วิญญาณฐิติ 7 กับ สัตตาวาส 9.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข16 พฤศจิกายน 2563

เนื้อหาในไฟล์

วิญญาณฐิติ 7 กับ สัตตาวาส 9 สัตตาวาส 9 กับวิญญาณฐีติ 7 สัตตาวาส 9 คือความเป็นสัตว์ มีสัตว์เป็นเครื่องอยู่ของตัวเอง คนที่เรียนรู้ธรรมะปฏิบัติธรรมมะจะเลิกความเป็นสัตว์ได้หมดทั้ง 9 ชนิด แต่ทีนี้เมื่อไม่รู้อะไร ไม่รู้ว่า กายคืออะไร สัญญาคืออะไร คือมิจฉาความเป็น กาย มิจฉาความเป็น สัญญา กายคือ สภาพ 2 ต้องมีรูปนามมีภายนอกมีภายใน ใช้ตัวนี้ เรียนอะไร ก็เรียนจิตเจตสิกจิต มโน วิญญาณนี่แหละ กายคือจิต คือมโน คือวิญญาณนี่แหละ โดยมีสัญญาเป็นตัวกำหนดรู้ สัญญาเป็นตัวเจตสิกที่สำคัญ เป็นตัวกำหนดรู้ สัญญามีหน้าที่ 1 กำหนดรู้ 2 จำไว้ เพราะฉะนั้นมันจะกำหนดความเป็นกาย โดยสัญญาเป็นตัวทำงานกำหนด ผู้ที่มีสัญญาวิปลาสหรือว่ามีสัญญามิจฉาทิฏฐิ ใช้สัญญาไม่เป็น ใช้สัญญาผิดๆ ไปกำหนดผิด สัญญาไปกำหนดโดยหลับตา มีแต่สัญญาภายใน กำหนดรู้แต่ภายในไม่มีภายนอก ก็เลยไม่มีกาย เพราะฉะนั้นมันจะรู้กายได้อย่างไร ก็ไปนั่งหลับตาเสียนี่ กายมีตั้ง 5 ทวารก็มีแต่ใจ ความรู้นี้จะเป็นความรู้ที่ไปว่าในใจอย่างเดียว ปรุงแต่งแต่เรียนรู้กันแต่อยู่ในใจ ซึ่งศาสนาพุทธนั้นแม้แต่เรียนใจก็ต้องมีข้างนอก มีตา หู จมูก ลิ้น กาย มีปสาทรูป 5 มีโคจรรูป 5 โคจระ หมายความว่า ต้องดำเนินไป ต้องทำงาน จิตต้องทำงานกับตา หู จมูก ลิ้น กาย โคจรรูป 5 ปสาทรูป 5 ต้องทำงานแล้วจะเกิดวิสัยรูป คือ เป็นตนอย่างยิ่งต้องเรียนรู้ตน ถ้าไม่มี โคจรรูป ปสาทรูป ก็ปิดประตูเรียนตั้งแต่รูปต้นๆเลย ดินน้ำไฟลม มหาภูตรูป ก็ปิดตาปิดหูปิดจมูกปิดหมดเลย ปสาทรูป เหมือนกับทำให้ตาบอดหูหนวกนั่นแหละ หมด แล้วมันเป็นอย่างไร มันก็มีแต่มืดกับมืด บอดกับบอด หนวกกับหนวก ตาบอด ศาสนาพุทธเลยเป็นทุกวันนี้เลยเป็นศาสนาหลับตาปฏิบัติเป็นศาสนาของคนตาบอดหูหนวก

อาตมาไม่ได้ใส่ความนะ อาตมาอธ

อ่านต่อ

ิบายวิชาการให้ฟัง สะดุ้งบ้างไหมนี่ คนที่ไปหลงใหลได้ปลื้มกับการนั่งหลับตา จะสะดุดจะสะกิดใจหรือไม่ หรือว่าไม่รู้ไม่ชี้ สัมผัสก็ไม่รู้เรื่อง ไม่รับสัมผัสด้วย ไม่ยอมรับรู้อะไร โพธิรักษ์พูดก็อย่าไปฟังมัน อาตมาก็ไม่รู้จะพูดยังไง ยืนยันตนเอง ว่าตนเองเป็นพระโพธิสัตว์ ตนเองบรรลุอรหันต์ ตนเองเป็นสยังอภิญญามากอบกู้ศาสนา ซึ่งต้องยืนยันความจริงอย่างนั้น เพราะอาตมามีแต่ความจริงและมีความจริงใจ ไม่ได้มีมดเท็จไม่ได้มีการอยากอวด อยากโอ่อะไรเลย ไม่มีอุปกิเลส 16 เขาก็ยิ่งหมั่นไส้หนักเข้าไปใหญ่ว่ามันอวดอุตริมนุสธรรม แต่ของอาตมามีในตนนะจ๊ะ ที่อาตมาพูดนี้อาตมาอุตริมนุสธรรมที่มีในตน โดยเฉพาะพวกเขานั่นแหละควรจะฟัง เขาบอกว่าผู้ที่เป็น อุปสัมบัน คือ ผู้ที่บวชแล้ว ทำพิธีบวชแล้ว ก็อาจารย์ทั้งหลายผ่านพิธีบวชแล้ว อาตมาอธิบายว่า อุปสัมบัน ไม่ต้องเอาเขาไปผ่านพิธีบวชหรอก ผู้ที่สามารถสอนได้ เข้าถึงได้ คือผู้ที่มีภูมิพอเรียกว่า “อุปสัมบัน” ผู้ที่ยังไม่มีภูมิพอจะสอนได้เรียกว่า “อนุปสัมบัน” พระพุทธเจ้าบอกว่าอย่าไปเปิดเผยกับ อนุปสัมบัน ท่านปรับโทษปาจิตตีย์ ไปเปิดเผยไปบอกว่าตัวเองมีคุณธรรมอุตริมนุสธรรมนี้กับอนุปสัมบัน กับคนที่มีภูมิไม่ถึง อย่าไปพูดไปพูดกันแล้วจะอาบัติปาจิตตีย์ ท่านก็ออกพระวินัยกันไว้ ว่าอย่าไปพูดถ้าหากท่านไม่มีในตน พูดให้ฟัง อุปสัมบันหรืออนุปสัมบันก็ตาม พูดไม่ได้ แต่เดี๋ยวนี้ผู้ที่ผ่านพิธีบวชทุกวันนี้ก็จะเป็น อนุปสัมบัน แต่เขามาฟัง อาตมาไม่ผิดนะเพราะเขาบวชให้ คนที่เป็นฆราวาสเขาไม่มีภูมิเขาไม่ฟังอาตมาหรอก คนไม่เข้าใจศาสนาแท้ๆเขาไม่ฟังอาตมาหรอก เพราะฉะนั้นอย่าไปหาเลย อนุปสัมบัน จะมาฟังอาตมาอาตมาไม่อาบัติหรอก และอาตมาเป็นพระอรหันต์ สงฆ์ยกสติวินัยให้ อาตมาพูดอย่างไรก็ไม่อาบัติ นี่ก็พูดให้มันครบนะไม่ใช่อวดตัวอวดตนอะไร ปฏิบัติตามพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าทุกอย่าง อาตมาพูด เขาก็จะยิ่งอาเจียนเป็นโลหิตร้อนพุ่งออกจากปากหรือเปล่า ก็ขออภัย อาตมานำสิ่งที่เป็นสัจจะ ที่เป็นปรโต ที่อาตมาพูดออกไปมันเป็น โฆษะ ที่คุณฟังแล้วมันจะต่างกับอันอื่นที่คุณเคยรู้ เพราะมันไม่ใช่ หรือคุณไม่เคยได้ยินได้ฟังมา แล้วอาตมาพูด ได้ยินได้ฟัง แล้วก็ไม่เหมือนกับที่เคยได้เรียนมา ที่เข้าใจมาว่าจะต้องอย่างนี้ แต่อันนี้มันไม่เหมือนเขาก็บอกว่ามันไม่ใช่ ถ้าคุณโง่อยู่อย่างนั้น คุณก็จะกลายเป็นคนที่อยู่ในกะลาครอบไปอีกชั่วกาลนาน ไม่เปิดประตูรับสิ่งอื่นที่มันไม่เหมือนสิ่งที่คุณได้ยึดถือมา ไม่พยายามเปิดใจที่จะรับฟังที่จะเข้าใจให้ได้ ก็หมดประตูเลย

