สื่อธรรมะพ่อครู(นิยามชีวิต 5) ตอน ทำจิตให้เป็นอุตุพีชะได้อย่างไร.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์8.80 KB
วันที่แก้ไข4 เมษายน 2564

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(นิยามชีวิต 5) ตอน ทำจิตให้เป็นอุตุพีชะได้อย่างไร _พระโชติโกPhraJotikoเรื่องพืช หากตามสำนวนพระอรรถกถา ดูเหมือนว่าเชื้อพืช ควรน่าจะหมายถึง ศัพท์ ว่า “ภัพย์” แต่ครั้งเป็นพืชแล้ว จึงเรียกควร เรียกว่า “ภูต” ได้, แต่ทีนี้ เมื่อเรา-ท่าน จะหมายถึงสภาวะก็ควร ที่น่าจะหมายถึง คำว่า “สัมภูต”, ว่าลงเป็นการเปรียบ แต่จะอธิบายดังว่าไปนี้ ดีหรือไม่?, เพราะ ฟังมาจากบทที่กถาจารย์อธิบายถึงสัตว์ และโอปปาติกะ มาเท่านั้น จะลงเป็นแต่ความจากพระไตรปิฎก,แต่ก็ควร ก็จึงว่าเปรียบ จะให้ดู จะให้ฟังตามที่ควร ว่าจะ“มีสภาพพีชะตามเรื่องจิตนั้น” เป็นสัมมัตตะนิยาม หรือว่า เป็นมิจฉัตตะนิยามแก่อะไรๆบ้าง ขอให้ผู้ที่รู้อุบายแท้ๆ ที่อาจเกิดกุศล พ่อครูว่า...คนนี้แสดงความเห็นมาแล้ว คุณสู่แดนธรรมเห็นก็เลยขอโอกาสวิสัชนา สู่แดนธรรมว่า...ผมอ่านความเห็นของท่านพระโชติโก เห็นว่า ท่านคงจะตำหนิพ่อท่านโดยที่พ่อท่านไปบอกจิตนิยามเป็นพีชะท่านก็เลยว่า หากจะเป็นพืชมันมีมาตั้งแต่เชื้อก่อนคือ ภัพย์ ท่านพยายามอธิบายว่า พืชอย่าพยายามเอาไปอธิบายเป็นจิต ให้อธิบายเป็นเพียง พีชะก็พอ ผมก็เลยไปเจอหลักฐาน เกวัฏสูตรที่ภิกษุรูปหนึ่งไปหาพระพรหมผู้สร้าง ก็ไปเจอว่า ภัพย์ ไม่ได้หมายถึงแต่เพียงพืช แต่เป็นสัตว์โลกทั้งหลายด้วย ท่านถึงใช้คำพูดว่า จิตตาภูตภัพย์ คือนับเอาพืชเป็นจิตวิญญาณ คือเกิดขึ้นตามความเจริญของสิ่งที่มีการสร้างขึ้น พ่อท่านว่า หากอรหันต์จะทำจิตให้เป็นพืชเป็นอุตุก็กลับคืนสู่ธรรมชาติ พ่อครูว่า.. ในนิยาม 5 ความแตกต่างระหว่างอุตุ พีช จิต ที่เป็นสัตว์ ไม่ใช่เป็นเรื่องสามัญที่จะทำได้ พระพุทธเจ้าตรัสรู้เรื่องนี้เป็นเรื่องยิ่งใหญ่ อาตมาเข้าใจแล้วก็เห็นว่านักบวชในศาสนาพุทธยุคนี้ คนใดที่อธิบายรายละเอียดพวกนี้ ทั้งๆที่เรื

อ่านต่อ

่องนี้เป็นเรื่องหัวใจศาสนาพุทธ เรื่องแยกพลังงานระดับ อุตุ พีช จิต เช่นพระพุทธเจ้าบอกเป็นวินัยเลยว่า เมื่ออุปัชฌาย์บวชภิกษุใหม่ ต้องให้ลูกศิษย์แยกกายแยกจิตได้ คือให้รู้ว่า อุตุ เป็นพลังงานระดับไหน พีชะ เป็นพลังงานระดับไหน จิต เป็นพลังงานระดับไหน ถ้าไม่รู้เรื่องอย่างนี้แล้วบวชมาก็ไร้ประโยชน์ บวชมาไม่สามารถที่จะบรรลุธรรมได้ ถ้าแยกแค่ว่า อุตุ พีช จิต ไม่ออก แล้วมีพยัญชนะที่ร่วม พีช กับจิต คือ กาย เมื่อใดเป็นกาย เมื่อใดเป็นจิต เมื่อใดเป็นพืช หากแยกแค่นี้ไม่ได้ บวชไปก็ไม่ได้เรื่องได้ราว ท่านให้เรียนรู้แยกกายแยกจิตจากองคาพยพตนเอง ร่างกายที่เป็นส่วนภายนอกที่จะหยิบจับมาขยายความให้เห็นว่า เมื่อใดส่วนใดของร่างกายเป็นอุตุ เมื่อใดคือส่วนใดของร่างกายเป็น พีชะ เป็นพีชะในระดับที่จะไม่มีเวทนาไม่มีวิญญาณ จึงจะสามารถทำจิตให้รู้ว่าจิตมันเป็นพีชะ จะต้องไม่มีเวทนาไม่มีวิญญาณ เมื่อปฏิบัติทำจิตตนไม่ให้มีเวทนา ไม่มีเวทนาคือไม่มีเวทนาเก๊ ไม่มีความสุขความทุกข์ไม่มีความชอบไม่มีความชังก็ไม่มีบาปไม่มีบุญ แต่เป็นชีวะ เป็นทำงานที่ต้องควบคุมจัดการเจ้าของพลังงาน อย่างเช่นหัวไชเท้ามันก็มีพลังงานที่มันจะเป็นพืชของมัน มันก็สรรหาสารตระกูลหัวไชเท้าของมัน สับปะรด ประธานก็สั่งการให้สร้างออกมาเป็นสับปะรด มันก็เลือกธาตุอาหารอะไรมาสังเคราะห์สร้างชีวะ ของตัวเองให้เป็นอย่างที่เป็น เป็นสัตว์โลกเป็นคนจึงจะสามารถศึกษาสิ่งเหล่านี้ได้ และมาศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้าจึงสามารถอาศัยพลังงานอุตุ พีช จิต ทำจิตตนให้เป็นอุตุได้ ในขณะตอนเป็นไม่ใช่ตอนตายไปแล้ว หรือจะอาศัยอยู่ก็เป็นพีชะ เป็นจิตที่ไม่มีความสุขไม่มีความทุกข์ไม่มีบาปไม่มีบุญแล้ว นั่นคือพระอรหันต์ดังนี้เป็นต้น หากเข้าใจและทำจิตอย่างนี้ไม่ได้จะไปบวชให้เป็นอรหันต์ได้อย่างไร _สู่แดนธรรมว่า..ปัญหาของภิกษุโชติโก พ่อครูว่า...พระรูปนี้เข้าใจปนกันระหว่างพืชกับภูต จริงๆก็ใช่ พืชก็คือพืชเท่านั้นไม่ได้เป็นจิตวิญญาณ แต่มันซับซ้อน คนเป็นพืชแล้วมีจิตวิญญาณ จึงเป็นคนที่เป็นทั้งพืชและภูต อาตมายืนยันว่าอาตมาสัมมัตตะ คุณต้องศึกษาให้ดีๆไม่งั้นก็จะไปไม่ได้ 621127_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ อรหันต์เป็นง่ายต้องแยกกายแยกจิตอย่างนักบวช

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน