อนุปคัมมะ คือ ไม่เข้าไปทั้งความมีและความไม่มี.docx
เนื้อหาในไฟล์
อนุปคัมมะ คือ ไม่เข้าไปทั้งความมีและความไม่มี _สู่แดนธรรม... แล้วความอมตะเที่ยงไหมครับ พ่อครูว่า... ความอมตะไม่ใช่เที่ยง แต่ความอมตะคือ รู้จักเที่ยงและไม่เที่ยง รู้จักภาวะ 2 รู้จักความมีหรือไม่มี รู้จักสภาวะที่ยืนนานก็เรียกว่าเที่ยง ยืนนานได้ 2 นาที 5 นาที 100 นาทีก็ถือว่าเที่ยง 100 นาที มันมีอะไรที่ควรจะยืนนาน อะไรมันไม่ควรจะยืนนานก็มี เช่น ความสงบควรจะยืนนาน แต่ในความสงบยืนนานเที่ยงจนกระทั่งมันไม่รู้จักเปลี่ยนแปลงตาม กาละ ตอนนี้เขากำลังเร็วอยู่นะ ก็ไม่รู้เรื่องมันก็ตกยุคอีกเหมือนกัน มันก็ไม่ไปตามเหตุปัจจัยที่มันเกิด มันไม่เที่ยง ในโลกมันไม่เที่ยง พูดถึงเรื่องนี้แล้วพระพุทธเจ้าจึงสรุป ไว้ในพระไตรปิฎกเล่ม 16 ข้อ 43 พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรกัจจานะ โลกนี้ โดยมากอาศัยส่วน 2 อย่าง คือ ความมี 1 ความไม่มี 1 ก็เมื่อบุคคลเห็นความเกิดแห่งโลก(โลกสมุทัย)ด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว ความไม่มีในโลก ย่อมไม่มี(โลเก นตฺถิตา สา น โหติฯ) เมื่อบุคคลเห็นความดับแห่งโลก(โลกนิโรธ)ด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว ความ มีในโลก ย่อมไม่มี(โลเก อตฺถิตา สา น โหติฯ) พ่อครูว่า... เหมือนการเล่นลิ้น เล่นสำนวนโวหาร เล่นพยัญชนะ เป็นความซับซ้อนลึกซึ้งจริงๆเลย มันจบตรงที่ความไม่มี โลกสมุทัย ความไม่มีในโลกย่อมไม่มี ส่วนโลกนิโรธ ความมีในโลกย่อมไม่มี จบที่ความไม่มี นี่เป็นความรู้ของพระพุทธเจ้าที่ถึงขั้นสูงสุดที่ความไม่มีได้ ไม่มีเลย เลิกเลย ไม่มีจิตวิญญาณ ไม่มีตัวตน ไม่มีอะไรเหลือ อัตตาหรือจิตวิญญาณของเรา เราสลายเป็นดินน้ำไฟลมเป็นสุดท้ายปริโยสาน อาตมาเจอคำว่า ปรินิพพานเป็นปริโยสานในมูลสูตร 10 โอ้โห สุดยอด ถึงได้เอามาพูดเอามาขยายความยืนยันให้เห็นว่าศาสนาพุทธถึงที่สุดได้ปานฉะนี้ จนกระทั่งขยายกันได้
อ่านต่อ
หมดเลยแม้กระทั่ง ธรรมนิยาม 5 เป็นดินน้ำไฟลม อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยาม อาตมาขยายความไว้หมดแล้ว ผู้ที่สามารถมีภูมิรู้รับได้ถึง ก็เป็นภูมิบารมีของผู้นั้น ผู้รู้หมายถึงรู้ ไม่ได้ มันเข้าใจไม่ได้ บังคับก็ไม่ได้ บังคับไม่ได้หรอก เราจะบังคับให้สัตว์เดรัจฉานชั้นนี้ไปรู้เหมือนกับสัตว์อีกชั้นหนึ่งไม่ได้ เราจะสอนไส้เดือนให้มันรู้เหมือนกับเราจะสอนหมา หมาเพียงพอสอนให้รู้อย่างนั้นอย่างนี้ แต่สอนไส้เดือนให้มันรู้อย่างนั้นอย่างนี้ไม่ได้ มันอยู่คนละขั้นคนละระดับ เพราะฉะนั้นคนก็เหมือนกัน คนในเรื่องที่สอนไม่ได้ก็สอนไม่ได้ เขาไม่มีภูมิที่ขึ้นมารู้ได้เลย สอนให้ตายก็เหนื่อยเปล่า เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลกก็ต้องตรวจโลกก่อน ก่อนจะประกาศตัวเป็นพระพุทธเจ้าในยุคที่ท่านอุบัติขึ้นมา ท่านเรียกว่า พุทธุปาทกาละ ต้องตรวจโลกดูก่อนว่า คนยุคนี้พอจะเปิดเผยโลกุตรธรรมได้ไหม หากตรวจแล้ว ยังมีผู้มีธุลีในดวงตาน้อย พอรู้ได้พอสมควรแม้จะมีจำนวนไม่มากนัก แล้วก็มีสหัมบดีพรหมหรือพระเมตตา อาการเมตตาของพระองค์เองรวมลงมาเรียกว่าสหัมบดีพรหม พูดเป็นปุคลาธิษฐาน พระเมตตาของพระองค์หรือพระพุทธเจ้า ร่วมกันมาอย่างเต็มที่มันก็พอได้นะขนาดนี้ก็เอาละ นี่ ผู้มีธุลีในดวงตาน้อยพอรับธรรมะนี้ได้ไม่เสียของไม่เสียเปล่า ไม่สูญเปล่าไม่เหนื่อยเปล่า ก็จึงประกาศตนเป็นพระพุทธเจ้าในยุคนั้น ถ้ายุคใดเป็นกลียุคไม่มีคนจะรับได้เลย ขณะที่พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมา มาสอนเขาก็รับไม่ได้ ไม่ใช่พระพุทธเจ้าไม่เก่ง แต่คนมันหมดท่าแล้ว มันไม่มีทางจะรับได้ มันทั้งหนักทั้งแน่น ทั้งละเอียด เบา ว่าง จับไม่ติด ได้ทั้งนั้น มองไปได้ทั้ง 2 ด้าน เหมือนอย่างยุคนี้ ไม่เหมาะสมที่พระพุทธเจ้าจะมาประกาศตน คนที่มีธุลีในดวงตาน้อยมีแค่นี้ เสียของ ไม่พอที่พระพุทธเจ้าจะขึ้นมาอุบัติ เมื่อพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาแล้ว ศาสนาพุทธก็ยังพออยู่ เพราะฉะนั้นผู้ที่มีภูมิธรรม จะมาสืบทอดศาสนาพุทธยืนยาวให้เต็มที่ อย่างอาตมาก็มาทำหน้าที่เท่านั้นเอง เพื่อให้ศาสนาพุทธยืนยาวไปเต็มที่ ผู้รู้ถึงบอกว่าศาสนาพุทธจะยืนยาว 5,000 ปี เป็นต้น ทุกอย่างก็ต้องจริง ต้องลงตัวหมด สภาพลงตัวทั้งรูปทั้งนามยุคนี้ชัดเจนที่สุด องค์นี้เกิดมาจะต้องชื่อว่าสารีบุตร องค์นี้ต้องชื่อโมคคัลลานะ องค์นี้ต้องชื่อพระอานนท์ อย่างอาตมาชาตินี้ต้องชื่อรัก หรือชื่อมงคล มันต้องชื่อนี้ อาตมานี่พยายามจะเปลี่ยนชื่ออีกเยอะแยะ มันก็เละเทะไป เอาเข้าจริงก็มาลงตัวที่ โพธิรักษ์ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้ไปเปลี่ยนในทะเบียนว่านายโพธิรักษ์ ก็ยังชื่อนายรัก รักพงษ์ แต่ก็มีฉายาที่รู้จักกันคือ โพธิรักษ์ ยิ่งในขณะนี้คนรุ่นหลัง รู้จัก รัก รักพงษ์ คือโพธิรักษ์ แต่รู้จัก โพธิรักษ์ก็คือโพธิรักษ์ แต่รัก รักพงษ์นั้นเป็นอดีตผ่านไปแล้ว คำว่า ความมีกับความไม่มี พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าอาศัยสิ่ง 2 อย่างนี่แหละ อาศัย 2 ส่วน 2 อย่างนี้คือความมีกับความไม่มี สรุปแล้วในโลกนี้มีความมีกับความไม่มีเป็นสิ่งอาศัย ผู้ที่เห็นความมีกับความไม่มีได้อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว แล้วไม่เข้าไปมีกับความมี ไม่เข้าไปมีทั้งความไม่มี พระพุทธเจ้าก็ชี้ว่าสภาพนี้เป็นสภาพ อนุปคัมมะ หมายความว่าเป็นผู้ที่ไม่เข้าไปมีแล้ว มีก็รู้แล้วว่ามี ไม่มีก็รู้แล้วว่าความไม่มี แล้วไม่เข้าไปทั้ง 2 อย่าง อนุปคัมมะ คนที่ไม่เข้าไปทั้ง 2 อย่างนี่แหละคือผู้ที่เป็นกลาง เป็นผู้ที่ถึงความเป็นกลาง มัชฌิมา ท่านที่อธิบายมัชฌิมาปฏิปทาว่าทางสายกลาง ซึ่งเป็นการแปลที่ผิด คนก็เลยหลงไปเดินอยู่ในทางสายกลาง อย่าไปเดินออก 2 ข้างนะ อย่าไปเข้าหา 2 ข้างนะ เดินตรงกลางอย่างนั้นแหละ 2 ข้างนั้นไม่ต้องไปรู้ไปเห็นไปมีอะไร เดินมันกลางๆนี้ไปตลอด ไปไหนก็ไม่รู้ ไม่มี 2 อย่างให้เปรียบเทียบ บอกว่าสายกลาง ภาษาก็พาซื่อ ภาษาอีสานเรียกว่า...มันก็พาซื่อไปโลด ซื่อไปอย่างเดียวเลย เหมือนที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในปุตตมังสสูตร อาหารข้อที่ 1 กวฬิงการาหาร เหมือนพ่อแม่ลูก เดินไปในทางไกลกันดาร ไม่ได้บอกว่าไปนิพพาน แต่ก็รู้นึกว่าจะต้องให้พ้นความกันดาร “ไป”ไม่ได้รู้เรื่องอะไรหรอก เดินไปทางสายกลางเดินไป แต่ไม่รู้อะไร มีชีวิตไปไม่รู้อิโหน่อิเหน่ อะไร สุดท้ายก็ไปฆ่าลูกกิน ก็ไม่รู้เรื่องอะไร ฆ่ากินแล้วยังทำเป็นเนื้อเค็มไปกินด้วยนะ แล้วก็มาบอกว่าลูกที่น่าเอ็นดูของเราหายไปไหน เอ็งฆ่ากับมือ เอ็งทำเนื้อเค็มกินตลอดเวลา มันซ้อนลึก ซ้อนความโง่ไว้ในพวกนี้ เพราะฉะนั้นคนที่ไม่ได้พิจารณาเรียนรู้ กวฬิงการาหาร เป็นตัวสำคัญเลย โภชเนมัตตัญญุตา ก็ตาม ก็พิจารณาอาหารคือ คำข้าว การกิน ของกิน มันมีกิเลสอยู่ในของที่กินที่เคี้ยวเข้าไปในปาก รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ก็เรียนรู้รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสอันนี้ จากอาหารนี่แหละ มันมีผัสสะ ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร ก็อยู่ในอาหารคำข้าวและมีวิญญาณอาหาร รูปนาม 2 สภาพ อ่านวิญญาณ มันเกิดอยู่ใน กวฬิงการาหาร วิญญาณ พอไม่รู้มันก็มีวิญญาณอยู่ตลอดไป เป็นวิญญาณสุขไปก็ไม่รู้ตัว ไปกับมันตลอดกาลนาน ไม่เรียนรู้มีผัสสะอยู่ เจตนาที่มีกิเลส อกุศลเจตนา เป็นจิตที่มุ่งหมายต้องการหาสถานที่ดูดีๆมีจุดมุ่งหมายก็ไม่ได้เรียนรู้จุดมุ่งหมาย ไม่ได้เรียนรู้เจตนา ไม่ได้เรียนรู้ตัณหา 3 เจตนา เป็นตัณหา 3 ตัณหา 3 กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา แจกแจงตัณหา 3 ให้ฟังดีๆ กามตัณหา เป็นขั้นต้น เบื้องต้น เรียนรู้ทางตาหูจมูกลิ้นกาย5 ทวาร มันมีสวรรค์นรกกับสวรรค์นรกอยู่เนี่ย สัมผัสแล้วเกิดกามคุณ 5 ก็มีสวรรค์กับนรกในกามคุณ 5 เพราะสวรรค์กับนรกแยกกันไม่ได้ มันมีสวรรค์นรกก็มีภพชาติอยู่อย่างนี้ เพราะไม่รู้จักเวทนา ไม่รู้จักจิตของตัวเองเสพติด ในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ทั้งๆที่ไม่ใช่อาหาร แต่ก็ยังเอามาลิ้มรสในปาก เสพรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส อันนี้ลึกซึ้ง อย่างเช่นมหาบัว เสพติดหมาก ไม่ใช่อาหารสำคัญสำหรับชีวิต แต่ติดในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ไม่ได้เรียนเลย มีแต่ไปนั่งหลับตาเป็นเดียรถีย์ มันไม่มีทางที่จะมารู้เรื่องอะไรเลย มันต้องมาเรียนรู้ตาหูจมูกลิ้นกายใจ ขั้นต้น กามตัณหา แล้วล้างกำจัดกิเลสกามตัณหาออกก่อน ถึงจะเข้าไปถึงเนื้อใน ต้องหมดกิเลสกามแล้วจึงเข้าไปถึงเนื้อในได้ เหมือนทุเรียน มีเปลือกหนามแหลมภายนอก หากคุณจัดการเปลือกมันออกก่อนไม่ได้คุณจะเข้าไปข้างใน คุณก็นึกเอา หลับตาไม่รู้ไม่เห็นแล้วก็นึกว่าเข้าไปถึงข้างใน เข้าไปถึงเนื้อทุเรียนกินทุเรียนหวานเลย ซึ่งมันก็มีแต่ความเพ้อเจ้อ เพ้อพก มันไม่เป็นความจริงเลย มันถึงไม่ได้ เพราะฉะนั้นพวกนั่งหลับตา ไม่จัดการเอาเปลือกทุเรียนออกก่อน แล้วจะไปเข้าไปถึงเนื้อทุเรียนได้ กินเนื้อทุเรียนภายใน ต้องเอาหนามเปลือกออก แล้วก็ต้องผ่านกะพี้ ได้ถึงแก่น ก็ไม่ได้ทำ ไม่ได้ทำแม้แต่ที่สุด พระพุทธเจ้าท่านอธิบาย แก่น ของต้นไม้เอาไว้ ท่านอธิบาย อุบายเครื่องออก วิธีการจะเข้าถึงก็คือ ศีล ท่านเปรียบเหมือนสะเก็ดของต้นไม้คือศีล เมื่อผ่านศีล ก็จะพาเข้าไปรู้ภายใน เป็นอุบายเครื่องออก ด้วยอุบายพาให้เข้าไปเรียนรู้ แล้วล้างเอาสะเก็ดออก จึงจะเข้าไปถึงเปลือก เปลือกเป็นสมาธิ เขาจะทำสมาธิ เรียนสมาธิโดยไม่มีสะเก็ดนำพา หลับตาเข้าไปเลย ปิดหูปิดตาไม่รับรู้ แม้แต่สะเก็ด ไม่มีหลักเกณฑ์ ไม่มีศีล ไม่มีข้อปฏิบัติอะไร หลับตาเอา ไปถึงเปลือกเป็นสมาธิ แล้วเดี๋ยวจะได้เนื้อ ได้กระพี้ ได้ปัญญา แล้วเข้าไปถึงแก่นเป็นถึงวิมุติ เขาก็ว่าอย่างนั้น ซึ่งมันก็เลยได้แต่สมมติเอา เพ้อพกเอา ฝันเอา นั่งหลับตาเป็นการไปสร้างภพใหม่ คนเราดวงตาเปิด กระทบตาหูจมูกลิ้นกายนี่เป็นกามภพ คนเราเต็มๆ มีสติสัมปชัญญะปัญญาลืมตา ก็รู้ก็เห็น อัตตาของโลก