ศึกษาเปรียบเทียบศาสนาพุทธอเทวนิยมกับศาสนาพระเจ้า.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข10 ตุลาคม 2565

เนื้อหาในไฟล์

ศึกษาเปรียบเทียบศาสนาพุทธอเทวนิยมกับศาสนาพระเจ้า _สู่แดนธรรม.. ถ้าอย่างนี้ที่พ่อท่านอุตสาหะ เอาชีวิตมาเสียสละ มาเป็นนักบวชเพื่อไปแพร่ และทำแบบนี้ อัตราการจะได้คนมาสู้โลกุตระมันมีน้อยเหลือเกิน พ่อท่านจะได้คนเจริญเป็นจำนวนมากได้อย่างไร พ่อครูว่า... ก็รู้อยู่ว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่จะได้จำนวนมาก แต่จำนวนน้อยก็ต้องทำ เพราะมันเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับความเป็นคน _สู่แดนธรรม... หรือว่าจำนวนน้อยมันเหมือนปรอท พ่อครูว่า... ใช่ มันเป็นแก่นแกนคุณสมบัติของมนุษย์ จะได้รู้ว่าคนที่ดีคนที่ประเสริฐ คนที่มีคุณค่าสูงจริงๆ เป็นคนไม่เห็นแก่ตัว เป็นคนเสียสละ เป็นคนสร้างสรร ขยันเพียร เป็นประโยชน์แก่สังคมมนุษย์โลก ไม่ใช่เป็นคนที่เป็นปลิงเป็นทาก เป็นนักเขมือบ เป็นเสือ เป็นสิงห์ งาบๆสังคม ไม่ใช่ เป็นคนเหมือนกันทุกประการ แต่มีจิตใจต่างกันคนละเรื่องเลย โลกียะกับโลกุตระ แล้วคุณจะมีพระพุทธเจ้าตรัสรู้และประกาศนำมา ควรศึกษาและปฏิบัติตามได้สำเร็จด้วย แล้วไม่ใช่สำเร็จเปล่า สูงสุดของพระพุทธเจ้านั้นรู้ความจบของทุกอย่าง ที่เป็นโลกุตรธรรม รู้ความตรัสรู้ นิพพาน คำว่า นิพพาน เขาก็ไม่เข้าใจแล้ว นิพพานนั้นคือรู้จักจิต เจตสิก รูป นิพพาน แล้วสามารถทำจิตเจตสิกนี้ โดยการรู้จักจิตเจตสิกจริงคือความเป็นรูปของจิตเจตสิก ธาตุรู้ที่เป็นจิตเจตสิก แล้วก็มีตัวปัญญามีตัวสัญญา กำหนดรู้จิตเจตสิกของตัวเอง แยกจิตเจตสิก เอากิเลสออกจากจิตเจตสิก แล้วก็ประหารกิเลส ในจิตเจตสิกสำเร็จ จนกระทั่งเกิดจิตบริสุทธิ์แท้ๆ พระพุทธเจ้าพิสูจน์ จิตแท้ๆนั้นเป็นอนัตตา จิตแท้ๆนั้นไม่เป็นตัวตน จิตแท้ๆนั้นไม่ใช่อะไรของใคร มีแต่เจตสิกที่มีเจตนาว่า เมื่อบรรลุอรหันต์แล้ว จิตอรหันต์เป็นอย่างไร จิตอรหันต์นั้นจะไม่ยึดจิตเป็นเราหรือไม่เป็นเรา ได้ทั้งนั้น ไ

อ่านต่อ

