มูลสูตร 10 โดยพิสดาร.docx
เนื้อหาในไฟล์
มูลสูตร 10 โดยพิสดาร พ่อครูว่า... สิ่งที่อาตมาเกิดมาในปางนี้ที่จะต้องเอากลับคืนมาฟื้นคืนมาให้ถูกต้อง เป็นโลกุตระธรรมจริงๆ ทำงานมา 50 กว่าปีก็สบาย เพราะว่าได้ผล แม้จะได้ผลเท่านี้ก็ดีแล้ว คนก็ช่างไม่เห็นนะ แต่เขาก็เห็นเหมือนกันนะ เขาเห็นเหมือนกับไก่เห็นพลอย เขาก็เหมือนไก่เห็นพลอย มันก็จะรู้สึกว่าเม็ดพลอย สู้เมล็ดข้าวเปลือกข้าวสารไม่ได้ ถูกของไก่เขา ก็เป็นเช่นนั้น เพราะฉะนั้นพวกที่ได้ศึกษาธรรมะของพระพุทธเจ้า รู้จักสาระเป็นสาระ รู้จักค่าคุณค่าของธรรมะ ธรรมะระดับโลกุตระ ธรรมะระดับอาริยธรรม ที่เราได้เรียนรู้ จนกระทั่งตามหลักฐานของพระพุทธเจ้าต่างๆ ไล่ มูลสูตร ทั้ง 10 ก็ได้ มีฉันทะเป็นมูลกา เป็นเค้าเงื่อน คำว่าฉันทะ แปลว่าความยินดี ความยินดีไม่ใช่เป็นครั้งคราว แต่มันจะมีธาตุรู้ที่ อื้อหือ.. โอ้โห.. อย่างนี้ใช่เลยๆ ใช่เลย อย่างนี้ใช่ สู่แดนธรรม... ยอมเสียเวลาด้วย พ่อครูว่า... เอาชีวิตมาศึกษาติดตามอย่างแท้จริง เห็นว่า อย่างนี้ใช่เลย เริ่มต้นมีฉันทะแล้ว จึงจะมาศึกษา มาเรียนรู้ว่า มีฉันทะแล้วจะเรียนอะไรต่อไป พอมีฉันทะแล้ว ก็จะเรียนรู้การทำใจในใจ มนสิการ การทำใจในใจจึงเป็นเรื่องสำคัญมากของศาสนาพุทธ ผู้เรียนบัญญัติพยัญชนะ แล้วไม่เข้าถึงใจ ทำใจไม่เป็น ทำใจในใจไม่เป็น ทำใจเป็นคืออะไร คุณต้องรู้ใจของคุณ อ่านอาการใจ นี่ภาษาไทย จิตนั้นเอง อ่านจิตแยกจิตเจตสิกต่างๆให้ออก เมื่อแยกจิตเจตสิกออกแล้ว แยกเป็นเวทนา เป็นสภาพ 2 กายคือสภาพ 2 หรือ เวทนา 2 แล้วเวทนา มันก็ต้องมี 2 เมื่อคุณยังมีอวิชชา คือ มันจะมีเวทนาเก๊ กับเวทนาจริงๆ เวทนาจริงๆนั้น คนทุกคน สัมผัสทางตาหูจมูกลิ้นกายใจแล้ว อันเดียวกันหมด ไม่ว่าคนศาสนาไหน จะเป็นชนชาติไหน ไทยเจ๊กแขกฝรั่งอะไรก็แล้วแต่ เหมือนกันหมด แต่เรียกเป็นภา
อ่านต่อ
ษาออกมาคนละคำเท่านั้นเอง สัมผัสนี่ กล้วยนาค สีเป็นสีนาค ไทยจีนฝรั่งแขกที่ไหนมาสัมผัสก็เหมือนกันหมด เวทนาตัวจริง สัมผัสแล้วรู้เหมือนกันหมดสีเดียวกันหมด เป็นอย่างนี้เหมือนกัน รูปร่างก็ได้และสีสันก็ได้ ภาษา จะเรียกไปอย่างไรก็แล้วแต่ ส่วนเวทนาเก๊ คนหนึ่งเห็นว่าสวย อีกคนหนึ่งเห็นว่าไม่สวย ก็เป็น 2 แล้ว สวย ไม่สวย นี่แหละมันเก๊ สวยก็เก๊ ไม่สวยก็เก๊ ก็มันมีสีนี้จะไปเถียงกันทำไม คนตาดีก็เห็นเหมือนกันหมด ไม่ว่าคนชาติไหนศาสนาไหนก็เหมือนกันทุกศาสนา ตากระทบสีนี้ก็เห็นสีนี้เหมือนกันหมดจะเรียกด้วยภาษาอะไรก็แล้วแต่ ไทยจีนลาวแขกก็ตาม ฟังแล้วมันดูง่ายไหม แต่มันก็ยากในตัวของมันใช่ไหม เพราะฉะนั้นจะแยก เทฺว ธมฺมา (ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง ) ล.10 ข.60 ที่อาตมาบอกว่านี่คือหัวใจของศาสนา เพราะฉะนั้นผู้ที่ทำใจในใจ เข้าไปถึงเวทนา พิจารณากาย พิจารณาเวทนา พิจารณาจิต พิจารณาธรรมในธรรม พิจารณา 2 เวทนา 2 มีเวทนาเก๊กับเวทนาแท้ ไอ้ที่มันเทียมมันเก๊ ก็เพราะจิต มีราคะเข้ามาปรุง มีโทสะเข้ามาปรุง มีโมหะเข้ามาปรุง ราคะโทสะโมหะตามเจโตปริยญาณ 16 ก็รู้จิตในจิตของเจโตปริยญาณ 16 อ๋อ.. มันเก๊ เพราะมันมีกิเลสมาผสมนี่เอง ราคะ หรือโทสะ หรือโมหะ ก็แยกให้ออกให้ได้ เป็น1 แท้ คืออันนี้ อันนี้ไม่แท้ ก็ทำให้ 2 นี้เป็น 1 ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ เมื่อทำให้เป็น 1 ได้ จนกระทั่งคุณมีปัญญาเหนือ ชัดเจน มีพลังปัญญาของคุณ มีอำนาจ มีอภิภุยะ มีอิทธิพล เอ็งอย่ามาใกล้ กิเลสเอ็งอย่ามาใกล้ เหนือกิเลส มันไม่มาใกล้เพราะเป็นประสิทธิภาพของจิตจริงๆ ทำได้อย่างนี้แหละ พระพุทธเจ้าสรุปว่า เรารู้เราเห็น เป็นคนมีตา เป็นคนมีจมูกลิ้นกายใจ ถึงทั้งรู้ ทั้งเห็น ชานติ ปัสสติ พวกหลับตานั้นมันไม่รู้ทั้งหมด มันรู้แต่เพียงทวารเดียว มันไม่เห็น มันไม่ได้ยิน มันไม่ได้กลิ่น ไม่ได้รับรส ไม่ได้สัมผัสอะไร เพราะฉะนั้นรู้แต่เพียงหลับตาอีกอยู่ในภพไม่จริง ไม่มีตาหูจมูกลิ้นกาย เป็นภพสัมภเวสี เป็นภพแห่งจิตวิญญาณที่ไม่รู้อะไรกับใคร เอ็งอยู่ของเอ็งคนเดียว หลับตาเข้าไปแล้วคุณก็อยู่ของคุณคนเดียว อยู่ในภพของคุณ หลับตาเข้าไปแล้วคุณก็อยู่ของคุณคนเดียวอยู่ในภพของคุณคนเดียว คุณไม่รู้กับของใคร มันไม่เป็นความจริง มันก็เพ้ออยู่นั้นนานเท่านานนิรันดร มันไม่มีทางตรัสรู้ ไม่มีทางที่จะบรรลุธรรมอะไรเลย พูดไปจนถึงขนาดนี้ ผู้ที่นั่งหลับตาปฏิบัติ แหม พวกนั่งหลับตาปฏิบัติธรรมเป็นโจรทำลายศาสนาพุทธ อาตมาเป็นเจ้าหน้าที่ พระพุทธเจ้าเป็นพระราชาให้ไปจัดการฆ่าโจรพวกนี้ มันอยู่ก็ทำลายศาสนาพุทธ อย่าให้มันอยู่ทำลายศาสนาพุทธ มันเป็นบาป หรือแทงเพื่อให้รู้สึก ให้ตื่นตัว ให้หันกลับมารู้ มาฟังที่พูดนี้บ้าง มีปรโตโฆษะบ้าง ยึดอยู่อย่างนั้น มันผิดมาตั้ง 2,500 กว่าปีแล้วนะ หมดศาสนาพุทธหมดเพราะพวกหลับตา เป็นเดียรถีย์อย่างเดิม