แต่เมื่อคุณหลับตาเข้าคุณก็ไม่มีโลกแล้ว กามคุณไม่ได้เรียนแล้ว กาย คุณไม่มีแล้ว พวกนี้หลุดลอยไปหมดเลย เป็นพวกพิการไม่เต็มเต็ง ไม่ครบทุกอย่าง ศาสนาพระพุทธเจ้าแม้เป็นกาม กาย เรียนรู้การตกอยู่ในอำนาจ กาม กาย ตัวโง่ ตัวไม่รู้เท่าทัน ตัวปัญญาก็ต้องชัดเจนเลยว่า อ๋อ อันไหนที่เราต้องอาศัย มันเป็นสิ่งที่มีนะ เราต้องอาศัยกันและกัน แต่อะไรที่จะให้ไม่มี ...ตัวโง่ตัวกิเลส ตัวไม่รู้ถึงความมี เรามี แต่กิเลสเราไม่มี เพราะฉะนั้นเราจะเห็นทั้งความมีกิเลสแล้วก็ไม่มี ไปถึงความไม่มีแล้วกิเลสแล้วก็ไม่มี จึงรู้ทั้งสองฝ่าย มีเราก็ทำให้ไม่มีได้ ไม่มีเราก็ทำไม่มีได้ แต่เราก็ไม่หลงเข้าไปยึดมั่นถือมั่น เพราะโลกมันก็ต้องมีทั้งความมีและความไม่มี เราก็เป็นคนที่อยู่เหนือ มีอภิภุย เรียกว่ามีอิทธิพลเหนือความมีและความไม่มีเป็น อนุปคัมมะ อธิบายทางสายกลาง ที่เขาไปแปลมัชฌิมาปฏิปทาว่า ทางสายกลาง เดินไปตรงกลางๆไม่รู้เรื่องโดยนัยไม่เข้าหาสภาวะธรรมที่พาให้บรรลุธรรม เพราะไม่เข้าใจคำว่า คนที่เป็นกลางคือคนที่รู้จัก 2 อย่าง แล้วตนเองทำตนได้แล้วว่ามีก็ได้หรือไม่มีก็ได้ แต่ไม่ติดทั้ง 2 อย่าง เรียกว่าผู้เป็นกลาง แต่ไม่ติดไม่ยึด ไม่หลงไปมีไม่หลงไปไม่มี แต่สุดยอดจริงๆเราอยู่ยังเป็นชีวะ เรายังมีชีวะ ยังไม่ดับธาตุชีวะเป็นปรินิพพานเป็นปริโยสานบช ไม่ทำให้จิตธาตุของเราเป็นปริโยสาน ถ้าเผื่อว่าตำราปัญญาในมูลสูตร 10 ข้อสุดท้ายปรินิพพานเป็นปริโยสานไม่ระบุไว้อาตมาก็นึกไม่ออก เราก็นึกว่าจะอธิบายไม่ออก แต่เราเห็นในพระไตรปิฎก 3 ข้อนี้ก็เลยรู้สึกถึงจุดจบของศาสนาพุทธเลย อาตมาตาเหลือกเลย พระพุทธเจ้าท่านทำเอาไว้อย่างสุดยอดเลย นิพพานเป็นที่สุด ปรินิพพานเป็นปริโยสาน สู่แดนธรรม... ใน 2 ข้อสุดท้ายของมูลสูตร ความมีอมตะอันนี้คือความยังไม่ตาย นี่คือความมีใช่ไหมครับ พ่อครูว่า... สอุปาทิเสสนิพพาน เหลืออยู่ ยังไม่ดับปรินิพพานเป็นปริโยสาน เป็นดินน้ำไฟลมไง ปริโยสาน ก็ไม่มีแน่นอน เพราะว่าแยกธาตุจิตนิยามเป็นอุตุนิยามไป สุดยอด ลักษณะตอนเป็นพระพุทธเจ้าถึงบอกว่าให้เรียนรู้อาการของจิตวิญญาณ แล้วโลกที่คุณสัมพันธ์เกี่ยวข้อง คุณก็ต้องทำให้โลกที่คุณอยู่ด้วย อัตตาจิตวิญญาณของคุณก็ทำให้เป็นอุตุได้ โดยที่ไม่ต้องมีอะไรมาปรุงแต่งกันอีกให้เป็นชีวะเลย แม้ไม่ถึงขนาดนั้นอยู่แต่ทำจิตให้เป็น พีชะ ก็ไปรอดแล้วคือไม่มีสุขไม่มีทุกข์ ไม่มีภาวะเวทนา ไม่มีภาวะวิญญาณแล้ว ธาตุรู้มันลดลงมาแค่พีชะ เป็นขั้นเป็นตอน แต่ยังไม่ถึงที่สุด ถ้ายังทำให้เป็นอุตุนิยามไม่ได้ นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ สู่แดนธรรม... ลุ้นพ่อท่านไอ ถ้าไอก็แสดงว่า พ่อท่านมีพลัง สามารถขับเสลดออกได้ พูดถึงความมีกับความไม่มี ซึ่งเข้าใจได้ยาก แต่ต้องปูพื้นฐานให้แน่นก่อนจึงเข้าใจได้ในตอนต่อๆไป พ่อครูว่า... มันมีคำที่ เป็นธรรมะพระพุทธเจ้าที่เป็นโลกุตรธรรม ที่อาตมาเอามาขยายซึ่งมันได้สูญหายผิดเพี้ยนไป ไม่มีผลต่อธรรมะพระพุทธศาสนาแล้ว ไม่มีผลต่อโลกุตรธรรมแล้ว เพราะมันเสื่อมหนักไปหมดแล้ว แม้แต่คำว่าบุญ คำว่ากาย คำว่าฌาน แม้แต่คำว่าสมาธิอย่างนี้ เป็นต้น คำว่า สมาธิ สมาธิจริงๆแล้ว เป็นภาษากลางๆ แปลเป็นไทยว่าจิตที่ตั้งมั่น หมายความว่า เรามีกองสมบัติ แล้วกองสมบัติของเราก็เป็นของเรา สมบัติที่จะเป็นของเราคือความบริสุทธิ์จากกิเลส ปริสุทธา ซึ่งเป็นองค์ธรรมของอุเบกขา ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา ทำจิต ให้บริสุทธิ์สะอาดจากกิเลส แล้วจิตนี้จะมาตกผลึกสะสมๆๆ เป็นสมบัติ เป็นจิตสะอาดทั้งนั้น สะอาดอย่างไม่ฟื้น สะอาดบริสุทธิ์ สิ้นอาสวะอย่างแท้จริง แล้วจิตสะอาดมาสะสมตกผลึกเป็นสมาธิ ท่านเรียกว่า สมาหิโต นี่คือจิตตั้งมั่น แต่ของ เดียรถีย์ เป็นสมาธิมันผิดเพี้ยนไปนานแล้วก็มาเรียกสมาธิเป็นจิตตั้งมั่น ก็วิธีทำแบบเรียนลัด สะกดจิตให้มันนิ่งแต่มันไม่สะอาดไม่ได้ล้างกิเลส ไม่มีปัญญารู้จักกิเลส หยาบ กลาง ละเอียด ตั้งแต่กาม หมดกามแล้วหมดแล้วมันก็หมดนะ กิเลสกาม ที่เราเรียนรู้เป็นโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี พออนาคามีมันก็หมดแล้ว ก็อยู่เหนือโลก ทางทวารทั้ง 5 ตาหูจมูกลิ้นกายกระทบ แต่กิเลสมันไม่เกิดมันเกิดไม่ได้ เพราะจิตเราเป็นจิตที่มีอิทธิพล เป็นอภิภุย เป็นจิตที่อยู่เหนือกาม มันเหนือจริงๆ เป็นบุคคลที่เรียกว่าอภิภู ในอภิภายตนะ 8 อาตมาอธิบายธรรมะมานี่มันไกล มันลึกมากเราเรียนอภิธรรม เป็นอภิธรรมที่ไกลและลึก แต่พวกเราเข้าใจแล้วมีสภาวะรองรับจึงรองรับได้ ฟังแล้วก็แหม ฟังแล้วมันสนุก มีธรรมรส ฟังแล้วเข้าใจ คนไม่รู้เรื่องฟังไม่เข้าใจ ไม่มีธรรมรสหรอก จะหาว่าพูดอะไรบ้าบอ เอาภาษาบาลีอะไรมาพูด เขาจะหาว่าเรียนจบบาลีมากี่ชั้น กี่เปรียญ เขาก็ว่าไป อาตมาไม่ได้เรียนบาลีมาตามไวยากรณ์ บาลีของอาตมาเป็นบาลีที่ได้คงค้างมาเป็นตัวของอาตมา ก็มาฟื้นพยัญชนะเหล่านี้มาใช้กับสภาวะ จริงไม่จริงก็ฟังเอาก็แล้วกัน อาตมาก็พูดไปตามสภาวะของตัวเอง 641129 รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 18