จุดสูงสุดของมนุษยชาติคือความเป็นพระพุทธเจ้า.docx
เนื้อหาในไฟล์
จุดสูงสุดของมนุษยชาติคือความเป็นพระพุทธเจ้า _พ่อครูว่า... เรื่องของมนุษยชาติ เกิดมาเป็นมนุษย์แล้วคนเรายังไม่รู้จุดสูงสุดของความประเสริฐ พระพุทธเจ้า เกิดมาเป็นคนเหมือนเราทุกคน เกิดมาเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ต่อมารู้ว่า ตัวเองเป็นพระพุทธเจ้าก็เลิกเลย ลาภยศสรรเสริญโลกียสุข ที่ว่าเป็นความประเสริฐก็เลิกเลยเลิกเด็ดขาด เลิกอย่างทิ้งเลย ทิ้งดิ่งมาเป็นคนติดดินเลย อยู่ป่าช้า อยู่ป่าเขา แล้วไม่ใช่ว่าพระพุทธเจ้าเห็นว่า ป่าเขาเป็นแดนของ อาริยกะ แต่ท่านเห็นว่าเป็นแดนมิลักขะ แต่ท่านจำนน เพราะคนเข้าป่ามา ตรัสรู้ในป่า จากนั้นท่านก็ไปสอนคนในเมือง เพราะว่าจรณะ 15 วิชชา 8 ไม่มีขคนในป่าที่จะรับได้ คนในป่าคนหลงป่า รับจรณะ 15 วิชชา 8 ไม่ได้ ให้ไปสอนในเมือง พระอรหันต์ 60 องค์แรกจงไปในที่ต่างกัน ที่ละองค์ อย่าไปซ้ำซ้อนกัน ไปสอนในเมือง เราก็จะไปอุรุเวลาเสนานิคม นิคมคือเมือง มีรายละเอียดอีกเยอะที่คนยังเข้าใจไม่ได้ สรุปแล้วศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนาของคนป่า คนที่ยังหลงป่า ไม่ใช่ อย่างนั้นเป็นพวก มิลักขะ ไม่ใช่อาริยกะ เป็นคนเถื่อนอยู่ เป็นคนไม่งอกเงย ในความเป็นภูมิปัญญาในความเป็นโลกสังคมมนุษยชาติ จะเอาแต่อัตตาๆๆ สั่งสมจิตเป็นอัตตา ตัวอสัญญีสัตว์ เป็นตัวใหญ่เลย นอกนั้นก็เป็นตัว สัตตาวาส 9 เขาไม่รู้หรอก เขาไม่เข้าใจ สายหลับตาเข้าป่าเป็นผู้ที่หลงสะสมสัตตาวาส 9 อย่างเนียนโดยไม่รู้ตัว ไม่เข้าใจ พูดแล้วก็น่าสงสารเห็นใจ ทำอย่างไรเขาจะรู้ตัวกัน ติดยึดจนกระทั่งแทงด้วยหอกร้อยเล่มเช้ากลางวัน เย็น ก็ยังเป็นโจรปล้นศาสนาหลับตา ทำลายศาสนาพุทธอยู่อย่างนั้น มันบาปนะ พวกหลับตาปฏิบัติธรรมนี้มันบาป อาตมาไม่ได้ใส่ความ อาตมาพูดความจริง ไปงมงายนั่งหลับตา แล้วยืนยันการหลับตาปฏิบัติเป็นภูมิธรรมของศาสนาพุทธ ผู้นั้นกำลังทำลายศาสนา
อ่านต่อ
พาตัวเองเสื่อมแล้วพาผู้อื่นเสื่อมตาม ความประเสริฐของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเกิดมาเป็นคนเหมือนเราทุกคน มีอาริยภูมิเต็มสุด ท่านก็เลิกทางโลก ถ้าท่านอยู่ต่อจะได้เป็นจอมจักรพรรดิ ท่านก็ไม่แยแสเลย พราหมณ์ที่มีความแม่นยำทำนาย 1 คนบอกว่าเป็นพระพุทธเจ้าคติเดียว อีก 7 คนบอกว่ามี 2 คติ ความประเสริฐสุดของโลกุตระจึงเป็นเรื่องของมนุษย์จะต้องเอา พระพุทธเจ้ารู้วิชาทางโลก 18 วิชชา ที่ตักสิลาสอน เป็นเหมือนมหาวิทยาลัยในยุคโน้น สอน 18 สาขาวิชา พระพุทธเจ้าเรียนหมด ได้เกียรตินิยมทั้งนั้น แล้วท่านทิ้งหมดเลย มาเอาธรรมะของท่านหรือมาเอาธรรมะถ่ายเดียว แล้วความรู้ 18 วิชาเป็นโลกโลกีย์ท่านไม่เอา ทำแต่โลกุตระนี้จบสุด เป็นพระอรหันต์แล้ว ไม่มีปัญหาในเรื่องความรู้ทางโลก อีก18 วิชา เพราะพระอรหันต์จะค่อยๆช่วย 18 แขนง 18 ฝ่าย แต่ละองค์จะมีจริต มีความถนัดจะมีบารมี มีวาสนาที่ตัวเองถนัดต่างกัน บางคนถนัดทางเศรษฐศาสตร์ บางคนถนัดทางประวัติศาสตร์ บางคนถนัดทางรัฐศาสตร์ บางคนถนัดไปทางเกษตรศาสตร์อะไรพวกนี้ บางคนก็ถนัดในทางกระยาสารท รายละเอียดของความประเสริฐที่ว่านี้ หรืออาริยะ อาตมาพยายามใช้คำว่า อาริยะ เพราะคำว่า อารยะก็เพี้ยนไปจากสัจธรรมลึกซึ้งแล้ว คำว่า อริยะ ก็ผิดเพี้ยนไปจากสัจธรรมลึกซึ้งแล้วอาตมาจึงขอใช้ อาริยะ ในคัมภีร์พระศรีอริยเมตไตรย ความเป็นมนุษย์ที่มีความประเสริฐ ความวิเศษสุดๆ ก็คือมาศึกษาให้บรรลุนิพพาน ให้บรรลุโลกุตรธรรม เพราะฉะนั้นนิพพานนี้จึงไม่ใช่ของลึกลับ ไม่ใช่ของที่อยู่ไกล ไม่ใช่ของที่มนุษย์เอายาก แต่คนที่ยากเพราะเขาปฏิเสธก่อน ก็เลยยาก ที่จริงมันไม่ยากหรอก ถ้าปฏิบัติตามลำดับของพระพุทธเจ้า ศีล อปัณณกปฏิปทา 3 สัทธรรม 7 แล้วเกิดฌานของพุทธ เกิดการกำจัดกิเลสตามลำดับตามวิชชา 8 จะเป็นพระอรหันต์ได้ไม่นานเลย ถ้าเรียงตามลำดับอย่างสนิทเนียนสัมมาทิฏฐิ พวกเรานี้ เป็นกายสักขี เป็นสักขีพยานแก่ชาวโลกว่าพวกนี้ไม่ใช่ชาวโลกีย์ มาสนใจทางด้านนี้ ฟังธรรมะทุกวันฟังธรรมะที่รีรัน ฟังแล้วก็ฟังอีก ฟังอีกก็ฟังแล้ว ไม่เบื่อ เป็นธรรมรสเป็นวิมุตติรส แล้วพวกคนนั้นไม่ใช่ธรรมดา แต่มันตัดรอบว่าตัวเองเป็นปัญญาวิมุติ เป็นอรหันต์เป็นหรือไม่เท่านั้น ที่จริงพวกเราตัดรอบเป็นอรหันต์กันได้ อรหันต์เยอะ มีปัญญาวิมุติ มีปัญญาพอที่จะตัดรอบ แต่เป็นกายสักขีแล้ว เห็นได้ว่าต่างกันกับชาวโลก พวกนั้นเขายังไม่มาเขายังรู้เลยว่าพวกนี้พวกชาวอโศก นั่นแหละเขาเห็นว่ากายของชาวอโศกนี้ต่างจากเขา เป็นพวก อัญญะ ไม่ใช่อัญญเดียรถีย์นะ แต่เป็นอัญญะอาริยะ ที่เป็น อัญญธาตุ เป็นโลกุตระเป็นปัญญา เพราะฉะนั้นพวกที่ไม่เห็นคุณค่าของความเป็นนิพพาน และก็นึกว่านิพพานมันก็ไม่มีรส มันก็ไม่สุขไม่สนุก มันไม่ต้องเต้นต้องดีด ไม่ต้องมีรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส อะไรต่ออะไร จิต ลึกๆมีโลกียะ มากก็เลยไม่อยาก อย่าไปพูดถึง ไม่กล้าเลย เขาไม่อยากทิ้ง เขาเห็นว่านิพพานเป็นเรื่องสุดเอื้อม เขาคิดอย่างนั้น อย่าไปพูดถึงอรหันต์เลย เห็นชาวโลกุตระพูดถึงโสดาบันเขาก็ว่าไกลสุดเอื้อมแล้ว เพราะไม่ได้มาศึกษาให้ดีๆ โสดาบันจะไปมีขี้หมาอะไรมากมาย มันเริ่มเป็นทองคำนิดหน่อยเท่านั้นเอง ไม่ใช่ขี้หมาเลยโสดา เป็นทองคำนิดๆ 4 สลึงเป็น 1 บาท โสดาบันนี้คือ 25 สตางค์ คือ 1 สลึง สกิทาคามีก็ 2 สลึง อนาคามีก็ 3 สลึง อรหันต์ก็ 4 สลึงเป็น 1 บาท เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นเมื่อเขาปฏิเสธตั้งแต่ต้นทางว่ามันยาก โสดาบันเขาจะเป็นได้อย่างไร เพราะไม่เข้าใจความจริงของสัจธรรมก็เลยไม่เอาบอกว่าไม่ดีแล้ว อาตมามันมีวิบาก ชาตินี้มีวิบาก ยากแสนยาก ถูกนักเลงหัวไม้ พยายามเงื้อง่า แล้วก็ไล่ทุกข์อยู่แล้วเป็นจำนวนมากเลยนะพวกนักเลงหัวไม้มีเยอะด้วย อาตมาก็เลยรู้ว่ากว่าจะได้พวกที่ออกมาจากกรอบของนักเลงหัวไม้ที่เขาคุมอำนาจอยู่นี้ ได้มาเท่านี้ก็เก่งแล้ว มันต้องยากเป็นธรรมดา ถ้าไม่อยากก็ไม่ใช่โพธิสัตว์ระดับ 7 หรอก ถ้าไม่อยากก็ไม่ใช่โพธิสัตว์ ระดับ 7 หรอก มันต้องชกกับรองแชมป์ที่สูงขึ้นเรื่อยๆ กว่าจะได้เป็นพระพุทธเจ้าต้องชกกับรองแชมป์ระดับ 8 ซึ่งยังมีอีกหลายชั้นไม่รู้กี่ชั้น ก็จะเป็นแชมป์เปี้ยนของโลกเลยต้องชนะ แชมป์เปี้ยน ของโลกนี้เสร็จก่อนใช่ไหม ถึงจะได้เป็นแชมป์เปี้ยนจริงๆเหมือนกับพระพุทธเจ้า ประเด็นที่คนเข้าใจไม่ได้ ไม่ยากเลยที่พระพุทธเจ้าสอนมา อาตมาก็นำมาสอน คนสอนกันเข้าใจกันแต่ว่าคุณธรรม คุณวิเศษต่างๆนานา เหมือนกับมหาบัว ทำความดี เข้าใจแต่ความดีความชั่ว เขาไม่เข้าใจว่าความสุขความทุกข์นั้นเป็นโลกุตระ ไม่มาเรียนความสุขความทุกข์ ทางเทวนิยม ทางยุโรป อเมริกา ไม่ต้องพูดถึงตะวันออกกลางหรอก ไม่มีสักนิดน้อยเลย ที่จะมีไหวพริบ คิดว่ามันต้องมาเรียนรู้ความสุขความทุกข์นะ ความสุขความทุกข์มันเป็นเทวะคู่เอกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเขาจะไม่รู้ว่าสุขทุกข์นั้นแยกออกจากกันไม่ได้ เขามีความสุขเพราะลาภยศสรรเสริญ อัตตา อัตตนียา สร้างภพชาติให้แก่ตัวเอง เขาเป็นได้เท่านั้น ตามสมมุติที่จะสร้างวิมานเอง หรืออุปาทานเองได้หมด ความรู้ที่คนจะมารู้สึกรู้ทุกข์ แล้วเป็นผู้หมดสุขหมดทุกข์อย่างสัมมาทิฏฐิ คำว่าหมดทุกข์หมดทุกอย่างสัมมาทิฏฐินี้ยิ่งใหญ่มาก พวกนักปฏิบัติธรรมที่มีมิจฉาทิฏฐิ ทำความหมดสุขหมดทุกข์ได้เหมือนกัน นั่งหลับตาสะกดจิต ดับสุขดับทุกข์ เขาก็ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ ดับ กดได้เก่งเหมือนกับ อาฬารดาบส อุทกดาบส ตายแล้วเขาก็เสพติดในภพ ดับอย่างที่สะกดจิตไว้ อาจได้หลายร้อยปี ไปแล้วก็วนกลับมาเกิดอีก กลับมาติดอยู่ในภพที่ตัวเองเสพติด ดับอย่างนี้อีก เหมือนอย่างที่หลวงปู่มั่น บอกว่าตัวเองไปเกิดเป็นหมาตั้ง 500 ชาติ นั่นแหละโง่แล้วโง่อีกที่อยู่ในภพ สะกดจิตนี่แหละคือหมา 500 ชาติ ไม่ได้เป็นอย่างอื่นหรอก คำว่า หมาคำนี้ เป็นคำที่แทนสิ่งที่ตัวเองมัวเมาในโลกที่ยังวน ในความวนของโลกียะ แล้วไม่ใช่โลกียะแบบ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข แต่มาหลงว่า อันนี้เป็นสุข มาหลงว่าเป็นการหยุดอยู่นิ่งๆ แล้วได้รู้จักสวรรค์วิมานรู้จักภพ ได้สอนเทวดาหรือ พระพุทธเจ้ามาฟังธรรมหลวงปู่มั่น เฮ้ย พระอรหันต์ของพระพุทธเจ้ามาฟังธรรมหลวงปู่มั่น ลูกศิษย์ลูกหาเขาเขียนถึงขนาดนั้นเลย เรียกว่าละเมอเพ้อพกไป นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ สมณะเดินดิน... หลวงปู่มั่น ในประวัตินั้นพระพุทธเจ้ามาแสดงธรรมให้หลวงปู่มั่นฟัง แต่พ่อท่านบอกสลับกัน แล้ว ไม่ใช่พระพุทธเจ้าองค์เดียวด้วย มีพระพุทธเจ้าหลายองค์มาแสดงธรรมให้หลวงปู่มั่นฟัง พ่อครูว่า... เลยคิดดูสิ อย่างนี้ พระพุทธเจ้ายังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสานยังมีจิตวิญญาณพระพุทธเจ้าอยู่มาสอนหลวงปู่มั่น คิดดูสิ แล้วเมื่อไหร่มันจะมีปรินิพานเป็นปริโยสาน สมณะเดินดิน... เขาถามว่า ทำไมพระพุทธเจ้ามีรูปร่างอยู่ เขาก็ว่า พระพุทธเจ้า เนรมิตตัวเองมาใหม่ พ่อครูว่า... พระพุทธเจ้าไม่ได้มีเนื้อหนังแล้วแต่มีตัวตนทางภพชาติ อยู่ในวิมานทางโน้น ยังไม่สูญจริง ยังไม่แยกเป็นดินน้ำไฟลม ยังเป็นจิตวิญญาณอยู่ นั่นแหละคือสิ่งที่ยังเข้าใจไม่ได้หลวงปู่มั่นยังไม่ชัดเจนอะไร ไม่รู้จักภพชาติ แม้ชาติที่ไม่มีชาติแล้วไม่มีเกิดอีกแล้วก็ยังให้ไปเกิดใน อรูป เป็นวิมานอีก ก็ยังมีอยู่ เรียกว่าเรื่องของความมียังมี ยังไม่จบในความมี จนถึงขั้นไม่มี เพราะฉะนั้นผู้ที่รู้จักความมีกับความไม่มีแล้ว ก็ไม่ติดยึดแม้แต่ความไม่มีในขณะที่ตัวเองยังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ก็ยังไม่รู้ว่าในความไม่มี เราก็ยังมี เพราะเรายังไม่ตาย เราก็ต้องรู้ว่าความไม่มีมันยังมี เพราะฉะนั้นในความหมายของคำว่า อนุปคัมมะ หรืออภิภู ที่รู้เรื่องความมีหรือความไม่มีแล้วไม่เข้าไปยึดติด ไม่เข้าไปใกล้ ไม่เข้าไปเป็น กับความมีหรือความไม่มี เพราะฉะนั้นทั้งความมีและความไม่มี ผู้หลุดพ้นแล้วสูงกว่าความมีและความไม่มี อยู่เหนือลอยตัวอยู่เหนือความมีและความไม่มี เรียกว่าอุตตระ อยู่เหนือ ซึ่งเป็น อจินไตย ที่คิดเอาเอาไม่ได้ง่ายๆ อาตมาพยายามใช้ภาษาอธิบายแจกแจงแยกแยะด้วยพยัญชนะให้ฟัง เอาสภาวะมาอธิบายซับซ้อนก็จะเข้าใจได้ใช่ไหม พอรู้ แม้จะยังไม่มีสภาวะถึงขั้นที่อาตมาพูดก็ตาม อภิภายตนะ ยังไม่ใช่พระพุทธเจ้านะยังเป็น อภิภู ไม่ใช่สยัมภู ไม่ใช่เรื่องอันเดียวกัน แต่มันก็ใกล้เคียงกันไป อย่างอาตมารู้จักอภิภู ขึ้นมาแล้ว หรือแม้แต่พุทธวิสัยก็พอรู้ไล่ระดับมาเรื่อยๆ พระอาตมาระดับ 7 ก็แน่นอน ต้องเริ่มเข้าระดับ 8 หรือระดับ 8 มากกว่ารู้จักพุทธวิสัยที่แท้จริง เพราะอาตมามีฌานวิสัยที่กระเถิบเข้าหาพุทธวิสัยไปได้เรื่อยๆ คนจะเข้าใจเรื่องของ ฌาน จนกระทั่งเป็นฌานวิสัย คนที่จะอาศัยฌาน อาศัยเท่านั้น โดยรู้จักฌานที่เป็นแบบพุทธ จะไม่เข้าใจง่ายๆ ทั้งๆที่เขาก็อาศัย ฌานแบบพุทธอยู่ เขาไม่เข้าใจ เขานึกว่า ฌานแบบพุทธนั้นมันตื้นง่ายๆอย่างนี้เหรอซึ่งเขาคิดว่ามันยากนะ ต้องไปนั่งหลับตา นั่งหลับตาแล้วไม่ได้จะมี ฌาน ได้ง่ายๆนะ ฌาน คืออะไร ฌาน 1 คือไม่มีนิวรณ์ 5 เพราะฉะนั้นคนที่ลืมตา มีชีวิตสามัญ คุณไม่มีกาม ไม่มีพยาบาท ไม่มีถีนมิทธะ ไม่มีอุทธัจจะกุกกุจจะ มีวิชชาบริบูรณ์ ตอนตื่นๆ คุณต้องรู้ว่าบริบูรณ์ต่อเมื่อคุณสะอาดหมดกิเลสเกลี้ยง แต่คุณจะหมดเกลี้ยงไม่ง่าย ขั้น โสดาบันก็ประมาณหนึ่งระยะหนึ่ง ดีไม่ดี เวียนกลับง่าย จนกว่าจะเป็นโสดาบันในระดับ นิยตะ จึงจะเที่ยง ในสมัยพุทธกาลมีพระที่บวชถึง 7 ครั้งกว่าจะบรรลุอรหันต์ มีจอบเขวี้ยง ไปถึง 7 ครั้ง จนกว่าจะเที่ยง เพราะ สัตตักขัตตุปรมโสดาบัน 7 รอบ เป็นโสดาบันที่แย่สุด เป็นรูปธรรมกายสักขี อย่างนึงในยุคสมัยพระพุทธเจ้า ต้องเวียนมาเข้ากระแสถึง 7 เที่ยว จึงจะเข้าได้ต่อไป นี่คือ สภาวธรรม เป็นเช่นนั้น 650701 ทำไมชีวิตคนเราต้องมาเอานิพพาน พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