พูดเท่าไรเขาก็เชื่อยาก เพราะว่าอาตมาไม่มีเปรียญธรรม ไม่มีนักธรรมตรี โท เอก แต่คนมีดวงตาอย่างพวกคุณ มีธุลีในดวงตาน้อย ที่รู้แจ้งเห็นจริงฟังรู้เรื่อง มาถึงวันนี้แล้วค่อยยังชั่วอาตมาว่า เพราะอาตมาอธิบายบรรยายธรรมะยืนยันอยู่กับพระไตรปิฎกของพระพุทธเจ้า ทำได้อย่างไรก็บอกอย่างนั้น พามาทำอย่างไรก็บอกอย่างนั้น พามาทำได้จนกระทั่ง เป็นสังคมสาธารณียธรรม 6 ซึ่งยิ่งใหญ่มาก สาราณียธรรม 6 ยิ่งใหญ่มาก มันเจริญสุดแล้วทั้งโลกทั้งธรรม เจริญสุดทั้งโลกทั้งอัตตา เจริญภาวะ 2 ครบถ้วน ซึ่งผู้ฟังยังไม่ค่อยเข้าใจกัน อาตมานำพาปฏิบัติธรรมตามพระพุทธเจ้าสำเร็จ ด้านเศรษฐศาสตร์ก็สำเร็จ ด้านรัฐศาสตร์ก็สำเร็จ ด้านสังคมศาสตร์ก็สำเร็จ หมดปัญหามีแต่ปัญญา เพราะฉะนั้นผู้ที่ไม่มีปัญหาจึงอยู่กันอย่างสงบสบาย ถาวร อยู่อย่างสงบถาวร ไม่ใช่สงบชั่วคราว ประเดี๋ยวก็เป็นคลื่นใหม่ ไม่ สงบ ยาวนาน
พวกเรามาได้ความสงบ สงบคำนี้ เอาปัญญาข้อที่ 3 มาพูด ปัญญาข้อที่ 1 ได้ฟังธรรมะจากพระพุทธเจ้า ปัญญาข้อที่ 2 ต้องเข้าไปทำความบริบูรณ์ เข้าไปถามไถ่ ซักถามเข้าพบคบคุ้น เพิ่มขึ้นๆ จึงจะมีปฏิภาณปัญญาเข้าใจได้ดี ลึกซึ้งขึ้น จนกระทั่ง อ๋อ.. ความสงบ 2 อย่าง จนทำความสงบ 2 อย่างได้ ปัญญาข้อที่ 3 เธอฟังธรรมนั้นแล้วย่อมนำความสงบ 2 อย่างคือ ความสงบกาย สงบจิตให้ถึงพร้อม คนที่ฟังแล้วอย่างพวก เดียรถีย์ พวกโลกีย์ไม่เป็นโลกุตระ ก็นึกว่าทำความสงบข้อที่ 3 นี้ได้ 1. ความสงบกาย 2. ความสงบจิต สงบกายของเขาก็คือ ไม่กระดุกกระดิกทางร่างกายภายนอก ไม่เคลื่อนไหวทางกายวิญญัตภายนอกนิ่ง บื้อ ซื่อ กายไม่กระกระดุกดิก จิตมันก็ยังดิ้นอยู่ จิตมันฟุ้งซ่าน ไม่สงบ คุณก็ทำให้จิตมันไม่ดิ้นไม่กระดุกกระดิก นั่นคือถือว่าจิตสงบ แต่ความจริงแล้วโอ้โห มันซับซ้อนลึกซึ้งวนรอบเชิงซ้อนที่ยากจะเข้าใจ กายสงบ ของพระพุทธเจ้าจะมี กายปาคุญญตา (พ่อครูไอตัดออกด้วย) สู่แดนธรรม... พอดีได้เวลาพักจิบน้ำพอดีครับ ผมศึกษาธรรมะจากพ่อครูรู้สึกว่าแตกต่างจากผู้ที่สอนธรรมะทั่วประเทศ เพราะ อาจารย์เก่าก็สอนว่ากายสงบขึ้นดังนี้ คำสอนเหล่านั้นไม่เป็นโลกุตระ ไม่ได้เป็นของศาสนาพุทธยืนยันอย่างนั้นก็ดูจะเป็นสงครามทางทิฏฐิกับทางหมู่ใหญ่ พ่อครูว่า... ก็สอนกันอย่างนั้นกายสงบ คือ อย่าเคลื่อนไหวกาย จิตสงบก็ดับสัญญาดับเวทนาเลย พาซื่อย่างนั้น จะไปล้มเลิกได้อย่างไรมันเป็นสัจจะหนึ่งเดียว ซึ่งมันจะได้มากเท่าที่ได้เพราะจะไปบังคับคนที่ไม่มีบารมีไม่มีภูมิไม่ได้ เรียนให้ตายอย่างไรเก่งที่สุดก็เป็นแค่ ปทปรมะบุคคล เรียนรู้พุทธพจน์ก็มาก ท่องจำได้ก็มาก สอนคนอื่นก็มาก แต่ตนเองไม่ได้บรรลุธรรมในชาตินี้เลย แล้วเขาก็ไม่เชื่อง่ายๆหรอกว่าเขาไม่บรรลุธรรม เขาก็บอกว่าบรรลุอรหันต์กันไปเยอะ สายหลับตาเขายอมรับ แต่สายลืมตาไม่ยอมรับกันเท่าไหร่ สายลืมตาอาจจะยอมรับกันบ้าง เช่น พอรู้เลาๆ อย่างท่านพุทธทาสก็นับถือกันเป็นอรหันต์ หรือผู้ที่จะเก่งได้เปรียญธรรม ได้ดอกเตอร์ทางโลกเขาเก่ง เขาก็ยังคลางแคลงไม่เชื่อเท่าไหร่ อย่างท่านพุทธทาสท่านก็ยังกึ่งๆนะ ท่านบอกว่าท่านเป็นพระบ้านกึ่งหนึ่ง พระป่า กึ่งหนึ่ง อย่างอาตมนี่ เป็นพระบ้านเต็มตัว แล้วเอาป่ามาสร้างไว้ในบ้านเต็มป่าเลย ทำ 2 ให้เป็น 1 ทำทั้งบ้านทั้งป่าให้เป็นหนึ่งเดียวกัน เอกสโมสรณา ภวันติ แล้วอาตมาก็ทำสำเร็จแล้ว ทำสำเร็จอยู่ในเมืองกลางกรุงนั่นแหละ สันติอโศกก็อยู่กลางกรุงเทพ ราชธานีอโศกก็อยู่กลางอุบลราชธานี ปฐมอโศกก็อยู่กลางนครปฐม ศาลีอโศกก็อยู่กลางอำเภอไพศาลี จังหวัดนครสวรรค์ ศรีสะเกษก็อยู่กลางอำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ก็อย่างนี้แหละ แล้วก็ทำงานกับทั้งสังคม สังคมเปิดกับสังคมบ้านสังคมเมืองแต่ก็ทำให้เกิดป่า ขนาดสันติอโศกยังสร้างป่าเลย มันเป็นเรื่องซ้อน เป็นอจินไตย อยู่ที่ไหนก็ทำป่าในเมืองทั้งนั้น จะบอกว่าโพธิรักษ์เป็นพระป่าหรือพระเมือง พระเมืองในป่าหรือพระป่าในเมือง?
เอามาเข้าถึงรายละเอียดต่อ ความสงบ 2 อย่างที่พูดกันไปถึงเมื่อกี้ ทุกวันนี้เขาก็ยังเข้าถึงความสงบ 2 อย่างนี้ยังไม่ได้ แค่ปัญญาข้อที่ 3 เขาไม่เข้าถึงแล้ว เพราะเขาไม่ได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า อย่างมีความละอายอย่างแรงกล้า ได้ฟังธรรมจากสัตบุรุษก็เกิดความละอายอย่างแรงกล้า ที่จริงเขาฟังจากอาตมาเป็นสัตบุรุษ แต่เขาไม่เชื่อว่าเป็นสัตบุรุษ เขาก็เลยฟังอาตมาอย่างน้ำเต็มถ้วย ชาล้นถ้วย ฟังอย่างเข้าหูขวาทะลุหูซ้าย ไป ไม่เหลืออะไรไว้ในใจ ไม่เข้าใจ เข้าทะลุไปเฉยๆ เข้าหูอยู่แต่ไม่เข้าใจไม่เข้าไปถึงใจ เข้าหูทะลุซ้ายขวาไปเฉยๆ เขาก็ไม่ได้อะไรก็น่าสงสาร ไปบังคับคนไม่มีบารมีให้มาเข้าใจ อันนี้ก็เป็นอจินไตย มันเป็นไปไม่ได้เลยไปบังคับ อาตมาขอบอก บอกว่าอาตมายิ่งมาทำงานศาสนานี้ไม่มีอะไรเลยที่อาตมาจะพูดความไม่จริง อาตมาพูดแต่ความจริงทั้งนั้นเลย บอกแล้วบอกอีก ไม่จริงไม่พูด โดยเฉพาะเรื่องแสดงธรรมไม่จริงไม่พูด ไม่ได้แสดงธรรมก็อาจจะพูดสนุกสนานกับเด็กเล็กๆ ก็มีความสนุกสนานไป ไม่จริง100%อะไร เป็นเรื่องเล่นเรื่องโลกๆบ้าง แต่ถ้าแสดงธรรมแล้วมีแต่พูดความจริง ไม่จริงไม่พูด หรืออาตมาพูดความไม่จริงไม่เป็น พูดธรรมะที่ไม่จริงไม่เป็น จริงนะ พูดไปแล้วก็ดูเหมือนน่าหมั่นไส้ หลงตัวเองเหลือเกิน เขาไม่เชื่อถือ เขาก็เป็นเช่นนั้น มันก็ไปบังคับให้เขามาเชื่อถือไม่ได้ ก็ต้องว่ากันไป แต่คนที่แสวงหา คนที่ไม่มีอคติมากเกิน พยายามฟัง พยายามเอาสาระ เอาเนื้อแท้ ก็จะเห็นว่าน่าฟัง ยิ่งอาตมาเอาพระไตรปิฎกมายืนยัน แต่ก่อน เราไม่ได้เข้าใจอย่างที่ท่านโพธิรักษ์อธิบาย แต่ท่านโพธิรักษ์อธิบายแล้วเราเข้าใจ ก็จะสะดุดตรงนี้ ฟังอาจารย์ต่างๆที่สอนขึ้นมามาก มันก็ยังไม่ค่อยเข้าใจ แต่พอฟังโพธิรักษ์ก็ทำให้เข้าใจได้ บางคนก็ชักเริ่มเห็นว่า เป็นประโยชน์ เป็นสาระ มันก็จะเป็นไปอย่างนี้ มันไม่เสียหลายทีเดียวเลยที่อาตมาทำงานอย่างนี้ แม้พยายามยังขันธ์ให้ต่อๆไป ยังไม่ยอมตาย พูดถึงยังไม่ยอมตาย วันนี้เห็นหมอเฉก ที่เขาเอาภาพมาให้ดู เป็นปัจจุบันด้วยยังแข็งแรงดีมากเลย ยังแข็งแรงดีอยู่ ว่ายน้ำทุกวัน ย่าง 97 ปีแล้ว ยังแข็งแรงดีมากเลย เหนืออาตมาอยู่ตรง 9 แต่ด้อยกว่าอาตมาตรงเลข 7 เพราะอาตมานั้น 88 เอาซะอย่างนี้ คือทำร่างสรีระข้างนอกพัฒนา พยายามใช้ปรับปรุงขันธ์กาย ขันธ์ร่างข้างนอกให้แข็งแรง ให้อยู่ยงคงกระพัน อายุ 97 แล้วคงจะถึง 100 สบายๆ หมอเฉกทุกวันนี้ ยังไม่ได้ดูงอกแงกเลย อาตมายังดูไม่แข็งแรงปราดเปรียวเหมือนหมอเฉก สู่แดนธรรม... พ่อท่านมีจุดอ่อนตรงที่คอ พ่อครูว่า... อันนี้เป็นวิบากกรรมวิบากทรมาน ไอทีนึง เสียแคลอรี่ เสียพลังงานไปเยอะ มันแก้ไขไม่ได้ก็ทนไป ก็ประคองไป มันก็ยังทำงานได้อยู่พอเป็นไป ก็พยายาม มันยังเป็นประโยชน์อยู่ มันก็ไม่ดูน่าสมเพชเวทนาอะไรเกินไป มันก็เป็นไปพอไปได้ ตั้งใจทำไป ถ้าอาตมาสามารถที่จะประคองขันธ์นี้ไปได้เรื่อยๆ แม้จะไม่ดูแข็งแรงปราดเปรียวเหมือนหมอเฉกทีเดียว ก็สามารถชะลอได้เหมือนกัน อีก 10 ปี จะเท่าหมอเฉก ตอนนี้ถ้าถึง 5 ธันวาคมก็จะ 87 ปีกับอีก 6 เดือน ไปถึงมิถุนายนปีหน้าก็เต็ม 88 เต็ม ขึ้น 89 อายุก็เป็นกาลเวลาที่เราเอามาคำนวณ ดูกาละเวลา ที่เราอยู่ในโลก เราอยู่ในโลกเป็นประโยชน์อย่างไร ประโยชน์ในโลก คนปลูกข้าว แล้วก็ได้ข้าวมา ให้คนอื่นได้กินได้ใช้ คนนี้มีประโยชน์ในโลก คนสร้างอาวุธมา โอ้โห บรรลัยจักร เป็นโทษในโลก สร้างมาไว้ทำลายกัน ฆ่ากัน ข่มกัน ทำความไม่สงบให้แก่มนุษยชาติ เป็นความชั่วช้าสามานย์มากเลยทีเดียว นี่พูดสัจธรรมไม่ได้ไปด่าว่าใคร แต่คนที่เขาไม่ได้เรียนรู้สัจธรรมลึกซึ้งอะไร ก็ทำไปด้วยอวิชชา โง่งมงายมิจฉาทิฏฐิไป เพราะฉะนั้นเมืองไทยเรานี้ สร้างอาวุธไม่เป็น อย่าไปน้อยใจเด็ดขาด ดีแล้ว ไม่ได้เป็นคนที่อยู่ในข่ายของคำว่าชั่วช้าสามานย์ สร้างอาหาร พืชพันธุ์ธัญญาหาร สร้างข้าว สร้างพืช นี่แหละ มันอยู่ในโซนที่เหมาะสมที่จะสร้างด้วย เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าส่งเสริมกสิกร นี่เป็นจุดเด่นนะ เป็นจุดเด่นของประเทศไทย เป็นจุดสำคัญที่คนไทยควรจะรู้จักจุดสำคัญ จุดเด่นอันนี้ ของตน แล้วส่งเสริมที่อาตมาเคยบอก แทนที่จะไปให้เหรียญตราบำเหน็จบำนาญแก่ข้าราชการเท่านั้น ให้เอามาจัดสรรกับกสิกรบ้าง หาวิธีการช่วยกสิกรให้มีกำลัง ให้ขยันหมั่นเพียร เกาหลีเหนือเขาเอาความยกย่องชมเชยติดเหรียญตรากันดูสิ.. ทหารของเขามีเหรียญตราเต็มไปหมด ก็ให้เหรียญตราแก่กสิกรชาวไร่ชาวนาบ้าง แทนที่จะให้แต่เพียงข้าราชการ ให้อย่างจริงๆ ให้อย่างสำคัญเลย ที่จริงไม่ต้องด้อยกว่าข้าราชการ ให้เหนือกว่าข้าราชการยังได้ยิ่งดีเลย คนจะได้เห็นความสำคัญของกสิกร ยิ่งกว่าไปรับราชการอย่างเดียว ไม่ใช่ว่าราชการไม่สำคัญนะ ราชการก็สำคัญ แต่จริงๆแล้วกสิกรสำคัญกว่า ราชการหรืองานที่จะไปบริหาร ถ้ามีธรรมะโลกุตรธรรมแล้วบริหารง่ายมาก เพราะฉะนั้นจึงต้องมาเรียนธรรมะโลกุตระธรรมกันให้ได้ การบริหารจะสบาย การเป็นกสิกรจะยากกว่าด้วย แต่จริงๆแล้วมาเป็นกสิกรนี่แหละ พวกที่เรียนรู้ธรรมะโลกุตระก็จะเห็นสาระแห่งความสำคัญ คนที่มีภูมิปัญญามีมาแต่เดิมเป็นอริยบุคคลคนที่มีภูมิปัญญามีมาแต่เดิมเป็นอาริยบุคคล เป็นโพธิสัตว์ อย่างเช่นหมอฟากฟ้าหนึ่ง บอกว่ารู้อย่างนี้ไม่ไปเรียนหมอหรอก มาเป็นกสิกรดีกว่า ตั้งใจไว้ว่าเกิดชาติหน้าจะมาเป็นกสิกรเป็นชาวนา หมอฟากฟ้าหนึ่ง... มันเป็นภูมิปัญญาบารมีของหมอฟากฟ้าหนึ่ง เป็นภูมิปัญญาบารมี เห็นความสำคัญในความสำคัญ เห็นสาระในสาระ อาตมาภาคภูมิใจที่จะมาเอาคนบนหอคอยงาช้าง (พ่อครูไอตัดออกด้วย) สู่แดนธรรม... พ่อท่านมีบารมี ยุคก่อนก็นำคนหอคอยงาช้าง อย่างหมอฟ้ารักและคนอื่นๆมาติดดินได้พอสมควรครับ พ่อท่านยังมีอะไรอีกไหมครับ พ่อครูว่า... อาตมาไม่มีหมดหรอก ไม่หมดมี เพราะอาตมาไม่มีแล้วมันก็เลยมี เพราะว่า 0 กับ Infinity อันเดียวกัน 0 กับล้านล้านล้าน อันเดียวกัน อันมีกับไม่มี..สุดท้ายอันเดียวกัน พระพุทธเจ้าตรัสเรื่องความมีกับความไม่มีสุดท้ายก็จบที่ความไม่มี มีก็คือไม่มี ไม่มีก็คือไม่มี สุดท้ายลงที่ไม่มี แล้วผู้ไม่มีได้นี่แหละ ชัดเจนแล้วก็รู้จักที่จบของตนเอง ถึงขั้นทำให้จิตวิญญาณไม่มีได้ ทำจิตวิญญาณให้เป็นอุตุนิยามไป ทำจิตวิญญาณสลายเป็นดินน้ำไฟลมไปได้เลย จบเลย เป็นอมตะบุคคล มูลสูตร ปรินิพพานเป็นปริโยสาน เป็นอันสุดท้ายเลย ผู้ทำได้แล้วก็ทำให้ตัวเอง เมื่อตาย กายสเภทาปรัมมรณา แยกธาตุเป็นดินน้ำไฟลมได้เลย นี่คือที่สุดแห่งที่สุดที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ผู้ที่สามารถรู้เป็นอมตะบุคคล เป็นอมตะบุคคลสามารถที่จะรู้แล้วว่า ทำ ปรินิพพานเป็นปริโยสานได้ จบกิจ อมตะบุคคล เหนือจากวิมุติ วิมุติคือ ทำให้หลุดพ้นจากโลกได้ ก็สามารถจัดการเลิกโลก เลิกอัตตาได้ จึงเรียกว่าอมตะบุคคล เพราะหลุดพ้นแล้วโลกกับอัตตา เหลือแต่จะปรินิพพานเป็นปริโยสาน เป็นอมตะบุคคล จะตายหรือจะเกิด พระโพธิสัตว์เป็นอมตะบุคคล จะตายหรือจะเกิด ..สบาย ตายก็ทำปรินิพพานเป็นปริโยสานก็ได้เลย สูญไป หรือยังไม่ทำก็เกิด แต่มีวิมุติแล้ว เป็นแก่นแกนของชีวิต เพราะมีวิมุติ เพราะทำใจในใจเป็น ในข้อ 2 ของมูลสูตร 10 นี่ อธิบายมูลสูตร 10 อย่างพิสดารให้ฟัง ทำใจในใจให้เป็น ทำใจ เมื่อมีผัสสะกับโลกเขา เกิดเวทนา ก็สามารถทำเวทนาให้เป็น 1 ได้ ประชุมลง เอกสโมสรณา ภวันติ ทำให้สงบ ทำให้สบาย ไม่ต้องมีกิเลสเข้ามาวุ่นได้ ทำได้จนจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ เป็นประมุขในตนเอง เป็นประมุขในจิตของตนเอง ทำสมาธิได้ เพราะ มีสติ เป็นอำนาจ มีปัญญาอยู่เหนือโลก มีสติที่ท่านแปลว่า เป็นใหญ่ มีปัญญาเป็นยิ่ง มีสติ เป็นอธิปไตย มีปัญญาเป็นอุตระ อุตระคือเหนือ เหนือชั้นเหนือโลก พอมาถึงคำว่า อุตระหรืออุตมะคือ เหนือโลก พูดถึงตรงนี้ก็ไปนึกถึง มงคล 38 เอตัมมังคะละมุตตะมัง แล้วเป็นเรื่องศิลปะ อะไรอื่นๆก็เป็นได้ แต่ไประลึกถึงคำว่าศิลปะ อาตมาบอกว่าศิลปะเป็นโลกุตระ ถ้าไม่ใช่โลกุตระก็ไม่เป็นศิลปะหรอก เป็นศิลเปรอะ ทุกวันนี้ในโลกเป็น ศิลเปรอะไปหมด พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่าศิลปะเป็นอุตตมะ ศิลปะเป็นโลกุตรธรรม สิ่งที่คุณสร้างขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นรูป เป็นการปั้น เป็นสถาปัตยกรรม เป็นวรรณกรรม เป็นมิวสิคดราม่า เป็นดนตรี เป็นนาฏกรรมอะไรต่างๆ ก็แล้วแต่ นี่เป็นรากเหง้าของศิลปะ 5 อย่าง นอกนั้นบานปลายออกเป็นหลายแขนงเยอะแยะ แค่ 5 อย่างนี้แหละ ก็ต้องมีมงคลอันอุดม ต้องเป็น อุตมะ จึงจะเรียกว่าเป็นศิลปะ ศิลปะที่เป็น อุตมะ คือ มงคลอันอุดม คือนำพาไปสู่โลกุตระ ถ้าเผื่อว่าสิ่งใดก็แล้วแต่ ไม่ว่าจะเป็นรูปเขียน ไม่ว่าจะเป็นงานปั้น ไม่ว่าจะเป็นวรรณกรรม ทั้งดนตรีการ นาฏศิลป์อะไรก็แล้วแต่ถ้ามันไม่พาไปสู่โลกุตระ ไม่พาไปสู่อุตมะ มันไม่ใช่ศิลปะ เพราะฉะนั้นคนจะเข้าใจศิลปะจริงๆนั้น ไม่ง่าย แม้แต่ศิลปินแห่งชาติเคยพูดถึงแล้ว คุณเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ เคยอุทานว่า ศิลปะเป็นโลกุตระด้วยหรือ เขาเป็นศิลปินแห่งชาติเขายังไม่รู้เรื่องเลย แต่เป็นพุทธนะ ศึกษาพุทธก็ไม่ใช่เล่น แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเข้าใจได้ เพราะฉะนั้นนิยามของพระพุทธเจ้าท่านบอกว่า ศิลปะเป็นมงคลอันอุดม เป็นโลกุตระ ถ้าเข้าใจ โดยเฉพาะชาวพุทธลูกพระพุทธเจ้าแล้วตั้งใจมาทำ จิตรกรรมก็ตาม ประติมากรรมสถาปัตยกรรม วรรณกรรม ดนตรีการนาฏศิลป์ ทำให้เป็นโลกุตระ คิดดูสิว่ามันจะเป็นความเจริญขนาดไหน คือ ถ้าเผื่อว่าคุณเขียนรูป คนดูรูปแล้วกิเลสลด นี่คืองานศิลป์ แต่ถ้าดูแล้วสัมผัสรูปแล้วกิเลสขึ้น กิเลสกามขึ้น กิเลสปฏิฆะขึ้น พยาบาทขึ้น ไม่ใช่เป็นงานศิลป์ ไม่ใช่ศิลปะ แต่ถ้าคุณสัมผัสแล้วกิเลสลด สิ่งที่เหนือโลกที่สิ่งที่เหนือโลกจริงๆ คุณพูดถึงเรื่อง กาม คุณเขียนรูปคนเปลือย คนดูแล้วกิเลสหดเลย ดูรูปเปลือยที่คุณเขียนดูแล้วกิเลสหด มันคือศิลปะ แต่ถ้าคุณยิ่งดูมันยิ่งกิเลสขึ้นมันไม่ใช่งานศิลปะ แต่เป็นงานลามกงานราคะ ที่อาตมาแบ่ง ลามก ราคะ สาระ ธรรมะ โลกุตระ แยกว่าอะไรเป็นศิลปะหรือไม่เป็นศิลปะ ลามก ราคะ ไม่ใช่ศิลปะ สารคดี ก็ยังไม่ใช่ ธรรมะก็ยังเป็นธรรมะก็ยังดี เฟ้นเอาแต่ดี ยิ่งโลกุตระเป็นโลกุตระธรรมแน่นอนนี่คือศิลปะ อาตมาก็มาขยายความอธิบายไว้ต่างๆนานา เขาก็ยังไม่ค่อยเข้าใจเพราะอาตมาอธิบายไปถึงโลกุตระมันก็เลยยาก 641129 รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 18