สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน ปฏิบัติตามหลักจรณะ 15 วิชชา 8.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน ปฏิบัติตามหลักจรณะ 15 วิชชา 8 อย่างในธรรมะพระพุทธเจ้านี้ เอาสามัญผลสูตรมายืนยัน สามัญผล คือปฏิบัติแล้วจะได้ผลเป็นสมณะ 4 เหล่า สมณะที่ 1 โสดาบัน สมณะที่ 2 สกิทาคามี สมณะที่ 3 อนาคามี สมณะที่ 4 อรหันต์ แล้วปฏิบัติอย่างไร ปฏิบัติตามจรณะ 15 วิชชา 8 ปฏิบัติตามหลัก จรณะ 15 เริ่มต้นด้วยศีล แล้วก็มีการปฏิบัติที่ไม่ผิดอีก 3 สํารวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ ปฏิบัติอย่างนี้จึงจะไม่ผิด หากปฏิบัติไม่มีการสำรวมอินทรีย์ 6 ก็ผิด แล้วคำว่าโภชเนมัตตัญญุตาก็คือให้รู้จักศึกษา สังวรระวังแล้วให้เรียนรู้จากการระมัดระวังต้องประมาณ ต้องรู้จักกิน รู้จักรับ รู้จักเอามาบริโภค หรืออุปโภค ในการบริโภคนี่แหละมันจะต้องสัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย แล้วคนก็เกิดกิเลส เราจึงจะต้องเป็นผู้รู้ทันเรียกว่า ชาคริยานุโยคะ ตื่นรู้มีสติสัมปชัญญะ มีสัมปะชานะ พิจารณาอ่านตรวจสิ่งที่สัมผัสกับตาหูจมูกลิ้นกาย แล้วก็แยกแยะกิเลสออก แล้วล้างกิเลสนั้น นี่คือการปฏิบัติที่ไม่ผิดของพระพุทธเจ้า การนั่งหลับตาปิดทวารทั้ง 5 เหลือแต่ทวารในก็ออกนอกรีต เป็นการปฏิบัติผิด ปฏิบัติผิดเพี้ยนจากพระพุทธเจ้า การปฏิบัติที่ไม่ผิดต้องเปิดทวาร มีหลักฐานอยู่นี่ไง แต่พูดอย่างไรเขาก็ไม่ชาคริยา ยังหลับหลงใหลไม่ตื่น ยึดมั่นถือมั่นอยู่อย่างนั้น เอาค้อนปอนด์ไปทุบหัวหน่อยดีไหมจะตื่นไหม ก็คงจะหัวแตกแล้วไม่ตื่น เมื่อปฏิบัติตามจรณะ 15 คือมีศีลเป็นตัวตั้งแล้วก็ปฏิบัติตามลำดับ ก็จะเกิดสมาธิ หรือเกิดฌาน คือ มันจะมีพลังงานไฟ ฌาน คือไฟ พลังงานอุณหธาตุ ที่จะไปทำลายไฟราคะ โทสะ โมหะ ไปสลายได้จริงๆเลย ขอให้สร้างพลังงานฌาน หรือพลังงานอุณหธาตุ ชำระได้กำจัดได้ก็เรียกว่าบุญ บุญคือการชำระกิเลสได้ ได้ส่วนหนึ่งก็เรียกป
อ่านต่อ
ุญญภาคิยาหรือปุญญภาค ได้จนหมดก็สิ้นอาสวะ บุญก็เลิก จบ ปุญญปาปปริกขีโณ ความรู้อย่างนี้นั้นได้สูญไปแล้ว มันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าบุญคืออะไร ไฟฌานคืออะไร ไฟราคะโทสะโมหะมี แต่ไฟฌานนี้ไม่มี ดีนะพจนานุกรมภาษาบาลีก็ยังมีคำแปลที่เป็นรากศัพท์ไม่ผิดเพี้ยนไปหมด อาตมาก็ใช้อยู่ เขาบันทึกไว้ในพจนานุกรมจึงพอพูดกันได้ ถ้าไม่มีหมดไปแม้แต่ในพจนานุกรมก็ไม่เหลือ อาตมาคงตายแน่ พูดอะไรออกไป คนก็จะไม่เข้าใจได้ง่ายๆ (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) สมณะเดินดินว่า...ฌานกับบุญ ก็ใกล้เคียง พ่อครูว่า...บุญคือผลของฌาน ฌานเป็นพลังงานไฟไปเผากิเลส เมื่อเผาได้ก็เป็นบุญ สำเร็จผลไปได้ ที่อาตมาอธิบายไปนั้นมีสภาวะของตัวเองที่ละเอียดก็พูด ผู้มีภูมิฟังได้ก็จะชัดเจน เดี๋ยวนี้ศาสนาพุทธไปไกลความจริง กลายเป็นศาสนาจารีตประเพณี มีแต่พิธีกรรมพิธีการ แล้วก็หากินอยู่กับพิธีกรรมพิธีการเท่านั้น ไม่ได้เกิดคุณค่าทางธรรมะ ไม่ได้เกิดทฤษฎีที่สำคัญที่จะตัดกิเลสได้ อาตมาขออภัยที่ต้องพูดความจริงอันนี้ ศาสนาพุทธตอนนี้หมดน้ำยาจริงๆก็น่าสงสาร แต่ก็พอช่วยขึ้นได้บ้างแล้ว แรกๆ อาตมาถูกต่อต้านหนักมากเพราะเถรสมาคมค้านแย้ง เขายึดถือเอาอาตมาหนัก หาว่าทำลายศาสนา มาล้มล้าง จนอาตมาพยายาม เอาธรรมรักษาผู้ประพฤติธรรม ธัมโม หเว รกฺขติ ธมฺมจารึ จนทุกวันนี้ทำงานมาได้ ผู้ที่จะมาต่อต้านนั้นจะมารวมตัวกันก็คงอ่อนแรง เพราะอาตมาได้ใช้ความจริงมาอธิบายให้คนเข้าใจ แล้วมาปฏิบัติตามก็เกิดผล เกิดกลุ่มคนที่ปฏิบัติได้มรรคผลรวมตัวกันเป็นกลุ่มหมู่สังคม มีคนหาว่าอาตมาประกาศชุมชนตัวเองเป็นอาริยะ ก็มันเป็นของจริงมันก็ใช่ ใครจะว่าก็ตาม อาตมาไม่ได้คุยตัวไม่ได้อวด แต่พูดความจริงยืนยันความจริง เขาไม่เชื่อก็ไม่มีปัญหาอะไร เขาไม่เชื่อก็คือไม่เชื่อ คนที่เข้าใจเขาก็เชื่อก็เป็นของเขา อาตมาก็มีสิทธิ์มีหน้าที่ที่จะพูดความจริงด้วยความปรารถนาดีต่อมนุษยชาติต่อสังคม อาตมาก็ทำเท่านั้นเอง ไม่ได้ขัดแย้งอะไรเลยกับสากลโลก ทำอย่างนี้โลกเขาก็อนุญาตให้ทำทั้งนั้นแหละ เป็นสิ่งที่ควร ในสามัญผลสูตร อ่านให้ดี จะเข้าใจว่าการปฏิบัตินั้น พระพุทธเจ้าให้เริ่มต้นที่ศีล แล้วปฏิบัติศีลด้วยการสำรวมอินทรีย์ แล้วก็ต้องพยายามปฏิบัติให้มีสติสัมปชัญญะให้ดี ก็จะเกิดจิตเจริญเป็นสมาธิ ตามอปัณกปฏิปทา ก็จะเกิดสัทธรรม 7 มี ศรัทธา หิริ โอตัปปะ พหูสูตร วิริยะ สติ ปัญญา หิริ คือ จิตที่ละอายต่อการทำบาป โอตตัปปะ คือ จิตที่เกรงกลัวต่อการทำบาป อย่างมีศีล เช่นศีล 5 เราก็อยู่กับสัตว์ทั้งหลายแหล่ เราก็ละอายที่จะไปทำร้ายไปเบียดเบียนสัตว์ หวังประโยชน์ต่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ เราอยู่กับพืชพันธุ์ธัญญาหารเลี้ยงชีพ ไม่ต้องเกี่ยวกับสัตว์เลย มีหิริโอตตัปปะ อย่าไปฆ่าเขาไปเบียดเบียนเขาเลย เราปฏิบัติเรามีหิริโอตตัปปะ มีความรู้ความเข้าใจลึกซึ้งขึ้นได้เรื่อยๆ เป็นความรู้ที่มากขึ้น เป็นพหูสูตร เป็นความจริงที่เจริญมากขึ้นเรื่อยๆ พาหุสัจจะ แล้วก็เจริญเป็นวิริยะ สติ ปัญญา เจริญด้วยสติ วิริยะ มีอินทรีย์พละ มีพละเพิ่มขึ้น วิริยะ สติ เป็นอินทรีย์ ส่วนสมาธิไม่มีในสัทธรรม 7 อินทรีย์ 5 มี ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา สมาธิก็คือคุณธรรมของจิตทั้ง 7 ประการนี้แหละ เป็นกระบวนการที่ทำแล้วเกิด ฌาน 1 2 3 4 ใน จรณะ 15 ก็คือการเผากิเลส ทำให้จิตสะอาดปราศจากกิเลสตกผลึกลงไป ก็เป็นสมาธิตั้งมั่น นี่คือจรณะทั้ง 15 มันก็มีอย่างที่อาตมาอธิบายโดยสภาวะให้ฟังนี้ ธรรมะของพระพุทธเจ้าปฏิบัติฌาน 1 2 3 4 ก็ไม่ต้องไปนั่งหลับตา ก็มีการสำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ แล้วก็จะเกิด สัทธรรม 7 มีฌาน 1 2 3 4 โดยเอาศีลเป็นตัวตั้งก็จะเกิดอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา ตั้งแต่ศีลข้อ 1 ศีลข้อ 2 ศีลข้อ 3 ก็ได้จรณะ 15 โดยมีปัญญารู้ตลอด ปัญญาไม่ไปไหนเป็นยาดำ คือธาตุรู้ที่รู้ยิ่ง เป็นโลกุตระ เป็นปรมัตถธรรม สัจธรรม เป็นวิชชา 8 เป็นวิปัสสนาญาณ มโนมยิทธิ อิทธิวิทยญาณ เป็นโสตทิพย์ เป็นเจโตปริยญาณ บุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ อาสวักขยญาณ วิชชาทั้ง 8 นี้ เกิดจริงตามผู้ปฏิบัติที่สัมมาทิฏฐิ ก็จะเกิดวิปัสสนาญาณ ญาณรู้ หัวเลย ทุกอย่างก็คือวิปัสสนาคือการรู้อย่างเห็นๆ ปัสสะ แปลว่าเห็น เห็นด้วยภายนอกภายในมีทั้งภายนอกภายใน เห็นตามวิโมกข์ 8 ปัสสติ วิโมกข์ 8 รูปีรูปานิปัสสติ อัชฌัตตัง อรูปสัญญี เอโก พหิทารูปานิปัสสติ สุภันเตวอธิมุตโต โหติ เป็นการเจริญไปตามลำดับตามความจริงที่น่าได้น่ามีน่าเป็น สุภันเตวะ อธิโมกข์ อธิมุตติ เป็นได้ จิตใจเจริญโน้มน้อมไปหานิพพาน ไปหาวิมุติ นี่คือวิโมกข์ 3 ส่วนวิโมกข์ ข้อที่เหลือคือ อรูปฌาน อากาสาฯ วิญญานัญจา อากิญจัญ เนวสัญญาฯ สัญญาเวทยิตนิโรธ ท่านก็เน้นว่าต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย หากไม่มีกายก็ไม่เต็มเต็ง วิโมกข์ 8 เป็นฌานหรือเป็นสมาธิ เป็นอธิจิต ที่ไปปฏิบัติด้วยการมีสัมผัส ทั้งนอกทั้งใน มีรูปฌาน อรูปฌานในนี้เสร็จ โดยมีกายคือรูปกับนามเป็นธรรมะสอง คำว่ากายก็ได้ผิดเพี้ยนไป เป็นรูปภายนอก เหลือแต่ดินน้ำไฟลมไม่เกี่ยวกับจิต มันก็เลยหมด 0 ศาสนาพุทธก็เลยสูญ เพราะคำว่ากายนี้เป็นธรรมะ 2 เป็นรูปนาม ธรรมะของพระพุทธเจ้าต้องเป็นธรรมะ 2 ต้องปฏิบัติจากธรรมะ 2 นี้เสมอ เทวธัมมา แล้วโดยเฉพาะตัวคำว่า ทวเยน เวทนายะ เอกสโมสรณา ภวันติ ทำให้สำเร็จลงจบลงเป็นเวทนา 1 คือ ทำให้ความรู้สึกเก๊ เวทนาเก๊หมดไป ที่เกิดจากความเข้าใจผิด มีตัณหาอุปาทานทำให้เกิดเวทนา เก๊ ก็อ่าน รู้จักเวทนาในเวทนาแล้วดับเหตุที่ไปโง่ไปหลงผิดเป็นตัณหาอุปาทาน จนพลังงานตัณหาอุปาทานหมด เวทนาเก๊ก็หมดไป เหลือแต่เวทนาแท้ เป็นเอกคตาจิต เป็นเอกสโมสรณา รวมลงเป็นหนึ่ง ธรรมะพระพุทธเจ้านั้นเป็นธรรมะที่ทำสมาธิ ทำฌาน เป็นพลังงานอุณหธาตุ เป็นพลังงานร้อนไม่ใช่พลังงานเย็น พวกปฏิบัติผิดไปนั่งสะกดจิตให้ตัวเองจนสบายสงบจิตสงบเย็นสบายมันคนละเรื่องเลย ของพระพุทธเจ้านั้นจะต้องมีเหตุปัจจัย วิเคราะห์วิจัยรู้กิเลสต่อสู้กับกิเลสเป็นปฏิสรโณ รบกันไปรบกันมา เราพึ่งอะไร พึ่งการรบ สรณะ แปลว่าประกอบการรบ รณะ คือการรบ รณรงค์ ก็ตาม เป็นการรบ เราสามารถที่จะเข้าใจสภาวะธรรม โดยพยัญชนะมายืนยันสภาวะทั้งนั้น ที่อธิบายนี้ เอาสภาวะ โดยเอาพยัญชนะของบาลีมาขยาย สามารถที่จะทำให้กิเลสดับได้ ทุกวันนี้มีสมาธิที่สัมมาปฏิบัติ กิเลสก็ดับได้ คนที่ลดกิเลสได้ก็เป็นอาริยบุคคลที่แท้จริง ใครจะว่าพวกนี้มันหลงตัวเองก็ได้ เราก็เอาความจริงที่เป็นสัจจะ เราได้แล้วเราสบาย เรามีโลกุตรธรรมเป็นอาริยบุคคลจริง เราก็รู้ของเรา คนอื่นจะไม่เข้าใจจะว่าอย่างนั้นอย่างนี้ก็เรื่องของเขา แต่เราเองเราสัมผัสอยู่มีอยู่เป็นจริงอยู่ เหมือนเราเองเราล้วงไปในกระเป๋า ธนบัตรเป็นล้านอยู่ในกระเป๋า คนก็มาถามเราว่ามีธนบัตรไหมเราก็บอกว่ามีเป็นปึกเลย เขาเห็นหน้าเราก็บอกว่าไม่มีหรอกอย่ามาโกหกเราเลย หน้าอย่างนี้ไม่มีเงินทองหรอก มีเท่าไหร่ เขาก็บอกว่าเอาล้านหนึ่ง เราก็บอกว่ามี เขาก็หัวเราะใหญ่เลยหน้าอย่างนี้มีเงินเป็นล้านหรือ เขามาล้วงกระเป๋าเราก็จะพบ ของเราอยู่ในกระเป๋าอยู่ ใครจะว่าเราไม่มีก็ไม่เดือดร้อน ไม่เห็นจะต้องไปเดือดร้อนเลย อาตมาคนหนึ่งไม่เคยเดือดร้อนวุ่นวายอะไรเลยใครจะว่าอะไร คุณเอามาพูดได้ไหมมายืนยันได้ไหม ก็บอกว่าพระพุทธเจ้าท่านห้ามไม่ให้พูดว่ามีหรือไม่มี แล้วจะรู้หรือว่าใครมีหรือไม่มี
610507_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ บทพิสูจน์มรรคผลจริงของพุทธได้ในยุคนี้