วิญญาณฐิติเป็นสัมมาทิฏฐิ สัตตาวาสเป็นมิจฉาทิฏฐิ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข16 พฤศจิกายน 2563

เนื้อหาในไฟล์

วิญญาณฐิติเป็นสัมมาทิฏฐิ สัตตาวาสเป็นมิจฉาทิฏฐิ พ่อครูว่า…มาพิจารณาเรียนรู้ความเป็นกายความเป็นสัญญา ถ้าอ่านวิญญาณฐิติ 7 ก็มีเรื่องกายกับสัญญา กายต่างกันสัญญาต่างกัน กายอย่างเดียวกันสัญญาต่างกัน กับสัตตาวาส 9 ก็เหมือนกันมีพวกนี้หมด ที่นี้สัตตาวาส 9 คือคนปฏิบัติ โดยมิจฉาทิฐิก็เลยเหลือความเป็นสัตว์ ส่วนศาสนาพระพุทธเจ้านั้น ล้างความเป็นสัตว์ ที่จะล้างความเป็นสัตว์ได้จะต้องปฏิบัติวิญญาณฐิติ วิญญาณฐิติมี 7 ไม่ใช่ 9 สัตตาวาส 9 มีมากกว่าวิญญาณฐีติอยู่ 2 ตัวคืออสัญญีสัตว์ กับเนวสัญญานาสัญญายตนะสัตว์ ในวิญญาณฐิติ 7 ไม่มีอสัญญีสัตว์ไม่มีเนวสัญญานาสัญญายะตะนะสัตว์ เท่านี้แหละผู้มีปัญญาอย่างอาตมาก็จะเห็นแล้วว่า ไปหลับตานั้น หรือจะลืมตาใช้สัญญาเรียนรู้รูปฌานก็ตามมันโมฆะไปหมด เป็นสัตว์ไปหมดเลย เป็นรูปฌานหลับตาแล้วก็มีสัญญากำหนดรู้ คุณก็ได้แค่นั้น เสร็จแล้วคุณจะต้องดับสัญญา เพราะเมื่อคุณไปอธิบายพวกหลับตานี้นะ อธิบายรูปฌาน มีสัญญากำหนดรูปฌาน 4 คุณไปอธิบายอรูปฌาน 4 คุณก็ไปดับอีก สุดท้ายในสัตตาวาส 9 นี้มันไม่มีสัญญาเวทยิตนิโรธ สัญญาเวทยิตนิโรธหมายถึงสัญญาเคล้าเคลียอารมณ์ มีเวทนามีสัญญา เรียนรู้ในเวทนา เรียนรู้ทั้งหมดแล้วก็รู้นิโรธที่ดับได้ ก็เพราะเรียนรู้เวทนาเป็นสัญญาเวทยิตนิโรธ แต่สัตตาวาสนี้ ไม่มีในอนุปุพพวิหาร 9 ที่สัมมาทิฏฐิ เมื่อเขาเข้าใจเป็นมิจฉาทิฏฐิ ซึ่งเป็นอนุปุพพวิหาร 9 ที่มิจฉาทิฏฐิเพราะเป็นฌานหลับตา อนุปุพพวิหาร 9 ของพระพุทธเจ้านั้นสัมมาทิฏฐิ ที่นี้วิญญาณฐิติ 7 นี่แหละ เป็นสัมมาทิฏฐิ ส่วนสัตตาวาส 9 นั้นเป็นมิจฉาทิฏฐิ วิญญาณฐิติแปลว่าวิญญาณตั้งอยู่ มีวิญญาณตั้งอยู่ มีวิญญาณร่วมอยู่ด้วย ไม่ใช่ไม่มีวิญญาณ หรือไม่ใช่วิญญาณล่องลอยเป็นสัมภเวสี คือ วิญญาณไม่มีตาหูจมูกลิ้นก

อ่านต่อ

าย ไม่มีที่ตั้ง มีที่ตั้งหมายความว่า ต้องมีตา วิญญาณต้องมีตากระทบรูป ซึ่งเป็นฐานที่ตั้งแห่งการปฏิบัติ หูกระทบเสียงก็เป็นฐานที่ตั้งแห่งการปฏิบัติ ฐิติ คือที่ตั้ง เป็นฐานเป็นแหล่งที่จะปฏิบัติ แต่คุณไม่มี คุณเป็นวิญญาณล่องลอย คุณเป็นวิญญาณไม่มีตาหูจมูกลิ้นกาย ไม่มีที่เกาะไม่มีที่ยึดไม่มีที่ตั้ง ที่จะให้เกิดการรู้วิญญาณ เหมือนอย่างภิกษุ สาติ ที่บอกว่า เรารู้แล้ววิญญาณ ภิกษุสาติมีทิฏฐิอันลามกเห็นปานนี้เกิดขึ้นว่า "เราย่อมรู้ทั่วถึงธรรมตามที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง ว่า วิญญาณนี้นั่นแหละ ย่อมท่องเที่ยว แล่นไป ไม่ใช่อื่น” ภิกษุเหล่านั้นปรารถนาจะปลดเปลื้องภิกษุสาติจากทิฏฐินั้น จึงซักไซ้ ไล่เลียงสอบสวนว่า ท่านอย่ากล่าวอย่างนี้ ท่านอย่ากล่าวตู่พระผู้มีพระภาค การกล่าวตู่พระผู้มีพระภาค ไม่ดีเลย เพราะพระผู้มีพระภาคมิได้ตรัสอย่างนี้เลย ดูกรท่านสาติ วิญญาณอาศัยปัจจัยประชุมกันเกิดขึ้น พระผู้มีพระภาคตรัสแล้วโดยปริยายเป็นอเนก ความเกิดแห่งวิญญาณเว้นจากปัจจัยมิได้มี. (มหาตัณหาสังขยสูตร พตปฎ. ล.12 ข.440) อาตมาอธิบายนี้เป็นรายละเอียดที่ไปแก้ไขที่เขาเข้าใจผิดกันมานานมาก วิญญาณฐิติ 7 เรียนแล้วแค่ 7 1. กายต่างกันสัญญาต่างกัน 2. กายต่างกันสัญญาอย่างเดียวกัน 3. กายอย่างเดียวกันสัญญาต่างกัน 4. การอย่างเดียวกันสัญญาอย่างเดียวกัน 5. อากาสานัญจายตนะ 6. วิญญาณัญจายตนะ 7. อากิญจัญญายตนะ จบ ไม่มีเนวสัญญานาสัญญายตนะ และแถมให้ว่า ไม่จำเป็นต้องมีสัญญาเวทยิตนิโรธ เพราะเมื่อเรียนเปิดตา มีวิญญาณ มีตาหูจมูกลิ้นกายเป็นที่ตั้งแล้ว มีวิญญาณต้องมีเหตุปัจจัย ตากระทบรูป หูกระทบเสียง ในการปฏิบัติ เพราะฉะนั้นจึงการปฏิบัติกายกับสัญญากำหนดรู้ไปได้ทั้ง 4 ข้อต้น เหลือรายละเอียด ละเอียดไปถึงอากาศ ความว่าง แล้วก็วิญญาณ ธาตุรู้ กับวิญญาณ อากาศคือความว่าง พระพุทธเจ้าท่านสอน 1. ว่าง ใส 2. อากิญจัญญายตนะ ไม่มีอะไร ไม่มีอะไรนิดนึงน้อยหนึ่งก็คือไม่มีกิเลส อากาสานัญจายตนะ ว่าง ว่างจากอะไรคือว่างจากกิเลส เพราะฉะนั้น มาลืมตานี่แหละต้องสัมผัสตาหูจมูกลิ้นกายแล้วก็เรียนกิเลส จนกิเลสหมด สว่างใส ความสว่างใส อากาศว่างใส คือจิตมันว่าง กระทบแล้วก็สะอาดว่างสบาย แล้วก็มาอีกมุมหนึ่งมันใสสะอาดว่างเพราะอะไร เพราะมันไม่มี เป็นอากิญจัญญายตนะ นิดหนึ่งน้อยหนึ่งก็ไม่มี ไม่มีอะไรก็ไม่มีกิเลส เพราะฉะนั้นเรียนรู้วิญญาณฐีติ 7 เพราะไม่มีกิเลสหมดเกลี้ยงเลยจิตบ้างแล้วเป็นอุเบกขา อากาสาก็เป็นจิตว่าง จิตสะอาด ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสราวิญญาณก็สะอาดบริสุทธิ์เป็นตัวที่มีผลสำเร็จถึงวิญญาณบริสุทธิ์ ประโยชน์ แม้แต่เกี่ยวข้องทำงานมีเหตุปัจจัยอะไรกระทบก็ยังบริสุทธิ์อยู่อย่างเดิม ยิ่งเพิ่มขึ้น เมื่อมีปัญญาเมื่อทำสำเร็จ จะมีการเกี่ยวข้องจะมีการสัมผัสจะมีการปรุงแต่งอะไรอยู่อีก ยิ่งเก่งเป็น มุทุภูตธาตุ ยิ่งเจริญ ทำกรรมอะไรอีกก็เป็นกรรมที่ดี ไม่มีบกพร่องไม่มีผิดพลาด ไม่มีอกุศล สรุปแล้ววิญญาณบริสุทธิ์แล้วก็ประภัสสรตลอด นี่คือปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้า ปฏิบัติในขณะที่มีวิญญาณเป็นที่ตั้ง ถ้าไม่มีวิญญาณเป็นที่ตั้ง ตั้งอยู่แต่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ตัวที่ตั้งวิญญาณคือธาตุที่ 6 ตา หู จมูก ลิ้น กาย มีครบครันเหตุปัจจัย ปฏิบัติอะไรก็ปฏิบัติกิเลส ให้รู้จักกิเลส เอากิเลสออก กำจัดกิเลสออก ธาตุที่ว่างธาตุที่สะอาด ภาษาบอกว่า ธาตุที่ว่าง ธาตุที่สะอาด ในจูฬสุญญตสูตร สูญ เป็นไวพจน์ ของอากิญจัญญายะคือ ไม่มี แต่อากาศก็ไม่มี แต่สภาพที่ว่างคือ ความสะอาด ประภัสสรบริสุทธิ์ ส่วนอันนี้มาหมายถึงกิเลส อากิญจัญญะ หมายถึง กิเลส เมื่อกิเลสไม่มีนิดนึงน้อยนึงก็ไม่มีแล้ว ธุลีละอองก็ไม่มีแล้ว ก็จะมีแต่ความสะอาดสว่าง ก็จบที่นี่ ไม่ต้องกล่าวว่าสัญญาเวทยิตนิโรธ เพราะความไม่มีนั้นก็คือนิโรธแล้ว คือสุญญตะ แล้วการปฏิบัติก็ปฏิบัติที่กายและสัญญาในข้อ 1 2 3 4 เพราะฉะนั้นความเป็นกายจึงสำคัญมาก ถ้าไม่รู้กายที่ถูกต้องแล้ว นี่แหละ ผู้ที่รู้คำว่ากายเป็นโลกียะ จึงเกิดกายที่เป็นโลกุตระที่เป็นสัมมาทิฏฐิ กายต่างกันก็คือผู้ที่มิจฉาทิฏฐิผู้ที่เป็นโลกีย์อยู่ เพราะฉะนั้นกายของคุณก็เป็นโลกียะเป็นมิจฉาทิฏฐิ สัญญาของคุณก็เป็นโลกียะเป็นมิจฉาทิฏฐิ สัญญาต่างกัน แม้จะมากำหนดสัญญาอย่างเดียวกัน กำหนดกายอย่างเดียวกัน แต่ถ้ามิจฉาทิฏฐิ มันก็กำหนดเอาเอง กำหนดกายก็กำหนดเอาเอง กำหนดสัญญาก็กำหนดเอาเอง ของคุณเอง แต่คุณมิจฉาทิฏฐิหรือคุณกำหนดได้แต่โลกีย์ ไม่มีสัมมาทิฐิในโลกุตระเลย ทุกวันนี้พูดได้ว่าโลกุตระมันหายไปหมดแล้ว โลกุตระคืออะไร โลกุตระคือการรู้จักเคหะสิตะเวทนา และเนกขัมมสิตเวทนา โลกุตระคือแยกจิตให้รู้ว่าจิตเป็นกิเลสโลกีย์ แล้วก็ทำให้จิตที่เป็นโลกีย์นี้ออก ออกจากโลกีย์ หรือจิตมีกิเลสที่เป็นเคหสิต ล้างกิเลสหรือออกจากกิเลสเป็นเนกขัมมะ ได้ รู้จักเลย รู้จักรู้แจ้งรู้จริงสัมผัสได้เลย แยกออกเลย กิเลสตัณหามันเป็นอย่างไร อุปาทานมันเป็นอย่างไร กิเลสมันเป็นกาม กิเลสมันเป็นราคะโทสะ ดับได้เรื่อยๆจนหมด นั่นเป็นโลกุตระ แต่ที่เป็นมิจฉาทิฐิแล้ว มันไม่ได้ มันมีแต่กดข่ม ไม่ได้เข้าทาง ไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริง แยกไม่ออก แยกไม่ได้เพราะไม่มีให้แยก ได้แต่หลับตาเท่านั้นมันก็ไม่มีให้ครบ ภายนอกภายในไม่มี ไม่เริ่มต้นจาก