พุทธเป็นศาสนาที่สิ้นการกอด.docx
เนื้อหาในไฟล์
พุทธเป็นศาสนาที่สิ้นการกอด พ่อครูว่า…ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ปฏิเสธการกอด ที่อาตมาพูดว่าการกอด เป็นอจินไตยอันหนึ่ง ภาษามันก็อันเดียวกัน แต่มันกลายเป็นแยกแตกออกไป ในศาสนาคริสต์เขายังบอกเลยว่า ภาษาของที่แตกออกไปนั้น แตกออกไปจากภาษาเดียว แยกกระเซ็นกระสายออกไปทั่วโลก เป็นเรื่องจริง หากจะสืบสาวไปถึงราก แต่มันต่อจิ๊กซอว์ไม่ไหว ที่จะไปตามหาตัวต้นกับตัวปลายนี้ได้ มันต่อกันมาเรียงกันสลับซับซ้อนเยอะเกิน (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) คำว่า กอด นี้คือ คำว่าเทวะ เทวนิยมนี่ เขาตีเทวะไม่แตก แล้วเขาก็หลงผิดเลยว่าอย่าไปตีแตกเชียวนะ เทวะหนึ่งเดียวตีไม่ได้ พระเจ้าคือเทวะนะ ยิ่งใหญ่ที่สุด เป็นผู้สร้างทุกสิ่งทุกอย่างเลย แต่มีอยู่สิ่งหนึ่ง ที่พระเจ้าไม่เคยสร้างเพราะไม่มีปัญญารู้ คือโลกุตรธรรม พระเจ้าไม่ได้สร้าง เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงมีเกินสิ่งที่พระเจ้ามีคือโลกุตรธรรม เพราะพระพุทธเจ้าสร้างโลกุตรธรรมขึ้นมาเพื่อให้รู้ได้ว่า อ๋อ ที่พระเจ้าท่านรู้ทั้งหมดคือโลกุตรธรรมจัดการได้หมด พระเจ้าก็หมดวิญญาณ ก็หมดอัตภาพอัตตาปรมาตมันก็หมด สูญหายไปเลยไม่ใช่ตายแล้วต้องไปอยู่กับพระเจ้า ไม่ เป็นกบฏต่อพระเจ้าอย่าง โอ้โห ไม่รู้ 0 จะบอกว่ากบฏอย่างไร พระเจ้าไม่รู้ว่านี่เป็นกบฏด้วยเหรอ ไม่ต้องกลัวการลงโทษของพระเจ้าด้วย เพราะแม้แต่พระเจ้าก็สูญ พระเจ้าทำอะไรไม่ได้ สำนวนนี้พระพุทธเจ้าตรัสไว้ท่านเรียกผู้ที่หาตัวท่านไม่เจอแล้วท่านเรียกว่ามาร มารคือผู้ไม่รู้ แต่ท่านบอก มาร เราได้หักเรือนยอดของการเกิดทุกอย่างสูญหมดแล้ว เธอหาตัวเราไม่เจอแล้ว อันนี้เป็นโลกุตรธรรม ถึงขั้นแยกสลายกันก่อนจนไม่มีกอดไม่มี God นั่นเองสูญทำลาย god ได้หมดเลย จะว่าไปแล้วยิ่งใหญ่กว่า God เพราะว่าสามารถทำลาย God ให้หายไปเลย เอ็งใหญ่ขนาดไหนก็บอกว่ายายขนาดทำลาย
อ่านต่อ
God แต่ใครจะโง่ทำให้ God ยึดเอาไว้ก็เชิญแต่ใครศึกษาของพระพุทธเจ้าแล้ว God ทำลาย God ได้ 0 ไปหมดไม่เหลือแยกเป็นดินน้ำไฟลมเลยจิตวิญญาณหายไปเลยได้ สู่แดนธรรม...พุทธเจ้าบัญญัติว่า การกอด คือสังโยชน์มีวิธีออกจากการกอดก็คือทำลายสังโยชน์ พ่อครูว่า…มีการผูกเป็นทฤษฎีเยอะให้เอาไปใช้ได้เพื่อรู้สิ่งที่จริง การรู้ความจริง ที่จริงที่สุด ก็คือ การรู้ประเด็นสำคัญที่สุดก็คือ รู้ความโง่ โง่อะไร? โง่ว่าโลกนี้มีสุขกับทุกข์ ...ไม่มี สุขกบทกข์ มันเป็นอนัตตามันเป็นเรื่องของคนโง่หลงมันอยู่ก็เลยต้องอยู่กับสุขกับทุกข์ แล้วก็ไม่รู้อีกต่อไปว่าสุขกับทุกข์มันตัวเดียวกัน แยกไม่ได้ แต่คุณไปหลงหน้าสุข แต่คุณไม่รู้ว่าหน้าสุข ข้างหลังมันคือทุกข์ แยกกันไม่ได้ หน้ากับหลัง มันติดเป็นหนึ่งเดียวถ้าจะทำลายต้องฆ่าทั้งสุขและทุกข์หมดทั้งสุขและทุกข์เลยหมดเลย เพราะฉะนั้นทุกอย่างในมหาจักรวาลนี้ที่เป็นจิตวิญญาณนั้นคือไอ้ตัวสุขกับทุกข์ที่มันกอดกันอยู่นี่แหละ กอดกันจนไม่รู้ว่าหน้าไหนมันเป็นสุข หน้าไหนมันเป็นทุกข์ วะ ไม่รู้ เพราะฉะนั้นเมื่อความรู้สึกของคนมีสุขมีทุกข์ คนก็เข้าใจได้ ว่าถ้าความรู้สึกทุกข์คนไม่ชอบหรอก สัตว์มันก็ไม่ชอบ เกิดมาเป็นจิตนิยามมีธาตุรู้แล้ว ใครมันจะชอบ สัตว์เดรัจฉานมันก็ไม่ชอบคนก็ยิ่งไม่ชอบ แต่โง่คุณไม่เอาทุกข์แล้วก็ดับทุกข์สิ สุขมันที่อยู่ด้วยก็จะหมดไปด้วยแต่คุณก็ไม่รู้คุณก็จะไปดับแต่ทุกข์อย่างโง่ ไอ้ตัวนี้เป็นสิริมหามายา คนจะไปดับแต่ทุกข์ แต่ที่จริงคนไปเสพสุขไปหลงสุข สุขเป็นอัลลิกะ สุขัลลิกะ มันเป็นตัวเท็จ พระพุทธเจ้าจึงเรียกตัวทุกข์ว่าเป็นตัวจริง จึงเรียกว่าอริยสัจ สัจจะตัวจริงของคนฉลาด คนอาริยะ คนประเสริฐ คนฉลาด จึงรู้ว่าจริงๆไม่ใช่สุขที่เป็นความจริง แต่ความทุกข์ต่างหากที่เป็นความจริง ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป ทำไมเรียกว่าทุกข์ก็เพราะว่าทุกข์มันเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง มันเป็นสิ่งที่ไม่จริง เป็นสิ่งที่ไม่น่าได้น่ามีน่าเป็นเลย แต่ก็อวิชชา กำลังขยายความให้เห็นว่าเทวนิยมกับ อเทวนิยมของพระพุทธเจ้า เทวนิยมนั้น จะว่ารู้อะไรก็รู้รู้อยู่แค่โลกียะ ที่ไม่รู้ก็คือไม่รู้โลกุตระ สิ่งที่พระเจ้ารู้ทั้งหมดแต่ไม่รู้อะไร ไม่รู้โลกุตระ แล้วพระเจ้าสร้างทุกสิ่งทุกอย่างหมด แต่ไม่สามารถสร้างโลกุตระ พระพุทธเจ้าสร้างโลกุตระได้ จึงสามารถรู้โลกียะทั้งหมด เพราะโลกุตระคือเหนือกว่าโลก โลกทั้งหมด นี่เหนือกว่าโลกทั้งหมด เพราะฉะนั้นโลกุตระจึงรู้โลกด้วย รู้โลกีย์ด้วย และมีสิ่งที่รู้เกินโลกีย์ คือ โลกุตรธรรม พยายามอธิบายอันนี้ ให้ผู้ที่ศึกษาแสวงหาชาวเทวนิยม ชาวพระเจ้าจะได้สะดุดบ้าง พยายามอธิบายให้เห็นสัจธรรมอันนี้ ว่ามันมีทิศทางที่สูงกว่าโลกียะอยู่นะ สูงกว่าเทวะที่เป็น หรือชัดๆคือ สูงกว่าพระเจ้าอยู่นะ พูดไปแล้วดูเหมือนยกตนข่มท่าน มันน่าเกลียด มันดูไม่ดี แต่นี่เรากำลังอธิบายวิชาการ พูดอธิบายความจริงกัน มันก็หลีกเลี่ยงความจริงเป็นภาษาวิชาการไปไม่ได้ มันต้องพูดความจริงเท่านั้นเอง แต่ใจเราก็เข้าใจไม่ได้ไปข่มเขา จะไปข่มเขาทำไม ไปอวดดีเขาทำไม ไปเหนือกว่าเขาทำไม คุณก็ทำไปสิ แล้วก็อยากให้คุณรู้คุณเข้าใจมาทำแบบนี้ด้วย ให้รู้เข้าใจว่าอันนั้นมันยังไม่จบแต่อันนี้จบนะ อันนั้นเรียนอย่างไรก็เรียนไม่จบ แต่โลกุตตระนี้เรียนแล้วจบเลย เมื่อจบแล้ว คุณอยากจะอยู่ไปนิรันดรก็อยู่ได้แล้วเป็นเครื่องรับรองเลยว่า ถ้าเรียนแล้วปฏิบัติตามทฤษฎีหรือหลักสูตรพระพุทธเจ้าทั้งหมด ถ้าคุณจะยังอยู่เป็นคน คุณก็อยู่ไปสิ เพราะคุณเป็นอรหันต์แล้วจะอยู่ก็มีแต่เป็นโพธิสัตว์ต่อไปอีกนิรันดรเท่าไหร่ก็เชิญ มีแต่ประโยชน์ ไม่ได้ทำโทษภัยให้แก่โลกแก่ใครเลย มีแต่รับใช้โลก โลกานุกัมปายะ จบด้วย อายะ 3 พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก)พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก)
640404_พ่อครูเทศน์เปิดงานปลุกเสกฯ ครั้งที่ 44 พาปฏิญาณศีล 8