อวดตัว ถ่อมตน กับพูดความจริง เป็นเช่นไร.docx
เนื้อหาในไฟล์
อวดตัว ถ่อมตน กับพูดความจริง เป็นเช่นไร _สงกรานต์ ภาคโชคดี : กราบคารวะพ่อท่านด้วยความเคารพยิ่ง กราบขอความกรุณาพ่อท่าน พิจารณาขยายความ การพูดถึงตนเอง ๓ แบบ คือ ๑.อวดตัว ๒.ถ่อมตน ๓.พูดตามจริง ด้วยองค์ประกอบ ๒ อย่าง คือ พูดจริงหรือไม่ และเพื่อใคร พ่อครูว่า... คุณว่า อาตมามีกี่อย่าง ...มีหมดครบทุกอย่าง รวมแล้ว คือพูดตามจริง อาตมายืนยันว่า อาตมาที่พูดไปทั้งหมดไม่ได้พูดเล่น อาตมาจะไม่พูดอะไรที่ไม่จริง แต่คนฟังจะรู้สึกสำคัญว่า อาตมาพูดนี้ สำคัญมากเลยนะ คนเราไม่พูดอะไรที่ไม่จริงเลย นอกจากฟังคำพูดสนุกๆเล่นๆ ก็ต้องรู้เวลาวาระอย่างนั้น แต่ถ้าได้เทศน์แล้วไม่มีอะไรจะพูดไม่จริง พูดตามจริง อวดตัว อาตมาบอกความจริงโดยไม่มี สาเฐยจิต อวดตัว โชว์ตัว แสดงตัวว่าเป็นเช่นนั้นตามจริง คือพูดตามจริงนั่นแหละ อวดตัว ตามความเป็นจริงที่อาตมาเป็น แล้วอาตมาก็มีนัยยะถ่อมตัว มีจริงๆ บางครั้งพวกคุณอาจจะรู้สึกเลยว่ามากไป ถ่อมตัวมากไป พ่อครูว่า...พูดอวดตัวตามจริงก็เพื่อผู้อื่น ข้อสำคัญคือจริงหรือไม่ อาตมายืนยันว่าพูดจริงก็เพื่อใคร เพื่อศาสนา เพื่อมนุษยชาติทุกคน _๑.อวดตัว ทั้งพูดไม่จริง หรือเกินจริง และมักเพื่ออวดตนเองให้ดูดี ข้อนี้ก็ตัดสินได้ไม่ยากว่า ไม่ควรทำ หรือทำแล้วเป็นบาปแน่นอน พ่อครูว่า... คุณว่าอาตมาพูดให้ตัวเองดูดีไหม...ไม่ ฟังแล้ว บางทีนะ อันนี้ซับซ้อน คนที่พูดให้ตัวเองดูดี ก็จะมัดระวัง อันไหนที่โลกจะตำหนิโลกวัชชะ เขาจะระวังมาก อาตมานี้ไม่ระวังสักอย่าง จริงใจมากอย่างสมควรอะไรก็พูดไปหมด แสดงออกทั้งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม พร้อมกันไป เป็น นัจจะ คีตะ วาทิตะ หากว่าผู้ตรวจตัวและพูดไม่จริงเกินจริงข้อนี้ก็ตัดสินแล้วว่าไม่ทำ มันเสแสร้งกลบเกลื่อนตัวเองเป็นบาปแก่ตัวเอง กิเลสหนาไปเรื่อยๆ เ
อ่านต่อ
พราะฉะนั้นคนที่ไม่แสดงความจริงธาตุแท้ของตัวเอง กลบเกลื่อน แต่มันก็ซ้อนก็ต้องระมัดระวังอย่าไปแสดงอะไรที่ไม่ดี แสดงว่าเป็นคนมีอารมณ์โกรธ อารมณ์โลภอะไรออกมา ทั้งๆที่เราก็มีอารมณ์โกรธ อารมณ์โลภอยู่ เราก็ควรระมัดระวังอย่าให้ออกไปทางกาย วาจา ถ้าออกมาอย่างเลอะเทอะมันก็ดูน่าเกลียดเรี่ยราด มันไม่เข้าท่า คนที่มีมากก็ต้องระวังถูกแล้ว แต่คนที่มีน้อยลงเรื่อยๆก็ไม่ต้องระวังแล้ว แล้วจะรู้ว่าคนคนนี้มีจริงมีกิเลสเท่าไหร่เขาแสดงออกมา แต่ถ้าคุณมีมากๆอย่าเอาออกมา เก็บไว้ ระมัดระวังไว้อย่าให้มันออกมา แต่ถ้าคุณมีน้อยจนกระทั่ง ขนาดนี้อยู่ในโลกเขาก็แสดงกันอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเราก็ไม่ต้องระมัดระวังมากเท่าไหร่ ก็แสดงจริงออกมา คนก็จะได้เห็นได้รู้ ได้ระมัดระวังด้วย คนนี้ขี้โกรธนะ คนที่โกรธตัวเองนะ ไวนะ คนนี้ขี้โลภไปนะ คนนี้ขี้ราคะเยอะ ก็ไวนะ มันเป็นประโยชน์ต่อตนเองต่อท่าน มันต้องอวดต้องแสดงจริง นัยยะละเอียดเป็นอย่างนั้น
_๒.ถ่อมตน มักเป็นการพูดจริงไม่ครบ เช่น มี ๑๐๐ บอกว่ามีแค่ ๕๐ หรือมากน้อยกว่า แต่ไม่ครบ ๑๐๐ ก็ถือว่าพูดจริงไม่หมดทั้งนั้น พ่อครูว่า...จริงๆมีนัยะ ละเอียด ถ่อมตน เรามี 100 ก็ไม่ได้หมายความว่าแสดงออกแค่ 50 ถ่อมตนก็หมายความว่า เรารู้อยู่ว่า ในกาละเทศะฐานะอย่างนี้ ควรจะโชว์ ควรจะแสดงออกมาเต็มตามที่เรามี ไหวไหม เหมาะสมกับเหตุปัจจัยองค์ประกอบหรือไม่ ไม่เหมาะสม เราก็แสดงเท่าที่ได้ ก็ประมาณเป็นชั้นๆไป อย่างนี้เรียกว่าถ่อมตน ประมาณตน อย่างที่คุณสงกรานต์ว่ามา บอกว่ามีแค่ 50% มันเป็นเรื่องราว เสแสร้งให้คนอื่นรู้อย่างนั้น สู่แดนธรรม... เดี๋ยวนี้พวกแม่ค้าขายของเขารู้ว่าถ่อมตนและคนจะมาซื้อก็เลยถ่อมตน พ่อครูว่า... มันมีหลายแง่มุม _แต่ถ้าพูดเพื่อคนฟัง เช่น อาจพิจารณาว่า ในขณะนั้นผู้ฟังยังมีภูมิธรรมไม่พอที่จะรับได้ทั้งหมด ฟังแล้วอาจเป็นผลเสียกับผู้ฟัง เช่น เสื่อมศรัทธา เป็นต้น (พ่อท่าน ก็เคยพูดโดยเฉพาะในช่วงแรกๆของการเปิดเผยภูมิธรรม ทำนองว่า มีเพชรอยู่มากมาย แต่ให้เห็นแค่ส่วนเดียว ก็พอ) ก็ถือเป็นการทำเพื่อผู้อื่น เป็นกุศลกรรม ใช่ไหมครับ? แต่บางคนอาจถ่อมตน เพราะเห็นว่าจะเป็นที่ยอมรับ พูดให้สอดคล้องกับค่านิยมในสังคมนั้นๆ(เช่น สังคมไทย ชอบคนถ่อมตน) จะถือว่าเป็นการทำเพื่อตนเอง มีอัตตา เป็นอกุศลกรรมได้หรือไม่ครับ? พ่อครูว่า... ได้มี เป็นอกุศลกรรม ทำให้คนเข้าใจผิด คุณเองไม่เป็นเช่นนั้นหรอกแสดงออกมาแล้วก็ไม่จริง คุณแสดงได้ดีกว่านั้น แต่คุณแสดงออกมาไม่ดี ไม่เต็มที่ แล้วไปหลงว่านี่แหละคือถ่อมตน ซึ่งไม่ใช่หรอก ดีก็แสดงออกมาให้เต็มที่สิ อย่างอาตมา ไม่เคยไปอมพะนำไว้ มีอะไรก็ว่าไปเต็มๆ แล้วถ่อมตนก็อธิบายไปแล้ว ถ่อมตน คือเราเองระมัดระวังในเหตุปัจจัย ดูองค์ประกอบ อันนี้ควรจะแสดงขนาดนี้ คนกลุ่มนี้ควรแสดงขนาดนี้ มีสัปปุริสธรรม 7 กาละนี้ คนกลุ่มนี้ขนาดนี้ รู้จักแสดงธรรมะตาม อัตถะ สัปปุริสธรรม 7 คือ 1.ธัมมัญญุตา เป็นผู้รู้จักเหตุ 2.อัตถัญญุตา เป็นผู้รู้จักเป้าหมายจุดประสงค์ 3.อัตตัญญุตา เป็นผู้รู้จักตน ตัวเราแค่ไหนแล้ว 4.มัตตัญญุตา เป็นผู้รู้จักประมาณ 5.กาลัญญุตา เป็นผู้รู้จักกาล 6.ปริสัญญุตา เป็นผู้รู้จักชุมชน ส่ิงแวดล้อม 7.ปุคคลปโรปรัญญุตา เป็นผู้รู้จักบุคคล _๓.พูดตามจริง เป็นการพูดตรงตามที่ตนเอง มีจริง เป็นจริง เต็ม ๑๐๐ (ซึ่งไม่มีใน ๒ แบบแรก) และพูดอย่างไม่มีสภาวะจิตของการอยากอวด แต่เพื่อต้องการให้ผู้ฟังได้ประโยชน์เท่านั้น และถึงเวลาที่ควรพูดแล้ว จึงเป็นกุศลกรรมอย่างเต็มที่ แต่ถ้าพูดตามจริงเต็ม ๑๐๐ แต่จิตใจยังอยากอวด ก็ยังเป็นอกุศลกรรม ใช่ไหมครับ? พ่อครูว่า... อันนี้คืออาตมาก็เคยบอกกำกับตลอดเวลา ว่าอาตมาเป็นอย่างนี้อาตมาไม่ได้อยากจะอวดเลย อาตมาบอกความจริงตามความเป็นจริง คนก็ไม่เข้าใจได้อย่างที่คุณสงกรานต์เข้าใจ คนไม่เข้าใจก็เลยไม่เชื่อถือไม่ยอมรับ แต่คนที่เข้าใจยอมรับ ดีไม่ดีเขาเห็นความถ่อมตนของอาตมา อย่างที่พูดไปแล้วอาตมามีเพชรเป็นกระบะแต่เอามาแจกทีละน้อย ถ้ามีจิตอยากอวด อันนี้เป็นเรื่องจริงของความอยากอวด เป็นสาเฐยจิต จิตอยากอวดอยากโอ่ ก็ต้องอ่านอาการจริงๆว่าเป็นอาการอยากอวดไหม ยกตัวอย่างอาตมา อาตมาบอกตัวเองตั้งแต่เริ่มต้นแสดงธรรม อาตมาบอกว่าเป็นโพธิสัตว์ เพราะอาตมารู้ว่าคนที่เราวาดเมืองไทยเขาไม่รู้เรื่องโพธิสัตว์ เขาไม่ได้ถือว่าโพธิสัตว์เป็นอริยบุคคล เขาบอกว่าเป็นผู้แสวงหาอาริยธรรมเป็นสัตว์ใต้ต้นโพธิ์ อาตมาก็พูดได้สบายแต่เขาไม่ติดใจ แต่แท้ๆแล้วโพธิสัตว์นั้นเหนือกว่าอรหันต์ พระโพธิสัตว์ต้องได้อรหัตตผลก่อนถึงจะเป็นโพธิสัตว์ ถ้าหากยังไม่ได้อรหันต์สักคน ไม่ได้เป็นโพธิสัตว์แม้แต่ขั้นโสดาบัน โพธิสัตว์ 9 ระดับ 1.โสดาบันโพธิสัตว์ 2.สกิทาคามีโพธิสัตว์ 3.อนาคามีโพธิสัตว์ 4.อรหันต์โพธิสัตว์ 5.อนุโพธิสัตว์ 6.อนิยตโพธิสัตว์ 7.นิยตโพธิสัตว์ 8.มหาโพธิสัตว์ 9.พระปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อาตมาธิบายไปเข้าใจดีไหม เป็นสภาวะเป็นขั้นตอนเข้าใจไปตามลำดับ คนที่ไม่ติดใจอะไรก็ได้รับความรู้ความจริง โดยใช้พยัญชนะของท่านแหละ อาตมาไม่ได้บัญญัติเอง อาตมาอธิบายจนกระทั่งทุกวันนี้เขาก็เข้าใจว่าโพธิสัตว์นั้นเหนือกว่าอรหันต์ แล้วโพธิสัตว์ระดับ 7 ด้วย ทุกวันนี้เขาก็เลยตาเหลือก ที่แท้เขาพูดอวดตัวมาตั้งแต่ต้น คนเข้าใจก็จะชัดเจนว่าท่านได้ถ่อมตนมาตั้งแต่ต้น 50 ปีแสดงตัวเต็ม กว่าจะมาจะบอกว่าเป็นอรหันต์ ทั้งๆที่บอกว่าเป็นโพธิสัตว์มาตั้งแต่ไม่รู้เท่าไหร่ ตั้งแต่ 2528 ตั้งแต่เริ่มออกบวชก็บอกว่าเป็นโพธิสัตว์ เห็นไหม ต้องรู้กาลเทศะที่จะต้องพูด 641126_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ตอบปัญหาอย่างอวดตัวแต่ถ่อมตน ด้วยความจริง