ม่หยุดเลยปล่อยเลิก เมื่อตายก็ตายยัง สุญญตนิพพาน อนิมิตนิพพาน อัปนิหิตตนิพพาน จิตก็แยกสลายเป็นดินน้ำไฟลมไปเลยเป็น ปรินิพพานเป็นปริโยสาน นี่คือสูงสุดเลยนะที่เป็นความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า แต่ ถ้าจะไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ก็อยู่ได้ นี่คือหลักประกันของพระพุทธเจ้า หลักประกันของศาสนาพุทธโลกุตรธรรม ที่สร้างคน มันเกิดมาเป็นคนแล้ว ก่อสร้างให้คนที่ประเสริฐสุด ไม่มีตกต่ำเป็นธรรมดา จะอยู่ไปอีกกี่นิรันดรก็ได้ ถ้าคุณจะเอา อยู่แบบอมตะได้เลย นี่ไม่ใช่ภาษาโวหาร เป็นเรื่องจริง จะอยู่ได้โดยที่ไม่เป็นคนที่เป็นโทษภัยแก่มนุษยชาติอื่นใดเลย มีแต่เป็นผู้รับใช้สังคม เป็นผู้ที่ให้ประโยชน์แก่ผู้อื่น ตัวเองเป็นผู้เสียสละ เพราะตัวเองชัดเจนจริงๆเลยว่า ไม่เอา ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข แม้แต่สุข ก็ไม่เอา ภาษาพูดได้แค่นี้ว่า สุขก็ไม่เอา ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ด้วย จิตไม่มีสุขไม่มีทุกข์ มีศาสนาพุทธเท่านั้น ที่รู้จักจิตจริงๆ มันเป็นอย่างนี้ กับสุขกับทุกข์ อาตมาจึงอธิบายแยกแยะโลกียะไม่มีความรู้เรื่องสุขทุกข์ มีแต่ความรู้เรื่องดีชั่วตามสมมติของโลกของสังคม เท่านั้น ไม่ได้เรียนรู้เรื่องสุขทุกข์ สุดท้ายก็ยังหลงสุข เป็นสุขนิยม จะต้องเป็นสุข ตายไปแล้วจะได้อยู่กับพระเจ้า พระเจ้าอยู่ในแดนสุข ซึ่งเป็นเรื่องหลงเลอะเทอะ พระเจ้าที่บอกว่า เขาคิดว่ามีพระเจ้า แล้วพระเจ้าเป็นเจ้าของความสุขอยู่ในแดนสุข คนตายแล้วต้องไปอยู่กับพระเจ้าหมด เพราะพระเจ้าเป็นเจ้าของจิตวิญญาณของมนุษย์ ทุกอย่าง ซึ่งเป็นความเชื่อถือที่โอเวอร์ เป็นความเชื่อถือที่มันเป็นจริงไม่ได้ แล้วก็ไม่มีจริงอย่างนั้น อาตมาก็พูดหนักแล้ว เขาไปหลงคิดว่าพระเจ้ามีจริง ซึ่งไม่มีหรอก เอาความไม่เป็นจริงไม่เป็นไปได้มานึกว่าเป็นจริง มีจริง เป็นความเพ้อฝันชนิดหนึ่ง มันเป็นจริงไม่ได้ เขาคิดว่าพระเจ้าบันดาลได้ทุกอย่าง ซึ่งมันไม่เป็นจริง มันตรงกันข้ามกับของพระพุทธเจ้า ของพระพุทธเจ้านั้น คนเราไปบันดาลทุกอย่างไม่ได้ แต่เขาบอกว่าพระเจ้าบันดาลทุกอย่างได้ หรือจิตวิญญาณยิ่งใหญ่ คนไม่ใช่พระเจ้า พระเจ้าไม่ใช่คน พระบุตรก็ไม่ใช่คน มันก็เลยแยกแล้วว่า ตกลงจิตวิญญาณไม่ใช่คนใช่ไหม ประเด็นนี้ไปคิดให้ดีๆ จิตวิญญาณไม่ใช่คนใช่ไหมตกลง พระเจ้าไม่ใช่คน เป็นสิ่งที่พิเศษ ยกไว้ต่างหาก แล้วก็บอกว่า พระเจ้า คนต่างๆเป็นลูกของพระเจ้า อ้าว คนต่างๆที่มีกิเลสนี่เป็นผี เป็นซาตาน เป็นนรก