กามคุณ 5 พูดไปแล้วรู้สึกว่าตัวเองไม่เก่งทำไมต้องกามคุณ 5 พูดไปแล้วหลายที่คุณจะเข้าไปถึงใจกลางของภูเขา คุณก็ต้องทะลุภูเขาข้างนอกได้ก่อนแล้วคุณถึงเข้าไปหาขยับเข้าไปหาข้างในข้างใน กว่าจะเข้าไปถึงในกลางภูเขาคุณก็ต้องผ่านข้างนอกนี้เข้าไปหมดก่อน คุณจะเข้าไปข้างในโดยไม่มีข้างนอก แม้แต่แค่ผิวนอกของภูเขาคุณก็ยังไม่สัมผัสเลยไม่ได้แตะเลย แล้วคุณจะเข้าไปข้างในคุณก็มีแต่จินตนาการฝันเฟื่องเท่านั้นเอง สร้างอะไรก็ไม่รู้ในจินตนาการ ของคุณ ไม่มีกระทบสัมผัสให้ปฏิบัติ ของพระพุทธเจ้าต้องกระทบสัมผัส มีสิ่งยืนยันได้หมดเลย ผ่านภายนอกหมดแล้วก็สบาย จึงเข้าไปสู่ภายในต่อไปไปสู่ข้างในสูงสุดพิเศษก็หมดไปตามลำดับ หมด แต่คุณยังไม่รู้จักข้างนอกเลย คุณจะไปรู้จักกิเลสตรงไหน กิเลสหยาบตั้งแต่ภายนอกคุณก็ไม่รู้จัก อย่างที่หยาบล้างได้แล้วมันจึงเหลือกิเลสที่เหลือ คือในเข้าไป คุณก็ล้างกิเลสข้างในก็ขยับเข้าไปหน่อยก็ล้างกิเลสที่เหลือ กิเลสภายนอกก็หมดแล้ว แต่นี้คุณไม่ได้ทำแล้วจะไปละข้างในเลย อาตมาว่าอาตมาอธิบายได้เก่งเท่านี้นะ มันเป็นโมฆะเลยมันหลับตาปฏิบัติเป็นโมฆะเลย ไม่มีที่ตั้งให้ปฏิบัติเลยไม่มีวิญญาณฐิติเลย ก็จบไม่ได้ บรรลุไม่ได้ กายไม่มี เพราะกายของคุณต้องมีภายนอก แต่คุณไม่มีภายนอกเลย กาย มีแต่ภายในไม่มีภายนอกเลยเป็น กายได้อย่างไร การกระทบต้องมีทั้งภายนอกและภายใน แม้คุณจะไปปฏิบัติภายในคุณก็ต้องมีภายนอกคุณล้างกิเลสกามได้ คุณก็ยังปฏิบัติสัมผัสวัตถุที่มันเคยทำให้คุณมีกิเลส คุณเหนือมันแล้วก็สัมผัสไปสิ แล้วก็ต้องมีด้วย แล้วเหตุจากการสัมผัสนั่นแหละจึงทำให้เกิดกิเลสภายในเป็นอนาคามี กิเลสภายในยังเกิดก็เพราะสัมผัสเหตุวัตถุกามนี่แหละ แต่กามนี้มันเหลือ รูปราคะ กามราคะหยาบ มันหมด มันก็เหลือรูปราคะ คุณก็มาล้าง จากอันนั้นมันสะอาดไปแล้ว กาม อนาคามีก็เหลือ รูปราคะ ล้างรูปราคะ ข้างในของคุณต่อไปล้างจนเหลือแต่อรูป น้อยๆ กาม กับ รูป คุณก็สะอาดหมดแล้ว แล้วมันจะมีพลังให้คุณด้วย คุณจะมีพลังในการกำจัดกิเลสเก่ง จิตของคุณก็จะมีอำนาจ มีวสวัตตี มีมุทุภูตธาตุ ที่เยี่ยมยอดทำเข้าไปได้เรื่อยๆ ตกลง สัตตาวาส 9 นี่นะ คือ พวกมิจฉาทิฐิเป็นสัตว์ตลอดกาล ต้องมาปฏิบัติวิญญาณฐิติ 7 แล้วคุณก็ล้างกิเลสหมดได้

631113_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ สัตตาวาส 9 วิญญาณฐีติ 7 วิโมกข์ 8 อนุปุพพวิหาร 9 ตอน 1

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน