกจากกาม พยาบาทได้ แต่อารมณ์เคหสิตะ ก็จะเป็นอีกอย่างของใครของใครก็จะรู้เอง แม้แต่สุขโลกียะกับสุขโลกุตระก็จะแยกออก มีปีติก็ดีใจ แต่มีสองอย่างคือได้บำเรอกิเลสอ้วน กับการดีใจที่ทำให้กิเลสฝ่อตาย มีอาการปีติดีใจโสมนัส แต่เป็นเคหสิตะ กับเนกขัมมะที่ต่างกัน เราจะมีปัญญารู้ความต่างนี้ โดยสภาวะ ไม่ใช่ตรรกะความคิด ความรู้ ที่เรียนกันทุกวันนี้มีมากมาย มีผู้นำบทความนี้มาจากเว็บไซด์พันทิพย์ ฝากถึงพ่อครู เรื่องจริง..ที่ต้องยอมรับ จีนรักไทยจริงใจ...วิจารณ์การศึกษาของไทยแบบตรงๆ. ..อ่านแล้วเศร้าจัง .

อ่านต่อ

........ การศึกษาไทย ในมุมมองของจีน ห่วยสุดๆ ตั้งแต่ระดับมัธยม จนถึงระดับ มหาวิทยาลัย 1. สถานทูตจีน เขียนรายงาน (เป็นภาษาจีน) ระบุการศึกษาบ้านเรา เน้นแต่ด้าน ศิลปศาสตร์ นิติฯรัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ การตลาด บริหารธุรกิจ ซึ่งจบมาแล้ว ไม่มีงานทำ ความรู้กระจอก สักแต่ให้มีปริญญา ไม่ได้สร้าง value-added ใดๆ นักวิทยาศาสตร์ การวิจัย แทบจะเป็นศูนย์ Guanmu อดีตเอกอัครราชทูตจีน บอกว่า 25 ปีที่ผ่านมา ไทยผลิตยาง ยังไงก็ยังทำแบบนั้น ไม่สร้างมูลค่าเพิ่ม ทำเป็นยางรถยนต์ หรือสิ่งประดิษฐ์ อะไรเองไม่เป็น สร้างคิดอะไรไม่ได้ 2. มหาวิทยาลัยไทย รวมไปถึง ธรรมศาสตร์จุฬาฯ กิจกรรมเน้นเต้น หลีดโชว์หล่อสวย แต่โง่ ไม่มีการฝึกงานอะไร ที่เป็นประโยชน์ ขอเงินพ่อแม่ เที่ยวกลางคืน ไปวันๆ โชว์วัตถุนิยม ว่ารถกูขับรถไร สังคมมันวัดกันแค่นี้ (เห็นมากับตา) พวกดีๆ ก็มีแต่มันน้อย เอาจริงๆ นะ ผมว่ามีแค่10% ในขณะที่เด็กสหรัฐฯ พวก MIT Stanford หรือเด็กจีนชิงหัว ปิดเทอม พยายามหางานทำ ฝึกงาน UN World Bank JP Morganหรือมาค่ายผู้ลี้ภัย ชาวโรฮิงญาในไทย 3. จ่ายครบจบแน่ ปริญญาขยะ เต็มบ้าน คือ หางานไรทำไม่ได้ มีแต่อยากจะรวย "ผมจะทำธุรกิจ" คือมันคิดไรไม่ออก นอกจากขายของ นอกจากนี้ ยังทุจริต ผันงบกระทรวงศึกษา ให้ทุนกู้ยืม มหาวิทยาลัยเอกชน ที่มีนักการเมือง เป็นเจ้าของ สุดท้ายหนี้สูญ เพราะเด็กบ้านนอก ได้มาเข้ากรุง สักว่าจบปริญญา ประดับบ้าน แต่มันหางานทำไม่ได้ ปีหนี่งหมดเงิน ภาษีประเทศชาติ ไปหลายหมื่นล้าน เรื่องเลวๆนี้ ไม่เคยถูกตรวจสอบ 4. ภาษาอังกฤษ ห่วยแตกขั้นเทพ จริงๆ อจ.จุฬาฯส่วนใหญ่ ก็ลอกบทความฝรั่ง มาแปลๆ ไม่มีความคิด อะไรใหม่ หาน้อยคน ที่จบระดับโลก ไปดู CV เอาเอง ได้จบมหาลัยห้องแถว B-class ทั้งนั้น งานวิจัยขยะ copy/paste เต็มไปหมด ครูมัธยม เอาแค่โรงเรียน ในกรุงเทพฯ ผมเคยถูกเชิญไปพูด ยังออกเสียง สะกดศัพท์ไม่ถูกเลย จะสอนเด็กให้ถูก อย่างไร แล้วโรงเรียนใน อ.ปัว จังหวัดน่าน มันจะห่วยแตก ขนาดไหน 5.ความรู้ใหม่ๆ หรือเทคโนโลยี มันหมุนเวียน เป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งคนไทยรู้แต่ ภาษาไทยตัวเอง ไม่มีความสามารถ แข่งขันอะไร ในระดับโลก โลกท ั ศน์สุดจะแคบ สำนักข่าวไทย รายงานแต่เรื่องเส็งเคร็ง ไม่ได้สร้างคุณค่า ความรู้อะไร คนนั้นท้องกับคนนี้ ตำรวจตั้งด่านไถตังค์ ไปวันๆ ไปทำงานมา หลายประเทศ เช่น ฮ่องกง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ บอกได้เลยนักเรียนไทย โคตรจะขี้เกียจ ไม่รู้ปีหนึ่งๆ อ่านหนังสือกัน กี่เล่ม?... รัฐบาลไหนจะคิดแก้ไขบ้างหนอ..??? ฝากความหวังไว้กับท่านปลัดและ รมต.กระทรวงศึกษา และ..คสช เพื่ออนาคตของประเทศไทยด้วยครับ ...ไม่ต้องรอคอยความหวังจากรัฐบาลไหนๆ อีกแล้ว.... พ่อครูว่า... เราก็ฟังข้อคิดเห็นของคนในสังคม ก็มีหลากหลาย อาตมาเองก็เคยบอกว่าการศึกษาไทยมันล้มเหลวจริงๆ แต่ก็ไม่ได้วิจัยวิจารณ์หนักอย่างนี้ การศึกษาที่อาตมาจับประเด็นว่าเสื่อมมากก็คือ เป็นการศึกษาที่หลงฟุ้งเฟ้อ และ เป็นการศึกษาที่หลงได้แต่ความรู้ ความสามารถที่จะไปล่าลาภ ยศ สรรเสริญ เอาไปเป็นเครื่องมือเอาเปรียบทุจริตเสริม เป็นเรื่องจริงที่เป็นอยู่ ที่มันบกพร่องมากก็คือ ความรู้ทางคุณธรรมมันพร่องจริงๆ แม้แค่นี้ก็ยังเอาไปเป็นอาวุธ เอาเปรียบเข่นฆ่ากัน เพราะเห็นแก่ตัว อันนั้นเป็นตัวจริงก็ได้เครื่องมืออันนี้ไปข่มขี่คนอื่น สังคมจึงไม่สุขเย็น สังคมเสื่อมมาก อาตมาก็พยายามมาทำการศึกษาเช่นนี้ ทำได้เท่าที่ได้ แม้ไม่ได้เราก็ทำตามประสาเรา ล่าสุดทำ ว.นบ. ก่อนหน้า ว.นบ. ก็มีหลายชื่อย่อจนจำไม่ไหวแล้ว เราพยายามเน้น ศีลเด่น เป็นงาน ชาญวิชานี่แหละ มันครบแล้ว ถ้าเข้าใจแล้วไม่มีปัญหา นอกจากจะทวีขึ้นเป็น ศีลเคร่ง เก่งงาน ชำนาญวิชา หรือว่าศีลเต็ม เข้มงาน สืบสานวิชชา ความรู้ทางโลกเราไล่เขาไม่ทันก็ไม่เป็นไร แต่เรามีคุณธรรม และเรามีวิชาความรู้ที่จะทำให้ชีวิตอยู่รอดได้อย่างดี อย่างเช่นพืชผักผลไม้บนโต๊ะนี้ ต้นโต ปลูกที่นี่ ที่บ้านราชฯ กสิกรรมเราทำได้ดี ไร้สารพิษ มีคุณภาพ มีปริมาณที่มากที่ดี อาตมาถึงบอกว่าทำให้เฟ้อเกินไปเลย แล้วก็ไล่แจกไปเลย เรามีระบบที่ไม่เป็นหนี้สินใคร เรามีแต่ทำให้มาก แล้วสะพัดช่วยคนอื่นไป ไม่ว่าจะงานอย่างอื่นก็ด้วย ที่ชีวิตสังคมต้องอาศัย อะไรควรเราก็ทำ อะไรไม่ควรเราไม่ทำ เช่น งานอบายมุข ที่เสียทุนรอนแรงงาน เงินทุน ที่บำเรอกิเลส บำเรออารมณ์เปลืองเปล่าทำให้ติดยึดอีกต่างหาก เขาก็ทำอย่างไม่รู้มีอวิชชา เราก็ทำเท่าที่เราสามารถทำได้ อาตมาเข้าใจ ว่า ในหลวงเราตรัสอะไรออกมา ที่อาตมาหยิบมายืนยัน พวกเราคงรู้ว่าไม่ใช่ความรู้สามัญปุถุชนทั่วไป มันเป็นความลึก และท่านก็ทวนกระแสโลกด้วย พวกชาวเราก็จะเป็นคนที่ไม่เสียหุ่น ไม่อ้วนมากมาย แต่เราก็จะไม่ผอม อย่างเขา จะอ้วนมากเราก็ไม่เป็น เป็นเรื่องง่ายๆ ที่สังเกต ในนัยะลึกอื่นๆ พวกเราจะอายุยืน เพราะเป็นเหตุปัจจัยที่จะศึกษาเข้าระบบอาริยะของพระพุทธเจ้าที่แท้จริง แม้แต่ความรู้ทางเทคนิค ที่จะสร้างจะก่อ ก็ทำได้ เพราะสัตว์เดรัจฉานก็ทำได้บ้าง แต่ไม่เท่าคนหรอก บางอย่างก็ถ่ายทอดมาทาง DNA เช่น ตัวบีเวอร์มันสร้างเขื่อนได้ อย่างรังนกกระจาบ นี่มันสร้างได้อย่างไร เราไปรื้อออกยังยากเลย มันสร้างให้เป็นห้องๆ มีทางระบายด้วยนะ ความรู้ทางเทคนิคก็ไม่ใช่ว่าเราจะทำไม่ได้ จนทำให้เราตกต่ำ แต่เราก็ทำได้เท่าที่เราทำนะ ตายไปแล้วก็รีบมาเกิด อย่าหลงหมู่ฝูงไปไหน คลำทางมาให้ถูก แต่ถ้าวิบากมันดีและจิตมันมุ่ง การตั้งอธิษฐานมีในหลายศาสนา ตั้งไว้ก็จะมีแรง ถ้างานไหนไม่เป็นปัจจัยสำคัญของชีวิตอาตมาก็ไม่ทำ แต่อาตมาก็เข้าใจว่า ทำไมอาตมาต้องมีสิ่งก่อสร้างที่ใหญ่ พวกเราก็ดูสิว่า สิ่งก่อสร้างที่มหัศจรรย์ในโลกที่เป็นสิ่งที่พระโพธิสัตว์สร้างไว้มันมีอยู่ มันมีนัยะทางจิตวิทยาลึกซึ้ง คนเรามีจิตที่ลึกๆนับถือความใหญ่โต เราจึงจำเป็นที่จะต้องมีสิ่งใหญ่ แต่ใหญ่ต้องมีความสมควร เหมาะสมที่จะทำ บางทีรายละเอียดก็บอกไม่ได้เหมือนกัน อย่างผาแหงนนี่ ตอนนี้ยังไม่หยุดงอกเลยนะ แต่บอกนะว่าให้หยุดงอกได้แล้ว มีโครงการใหม่รออยู่ แม้ที่สุดที่จะเกิดสมเด็จปู่ฯนะ ก็ยังงงว่า จะเอา 44 เมตร นี่มันใหญ่ที่สุดในโลกนะ เป็นหินที่เป็น Round lift (เป็นรูปเหมือนเต็มตัว) เพราะส่วนมากพระศาสดาที่เขาทำรูปปั้นก็อย่างมากก็ทำแค่ Basal lift หรือ Half lift ก็เก่งแล้ว แต่นี่ไม่ใช่ว่าจะเอาปูนเอาอิฐมาก่อนะ แต่นี่เราจะดูฝีมือสิว่าจะทำได้จริงไหม ที่สำคัญคือไม่มีเงิน แล้วจะทำน่ะ แล้วอะไรไม่อะไร ที่อื่นวัดวาเขาก็ไม่มี แต่เขาเรี่ยไร เขามีวิธีการหาเงินมาทำอย่างจิตวิทยา แต่ของเรานี่ มาไม่ครบ 7 ครั้ง ไม่มีสิทธิ์บริจาคนะ บางคนมาหลายทีก็โกรธหาว่าเราหยิ่งด้วย แต่ก็มีน้อย ส่วนมากจะเข้าใจ เราไม่ได้ทำเล่น เราทำจริง เราไม่เรี่ยไร ไม่หาทางปะเหลาะเอาเงินจากคนอื่น คนที่มีสมาชิก มีจิตเห็นดีจริงยินดีจะช่วยกันทำ ก็มาช่วย ก็ได้มาขนาดนี้ก็ภูมิใจ แต่มันก็ไม่เคยคล่องก็ได้เท่านี้ แต่ก็ไม่ถึงขั้นไปสร้างหนี้ มีแต่เงินหนุนกันบ้าง หมุนไปหมุนมาก็รีบใช้ เพื่อจะเกื้อใหม่ พวกเราทำอย่างเป็นคนมี วรรณะ 9 ทำแล้วก็ยืนยันคุณลักษณะจริง 1 . สุภโร เป็นคนเลี้ยงง่าย แต่ไม่มักง่าย เลอะเทอะสกปรก ไม่เป็นคนติด ยึดมากมาย จะอยู่จะกินจะไปจะมาก็ง่าย 2 . สุโปสะ ก็มีปัญญาพัฒนาง่าย 3 . อัปปิจฉะ ก็เห็นความมักน้อย มาสู่ความไม่สะสม มุ่งมาจนได้ตามลำดับ มันจริงเพราะมี 4 . สันตุฏฐิ มีความสันโดษ ใจพอ 5 . สัลเลขะ ขัดเกลา บางคนมีศิลปะก็ได้รับการยอมรับ 6 . ธูตะ มีศีลเคร่ง ได้แล้ว ก็เป็นสิ่งทรงไว้ที่ดีแล้ว ผู้ได้แล้วจะไม่เคร่ง มันเป็นปกติสามัญ 7 . ปาสาทิกะ มีอาการน่าเลื่อมใส สังวรอยู่บ้าง เป็นตนเองตามปกติบ้างมันทำได้อย่างสวยงาม 8 . อปจยะ ไม่สะสม ก็ทำได้โดยค่าเฉลี่ย แต่ดีกว่านี้ยังมีอีก ก็ช่วยกันรักษาสร้างสรร จนกว่าจะตาย ทำกันต่อไปรุ่นแล้วรุ่นเล่า อาตมาว่าสัก 300 ปี ก็พอจะเทียบกับอามิช ได้ 9 . วิริยารัมภะ มีการระดมความเพียร ก็ช่วยกันสืบสาน เพื่อให้เป็นสังคมที่คนมีพฤติกรรมหลักเกณฑ์ จนเอาหลักธรรมของพระพุทธเจ้ามาตรวจดู เช่น พุทธพจน์ 7 ว่าจริงไหม สาราณียะ ปิยกรณะ คุรุกรณะ สังคหะ อวิวาทะ สามัคคียะ เอกีภาวะ หรือเอา กถาวัตถุ 10 มาจับ ว่า มีศีล อย่างไร ศีลนั้นขัดเกลากาย วาจานั้นแน่ แต่ต้องมีผลถึงใจด้วย เห็นได้ว่าที่เขาเรียนกันมันไม่ครบตามคำสอนพระพุทธเจ้าตามที่เราตรวจสอบตาม กิมัตถิยสูตร ที่ต้องมีศีล สมาธิ ปัญญา ทำแล้วจะเกิดวิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะจริง ยุคนี้ก็เป็นไปได้ ยังไม่ใช่ผู้ที่มีธุลีในดวงตามากจนสอนไม่ได้ แต่เป็นผู้มีธุลีในดวงตาน้อยที่พอสอนได้ ยังกอบกู้เอาของพระพุทธเจ้ามาได้ จะขอขยายความอธิปไตย 3 มีโลกาธิปไตย อัตตาธิปไตย ธรรมาธิปไตย อธิปไตยคือพลังอำนาจ พวกอารยะ หรือโลกาธิปไตย ก็หลง วัตถุวิสัย เป็น objective ส่วนพวก อริยะ หรืออัตตาธิปไตย ก็เป็นพวก จิตวิสัย หนีโลก ไปโดยไม่พ้นอัตตา ไม่พ้นจิตก็หลงจิต สะสมจิต ไม่มีการเรียนรู้จิตวิเคราะห์ เรียนจิตตนก็พอรู้ความว่างแต่เป็นสัญญา ไม่ได้เป็นปัญญา ไม่ได้เป็นรูป 28 อย่างที่พระพุทธเจ้าสอน ไม่มีมีเหตุปัจจัยครบพร้อม สุรภาโว สติมันโต ไม่ยืนยันแบบวิทยาศาสตร์ได้ แต่ของพระพุทธเจ้านั้นครบ รู้จักโลกาธิปไตย และอัตตาธิปไตย แล้วใช้ทั้งสองอย่างได้ จัดสรรได้อย่างดี แล้วเป็นคนที่มีกิเลสน้อยลงได้ตามลำดับ แต่ไม่หนีโลก ไม่ใช่คนแบบ อัตวิสัย พวก อริยะ หรือพวก หลงวัตถุ หรือ อารยะ ปราชญ์ในสังคมไทยแปลคำเหล่านี้ว่าอย่างไร โลกาธิปไตย ท่านแปลว่า ความถือโลกเป็นใหญ่ คือ ถือความนิยม หรือเสียงกล่าวว่าของชาวโลกเป็นสำคัญ หวั่นไหวไปตามเสียงนินทาสรรเสริญ ทำตามที่เขานิยม หรือคอยแต่หวั่นกลัวเสียงกล่าวว่า พึงใช้แต่ในขอบเขตความดีคือ เคารพเสียงหมู่ชน เป็นที่มาของคำว่า ป ระชาธิปไตย โลกาธิปไตยก็เป็นเชิง ประชาธิปไตย ผู้ใดเก่งในการใช้โลกธรรม หรือกามคุณ ก็จะเป็นจอมอัตตาใหญ่ โลกาธิปไตยนี่จอมอัตตาใหญ่ อัตตาเบ่งใหญ่ ทั้งตนเอง และกับทั้งโลกด้วย อัตตาธิปไตย ท่านแปลว่า ความถือตนเป็นใหญ่ จะทำอะไรก็นึกถึงตน ทำอะไรก็คำนึงถึงฐานะ เกียรติยศศักดิ์ศรี พึงใช้ประโยชน์แต่ในขอบเขตที่เป็นความดี คือ เว้นชั่ว ทำดีด้วยความเคารพตน (อันนี้พ่อครูว่าแปลไว้ก็ดี) ทำเพื่อตนแต่ไม่เข้าใจตน คำนึงเกียรติยศ ศักดิ์ศรีตน แต่ไม่เข้าใจตน พ่อครูว่า.. ทำตามประโยชน์ตน แต่ไม่ไปแย่งใครนะ มีปฏิภาณในการไปล่าโลกธรรม กามคุณ แต่วิธีในการไม่ไปหลง โลกธรรม กาม นั้นไม่ใช่การเรียนรู้อย่างถูกต้องตามพระพุทธเจ้าสอน เท่านั้น ไม่ได้มีจิตวิเคราะห์ ไม่มีลำดับ เบื้องต้น จากตรงไหนก่อน แล้วค่อยเลื่อนลำดับไปตามเหตุปัจจัย ที่จะลาดลุ่มเหมือนฝั่งทะเล ของพระพุทธเจ้านี้ จริงตรงนี้ เป็นการปฏิบัติที่ ไม่กลับไปกลับมา เป็นการปฏิบัติที่เร็วที่สุด จริงที่สุด เห็นผลเร็วที่สุดด้วย พวกอริยบุคคล คือ อัตตาธิปไตยคือ เห็นแก่ตัวเต็มบ้อง ส่วนพวกธรรมาธิปไตย ท่านก็แปลกันว่า ทำตามระเบียบกติกา ทำความดี เว้นความชั่ว โดยมุ่งความดีงาม ถูกต้องตรงธรรม ท่านก็พูดเป็นความดีงามแบบโลกีย์ เป็นภาษาที่ไม่เข้าถึงโลกุตระ ทำการด้วยปัญญา เคารพหลักการ กฎระเบียบกติกา มุ่งเพื่อความดีงาม ถูกต้องชอบธรรมเป็นประมาณ ท่านก็แปลมาเช่นนี้ ก็คล้ายกับอัตตาธิปไตยมาก พ่อครูว่า... ธรรมาธิปไตยแท้จริง เป็นผู้รู้ทั้งโลกและอัตตา ไม่หนีโลกด้วย รู้ทั้งโลกและจิต เหนือโลกเหนือจิตด้วย แล้วเป็นจริงตรงมี พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) และมี โลกุตระ(เหนือโลกหมดอัตตาได้) โลกวิทู(รู้ทันโลก) โลกานุกัมปายะ (เกื้อกูลอนุเคราะห์โลก) เพราะศึกษาทั้งโลกและอัตตาอย่างเหนือทั้งโลกและอัตตาได้จริง คนทุกคนที่เลือกอะไรแล้ว ก็ย่อมต้องมั่นใจว่าอะไรดีกว่า ผู้ที่ไม่เข้าใจก็หาว่าเบ่งข่ม ยกตนข่มท่าน ก็จะให้พูดอย่างไร มันไม่มีภาษาอย่างอื่นนะ ทุกคนก็ต้องพูดเช่นนี้ นี่คือลักษณะง่ายๆ ของพระพุทธเจ้าที่ว่ารู้ตัวตน คำว่าตัวตน