แล้วตกลงพระเจ้ามีลูกเป็นซาตานหรือ เป็นอย่างไร _สู่แดนธรรม... เขาก็บอกว่าซาตานเป็นผู้สร้าง พระเจ้าไม่ได้สร้างให้ พ่อครูว่า... ซาตานก็เก่งกว่าพระเจ้าสิ เป็นคู่แข่งของพระเจ้า หรือจริงๆก็คือ สูงที่สุดเลย อาตมารู้ แต่พูดไปแล้วคนเข้าใจยาก แหม พูดไปมันจะไม่ดี.. ขอพูดบ้าง นิดหน่อย.. “ความฉลาดที่สุดนี่คือความโง่ที่สุด” คนที่หลงว่าตัวเองว่าฉลาดที่สุดนี่คือโง่ที่สุด.. คนที่คิดว่าตัวเองฉลาดที่สุด แบบทักษิณ คือคนโง่ที่สุด นี่คือตัวอย่าง _สู่แดนธรรม.. ถ้าคุณสมบัติของชาวพุทธได้นิพพาน อย่างที่พ่อท่านต้องการที่จะให้เขาเกิดสิ่งเหล่านี้เป็นหลักประกันแก่เขา คนที่มีนิพพานแล้ว มีประโยชน์อะไร พ่อครูว่า... คนที่มีนิพพานแล้วเป็นประโยชน์ 1. ตัวเองยังมีชีวิตอยู่ ตัวเองไม่ทำชั่ว ไม่ทำกรรมทำบาปตามสมมุติโลก เขาหมด ไม่ทำจริงๆ เข้าใจแล้วก็ไม่ทำได้สำเร็จ เพราะจิตมีอำนาจเหนือ จิตเป็นโลกุตระ เป็น วสวัตติโก ผู้ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจได้ สามารถเหนือความชั่วได้ นี่เป็นหลักประกันเด็ดขาด 2. สามารถจะเลิกจิตไปได้เลย ปรินิพพานเป็นปริโยสาน เลิกธาตุจิต เลิกจิตนิยามของตัวเองเป็นดินน้ำไฟลมไปได้เลย เป็นการทำลายจิตวิญญาณ ที่เทวนิยมทั้งหมดไม่สามารถที่จะคิดออก ว่ามันสูญสลายไปเลย เพราะจิตวิญญาณของเขาจะเป็นนิรันดร เขาจะคิดไม่ออกเลย เพราะเขาไม่รู้กรรมวิบาก ไม่รู้จักสุญญตา ไม่มีหลักเกณฑ์ เขาไม่ได้เรียนรู้เรื่องจิตเจตสิกเลย เพราะฉะนั้น ศาสนาที่เป็นศาสนาบริบูรณ์ สมบูรณ์ ครบถ้วน คือศาสนาของพระพุทธเจ้า จริงๆแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสผ่านๆ ว่า อย่างศาสดาที่เขาเป็นกันมา ท่านเป็นมาหมดแล้ว รู้จบมาหมดทุกระดับ แล้วก็มาเป็นศาสดาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่เท่าที่คนจะเป็นได้สูงที่สุด และเป็นได้สูงสุดจึงตรัสรู้ถึงความจริงว่า พระเจ้าที่สูงสุดก็คือพระพุทธเจ้า และสูงสุดก็คือ ไม่มีตัวตน แล้วก็สูญหายไปเลย ดับ แม้แต่ ความเป็นพระเจ้าของพระองค์เอง พระเจ้าเป็นพระเจ้าที่สูงสุด พระพุทธเจ้าก็เป็นพระเจ้าที่สูงสุด _สู่แดนธรรม... แสดงว่าสูงสุดในความมีคือ พระพุทธเจ้า แม้พระเจ้า ทางเทวนิยมเขาก็ถือว่าสูงสุด พระพุทธเจ้าก็มีความสูงสุด ก็เหมือนกับพระเจ้า แต่พระพุทธเจ้านั้นดับความเป็นพระเจ้าสูญไปเลย แต่พระเจ้าอย่าว่าแต่ดับความเป็นตัวพระเจ้าเองเลย ไม่รู้จักตัวเองเลย เช่น พระบุตร บอกว่า ตัวเองเป็น ปกาศกของพระเจ้า เป็นผู้นำคำสอนความจริงของพระเจ้าที่เป็นพระบิดา เอามาประกาศ เข้าใจอย่างนั้นจริงๆ ความจริงไม่ใช่ของพระเจ้าอะไรหรอก แต่เป็นของพระศาสดาเองนั่นแหละ สั่งสมมา ความรู้หรือความจริง ที่พระศาสดาของศาสนาเทวนิยมลัทธิใดๆ ก็แล้วแต่ คือความเป็นจริงของพระองค์เอง ของพระศาสดาองค์นั้นๆเอง ที่มีกรรมวิบากสั่งสมมา แต่ไม่รู้จักกรรมวิบาก ไม่รู้จักตัวเอง ไม่เชื่อว่าตัวเองมีความรู้ความจริงขนาดนี้เชียวหรือ _สู่แดนธรรม ...ฟังเผินๆ เหมือนจะดี เหมือนกับว่าศาสดาไม่ยึดถือเป็นตัวเอง ไม่ยกให้เป็นของตัวเอง พ่อครูว่า... ไม่ใช่สิ ยกให้เป็นความมีตัวตนนิรันดรด้วย พระเจ้าน่ะ มันเป็นตรงนี้ เพราะถ้าเผื่อว่า พระศาสดาของเทวดานิยม ยกให้เป็นของไม่มีตัวตนมันก็จบ แต่นี่มันไม่จบสิ มันก็ยังวน ยกให้เป็นของพระเจ้า พระเจ้าก็ยังอยู่สิ อยู่ในโลก แล้วในโลกนี้ไม่มีอะไรที่จะเที่ยง ไม่มีอะไรที่จะไม่วนเวียน วนเวียนทั้งนั้น ไม่มีอะไรเที่ยงที่นิรันดร ไม่มี จะต้องวนไปวนมาเคลื่อนที่ไปตลอด สูงแล้วก็ตกต่ำ ตกต่ำแล้วก็สูง วนขวาแล้วก็ซ้าย ซ้ายแล้วก็ขวา เคลื่อนไปไม่มีอะไรเที่ยง พระพุทธเจ้าตรัสรู้ความไม่เที่ยง มันเป็นสุดยอดแห่งความจริงของทุกอย่าง สุดยอดแห่งความจริงของทุกอย่าง แม้แต่ที่สุด สิ่งที่ทุกคนเห็นว่ามันไม่เคลื่อนแล้วนะ แต่มันก็เคลื่อน เพราะมันจะอยู่กับลมนี่แหละ หรือว่าฝุ่น เหมือนมันเล็กละเอียด ไม่มีใครเปลี่ยนแปลงมันได้ แต่มันก็เปลี่ยนมันก็เคลื่อนไป ตามความเคลื่อนของทุกๆอย่างเคลื่อนไป เหมือนโนรู นี่แหละ มันก็เคลื่อนแรงเคลื่อนเร็ว

ทุกอย่างไม่เที่ยง นี่เป็นคำที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเลย มีเที่ยงอย่างเดียวเท่านั้นที่นิรันดร ก็คือ ปรินิพพานเป็นปริโยสาน มันซ้อน อะไร ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ความเป็นจิตเจตสิก ความเป็นจิตนิยามของแต่ละอัตภาพ อันนี้ต่างหากที่มันสูญสลายไป นี่คือไม่มีแล้วก็เที่ยง สูญไปอย่างนิรันดรเลย หายเป็นดินน้ำไฟลมไปเลย 650929 เปรียบเทียบนายกฯ พลเอกประยุทธ์กับคุณทักษิณ พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน