561213_พ่อครูที่เวทีมัฆวานฯ เรื่อง การเมืองที่แท้ต้องแก้ที่ “ง่านโด้”.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
561213_พ่อครู ที่เวทีมัฆวานฯ เรื่อง การเมืองที่แท้ต้องแก้ที่ “ง่านโด้” พ่อครู… วันที่ 13 ธันวาคม 2556 ที่ สะพานมัฆวานฯ วันนี้เวทีบนรถเครื่องเสียงได้ย้ายมาที่สะพานมัฆวานฯอีกครั้ง จะว่าเป็นบ้านก็เป็นบ้าน จะเป็นห้องเรียนก็ได้ จะเป็นสนามรบก็ได้ ครบพร้อม หาที่ไหนไม่ได้อีกนะ สมบูรณ์แบบนะชีวิตพวกเรา และเป็นที่สังสรร สันทนาการด้วย ถ้าจะให้ครบก็เป็นจุดนัดพบทั่วประเทศเลย การเมือง ที่ไม่มี ธรรม นะ นี่แหละเป็นตัวร้าย ที่จะเอาเป็นเอาตายนี่เพราะขาดธรรมะ จึงจำเป็นอย่างที่คานธีว่า ถ้าไม่นำธรรมะไปสถาปนาไว้ในการเมืองแล้ว การเมืองนี้จะทำลายจะบรรลัยจักร จึงจำเป็นที่เราต้องตั้งใจฝึกฝน ทำให้เกิด ธรรมะในการเมือง จะต้องเป็นการเมืองที่มีธรรมะให้จงได้ ที่เราทำนี่จะเรียกว่า ปฏิวัติ ปฏิรูป หรือป ฏิบัติ พฤติกรรมสังคม เพื่อขอทวงอำนาจคืนจากคณะรัฐบาลที่ได้บริหารมาแล้ว เสียหายผิดพลาดแต่ไม่ยอมรับ ทั้งที่ศาลได้ชี้ทุกอย่าง ก็เถียงไม่ออก แต่ว่ายัง โด้อยู่ เราต้องมาย้ำยืนยันเหตุผลหลักฐาน เพื่อยืนยันว่า คุณผิดจริงๆนะ เราจะชี้เลย เราพูดไป ระบุไป เพื่อยืนยันต่อประชาคม ทุกวันนี้เป็นโลกาภิวัฒน์ พูดไปก็รับรู้ทั่วโลก เราแสดงความจริงยืนยันกัน ใครถูกผิดก็มาว่ากัน ถ้าเราไม่ถูกก็มาย้อนเราเลย ถ้าเราถูกคุณก็ควรจะแก้ไขปรับปรุง ถ้าไม่ทำสังคมก็เลวร้ายต่อไป เรื่องที่ถกกันหนักคือเรื่อง อำนาจ อำนาจรัฐบาล พวกศึกษารัฐศาสตร์ ถ้าจะปกครองกัน ก็ต้องแย่งอำนาจรัฐบาล หลงผิดพลาดว่า อำนาจรัฐบาล นี้คือ อำนาจรัฐชาติ อำนาจรัฐประเทศ เขานึกว่าเป็นอำนาจของเขา รัฐบาลเกิดจากประชาชน เลือกเขาไปทำหน้าที่ตามกฏหมาย เขาก็ทำได้ตามที่กฏหมายระบุ ทำเกินไม่ได้ ทำขาดไม่ได้ ไม่ทำไม่ได้ ต้องทำตามหน้าที่ สิทธิ ไม่ได้เป็นผู้เป็นรัฐาธิปัตย์เต็มๆ เขาก็เป็น
อ่านต่อ