ที่ว่า คือตัวตนที่ไปยึดวัตถุ เป็น โลกวิสัย จิตไปยึดแล้วไปอยากเป็นโอฬาริกอัตตา เป็นอัตตาหยาบที่จะยึดตนเองไม่พอยังแถมไปยึดเอาวัตถุ อื่น อะไรอื่นมาเป็นตน เป็นของตน ก็หนัก จึงร้ายกาจที่สุด พวก โลกาธิปไตย แต่มีปฏิภาณนะ อำพรางปกปิดซ่อนเร้นกลบเกลื่อน ให้คนเห็นว่า ตนมาเสียสละ แต่แท้จริงแล้ว ตนเองจะต้องได้เปรียบอยู่เหนือตลอดเวลา มีวิชาการชั้นสูงในการเอาเปรียบ พรางไม่ให้คนรู้ทัน นี่คือวิชาการสุดยอดของโลก ต่างกับพวก อัตตาธิปไตย เขาหนีไปหมด ให้คนแย่งกันไป เขาไม่เอาวัตถุ โลกธรรม กามคุณ นะ ยกเว้นเขาเอาอัตตา เป็นอัตตาเต็มบ้อง จึงเป็นพวกที่สุดโต่ง แต่ก็ดีที่มักน้อยมาก เอาแต่ตนเอง ดีไม่ดีทรมานตนอีก จนสุขภาพเสีย มันน้อยจนแรงงานที่คุณมีน่าจะเอามาเป็นประโยชน์บ้าง หลายคนเอาแรงงานไปจมหมดเลย ไม่มีประโยชน์คุณค่า เป็นความไม่เจริญ แต่ก็ดีกว่าโลกาธิปไตย

ธรรมาธิปไตยของพระพุทธเจ้าไม่หนีโลก ไม่หลงอัตตา แต่ศึกษารู้แจ้งว่าการไปหลงยึดมั่นถือมั่นในกาม ในอัตตา ว่าเป็น อภินิเวสายะ อย่างไร เรียนรู้อาการของจิตที่ยึด แล้วจะยึดอย่างไรให้เป็นประโยชน์ สิ่งไหนไม่ควรยึดก็เลิก จึงมีมุญจิตตุกัมมยตาญาณ รู้อาการจิตตนที่ปล่อยเปลื้องวาง แล้วสามารถให้จิตยึดได้ อนุโลมให้ยึดได้อย่าง สมาทาน แต่อุปาทานนี่ยึดอย่างไม่มีปัญญา เป็น อุปาทาน ถ้าสมาทานก็รู้แล้วว่า จิตเราปล่อยวางได้ แต่กลับไปยึดอีก เพราะรู้ว่าเป็นสิ่งอาศัยได้ แต่จิตไม่ได้ยึดอย่าง อาลัย แต่ทำอย่าง อาศัย จะวางเมื่อไหร่ก็วางได้เลย เป็นเพียงอาศัย ไม่อาลัย เป็นคุณลักษณะของจิต เราต้องอ่าน อาการ ลิงค นิมิต ของจิตได้จริง แล้วทำให้ถูกตรงตามคำสอนพระพุทธเจ้า วิเศษสุดแล้ว อาตมาก็เป็นคน พวกคุณทั้งหลายก็เป็นคน คุณก็มีสิทธิ์ที่จะรู้อย่างอาตมา ก็ไม่ได้เรียกร้องครอบงำหว่านล้อมให้มานะ แต่ก็มาด้วยความเข้าใจกันก็ได้เป็นปึกแผ่นไปตามลำดับ

ต่อไปเป็นการตอบประเด็น... _ พึ่งบุญ...ช่วงนี้เราทำงานไม่มีฐานงานเป็นหลัก แต่ก็เป็นผู้ช่วยทำงานกสิกรรม ให้เราวิจัยศึกษาต้นไม้ และกรรมของเรา เราก็มาตรวจสอบกรรมของเรา เราไม่ได้เป็นเจ้าของแปลงต้องอ่อนน้อม พูดอะไรก็ไม่ได้ แต่ก็มีความคิดว่าต้นไม้ต้องการพรวนดิน ต้องการแสง ก็ไปช่วยทำ ก็เป็นองค์ประกอบว่าพืชรับได้กับกรรมที่บริสุทธิ์ พรวนดินให้ธาตุอาหารเข้าสู่พืชได้ ตรงนี้น่าจะเป็นวิชาศิลปะได้ เหมือนนกที่มาแล้วก็บินไปไร้ร่องรอย ตนเองก็จะทำเช่นนั้นทำความดีช่วยเขาทำแปลง แล้วให้เจ้าของเขาได้รับผลไป เราก็เหมือนนกที่บินจากไปไร้ร่องรอย ตอบ... นี่คือการศึกษา การอยู่คนเดียวนี่ดูเหมือนไม่มีอัตตานะ แต่ว่าพอมีสองคนมาเมื่อไหร่ก็มีอัตตา เพราะดิน น้ำ ไฟ ลม มันไม่มีอัตตาอะไรมาโต้คุณนะ แต่คุณมาใส่คนสิ มันก็จะมีอัตตามาใส่คุณได้ ทำให้เราต้องอ่านใจเรา อย่างที่พึ่งบุญฝึกอ่านใจที่จะไม่ยึดถือ จะเกิดความรู้ การจัดสรร สัปปุริสธรรม ได้

_หนึ่งดาว...วันนี้ประทับใจคำว่า มุญจิตตุกัมมยตาญาณ คือญาณที่มีการเปลื้องปล่อย แต่ก่อนตนเองมีความโกรธ ถือสา ระดับ กาวตราช้าง แต่พออยู่ไป ดิฉันก็ไม่ได้ปฏิบัติ อะไรมาก แต่ก็รู้สึกว่ามันเป็นกาวตราช้างที่หมดอายุ มันเหมือนเข้าใจคนอื่น แล้วไม่ถือสามาก จะเข้าใจเอาใจเขามาใส่ใจเรา ความยึดติดมันน้อยลง ตอบ... ดีแล้วที่มารายงานผล

_ฟังฝน...คำว่า สมาทาน กับ การอนุโลม ปฏิโลม เป็นเรื่องเดียวกันไหม ตอบ.. คำว่า สมาทาน แปลว่ายึดถืออย่างมีปัญญา ในระดับมรรค คือยึดถือมาเพื่อปฏิบัติให้ได้ผลสมบูรณ์ให้ได้ คือสมาทานขั้นมรรค แต่พอปฏิบัติสำเร็จผลเป็นสมาทานขั้นผล พอได้ผลแล้วเราถึงจะอนุโลมปฏิโลม แต่หากยังไม่มีผลสำเร็จก็จะอนุโลม ปฏิโลมไม่ได้ แต่เมื่อเรามีผลสำเร็จ แล้วเรามีพลังเหลือเผื่อพอได้ มีประมาณก็จะอนุโลม ช่วยคนอื่นได้โดยตนเองไม่เสียผล

_ ในขณะเรามีผัสสะ กรรม 3 ของเรา เรารู้อยู่ว่ามีกิเลส เราควบคุมอยู่ แต่ขณะต่อสู้อยู่ กรรมก็ออกมาไม่เหมาะสม ก็ถือว่ามีกิเลสเพิ่มหรือไม่? ตอบ . .. ก็เพิ่ม เราต้องพยายาม อ่านจิตเรา ว่าจิตตั้งใจไม่ให้อกุศลออกไปทำงานเพ่นพ่านนะ ต้องควบคุมให้ได้ พระพุทธเจ้าจึงให้ทั้งทำการกดข่มไว้ เพราะกำลังปัญญาเราไม่พอที่จะหยุดมันได้ เราก็ต้องระงับกดข่มมันไว้ แต่ถ้าสุดทน ขณะกระทบสัมผัสแล้ว เอาไม่อยู่ ก็ห่างไปไกลก่อน พรากไม้ที่ชุ่มด้วยยางออกจากน้ำไปก่อน ต้องรู้ตนเอง จนกว่าเราจะมีแรงพอจะสู้ได้ ก็จะมาสัมผัสสัมพันธ์ไปตามลำดับ จนอยู่เหนือมันได้จึงอนุโลมได้ ทำไปตามลำดับ

_ อยากให้พ่อท่านให้เคล็ดวิชากำจัดความถือสาให้ชาวอโศก ตอบ... อาตมาไม่มีปัญญาหรอก ที่จะหาเคล็ดวิชาเหมือนอาจารย์ใหญ่ๆหรอก จริงๆแล้ว อาตมาให้เคล็ดวิชาไปทุกวันแหละ แต่ละคนก็ได้ไม่ตรงกันก็เอาไปใช้ก็แล้วกัน

_สม.กล้าข้ามฝัน ว่า... วันนี้ได้คุยกับนร.ม. 6 เขาก็ว่าส่วนใหญ่จะไปเรียนที่โน่นที่นี่ จะมีอยู่วัดแค่ 2 - 3 คน ใจเราก็คิดว่า พวกเรามาเจอสิ่งที่ดีที่สุดแล้วก็จะกระโจนออกไป มาอยู่ที่นี่ก็เป็นอย่างโลกได้ จบดร.ก็ได้ ไม่ต้องกระเสือกกระสนก็ได้เรียน แต่เขาก็ยอมกระเสือกกระสนนะ กว่าเราจะเห็นของมีค่าว่าการลดละตัวตนมันมีค่ามากกว่านะ ก็ต้องใช้เวลาใช้ประสพการณ์มากมาย (ส.ด่วนดี) _ ผมก็มีเรื่องเล่า เตี่ยผมเป็นสายโทสะ โมโหแรงมาก ผมตอนเด็กๆ เตี่ยเถียงกับแม่ ทะเลาะกัน ก็พยาบาท เห็นเตี่ยกับแม่ทะเลาะกัน ก็จะพยาบาทเตี่ย พอผมโตขึ้นมา เห็นเตี่ยกับแม่ทะเลาะกัน ผมก็จะหนีไป เพราะกลัวตนเองลงไม้ลงมือ จนวันหนึ่งทนไม่ได้ จิตดำริว่าจะวางแผนฆ่าพ่อตนเองนะ ตอนนั้นรุนแรงมาก แต่พอจิตผมคิดผมก็คิดว่าผมไม่ดีเลย ชั่ว เลวก็เลยทุกข์ แต่พอผมมีลูกผมก็ตีตัวเองหนัก นึกถึงพ่อก็ทุกข์ทรมาน แต่พอมาฟังพ่อครูว่าให้ทำกุศลให้มาก มากั้นพยาบาท พยายามทำงานทำกุศลให้มาก จนบางทีไม่ทัน พ่อครูช่วยให้คำแนะนำหน่อยครับ? ตอบ... ที่พูดมานี่ก็มีพัฒนาการมาเรื่อยๆแล้ว ก็ค่อยๆอ่านจิตใจ พระพุทธเจ้าสอนให้เรามีสติสัมโพชฌงค์ ธัมวิจัยสัมโพชฌงค์ มีอิทธิบาท รู้ว่าเราตกหล่นแล้ว กรรมกิริยาของเรานั้น ต้องรู้ให้ทันว่ามันชักไม่ดี กิริยาทางกาย วาจา ออกมามันอกุศลแล้ว ตามฐานะของเรา เราต้องตั้งศีลของเรา อันไหนไม่ได้เราก็ปล่อยไปก่อน ทำเป็นขั้นๆ พอทำได้เราก็จะค่อยเสริมไปตามลำดับ ตามสูตรของพระพุทธเจ้า ก็วิจัยภาวะที่ไม่สมบูรณ์คือ อิตถีภาวะ ธัมวิจัย มันจะมีปฏิภาณเร็วไวขึ้น จะมีพลังอำนาจแก้ไขปรับปรุง ที่เขาเรียนกันคือให้มีสติ แล้วมีละเอียดแฝงอยู่ เขาว่ามีสติแล้วทำใจให้ดี เขาว่าพอสัมผัสปั๊ป ให้มีสติรู้ทันที มีกรรมไม่ดีรู้ทันทีแล้วเขาก็หยุดทันที การหยุดทันทีนี่คือสมถะทั้งนั้นเลย เขาก็ระงับเก่ง มันฝึกเข้าก็เก่ง สายที่มีสติแล้วเห็นผลว่า ถ้ามีสติจะมีกำลัง จะเกิดเลวชั่วขนาดไหนเขาก็หยุดได้ทันทีเขาได้สมถะจิต เขาไม่เกิด psychoanalysis แล้วเห็นลึกเข้าไปว่าจิตตัวนี้เลว มันเกิดแล้ว มันเคยเกิด เราเคยรู้มันด้วยปัญญาไหมว่ามันเกิดแล้วก็ดับไป เคยทำชั่วแล้วก็ดับไป มันไม่เที่ยง แล้วมันเป็นตัวการให้เกิดเลวร้าย มันเกิดแล้วก็ดับ ไม่มีตัวจริง มันมีเหตุปัจจัยมากระตุ้นจึงเกิด เมื่อเกิดขึ้นมาเอ็งอย่ามาหลอกข้าว่าเป็นจริงนะ เอ็งคือตัวปลอม นัยะของปัญญานี้ เราจะเห็นเลยว่ามันไม่เที่ยง เราจะมีญาณปัญญา เห็นพลังงานเราชนะมัน ตัวเหตุแห่งทุกข์ฝ่อไป ตัวนี้เป็นตัววิปัสสนาญาณ ที่เขาฝึกกันไม่ค่อยได้ เขาจะได้ผลนะ คือมีสติ รู้ นิ่งเฉย แพร่หลายมาก บทสติพวกนี้ แต่จะเข้าถึงจิตวิเคราะห์แล้วจะมีไฟฌานปัญญาที่ไปละลายกิเลสนี้ไม่ง่าย ไม่ใช่ว่าเราไปหยุดไปหนี แต่เห็นด้วยปัญญาอันลึกซึ้ง แล้วจะมีอาวุธไปใช้ได้ต่อไป...สาธุ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน