ลักษณะของหมู่กลุ่มที่เป็นโลกุตรธรรม.docx
เนื้อหาในไฟล์
ลักษณะของหมู่กลุ่มที่เป็นโลกุตรธรรม _จนให้เป็น แล้วสบาย : กราบนมัสการครับท่านฟ้าไท หนังสือเปิดยุคบุญนิยมเล่มสองมีแจกที่ไหนครับ จะขอรับได้ที่ไหนครับ พ่อครูว่า... อันนี้จริงนะ ...พวกเราจนเป็นหรือยัง ...เป็นแล้ว สบายไหม...สบาย คนในโลกนี้ทุกข์ร้อนเดือดร้อนเพราะไม่มีปัญญา ไม่รู้จักตัวเองไม่รู้จักการดำเนินชีวิต ว่าเราจะอยู่อย่างไร เราก็อยู่กันอย่างมีกรรมกิริยา ทำงานสร้างสรรสิ่งที่เราจะอาศัย สร้างกินสร้างใช้ แล้วก็อยู่ได้กับสิ่งที่เราสร้าง ไม่เบียดเบียนใคร ไม่เดือดร้อน รักษาชีวิตไปได้ เดรัจฉานมันก็พอรู้ตัวเองโดยอาศัยธรรมชาติของมัน แต่คนนั้นฉลาดกว่า สร้างธรรมชาติขึ้นมา ปลูกพืชผักขึ้นมาเอง ปลูกผลหมากรากไม้ขึ้นมา กินไปอาศัยไป ไม่เอาผลไม้รากไม้ก็ไปขุดหัวมันมากิน มาใช้กินแทนแป้งส่วนหนึ่ง ครบ สบาย เพราะฉะนั้นผู้ที่เรียนรู้ศาสนาพุทธเรียนรู้สภาวะพึ่งตนเองได้ มันจะขี้เกียจขนาดไหน ถ้าไม่มีจริงๆก็ต้องทำ ถ้าไม่ทำก็ต้องตาย ถ้าไม่มีที่ให้ทำ เข้าไปเข้าป่าเขาถ้ำไปทำ พอสมควร ไม่ได้ไปบุกรุกป่า รู้พออาศัยหากินก็ทำได้ ตัวเองกิน เอาแต่แค่ชีวิตตัวเองเลี้ยงตัวเองรอด ทางเชนเขา กินให้น้อยแล้วเข้าป่าไม่ต้องไปอะไรกับใคร ว่างๆก็เดินแก้ผ้าโทงๆไม่ใช้อะไร มีแต่ภาชนะที่ใส่อาหารกินเท่านั้น ก็รอดแล้วชีวิต มันก็สุดโต่งขนาดนั้น แต่ของพระพุทธเจ้าก็อยู่ธรรมดาพึ่งพาตนเองรอด ฉลาดกว่าเดรัจฉาน อันนั้นมันฉลาดกว่าเดรัจฉานสำหรับพวกเชน ฉลาดไปในเชิงเดรัจฉาน อย่างของพระพุทธเจ้าศึกษาความเป็นมนุษย์ เหตุปัจจัยที่จะอยู่กับชีวิต มีข้าวผ้ายาบ้าน เป็นต้น สบายแล้ว แล้วพวกเราศึกษาตามธรรมะพุทธเจ้ามาจนป่านนี้แล้ว อาตมาเห็นผลสำเร็จของตนเอง ที่เอาธรรมะพระพุทธเจ้ามาธิบายขยายให้พวกเราเรียนรู้ แล้วก็เรียนรู้มา จนกระทั่งรู้จักหยุดรู้จ
อ่านต่อ
ักพอ เป็นคนมีวรรณะ 9 สุดยอดเลย เป็นคนที่เลี้ยงง่าย ไม่เป็นภาระอะไรมากมาย เอื้อเฟื้อเจือจานกัน จะขี้เกียจอย่างไรก็ไม่เห็นพวกเราบ่น มันก็จบแล้วชีวิตจะเรียกว่า เศรษฐศาสตร์ การเมือง รัฐศาสตร์ และสังคมศาสตร์อะไร ก็จบหมดแล้ว สำเร็จ เศรษฐศาสตร์ เศรษฐกิจ ก็จบหมด เขาแก้ปัญหาเศรษฐกิจแต่ละประเทศในโลกเก่าแก้ไม่จบ เพราะไปแก้ปัญหาเศรษฐกิจเพื่อให้คนรวย คุณจะแก้ให้ตายแก้ไปอีกกี่ชาติๆๆ คุณก็ไปใส่ในสมองของคนว่า คุณต้องฐานะดี คุณต้องรวย มันก็จะแข่งรวยกัน มันก็แย่งกันฆ่ากัน ใครเก่งก็ได้ เสร็จแล้วก็แย่งกัน สมบัติผลัดกันชม ก็ถึงได้มีสงครามกันตลอดเวลา ไม่จบ แต่เมื่อมาเรียนรู้กับพระพุทธเจ้าแล้ว กลายเป็นคนรู้ว่า คนเป็นอย่างนี้ก็สบายแล้ว เลี้ยงง่าย จะพัฒนาให้เจริญก็มีทิศทางโลกุตระ มีศีลสามัญญตา ทิฏฐิสามัญญตา สอนสบาย สอนให้เจริญได้ไง สุโปสะ เพราะว่าเข้าใจความจน อัปปิจฉะ มาเอาแต่น้อยๆ คนเราไม่ต้องไปมีมากอะไร ไม่มีที่สุดก็คือ 0 ก็อยู่ได้ จะว่า 0 จริงๆก็พอมี ผ้านุ่ง ผ้าห่ม ที่พักอาศัย อาหารก็มีกินส่วนกลาง ผ้านุ่งส่วนตัวก็ 3-4 ชุด สมัยพระพุทธเจ้า มีผ้าจำนวนน้อย ไม่เจริญ แต่ทุกวันนี้เหลือเฟือ ยารักษาโรคไม่มีก็ไม่เป็นไรยังไม่ป่วยก็ไม่ต้องใช้ ที่พักอาศัยก็ไม่เห็นแย่งกัน บ้านพักมีเหลือเฟือ เรือนเรือ เรือเรือน บางคนก็มาสร้างบ้านทิ้งไว้ เราก็มีกุญแจกองกลาง ถึงเวลาใช้ก็ให้ไปใช้ แต่ก็เราไม่มีคนมากจนบ้านไม่พอ คือ มันอุดมสมบูรณ์เต็มหมด เพราะเรามักน้อย อัปปิจฉะ ใจพอ สันตุฏฐิ สันโดษ มันพอ มีเท่านี้พอแล้ว นอกนั้นก็มีแต่พัฒนาตัวเอง สัลเลขะ ปรับปรุงตัวเองขัดเกลาตัวเอง ส่วนที่ยังต้องปรับปรุงยังไม่จบกิจ ตามหลักเกณฑ์ของพระพุทธเจ้า ธูตะ จนกระทั่งได้ผลเป็น ปาสาทิกะ อาการกาย วาจา ใจ ได้สำเร็จลงตัว จบด้วยอปจยะ วิริยารัมภะ ไม่ต้องสะสมอะไร บ้านช่องเรือนชานที่พักอาศัย เสื้อผ้าอาหารมีพร้อม ข้าวมีกิน ดินมีเดิน ตะวันมีส่อง พี่น้องมีเสร็จ เห็ดมีเก็บ ป่วยเจ็บมีคนรักษา ขี้หมามีคนช่วยกวาด ผ้าขาดมีคนช่วยชุน ไม่ต้องสะสม คนไม่สะสมแล้วอยู่ได้อย่างไรในสังคมมนุษย์ มีอาศัยเพียงเล็กน้อย เสื้อผ้าหน้าแพร อาหารการกินไม่ต้องสะสม ก็กินร่วมกัน บ้านช่องเรือนชานก็พักที่นู่นที่นี่อย่างไม่ต้องหวงแหน พึ่งพาอาศัยกันได้ มันก็พออาศัยได้ บ้านช่องเรือนชานก็ไม่ใช่โกโรโกโร่ ผุพัง ขนาดนั้น เมื่อมาศึกษาเศรษฐศาสตร์ที่สมบูรณ์ก็จะรู้ตัว ควรจะศึกษาอย่างนี้เข้าใจวิถีอย่างนี้ควรจะรู้จักหมู่กลุ่มของมนุษยชาติที่เขาศึกษาอย่างไร ไม่ต้องสอบเอนทรานซ์ไม่ต้องไปสอบเข้ามหาวิทยาลัย เข้ามาอโศก ไม่ต้องไปสอบมหาวิทยาลัย แค่เห็นว่าหมู่นี้น่ามาศึกษา น่ามาเป็นพลเมืองปรับชีวิตให้เข้ากันได้ มีอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา อย่างนี้ สมบูรณ์แบบเลย คนก็ไม่ค่อยจะชัดเจนได้ง่ายๆ ในประเทศไทยมีโลกุตรธรรมอย่างนี้ มีคนมีวรรณะ 9 รวมตัวกันอยู่เป็นสาราณียธรรม 6 เอาคำสอนพระพุทธเจ้ามาพูดแล้วมันยิ่งใหญ่จริงๆ สุดยอดแห่งวิชาการ แต่โลกก็ยังเข้าใจไม่ได้ว่าคำสอนพระพุทธเจ้านี้สุดยอดเพราะอะไร เพราะคนส่วนใหญ่เป็นเทวนิยม ยังไม่สามารถที่จะเข้าใจเศรษฐศาสตร์แบบพุทธ สังคมแบบพุทธ รัฐศาสตร์แบบพุทธ ยังไม่สามารถเข้าใจ เพราะฉะนั้นเมืองไทยมีเศรษฐศาสตร์แบบพุทธ มีรัฐศาสตร์แบบพุทธ แต่ยังมีพวกที่หลงรัฐศาสตร์ ไปเรียนดอกเตอร์มาจากเทวนิยม แล้วเอามาพูดในเมืองไทย น่าสมเพช น่าสงสาร รัฐศาสตร์ของประเทศไทย เป็นรัฐศาสตร์โลกุตรธรรม อย่างพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เป็นผู้ที่นำพารัฐศาสตร์โลกุตรธรรมมาตั้ง 70 ปี เขาก็ยังไม่เข้าใจ แต่จะเข้าใจอย่างไรไม่เข้าใจอย่างไรมันก็จะซึมซับเข้าไปในมันสมองของมนุษย์แน่ๆ Osmosis เข้าไป 70 ปีท่านได้ทรงงาน ทรงโลกุตรธรรม ทรงพระจริยวัตร ซึ่งมันอธิบายไม่ง่าย ลักษณะอย่างในหลวงรัชกาลที่ 9 นี่แหละ เป็นลักษณะโลกุตรธรรม ทรงมีพระจริยวัตรของพระองค์ คนก็ดูเห็นพระจริยวัตร มันจะมีตัวตัดสินเลือกเฟ้น คนที่อยู่ในฐานะผู้บริหารผู้รับหน้าที่รับผิดชอบ แง่นั้นเชิงนี้ ในแง่วิศวกรรม การสื่อสาร ชลประทานอะไรก็แล้วแต่ รวมแล้วก็คือสิ่งที่มนุษย์อาศัย กับการเฉลี่ยที่เราได้ชำนาญในเรื่องใด แม้ว่าเรามีความชำนาญในเรื่องเดียว คนปลูกพืชผักอย่างเดียว คุณก็ทำ แล้วอันอื่นก็อาศัยของเขาบ้าง ในคนก็มีการแลกเปลี่ยนการขาย ก็สบายกว่าแลกเปลี่ยน เดี๋ยวนี้มีการขายทางไลน์ ทางอากาศ อยากได้อะไรก็กดสั่ง มีเงินจ่ายเขาก็แล้วกัน ยิ่งสะดวกเลย 641126_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ตอบปัญหาอย่างอวดตัวแต่ถ่อมตน ด้วยความจริง