ประชาชนมีรัฐาธิปัตย์ แต่เมื่อสวมหมวกรัฐบาล เขาไม่ได้มีอำนาจ รัฐาธิปัตย์ เมื่อเราพูดด้วยวิชาการ ถ้าตราบใด ยังไม่เข้าใจเรื่องอำนาจ อำนาจเป็นนามธรรม แล้วอำนาจนี้มีสองอย่าง คือ Force and Authority เป็นอำนาจกดขี่บังคับ กับอำนาจโดยธรรม นามธรรมสูงสุดเป็นนามธรรม ถ้าใช้แต่ปืน อาวุธ หรือกำลัง เขาก็ทำกันมาแต่โบราณกาลมาแล้ว แต่มาถึงวันนี้โลกเจริญแล้ว เป็นโลกที่พูดกันด้วยเหตุผล ความดีงาม ความควรไม่ควร ผู้ดีงามกว่าผู้ถูกกว่าก็ชนะ ผู้ไม่ดีงามก็ต้องแพ้ การต่อสู้อย่างนี้ ด้วย อำนาจธรรม คือ Authority ผู้ทำก็จะได้จริง อย่างชาวไทยที่เราปฏิบัติอยู่นี้ เรามาทวงคืนอำนาจจากรัฐบาล ชี้ผิด เขาก็แถถูไถไปเรื่อย เขาก็ค่อยๆยอมๆๆ แล้วก็มาอ้อนว่าถอยสุดแล้ว แต่คุณก็ยังไม่จบหรอก การรบอย่างนี้รบด้วยปัญญา เป็นคุณค่าสงบอบอุ่น จนถึงปวงมหาชนในชาติหรือในโลก ชาวต่างชาติก็จะแสดงความเห็นร่วม คุณค่าของคุณธรรมดังว่านี้ ประโยชน์เพื่อส่วนรวม ไม่ใช่ส่วนตัวหรือพรรคพวก คุณค่านี้ คนผู้มีปัญญาจึงยอมรับอำนาจ ความมีคุณค่า ช่วยเหลือ สงบ ไม่รุนแรง ไม่บีบบังคับ ไม่มีลักษณะของForce เป็นอำนาจโดยธรรมหรือ Authority ในโลกนี้ก็กำลังเรียนรู้อันนี้ เพราะสูงค่ากว่าอำนาจเรี่ยวแรงบังคับ ก็ค่อยๆพัฒนากันมา ทุกวันนี้ก็ค่อยๆเบาลงมา แต่มีราศีแห่งการข่มในที โดยใช้มาด ท่าที ศักดิ์ศรี ไว้ท่า แต่ผู้รู้ดีก็ลดตัวตน เช่น อย่างที่กำนันสุเทพทำ อ่อนน้อมถ่อมตนเลย ทั้งที่เคยเป็นร ัฐมนตรี มาก่อน อ่อนน้อมหาคนที่เคยเป็นลูกน้องของเขามาก่อน แม้กลาโหม เขาก็เคยเป็นผู้บังคับบัญชา ไม่มีท่าทีข่มเบ่ง ใครทำก่อนก็งดงามก่อน ใครทำทีหลังก็ยังดี ลดเถอะ กิเลสเช่นนี้ โดยสัจธรรมมันต้องลด แต่คนเรามักไม่รู้ว่าตนยึดอัตตา ไม่เข้าใจ หรือแม้รู้แล้ว แต่กิเลสมันยังยึดไม่ยอมวางยอมปล่อย ใครศึกษาได้ก็ศึกษาเอา ใครเข้าใจรู้แจ้งอำนาจราศีแห่งธรรมก็ทำเอา ลดละอำนาจแบบเก่า มาใช้อำนาจโดยธรรม ก็รู้กิริยาที่ดีกว่าก็ทำ พยายามปรับตัวเองเข้ามา ความสุภาพอ่อนน้อมถ่อมตน (อปจยะ) ก็เกิดขึ้นก็ดูดี ใครแข็งกระด้างเบ่ง ไม่ดี การไว้ตัวบ้างอันเหมาะตามฐานะศักดิ์ศรี บางโอกาสที่จะทำให้พอเหมาะเป็นเรื่องยากมาก เพราะถ้าไม่มีท่าทีดังกล่่าวจะเสียประโยชน์เป็นเรื่องลึกซึ้ง พลังอำนาจโดยธรรมนั้นสูงส่ง เจริญกว่าการบังคับ เรามาทำเพื่อให้เป็นว่าเป็นอำนาจโดยธรรม มีความสงบเรียบร้อย เป็นความถูกต้อง ดีงาม แต่ละวินาที แต่ละนาที ชั่วโมง เป็นเดือน ถ้านับตั้งแต่สวนลุมฯมานี่ ก็เป็นร้อยกว่าวันแล้ว อำนาจโดยธรรม เป็นคุณงามความดี ความถูกต้อง เราก็ชนะรายทางมาเรื่อยๆ มันยากส์...มาก แต่เราก็ชนะมาเรื่อยๆๆๆ คนที่ไม่เข้าใจจะเห็นว่าทำไปทำไม ไม่ได้ผลหรอก แต่เราบังคับใจใครไม่ได้ เราไม่ได้ครอบงำ หรือหลอกล่อ แต่มาพูดสัจธรรม เป็นความเจริญอันแท้จริง เราประท้วงมา มีBBCว่า มี 5.7 ล้านคน เขาคำนวณจากภาพถ่ายดาวเทียม BBC ได้ 5.7 ล้านคน ส่วนCNN ได้ 5 ล้านคน มีหลักฐานที่เขาตรวจสอบกัน นิตยสาร Time ค้นหามา 10 อันดับ แต่สรุปแล้วทั้ง 10 รายการ มีคนมาระดับหมื่น ระดับแสนคน แต่ของเราทิ้งเขาลุ่ยเลย เรามาเป็นล้านคน แต่เลี้ยงดูอยู่กันนานเป็นหลายเดือนแล้วนะ จงภูมิใจว่าเราได้สร้างส ิ่ งวิเศษแก่สังคม มามีวิถีชีวิตที่ดีงามแบบนี้แหละ ที่เราทำนี้เรียกว่ามาทำงานการเมือง ทุกคนที่มานั่งอยู่ที่นี่คือ นักการเมืองหมดแหละ เป็นมวลประชาชน มาทำหน้าที่ตามร ัฐธรรมนูญ เพื่อประโยชน์สังคม ต่างคนต่างช่วยกัน ไม่คำนึงถึงส่วนตัว ทิ้งการงานส่วนตัว มาช่วยกันตรงนี้ เพื่อประพฤติให้เป็นรูปธรรม จนมีการก้าวหน้าของพลังแห่งการเมือง เป็น อำนาจโดยธรรม มีอำนาจทำให้เขาลดเขาเลิกไป เราก็จะมีส ิ่ งใหม่มาทดแทนส ิ่ งเก่า เป็นการเปลี่ยนแปลงสังคมประเทศ เขาทำมานี่มันเสียหาย ขอนำ หลักการการเมือง 10 ข้อ ที่อาตมาเคยนิยามไว้มาอธิบาย 1. งานการเมือง ต้องมีคุณธรรม และเป็นกุศล 2. นักการเมืองต้อง “รู้จัก” ประชาธิปไตยที่แท้ พระพุทธเจ้าเป็นนักประชาธิปไตยสูงสุด ตั้งแต่ยุคก่อนที่เป็นสังคมทาส แต่พระพุทธเจ้ามาปลดแอกทาสออกมาได้ คืออิสรเสรีภาพ ทุกคนเท่าเทียมกัน 3. นักการเมืองต้อง “สอน” หรือ เผยแพร่ประชาธิปไตย ให้กับประชาชน (ประชาชนก็ใส่ใจขวนขวายเรียนรู้ ไม่ใช่รู้แค่ว่าไปเลือกตั้งเท่านั้น) 4. นักการเมืองต้องเป็นผู้ พึ่งตัวเอง ได้แล้ว 5. นักการเมืองต้องเป็นผู้ มักน้อยสันโดษ 6. นักการเมืองต้อง ไม่ทำงานการเมืองเป็นอาชีพ หากิน คุณคือ คนที่คนเขาจะเลี้ยงไว้ให้ทำประโยชน์ต่อสังคม จะใช้อะไรก็จะมีเครื่องไม้เครื่องมือให้ใช้ คุณไม่กินใช้เปลืองด้วย ประหยัดมัธยัสถ์ มักน้อยสันโดษ 7. งานการเมืองต้องเป็น งานอาสา เสียสละ เรามาทำงานรับใช้สังคม แล้วคนจะมารับใช้เรา เขาจะมาช่วยเราทำโดยเราไม่ต้องจ้าง เราเลือกเอาด้วย คนไหนไม่ไหวก็ไม่เอาได้ 8. นักการเมืองจะต้อง ไม่มีอคติ (ต้องพ้น อคติ 4 ) 9. นักการเมือง คือ ผู้ มีอิสระแท้ จริง ไม่เป็นทาสโลกธรรม ข้าราชการนี่คือนักการเมือง คือนักรับใช้ประชาชนประจำเลย แต่เขาไม่รู้ตัว เขามีอคติ เพราะโลภ จนคอรัปชั่น โลภในยศตำแหน่งสรรเสริญ เสพกาม บำเรออัตตา เมื่อไม่ศึกษาธรรมะก็เป็นเช่นนั้น เพราะทำงานไม่ได้รับใช้สังคมจริงๆ ทำงานเพราะไม่รู้พอ สะสมตะกละไปเรื่อยๆ ทั้งที่เขาทำงานการเมืองเป็นอาชีพคือ รับใช้เป็นอาชีพ แต่ทุกวันนี้เพราะกลัวเสียโลกธรรม จึงเป็นข้าราชการที่ไม่ชอบธรรม 10. งานการเมืองที่เป็นประชาธิปไตย ไม่ใช่งานเพื่อตัวเรา เพื่อครอบครัว เพื่อหมู่พวก เพื่อพรรค แต่เป็น งานเพื่อบ้านเมือง เพื่อประชาชนทั้งมวล เพื่อผู้อื่น ที่พ้นไปจากตัวเอง พ้นไปจากครอบครัว พ้นไปจากหมู่พวก แม้แต่พ้นไปจาก “พรรค” ของตน ผู้มีคุณธรรมเป็นอรหันต์คือ นักการเมืองที่สูงส่งที่สุด พระพุทธเจ้าให้อรหันต์ 60 รูปแรก ไปทำ พหุชนหิตายะ (เพื่อหมู่ชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ (เพื่อความสุขของหมู่ชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ (รับใช้โลก ช่วยโลก) นี่คือนักการเมืองชุดแรกของโลก นี่คือนักการเมืองตัวแท้ มีชีวิตเนื่องด้วยผู้อื่น พ้นการทำงานลาภแลกลาภ มีแต่คนเขาจะตอบแทนอนุเคราะห์เลี้ยงเอาไว้ เขาก็จะทำประโยชน์ต่อไป เป็นเนื้อนาบุญ งานการเมืองจึงคืองานเพื่อบ้านเพื่อเมือง แต่นักการเมืองที่ทำอะไรเพื่อพรรค จึงห่างไกลประชาธิปไตยไว้มากเลย ที่เรามาทำงานการเมืองนี่เป็นเรื่องใหม่มาก จนคนงง สงสัย คนก็ว่าจะเอาความสงบไปยึดอำนาจ ไปสยบอำนาจ มันมีที่ไหนทำได้ ทำได้อย่างไร ก็เห็นใจเขานะ มันไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เราก็ชนะรายทางมาเรื่อยๆ แม้จะต้องเลิกงานนี้ไปโดยเขาต้องครองอำนาจอยู่ เราก็ต้องเลิกไปทั้งที่รัฐบาลเดิมก็ยังครองอำนาจบริหารอยู่ แม้เราจะต้องกลับไปจงทราบไว้ว่า คุณหาบความชนะไปด้วยนะ ไม่ใช่คุณไปมือเปล่านะได้แล้วบ้างแล้ว แต่มันน่าจะได้อีก เราก็เลยต้องอยู่อีกด้วยความพากเพียรต่อไป แม้ทางนั้นจะง่านโด้อย่างไรเราก็ได้อยู่นะ ก็อุตสาหะทำต่อ อนุโมทนากับพวกเราด้วยนะ เรามีอยู่สามกอง กองอนุสาวรีย์ก็ปลุกเร้าเอาเข้าไป พอมาถึงกองเรา ผ่านฟ้าลีลาศ อันนี้เราบุ๋น อันโน้นบู๊ ส่วนอีกกองหนึ่ง คปท. กองนั้นก็หนุนเนื่องกัน สนับสนุนทุกอย่างจนบางทีจับปูใส่กระด้งไม่ทัน ก็มีเป้าหมายเดียวกัน เป็นน้องเล็ก กองเราเหมือนพ่อบ้าน แม่บ้าน ให้เข้าใจเป็นหลัก จะบอกว่าที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเป็นกองหน้า เราเป็นกองพลาธิการกองหลวง ส่วนอีกกองก็เป็นกองจรยุทธ์ บางทีรบอย่างไม่รู้ ที่เราทำนี่ไม่ได้เสียหาย เรามีอัตราก้าวหน้าได้ผลมาเรื่อยๆ เป็นการพัฒนาสู่อาริยะ ซึ่งเป็นเรื่องยาก มั่นใจว่าเป็น Best record เป็นการรบด้วยธรรมาวุธ ใช้ความสงบเรียบร้อย ไม่รุนแรง เอามวลประชาชน เอารัฐาธิปัตย์ คืออำนาจรัฐที่เป็นของประชาชน ตามมาตรา 2 ของร ัฐธรรมนูญ มาตรา 2 (รูปแบบการปกครอง) ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ประมหากษัตริย์เป็นหัวหน้าที่ประชาชนยกให้ เรามีในหลวงเป็นผู้สูงสุด ถือว่าเป็นเจ้าของความมั่นคง เป็นผู้ถือหลักเกณฑ์สูงสุด เป็นจอมทัพ มาถึงวันนี้ เราเป็นเจ้าของอำนาจสังคมแผ่นดินทั้งหมด ที่เรามีสิทธิ์มาดูแลจัดแจงเอง นักวิชาการก็เถียงกันว่ามันไม่เคยมีตัวอย่าง ที่จะทำได้สวยงามประเสริฐเลิศเลอขนาดนี้ จริงบางอย่างอาจมีบกพร่องบ้าง เราเป็นรุ่นแรกๆก็เลยเป็นอย่างนี้ บางคนก็ยังมีเศษเสี้ย ว ความหลงที่จะเอาแบบForce อยู่บ้าง ก็ถือว่างดงามมาก เป็นรุ่นหัวเจาะบุกเบิก เป็นจารีตแบบใหม่ที่เอาความสงบมาเป็นอาวุธ มาขออำนาจคืน ซึ่งที่อื่นเขากว่าประชาชนจะเอาคืนได้ ต้องมีการสูญเสียมากมาย เพราะคนยึดติดอำนาจมีกิเลส ไม่มีหิริโอตตัปปะ แม้รู้ผิดก็ขอดันทุรัง จนถึงขั้น โด้ ก็จะเป็นอย่างนี้มาตลอด เราทำได้ขนาดนี้เป็นโมเดลใหม่ ที่มาสู้ด้วยคุณธรรม ได้ผลก้าวหน้า ที่พวกเราทำมา ขอถามกันเถอะ จ้างมาไหม?...ไม่มี....แล้วมาด้วยความสมัครใจไหม?...มาด้วยสมัครใจ...มาด้วยการถูกหลอกไหม?....ไม่ เรามายืนยันคะแนนเสียงคราวนี้ มันคนละบริบทจากการเลือกตั้ง อันนี้เรามาในบริบทของการไล่ออก ทวงคืนอำนาจเพราะคุณทำผิด ไม่ใช่บริบทของการเลือกตัวแทนเข้าไปทำงานนะ บริบทอันนั้นคุณได้ไปแล้ว แต่ทำงานไปมันผิดพลาดเสียหาย ขบถ เราก็บอกว่าคุณหยุดได้แล้ว มาสดๆเป็นๆ ไม่ใช่แค่ไปลงคะแนนเสียงไม่กี่วินาที แต่นี่ของเราเสียสละมากันทั้งตัวมาเป็นเดือนๆเลยนะนี่ มากันตั้งเป็นล้านเลย คะแนนนี้มันคนละบริบทนะ ยืนยันได้ว่า วันนั้นเป็นวันออกคะแนนเสียงแข่งกัน เขาก็มาที่รัชมังคลากีฬาสถาน เขามากันไม่เต็มสนาม ก็ไม่ถึงแสนคน แต่แถมให้สองแสนเลยนะ แต่ของเรามาเป็นล้านคนเลยนะ มันเทียบกันไม่ได้กี่เท่านะนี่ แต่เขาก็จะเอาแค่เลือกตั้ง จบดร.มา ประชาธิปไตยมีแต่เลือกตั้ง อย่างนี้มันไม่ครบหรอกในประชาธิปไตย ถ้าเข้าใจว่าประชาธิปไตยคือ การออกมาชุมนุมประท้วง กี่ล้านคนออกมา เป่าปรี๊ดเลย เอานกหวีดเป็นสัญญลักษณ์ก็ได้ อย่างนี้ไทยเป็นมหาอำนาจแน่ เพราะเมื่อรัฐบาลทำผิดพลาดไม่ดีเมื่อไหร่ ก็เป่าปรี๊ดออกมากันเลย ทำให้เขาไม่กล้าทำผิด ทุกวันนี้เขาก็มีวิธีการประชานิยม เป็นการแลกเปลี่ยนแบบทุนนิยม ให้ไปเพื่อจะเอาคืนมาอีกมากกว่า ได้เปรียบมากเท่าไหร่ถือว่าสูงส่ง ซึ่งเป็นความคิดที่เลวร้ายอย่างมาก เราไม่ใช้ ขณะนี้ที่เราพูดกัน คนเลือกตั้งเป็นผู้แทน มันต่างจากการออกมาชุมนุมประท้วง เพื่อเรียกอำนาจคืนมันต่างกัน คนละเรื่องเลย แค่นี้พูดกันไม่เข้าใจหรือ? เรามาอยู่นี่ ก็มีผัสสะ ได้ทำงานด้วย ได้สองอย่าง เราทำงานให้แก่สังคมก็ได้กุศล 2 . กิเลสเราก็ได้ลด ได้ประโยชน์สองส่วนเรียกว่า อุภยถะ ได้ประโยชน์ทั้งตนเอง เกิดญาณปัญญา มีวิปัสสนาญาณ เป็นอกุศลจิตของตน แล้วเห็นว่าตนได้ปหานกิเลส ใน ปหาน 5 1 . วิกขัมภนปหาน (ละด้วยการข่มใจ-ใช้เจโตนำหน้า) 2 . ตทังคปหาน (ละได้เป็นครั้งคราว-ใช้ปัญญาอบรมจิต) . 3 . สมุจเฉทปหาน (ละด้วยการตัดขาด สลัดออกได้เก่ง) . 4 . ปฏิปัสสัทธิปหาน (ละด้วยการสงบระงับ ทวนไปมา) . 5 . นิสสรณปหาน (สลัดออกได้เองทันที เก่งจนเป็นปกติ) ก็มาช่วยกันคนละไม้คนละมือ ถ้าทำไปแล้ว สมมุติว่ามันล้มตายสูญเสียมากไม่คุ้ม เราก็ต้องหยุด ก็ระมัดระวัง ตั้งแต่เราทำมายกตัวอย่าง พล.อ.ปรีชา พากลับสวนลุมฯตอนไปข้างทำเนียบ เราก็ต้องรักษาชีวิตไว้ก่อน ถอยกลับมาสวนลุมฯจนกระทั่งมารุกที่ผ่านฟ้ากันต่อ สู้ต่อมาจนทุกวันนี้ ขยับไปขยับมาอยู่นี่ มียุทธภูมิที่ดี รบไปเรื่อยจนกว่าจะได้ผลสูงสุด นี่คืองานหลักของมนุษยชาติ พวกเราแต่ละคนไม่เสียชาติเกิด ได้ฝึกฝนส ิ่ งที่ดีในชีวิต ไม่อย่างนั้นก็จะหลง ทำมาหากินไป ไม่รู้จักจะกตัญญูกตวเทีต่อสังคม งานการเมือง ต้องมีคุณธรรม และเป็นกุศล ถ้าเป็นงานที่เป็นอกุศล เป็นโทษ อย่างที่เขาทำกัน ทุจริตผลาญพล่า ไม่รับใช้แต่มาสูบกิน เอาเข้าตัวเอง และพวกพ้อง อย่างนี้ห่างไกลงานการเมืองมาก เราก็ต้องให้เขาหยุดทำส ิ่ งผิด ที่เราทำนี่เป็นงานได้บุญ ได้กุศลทั้งนั้นเลย งานการเมือง ไม่ได้มาหลอกล่อนะ ให้เข้าใจความจริงอันนี้ ชัดเจนนะ จะอ่านบทกวี ที่แต่งล่าสุดให้ฟัง “โง่”ยกกำลัง “ด้าน” = ง่าน-โด้ “ด้าน”ยกกำลัง “โง่” = โด้-ง่าน
( 1 ) ห้าหกเพิ่งผ่านต้อง ตรึงตรา มวลมหาชนออกมา ต่อต้าน รัฐบาลและรัฐสภา เพียรกบฏ เพราะ “โง่” ยกกำลัง “ด้าน” ง่าน-โด้ ตาใส ( 2 ) ใครจักกล่าวโทษท้วง ก็ไถล ทุจริตผิดขนาดไหน ก็ด้าน โง่ขั้นขบถก็ไข- สือบอด บ้าแฮ ชนหลักล้านค้านต้าน ก็ “ง่านโด้”โวเถียง ( 3 ) อ้างเสียงข้า เลือกตั้งมานะ ริบรัฐาธิปัตยะ เซ่อซ้ำ ข้าคืออำนาจจะ บังอาจ กำแหงฤา ยึดรัฐสภาค้ำ ข่มด้วยเผด็จการ ( 4 ) พาลอ้างแต่ “เลือกตั้ง”คือ ประชา- ธิปไตย์ รัฐศาสตร์สั้นแคบคา แค่นี้ ชูคะแน “เลือกตั้ง” หา มวลหมู่ แล้วร่วมกันบดบี้ ชาติให้ฉิบหาย ( 5 ) ขายชาติปล้นชาติแล้ว หลอกคน โง่หนัก(อวิชชา)ด้านหนาจน ง่าน-โด้ ขอดคำด่าขุดขน มาหมด แล้วเฮย มันสุดแล้วอกโอ้ ชั่วร้ายเกินใด ( 6 ) ได้ “โด้” ได้ “ง่าน”นี้ เป็นคำ ศัพท์ใหม่ไทยช่วยจำ จดไว้ “โง่” ผสมกับ “ด้าน” ยำ เป็น “ง่าน” “ด้าน” หนักผสม “โง่” ไซร้ จึ่ง “โด้” ชี้อธรรม ( 7 ) ชีพนำโชคได้พบ พฤติการณ์ ชาติถูกชั่วพร่าผลาญ ยืดเยื้อ แต่ถูกประชาปหาร ด้วยสงบ ประหลาดแล ธรรมฤทธิ์พิชิตเชื้อ ชั่วได้ปาฏิหาริย์.
สไมย์ จำปาแพง 9 ธ.ค. 2556 [นัยปก “เราคิดอะไร” ฉบับ 281 ประจำเดือน มกราคม 2557 ]