วิโมกข์ 8 เน้น สุภกิณหาคือความไม่มี.docx
เนื้อหาในไฟล์
วิโมกข์ 8 เน้น สุภกิณหาคือความไม่มี วิโมกข์ 8 คุณก็ต้องรู้รูป รู้รูปแล้วคุณก็ต้องเป็นผู้ที่มีตา อย่าไปหลับ เป็นผู้ที่มีรูป รูปี รูปานิปัสสติ นี่คือวิโมกข์ 8 ข้อที่ 1 คุณปฏิบัติธรรมต้องมีรูป แล้วคุณต้องเป็นผู้มีสิ่งที่จะสามารถดูรูปเป็นผู้รู้รูป ถ้าคุณตาบอดคุณก็ไม่มีสิ่งที่จะเห็นรูปไม่ปัสสติ ตาบอดปฏิบัติไม่ได้ แต่คุณตาไม่บอดแล้วคุณไปหลับตามันก็เหมือนกับคนตาบอดอย่างที่พระพุทธเจ้าตรัส ฟังให้ดีๆเถอะคนไปหลับตาปฏิบัติคุณไปทำลายให้บอดทำไม วิโมกข์ข้อที่ 1 คุณก็ผิดแล้ว แล้วคุณก็บอกว่าเป็นวิโมกข์สมาบัติ เข้าสมาบัติ คุณก็หลับตาปฏิบัติไปเข้าฌานเข้าสมาบัติ เข้าสมาธิ ซึ่งฌานและสมาธิพวกนี้มันเป็นเรื่องของเดียรถีย์ฤาษีทั้งนั้น ไม่ใช่ของพระพุทธเจ้า สมาบัติก็ตาม ฌานก็ตาม สมาธิของพระพุทธเจ้านั้นเกิดจากจรณะ 15 วิชชา 8 นี่ก็ไม่มีใครเอามาพูดหรอก ปฏิบัติศีลก็ไม่มีเป็นเงื่อนไขปฏิบัติก็ไม่มี แล้วจะไปเอาสัทธรรม 7 มาจากที่ไหน ศรัทธา หิริโอ ตัปปะ ก็ไม่มี วิริยะสติ ปัญญาก็ไม่มี ปัญญาไม่มีภายนอกไม่ได้ ปัญญาต้องมีภายนอกร่วมด้วย สัมผัสและรู้รอบทั้งหมดจึงจะเกิดปัญญา ถ้าคุณมีแต่ภายในมีแต่สัญญา สัญญานั้นใช้กำหนดภายนอกได้ด้วย แต่สัญญาพัฒนาขึ้นไปก็เป็นปัญญา เพราะฉะนั้นวิโมกข์ข้อที่ 2 เขาจึงแปลแล้วมันก็เลยสับสน ข้อที่ 2 นี้ อัชฌัตตังอรูปสัญญี เอโก พหิทารูปานิปัสสติ หมายความว่า คุณจะต้องรู้ทั้งภายนอกและภายใน พหิทา คือภายนอก อัชฌัตตังคือภายใน และคุณต้องรู้ต้องเห็นทั้งหมด ปัสสติ โดยคุณต้องใช้สัญญา อย่าไปแปลว่า อสัญญี สัญญี เป็นคำประกอบกับ อรูปสัญญีก็จริง เป็นคำผสมกันก็จริง แต่ไม่ได้เอา อ ไปใส่กับ สัญญี ท่านเรียงไว้ดีแล้ว แต่ไปแปลรวมกับ สัญญี ก็คือแปลว่า ไม่สำคัญมั่นหมายในการเรียนรู้ ที่จริงแล้วท่านให้กำหน
อ่านต่อ
ดรู้ให้หมด กำหนดรู้ตั้งแต่ภายนอกภายใน ภายนอกกำหนดรู้แล้วกำจัดตั้งแต่ กาม ก็เหลือภายใน รูป อรูป ก็ลดกิเลสใน รูป จนหมดก็ล้างกิเลสใน อรูปต่อ ก็หมดส่วนกิเลสของตัวเอง เอโก โดยส่วนเดียว ของตนนั่นแหละ คือเอโก ไม่ต้องไปยุ่งของคนอื่น เพราะฉะนั้นวิโมกข์ 8 เพราะไม่มีสัมมาทิฏฐิ จึงไปผิดเพี้ยน แล้วก็ไปนั่งหลับตาไปหมด มันก็เลยไม่รู้ภายนอกภายในที่เป็นลำดับ มีทั้งคู่ทั้งภายนอกทั้งภายใน แต่เอาแต่ภายใน พหิทา ภายนอกเอาของท่านไปทิ้งที่ไหนก็ไม่รู้ ข้อที่ 3 น้อมใจว่าเป็นของงาม อาตมาว่า แปลอย่างคนไม่รู้สภาวะธรรม จริง มันแปลว่าของงามได้ สุภะ แต่น่าจะแปลว่า ของที่น่าได้ น่ามี น่าเป็น สุภะ เพราะฉะนั้นผู้ที่มี อธิมุตโตโหติ หรืออธิโมกโขโหติ ผู้ที่เข้าถึงปฏิบัติได้ไปตามลำดับๆ อธิโมกข์หรืออธิมุติ อธิยังไม่ถึงขั้นวิมุต วิโมกข์ อธิคือ อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา เป็นการเจริญขึ้น เจริญขึ้น เจริญขึ้น เป็นอธิ ผู้ที่ทำจิตให้เจริญขึ้นอย่างนี้ได้ท่านก็แปลสำนวนว่า เป็นการน้อมจิตไป ฟังสำนวนโน้มจิตไป ก็จะกลายเป็นว่าเราเข้าใจว่าไปทำให้จิตมันโน้มไปเฉยๆ ซึ่งมันไม่ใช่ มันต้องเป็นจิตที่เจริญไป เจริญเข้าไปไล่ไปหาความเจริญสูงสุด เป็นลำดับๆ เป็นอธิโมกข์ อธิมุติ เจริญขึ้นไปเรื่อยๆเป็นอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา อธิมุติ สุดท้ายก็เป็นวิมุติหมดจบ ผู้ที่ทำจิตเจริญได้เรื่อยๆจิตมันก็เจริญขึ้นไปตามลำดับ อธิศีล ไปเรื่อยๆ ปัญญาก็เป็น อธิปัญญาไปเรื่อยๆจึงเรียกว่าจิตเจริญขึ้น แต่ไปเรียกว่า โน้ม... ฟังแล้วมันเหมือนกับ โน้มกิ่งไม้ โน้มหัวมาตีเข่า ฟังแล้วมันก็โน้มๆ จิตมันเทไป เทไปในทางเจริญ จิตมันเจริญไป เจริญดีขึ้นดีขึ้นดีขึ้น จึงเรียกว่า จิต พัฒนาขึ้น อธิขึ้นไปเรื่อยๆ อาตมาพยายามใช้สภาวะอธิบายเป็นพยัญชนะออกมาที่พูดนี้เอาสภาวะตัวเองออกมาขยาย ฟังแล้วให้ปฏิบัติได้ ถ้าจะพูดไปตามสำนวนบางทีก็เข้าใจยาก แต่อย่างที่อาตมาพูดนี้พยายามให้เข้าใจง่าย เป็นภาษาที่เหมือนหงายของที่คว่ำให้เข้าใจได้ง่าย ในวิโมกข์ข้อที่ 3 คนที่ปฏิบัติแล้วจึงยินดี ยินดีในจิตที่ทำให้มันเจริญขึ้น เป็นจิตที่เจริญไปหาอะไร กายข้อนี้ วิญญาณฐิติข้อนี้ คือข้อที่ 4 กายอย่างเดียวกันสัญญาอย่างเดียวกัน เช่น สุภกิณหา สุภะ แปลว่า น่าได้น่ามีน่าเป็น ไม่ใช่แปลว่างามอย่างเดียว คือ มันน่าจะได้มันน่าจะมี มันน่าจะเป็นอะไร คือเป็นลักษณะ กิณหะ กิณหะ แปลว่าอะไร แปลว่ามันดำมันมืด พยัญชนะ ดำ มืด เป็นภาษาไทย แต่กิณหะ แปลว่า ...ซึ่งมันไม่มีจะพูดแล้ว มันไม่มีจะกล่าวถึงแล้ว คุณจะพูดถึง สุภะ สิ่งที่ตัวเองมีจะกล่าวไม่มีจะพูดแล้ว ที่ไปแปลว่าดำ ที่แปลว่ามืด ความจริงแล้วมันไม่มี กัณหะ มันไม่มี ไม่มีอะไร สภาวะคือมันไม่มีกิเลส ก็ไปน่าได้ภาวะของความไม่มีกิเลส น่าได้สภาวะที่หยุดกิเลสเลย ไม่เคลื่อนที่ ไม่เคลื่อนทางอะไรแล้ว สงบ จบ
631113_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ สัตตาวาส 9 วิญญาณฐีติ 7 วิโมกข์ 8 อนุปุพพวิหาร 9 ตอน 1