ทำไมชีวิตคนเราต้องมาเอานิพพาน.docx
เนื้อหาในไฟล์
ทำไมชีวิตคนเราต้องมาเอานิพพาน _พ่อครูว่า... เข้าเรื่องที่อธิบายค้างไว้ คนไม่เข้าใจว่าชีวิตคนเราต้องมาเอานิพพาน พระพุทธเจ้าเมื่อตรัสรู้ เมื่อรู้ตัวว่าเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ไม่เอาเรื่องความรู้ทางโลกเลย ไม่เอา มาตั้งหน้าตั้งตาสอนนิพพาน สำคัญไหมล่ะ มีชีวิตอยู่จนกระทั่ง ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ทำแต่เรื่องธรรมะที่ไปนิพพานทั้งนั้นความรู้ทางโลกตอนนั้นมี 18 วิชา ท่านก็ไม่เอาทั้งนั้น อย่าว่าแต่คำว่าความรู้ทางโลก คนที่ยังไม่บริบูรณ์ ยังไม่เป็นโลกุตระสูงสุด เป็นพระอรหันต์ มีความรู้แบบโลกๆที่ยึดไว้ ตามฐานานุฐานะ แต่ละฐานะ ที่เขายังไม่รู้ว่าเป็นความรู้ทางโลกอยู่ อาตมาพาพวกเรามาปฏิบัติธรรม เขาจึงดูออกตัดออกว่า พวกอโศก อย่าไปใกล้มันนะ เขาขีดเขตไว้เลย อย่าไปใกล้มันพวกอโศก แล้วเขาว่าอโศกนี้บ้าๆบอๆ เดี๋ยวนี้รู้สึกว่าเขาไม่ว่าบ้าๆบอๆแล้ว แต่เขาจะบอกว่าปล่อยมันไปเถอะ คนเข้าใจว่า อ๋อ.. อโศกนี้หรือ เขาดีนะ ในระดับหนึ่งเขาจะเข้าใจว่าดีนะ ก็จะเจือโลกียะ อยู่เยอะ สูงขึ้นอีก อโศกหรือ? อาริยะนะ กว่าคนจะเข้าใจว่า อโศกคือพวกอาริยะนะ พวกอโศกเป็นโลกียะ ก็ดีนะ เขาไม่ได้เป็นคนมาแย่งเราแล้ว ลาภ ยศ สรรเสริญ ก็ดีแล้วนี่ ยังไม่ใช่ศัตรูคู่ต่อสู้ เพราะฉะนั้นคนโลกียเขาก็แย่ง ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เสวยลาภ เสวยยศ สรรเสริญ สุข ที่ตนเองเสวยอยู่ในฐานะนั้น บางคนก็มีกายสักขีอยู่ชัดๆยังไม่ยอมทิ้งหรอก แลวทำตีกินว่า ฉันไม่สนใจหรอก อย่างมหาบัวเป็นเจ้าคุณระดับธรรมนะ ชั้นเทพ ชั้นธรรม คือ พระครูมีอีกหลายชั้น จนกว่าจะขึ้นชั้นเจ้าคุณ เจ้าคุณชั้นสามัญ แล้วยังมีเจ้าคุณชั้นราช แล้วขึ้นสู่เจ้าคุณชั้นเทพ แล้วถึงขึ้นเจ้าคุณชั้นธรรม แล้วถึงจะขึ้นสู่เจ้าคุณชั้นพรหม(หิรัญบัตร) แล้วจึงเป็นสมเด็จ (สุพรรณบัตร) ชั้นเงิน ชั้นทอง จากนั้นจึงเป
อ่านต่อ
็นสมเด็จพระสังฆราชเลย เพราะฉะนั้นคนที่จะเข้าใจถึงชีวิตว่า มาอยู่ในแดนนิพพาน อย่างนี้เป็นแดนนิพพาน ชาวอโศกนี้ ทุกคนมีเขต ขีด ฝั่งโน้นเขามองมา มีเขตขีด ฝั่งเราก็มีเขตขีด จะออกไปก็รู้ตัว ถูกโลกดึงออกไปก็รู้ตัว เข้ามาในเขตโลกุตระก็จะรู้ตัว พวกเรานี้ รู้ขีดเขต ตอนนี้ออกไปหน่อยหนึ่งแล้ว จะหลงโลกไปมาก ก็จะรู้ตัวไม่เอา บางคนอาจจะมีภาระมีครอบครัว มีลูกมีหลาน มีพ่อมีแม่อย่างหนักหนาสาหัส อยู่ทางโลก ก็วิบากใครวิบากมัน ก็ต้องรับวิบากไปใช้วิบากบ้าง แต่ถ้าคนรู้ฐานะ เช่น ครอบครัวตัวเองฐานะดี คุณออกมาทางนี้เต็มตัว เขาก็อยู่ของเขาได้ ครอบครัวเขาก็อยู่ทางโลกีย์เขาได้ แต่แน่นอนคนโลกียะที่เป็นญาติ เขาก็ไม่อยากให้คนดีอย่างเราคนโลกุตระ ก็ไม่อยากให้มา อยากให้อยู่ อย่างน้อยไม่แย่งมรดกกับเขา ใช้แรงงานกับเขาก็ดีแล้ว หากครอบครัวไม่มีปัญหาก็มา แต่ถ้าครอบครัวมีปัญหาแล้วก็อย่ามาเลย อย่างน้อย พ่อแม่ ลูก ก็ให้เขาอยู่รอดอย่างดีก่อน แต่ถ้าเขาอยู่รอดไม่ดีแล้วมา คุณก็ไม่รับผิดชอบ แต่อย่างน้อยคุณต้องมีพ่อมีแม่ ถ้าพ่อแม่ยังอยู่ในฐานะที่ต้องช่วย คุณก็ต้องช่วยก่อน อันนี้วิบากใครวิบากมัน ก็ละเอียดตามจริง เป็นเรื่องอจินไตย มันต้องเป็นเช่นนั้น มันเป็นเรื่องบอร์นทูบีต้องเกิด ต้องเป็น ไม่มีอะไรบังเอิญไม่มีอะไรผิดสัจจะ สัจจะต้องเป็นสัจจะ เพราะฉะนั้นในสัจจะที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ จึงเป็นเรื่องที่มีอะไรก็ตามแต่ มีหมด แล้วก็มี สูญ สะเด็ด เด็ดขาด พระพุทธเจ้าตรัสรู้นี้ มีอะไรก็มีรู้หมด ใครจะมีอะไรในส่วนหนึ่งส่วนหนึ่ง แต่ละคน ไม่มีอะไรหมดทุกอย่างหรอก คุณจะไปติดอะไรมาหมดทุกอย่าง ไม่มี ฉะนั้นคนที่ติดอะไรต่ออะไรอยู่ ก็ อย่างมากก็ไปติดสารพัดอบายมุข อบายมุขที่เป็นของชั้นต่ำที่คนรู้ทั่วไปเช่น เล่นไพ่ กินเหล้ากินยามันรู้ง่ายๆ แต่อบายมุขที่จะไปเป็นเจ้าโลกนี้ รู้ยาก รู้ยาก ติดเนียนติดลึก นี่แหละอบายมุข ตัวใหญ่เลย พระพุทธเจ้าจะได้เป็นจอมจักรพรรดิ ก็ไม่เอานี่แหละทั้งโลกยิ่งใหญ่ที่สุดแล้ว จอมจักรพรรดิยิ่งกว่าเจงกิสข่าน ยิ่งกว่าอเล็กซานเดอร์มหาราช โอ้โห! ไม่เอา ทุกวันนี้ดูสิแย่งชิงกันอยู่ ไม่ว่าจะเป็นงไบเดน หรือว่าปูติน หรือว่าสีจิ้นผิง พยายามจะเป็นเจ้าโลกอยู่นั่นแหละ เขาไม่รู้นะว่ามันเป็นอบายมุขใหญ่มากใหญ่อย่างเนียนลึกเลย การที่มากินเหล้ากินยาพวกนี้ มันตื้นง่าย อบายมุขพวกนี้ จมในเรื่องการพนันกินเหล้ากินยา จัดจ้านในทางกามเละเทะ มีเงินเท่าไหร่ก็หมดในเรื่องของกาม อันนี้มันรู้ได้ง่าย แต่อันนั้นมันเนียน สรุปอีกทีหนึ่ง คนเราเนี่ย คนเรานี้ถ้าคุณจะยังไง 1. คุณเรียนรู้แล้วเป็นคนดี สัพพปาปสอกรณัง(ไม่ทำบาปทั้งปวง) กุสลสูปกำลังสัมปทา(ทำกุศลให้ถึงพร้อม) นี่คือคู่เทวะคู่แรก ทำแต่ดีไม่ทำชั่วเด็ดขาดเลย นี่คือโลกียะ สจิตตปริโยทปนัง (ชำระจิตของตนให้ผ่องแผ้วจากกิเลส) เป็นโลกุตระ ทำจิตให้บริสุทธิ์จากกิเลส ละชั่วประพฤติดี เป็นโลกียะ ทำจิตให้สงบจากกิเลสเป็นโลกุตระ เมื่อกิเลสหมดก็เข้าใจสุขทุกข์ ลดความสุขความทุกข์เป็นโลกุตระ คนเข้าใจสุขทุกข์ไม่ง่าย เรียนรู้สุขทุกข์ ออกจากทุกข์ไม่ง่าย แต่ความรู้พระพุทธเจ้าตรัสรู้นั้นออกจากความสุขความทุกข์ ความหมดสุขหมดทุกข์นั้นไม่ใช่เฉยๆไม่ใช่หมดสุขหมดทุกข์เพราะกดข่ม แต่ไม่สุขไม่ทุกข์เพราะกิเลสตัวนั้นตาย ในโลกอบายของคุณ ทำไปได้เป็นลำดับของพวกคุณ ทุกคนพยายามทบทวนดู มาถึงขั้นกามก็ลดความหยาบของโลกกาม กามกับปฏิฆะ ก็เป็นคู่กัน คุณติดในความหยาบอะไร ยังเป็นสุขทุกข์กับมันเรื่องกาม จนกามหมด จึงเหลือรูป เป็นลำดับๆ ถ้าไม่ทิ้งอบายมุข ไม่ทิ้งกามก่อนแล้วจะมาล้างกิเลสขั้นรูปเป็นเรื่องตลก เป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้ คุณจะกินทุเรียน คุณจะเอาเมล็ดของทุเรียนมาทำพันธุ์ โดยที่คุณไม่ลอกออกไม่ทำออก ตั้งแต่เปลือกไปก่อน คุณจะเข้าไปถึงเนื้อทุเรียน คุณจะไปเข้าถึงเม็ดของทุเรียนได้อย่างไร คุณจะล่องหนหายตัวเข้าไปหรือ เพราะว่ากิเลสมันอยู่ที่เนื้อ ต้องไปทำที่เนื้อนั่นแหละ โดยไม่ต้องผ่านเปลือก คุณจะเนรมิตเอาอย่างไร มันเป็นไปไม่ได้ ฉะนั้นใครที่ไม่ปฏิบัติธรรมไปตามลำดับ นั่งหลับตาคุณจะไปเอากิเลสในเม็ดออก ในเปลือกนี้คุณยังไม่รู้เลย อย่างมหาบัว ยังไม่รู้ว่าตัวเองติดหมากพลู ยังไม่รู้ว่าตัวเองติดในภพชาติสรรเสริญเยินยอ ยกย่องยังไม่รู้เลย แล้วจะไปทำกิเลสออกด้วยการนั่งหลับตา นั่งหลับตาโดยไม่เอาเปลือกออกก่อน ไม่เอาอบายมุข ไม่เอากามออกก่อน ไม่เอาเปลือกนอกออกก่อนแล้วไปหลับตานี้มันโมฆะจากศาสนาพุทธ เข้าใจมากขึ้นไหม ผู้ที่นั่งหลับตาทั้งหลาย ศาสนาพุทธ ฌาน ไม่นั่งหลับตา สมาธิ ไม่นั่งหลับตา ฌานก็ดี สมาธิของพระเจ้าก็ดี สมาธิของ พระพุทธเจ้า คือ สมาหิโต ไม่ใช่เจโตสมาธิ ที่เขาเรียนกันแต่อดีตกับอนาคต ฟุ้งซ่านเป็นอนาคตได้ 44 ทิฐิ ส่วนอดีตนั้นแค่ 18 ทิฏฐิอย่างนี้เป็นต้น เพราะไปเรียนรู้เจโตสมาธิ ภาษาในพระไตรปิฎกก็เรียก เจโตสมาธิ มันไช่สมาหิโต หรือสมาหิตะที่ต้องเรียนรู้ เจโตปริยญาณ 16 1. สราคจิต (จิตมีราคะ) 2. วีตราคจิต (จิตไม่มีราคะ) 3. สโทสจิต (จิตมีโทสะ) สัมผัสกิเลสมันเกิดเมื่อไหร่ต้องเอามันออก ด้วยการพิจารณาให้มากว่าเราไปติดยึดมันทำไมกับราคะอย่างนี้ ค่อยๆทำไป จนได้ระดับหนึ่ง 4. วีตโทสจิต (จิตไม่มีโทสะ) 5. สโมหจิต (จิตมีโมหะ) 6. วีตโมหจิต (จิตไม่มีโมหะ) ก็จะได้เป็นตระกูลศรัทธาก็จะเป็น 7. สังขิตฺตํจิตตํ. (จิตเกร็ง-จับตัวแน่น หด คุมเคร่งอยู่) สายปัญญาก็จะเป็นลักษณะกระจาย 8. วิกขิตฺตํจิตตํ (จิตกระจาย-ดิ้นไป ฟุ้ง จับไม่ติด) คู่ที่ 5 ก็จะเป็น 9. มหัคคตจิต (จิตเจริญยิ่งใหญ่ขึ้น) 10. อมหัคคตจิต (จิตไม่เจริญขึ้น) ให้มันยิ่งกว่า สังขิตฺตํจิตตํ กับ วิกขิตฺตํจิตตํ ให้ทั้งมากและยิ่งใหญ่สูงส่ง มหัคคตจิตให้ได้ แล้วทำให้ดีขึ้นเรื่อยๆแต่ก็ยังรู้ว่า 11. สอุตตรจิต (จิตมีดีแต่ยังมีดียิ่งกว่านี้-ยังลไม่จบ) สูงสุดเป็น 12. อนุตตรจิต (จิตไม่มีจิตอื่นสูงยิ่งกว่า) คือ 13. สมาหิตจิต (จิตตั้งมั่นเป็นประโยชน์ดีแล้ว) 14. อสมาหิตจิต (จิตยังไม่ตั้งมั่นไม่เป็นประโยชน์) แล้วยังทบทวนให้เกิดเป็นวิมุติหรือยัง 15. วิมุตตจิต (จิตหลุดพ้น) 16. อวิมุตตจิต (จิตยังไม่หลุดพ้นสิ้นเกลี้ยง) . (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 135) เมื่อถึงวิมุตติญาณทัสสนะก็จบสุด นี่คือเจโตปริยญาณ 16 อาตมาแถมวิมุตติญาณทัสสนะให้อีกตัวหนึ่งเป็น 17 ไม่ได้บัญญัติเกินกว่าที่พระพุทธเจ้าบัญญัตินะ พระพุทธเจ้าไม่ได้สรุปตรงนี้ หรืออาจมีทิ้งไว้ให้ ด้วยความหมายมี แต่ไม่ได้เอาพยัญชนะมาปะลงตรงนี้เท่านั้น พระไตรปิฎกฉบับนี้ จะมีหรือไม่มียังไม่ถ้วน ในกถาวัตถุ 10 มี วิมุตติญาณทัสสนะ ในความเป็นคนเกิดมากี่ชาติกี่ชาติคุณก็หลงอยู่ใน ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข เสร็จแล้วก็หลงเป็นพวกมิลักขะ เสร็จแล้วมาหลงเป็นพวกพญานาคกับพญาครุฑ พวกเราจะเข้าใจชัดเจน พญาครุฑกับพญานาคแตกต่างกันอย่างไร 650701 ทำไมชีวิตคนเราต้องมาเอานิพพาน พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