ประเด็นสำคัญคือวิญญาณฐิติ 7 กับสัตตาวาส 9 คือ สัตตาวาส 9 นั้นล้วนแต่เป็นสัตว์ทั้งหมดเลย อย่างไรอย่างไรคุณก็จมอยู่ในสัตว์ 9 ชนิด ไม่มากก็น้อย ส่วนมากก็เป็นสัตว์ 4 ชนิด 5 ชนิด หรือเป็นสัตว์ชนิด 1 แล้วก็เป็นหมดทุกอย่าง คืออสัญญีสัตว์ คือสัตว์ดับสัญญา ดับหมดเลยไม่มีธาตุรู้เลย คืออสัญญีสัตว์ เมื่อดับสัญญาหมดคุณก็เป็นสัตว์เต็มประตู จะไปเรียนสัตตาวาส 1 2 3 4 ไปถึงสัตตาวาส 6 7 8 9 คุณไม่ต้องพูดเลย อรูปฌาน คุณไม่มีสิทธิ์เลย มีสิทธิ์ก็เป็นอรูปฌานที่เป็นบ้าบอเป็นนิรมาณกาย เพราะว่าคุณเป็นอสัญญีสัตว์ แล้วคุณก็หลง ไปดับจิต เมื่อดับจิตแล้วจะไปเรียนรูปฌานก็ไม่ได้แล้ว แล้วจะไปเรียนอรูปฌานได้อย่างไร เพราะคุณปิดมาตั้งแต่อสัญญีสัตว์ ไปดับสัญญา หลับตาดับสัญญา ที่นี้ เมื่อไม่ดับสัญญา คุณก็ต้องออกมาปฏิบัติอินทรีย์ข้างบนนั้นมีกาย แล้วกายคุณก็จะต้องลืมตาทั้งหมด แต่ไม่ดับสัญญานะ ไปดับสัญญาแล้วจะซวย คุณต้องมีสัญญากำหนดรู้ เพราะอย่างนี้ เขาจึงไปแปลวิโมกข์ 8 ในข้อที่ 2 พระบาลีมีว่า “อัชฌัตตัง อรูปสัญญี เอโก พหิทา รูปานิ ปัสสติ” ในวิโมกข์ 8 ข้อที่ 2 อ่านตามพระไตรปิฎก...ผู้ไม่มีความสำคัญในรูป ภายใน ย่อมเห็นรูปทั้งหลายในภายนอก วิโมกข์ 8 1. ผู้มีรูป ย่อมเห็นรูปทั้งหลาย (รูปี รูปานิ ปัสสติ) 2. *ผู้ไม่มีความสำคัญในรูปภายใน (10/66) ย่อมเห็น รูปทั้งหลายในภายนอก (อัชฌัตตัง อรูปสัญญี . เอโก พหิทธา รูปานิ ปัสสติ) . (*พ่อครู…แปลว่ามีสัญญาใส่ใจในอรูป) อสัญญี เขาไปแปลว่า ผู้ไม่มีความสำคัญมั่นหมายในรูปภายใน ย่อมเห็นรูปภายนอก คุณต้องมีสัญญา รูปภายในนั้นเป็นลำดับที่ 2 จากลำดับภายนอก แต่คุณไปหลับตาก็ไม่ได้ล้างกิเลสภายนอก ซึ่งล้างกิเลสภายนอกก่อน แล้วคุณจะเหลือกิเลสภายในเรียกว่า รูป ส่วน อรูป พระพุทธเจ้าละไว้ในฐานที่เข้าใจ คำว่า อรูปสัญญี สัญญีคือผู้มีความกำหนดรู้ในรูปในอรูป เพราะฉะนั้นในสังโยชน์ข้อที่ 2 มันเลยจากภายนอกเข้าไปหาภายใน เมื่อไม่ต้องไปวุ่นวายทางภายนอกได้แล้ว ก็เข้าไปกำหนดภายใน แต่เขาไปแปลอสัญญีว่า ไม่มีการกำหนดรู้รูปภายใน มันก็เลยไม่รู้เรื่องในรูปภายใน ที่จริงแล้วศาสนาพุทธต้องมากำหนดเรียนรู้ภายใน เรียนจิต มโน วิญญาณ เป็นหลัก แล้ว หากไม่มี จิต มโน วิญญาณแล้วคุณไปปฏิบัติกับภายนอกไม่ได้ ต้องมีประธานคือ จิต มโนวิญญาณ แต่ถ้าไปดับสัญญาภายในไปดับการกำหนดรู้ ตัวสัญญาเป็นตัวทำงาน แต่ให้อสัญญีไปเลยก็เจ๊งสิ ภายนอกก็ไม่รู้ภายในก็ไม่รู้ทั้งหมด _สู่แดนธรรม...ตอนที่เคยบวชอาจารย์ก็เคยสอนว่า ในข้อที่ 2 ต้องถอนรูปภายในออกมาข้างนอก เรียกว่าเพิกฌานออกมา จึงรู้ได้ พ่อครูว่า…คำว่า เพิกฌาน ในพระไตรปิฎกก็ไม่มีเป็นบัญญัติภาษาที่เขาตั้งขึ้นมาเอง เหมือนกับปิยบุตรที่ตั้งคำว่านิติสงครามมาอย่างนี้เป็นต้น เคยเห็นไหมไม่ได้กำหนดรู้สัญญาก็ลืมตาแต่ว่าไม่ได้สำคัญมั่นหมายกับภายนอกเลยอยู่แต่ภายใน แสงกระทบอะไรไม่ได้ใช้ประสาท ไม่ได้ใช้จิตกำหนดรู้ตามประสาทนั้นเลย ประสาทกับจิตไม่ได้โคจรร่วมกันเลย ไม่ได้เกี่ยวข้องกันเลยไม่ได้ทำงานร่วมกันเลย สัญญาคุณก็อยู่ในใจในสัญญาของคุณคนเดียวลืมตาอยู่นะ แต่ไม่รู้เรื่องไม่ได้กำหนดหมายอะไรเลย

631113_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ สัตตาวาส 9 วิญญาณฐีติ 7 วิโมกข์ 8 อนุปุพพวิหาร 9 ตอน 1

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน