ความเนิ่นช้าของสายวิริยาธิกะ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์10 KB
วันที่แก้ไข5 กรกฎาคม 2565

เนื้อหาในไฟล์

ความเนิ่นช้าของสายวิริยาธิกะ _*เดชา อำพร* : พระพุทธเจ้าจำพรรษาที่"วัดเวฬุวัน"คือ"ป่าเวฬุ"บ้าง.. ที่"วัดเชตวัน"คือ"ป่าเชต"บ้าง.. เมื่อยังไม่บรรลุต้องบำเพ็ญใน"ป่าใกล้หมู่บ้าน" เพื่อ"ลดผัสสะที่ยั่วยวนใจ" และเพื่อลด"ความสะดุ้งกลัว"ใน"ป่าเขาไพร"เมื่อต้องบำเพ็ญอยู่ในความมืดอยู่ตามลำพัง..แต่ต้องเข้ามา"บิณฑบาตในหมู่บ้าน"เพื่อ"ทดสอบกับผัสสะบ้าง"ทุกวันๆ.. และเมื่อบรรลุอรหันต์แล้ว จึงกระจายกันออกไปเแพร่ใน"นิคมหมู่บ้าน,ชาวเมือง"(อย่างเต็มตัว).. ไม่ได้ให้มารวมกลุ่มอยู่กับที่เหมือน" วิธีของชาวอโศก"(ที่เต็มไปด้วย"เครื่องอำนวยความสะดวกตามยุคสมัย"รวมทั้ง"ไฟฟ้า,ประปา,โทรศัพท์และอินเตอร์เน็ต"แต่อย่างใดครับ.. พ่อครูว่า...ก็ได้เห็นใจนะ อาตมาเข้าใจเขา เพราะคนมันมีจริตไปทางนั้น มันก็จะมองเห็นทางมุมดีของทางนั้น มองเห็นชัด ซึ่งมันช้า ศรัทธาธิกะมันช้า 2 เท่า ปัญญาธิกะ 1 เท่า ยิ่งวิริยาธิกะ เป็นพวกวิตักกะจริต ก็ยิ่งไปใหญ่เลย วิริยาธิกะ 2 เท่าของศรัทธาธิกะ ปัญญาธิกะนั้น 20 อสงไขยกับเศษแสนมหากัป ศรัทธา 40 อสงไขยกับเศษแสนมหากัป วิริยาธิกะนั้น 80 อสงไขยกับเศษแสนมหากัป เพราะฉะนั้นสายเจโตดิ่ง สายศรัทธาดิ่ง อาตมาก็อธิบายถ้าจะไปเมืองลาว ก็มองไปทางนี้เลยไม่ต้องไปแวะทางไหน มันก็จะสั้นไปถึงได้ในทันที แต่ถ้าไปแวะนู่นแวะนี่ก็จะเป็นวิริยาธิกะ หรือเป็นวิตักกะจริต ส่วนสายปัญญานั้นมันรู้เลย ข้ามโขงไปก็ถึงแล้ว ปึ๊ดเดียว อย่างนี้เปรียบเทียบเป็นรูปธรรมให้ชัด อย่างคุณเดชา อัมพร อาตมาก็ไม่แน่ใจ แต่ไปค่อนไปทาง วิริยาธิกะ จะมาศรัทธาทางเราก็ไม่เชิง แล้วพยายามเอาสายที่ยังช้า ศรัทธาธิกะ วิริยาธิกะ เอามาแย้งๆๆอยู่ แต่ก็ยังสนใจทางเรา นี่ก็ยังดี ก็เอาน่า เอาให้ สัมมาทิฏฐิ คุณจะไม่ได้เสียเวลาจะได้เต็มที่ อะไรต่ออะไรพวก

อ่านต่อ

นี้มันมีตัวอย่าง เช่น ยกตัวอย่างว่า ผู้ที่ไปอยู่ป่านี้ต้องอยู่ให้ใกล้หมู่บ้าน เพื่อจะได้ไปบิณฑบาตไม่ไกล ประมาณ 2 กิโลเมตร เป็นต้น ก็ผู้เป็นอาจารย์สายโน้นเขาก็เอาความฉลาดมาว่า มันต้องอยู่ป่านะ จะบิณฑบาต 4 กิโลเมตร 5 กิโลเมตรก็ไม่ได้แคร์หรอก สายโน้นไม่มีปัญหา ก็ไปอยู่ป่าเพราะติดป่า ไม่ใช่อะไรหรอก แล้วเข้าใจผิดว่าศาสนาพุทธต้องอยู่ป่าแล้วก็ต้องไปหลับตา อยู่ป่ากับหลับตาก็ไปมาด้วยกันเลือดสุพรรณ ถ้าลืมตามาอยู่อย่างสัมมาทิฎฐิแบบนี้ ก็ไม่ต้องหลับตา การหลับตาเป็นอุปการะ ใช้เตวิชโช ใช้อุปการะ ใช้เป็นการพักผ่อน ใช้ศึกษาจิต ใช้เป็นก็อุปการะมาก ใช้ไม่เป็นก็เละอีก ไปหลงก็ไปกันใหญ่เลย พระพุทธเจ้าบอกว่าอิทธิปาฏิหาริย์ อาเทสนาปาฏิหาริย์ ได้จากการนั่งหลับตา เพราะรวมพลังจิตได้เอาไปใช้ทำ พระพุทธเจ้าจึงบอกว่าเราเบื่อหน่าย พวกฤาษีมัลลิกา ฤาษีคันธารี พวกนี้เขาก็ทำเขาก็ติดยึด เป็นจริตพวกนี้ อาตมาเห็นว่าคุณเดชา ค่อนไปทางวิริยาธิกะ ตั้งใจฟังให้ดี สุสูงสังลภเตปัญญัง การบำเพ็ญก็บอกว่าไปบำเพ็ญในป่า อันนี้ เขา เข้าใจว่าจรณะ 15 วิชชา 8 อยู่ในป่าตาม อัมพัฏฐสูตร ที่พระพุทธเจ้าตรัส กับ อัมพัฏฐมานพ คนมีจิตเห็นว่า ผู้ที่มีจรณะ 15 วิชชา 8 อยู่กับอาจารย์ที่อยู่ในป่า ก็ไปตามหาอาจารย์อยู่ในป่า ในภาษาของพระไตรปิฎกช่วงนี้ยังไม่ค่อยกระจ่างเพราะผู้รวบรวมภาษาเป็นพวกติดป่า คือ ท่านมหากัสสปะกับคณะ ก็รวบรวมเป็นพระไตรปิฎกเล่มนี้มา ก็เอียงไปทางเจโต ทางศรัทธา ติดยึดป่า อาตมาเป็นสายปัญญา 100% จึงเห็นเหตุปัจจัยต่างๆนาๆ ที่สายนี้ช้า หรือผิดทาง ศรัทธาธิกะมี 40 หรือวิริยาธิกะ 80 ก็อยากให้เร็วกว่านั้นจะได้มาเป็นปัญญา จะได้สั้นลง ทั้งๆที่ตระกูลจริงๆเป็น สัทธาธิกะ เพราะว่าคนมี 2 สาย พุทธิจริต กับ ศรัทธาจริต ส่วนโมหะจริต ต้องปรับมาเป็นศรัทธาหรือปัญญาจริต ถ้าสายศรัทธา ไปคบกับปัญญาก็จะเร็วกว่า 40 ถ้าอย่างนั้นก็จะใช้เวลานานถึง 40 อสงไขยกับเศษแสนมหากัป อสงไขยนี้คือไม่ต้องนับ มันนับไม่ไหวหรอก เกิดชาติหนึ่งกี่ปีล่ะ ต่อให้ 200 ปี 500 ปีก็เถอะ จนกระทั่งถึงกลียุค กลายเป็นไม่ถึงร้อยปีตาย มันจะได้เรื่องอะไร วนอยู่นั่นแหละไม่รู้กี่รอบๆ โลกหมุนไป คุณก็ผ่านกลียุคมาไม่รู้จะกี่รอบต่อกี่รอบ มันยาวนานจริงๆเลยมิจฉาทิฏฐิจึงน่าสงสาร อาตมาก็ช่วยกันไป มันทำไงได้ ไม่ช่วยก็ไม่รู้จะทำไง ช่วยพวกคุณมาได้บ้าง ก็ไปช่วยกันต่อ คุณเดชาเอามาแย้งว่า แม้แต่ได้พระอรหันต์ ก็กระจายออกไปเผยแพร่ในนิคมหมู่บ้าน อย่างเต็มตัว ไม่ได้หันมารวมกลุ่มอยู่กับที่เหมือนวิธีของชาวอโศก ที่เต็มไปด้วยเครื่องอำนวยความสะดวกตามยุคสมัย รวมทั้งไฟฟ้า ประปา อินเตอร์เน็ต ความฉลาดของคนที่ใช้ไฟฟ้าประปากับห้องเย็น ห้องแอร์ มันเป็นความฉลาดที่ไม่ได้ติดไม่ได้ยึด มีก็ได้ไม่มีก็ได้ แต่คุณเข้าใจมีก็ได้ไม่มีก็ได้ เป็น อนุปคัมมะ คุณไม่เข้าใจหรอก อนุปคัมมะ มีก็ได้ไม่มีก็ได้ คุณก็ยังเอียงอยู่ ค่อนข้างมีหรือไม่มี คุณเป็นคนมีแต่จะเอาไม่มีแล้วคุณก็สุดโต่งไปข้างไม่มี มันก็เป็นอยู่อย่างนั้น เพราะฉะนั้นคุณจะมองถึงสภาพของสังคมทั้งหมดไม่ออก เราเอาสังคมอาริยกะ ก็มาอยู่เมือง ส่วนพวกมิลักขะ ก็ไปอยู่ป่า จะบอกว่าเอียงก็ช่าง จะเอียง ไปข้างเมือง อาริยะ คือ ฉลาดผู้เจริญ มิลักขะ คือผู้เป็นคนเถื่อน จะเอาความเถื่อนก็ได้แบบเถื่อน พวกที่มีสัมมาทิฏฐิมาอยู่ในเมืองก็เป็นคนเถื่อนในเมือง อย่างพวกเทวนิยม ก็เป็นอย่างไร ฆ่ากัน แย่งชิงกันเป็นเศรษฐีใหญ่ เป็นคนร่ำรวยใหญ่ อะไรต่างๆนานาอย่างนั้นไม่จบหรอก สร้างอาวุธมาฆ่ากันไป ไม่จบ แล้ว เขาไม่เห็นความสำคัญ พวกเราเมืองไทยขอย้ำ ไม่ต้องสร้างอาวุธหรอก ก็บอกว่าสร้างอาวุธไม่เป็น คือเขาชมเรานะ นี่ล่ะยอดแล้ว ถึงทำเป็นก็ไม่เอา มาสร้างพืชพันธุ์ธัญญาหารดีกว่า เราจะพยายามส่งเสริมให้สร้างพืชพันธุ์ธัญญาหาร จนกระทั่งอาตมาออก โศลกว่า คนฉลาดสร้างอาหารคนชั่วช้าสามานย์สร้างอาวุธ แค่นี้ก็ต้องเข้าใจให้ได้ เพราะฉะนั้นคนที่ฉลาดจริง ประเสริฐจริง ไม่ไปสร้างอาวุธฆ่าคนหรอก ฉลาดจริงๆ ต้องสร้างอาหารให้คนกิน คนจะได้อยู่ได้ สร้างอาวุธก็มีแต่ฆ่ากันตาย แล้วฆ่ากันไปทำไม มันเป็นวิบากเป็นความโหดร้าย ก็อยู่ด้วยกันเป็นเพื่อนทุกข์ ส่งเสริมกันให้ไปสู่นิพพาน เขายังไกลนิพพานมาก พวกเทวนิยมคือพวกที่ไกลนิพพานมาก ขนาดมาเป็นชาวพุทธแล้วก็เสื่อมไปอย่างเช่น ชาวเถรสมาคม ยังไกลนิพพานมากเลย ดีไม่ดีอยู่ในเมืองแท้ๆดีๆก็หนีไปออกป่าเหมือนกับ อัมพัฏฐะ แต่เขาก็ไม่ได้ออกป่านะ เข้าใจว่าอาจารย์อยู่ในป่านะ ชอบป่านะ แต่ตัวเองทนไม่ได้ไปอยู่ป่า ก็ต้องเสพกาม เสพ ราคะ โทสะ โมหะ อยู่ในเมือง เป็นพราหมณ์มหาศาโล ผู้ร่ำรวย ผู้มีสถานที่ ผู้มีอำนาจในทางศาสนา หนักเข้า ก็เป็นมิจฉาทิฎฐิ กลายเป็นพวกเสื่อม เป็นพราหมณ์มหาศาโล เหมือนกับเดี๋ยวนี้พระทางเถรสมาคมก็เป็นพระมหาศาโล เป็นผู้ร่ำรวยลาภยศตำแหน่งสรรเสริญ ผู้ร่ำรวยทางโลกีย์ ร่ำรวยทางโลกธรรม 8 ได้ลาภเสื่อมลาภ ได้สรรเสริญเสื่อมสรรเสริญ ได้ยศเสื่อมยศ ได้สุขเสื่อมสุขเป็นทุกข์ วนอยู่นั่นแหละ ไม่ออกมาสู่อัญธาตุ มันซับซ้อนหลายชั้น คุณเดชาให้ตั้งใจดีๆ ดีแล้วล่ะ ยังไงยังไงก็คบหากันนะ ฟังธรรมะอาตมาไปเรื่อยๆ สุสูงสัง พยายามตั้งใจฟังด้วยดี อย่าพยายาม เพ่งโทษมากนัก 650704 ความเป็นโพธิสัตว์ในประชาธิปไตยไทย รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 44

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน