วิปลาส 7.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.20 KB
วันที่แก้ไข19 ตุลาคม 2563

เนื้อหาในไฟล์

วิปลาส 7 สู่แดนธรรม…เขาว่าสงสารพวกเราที่มาฟังพ่อท่าน พ่อครูว่า…เป็นคำเดียวกันเราก็เห็นสงสารในตัวเขา แต่ของใครจะจริงเท่านั้นเอง เขาไม่เข้าใจเรื่องสงสาร เขามาสงสารเรานี่เขาไม่รู้เรื่อง พยัญชนะสงสารเป็นเรื่องสิริมหามายา เขาไม่รู้หรอกว่าสงสารคืออะไร สงสาร คือ สภาวะที่คุณยังจมอยู่ในสงสารอยู่นานอยู่มากจึงน่าเห็นใจ น่าสงสารน่าเห็นใจที่คุณจะต้องจมสงสาร สิ่งที่ยังไม่ขึ้นมายังจะตกลงไปอีกนาน แต่เราขึ้นมาได้แล้ว เราจึงเห็นเขาจมอยู่ในสงสาร แต่เขาไม่รู้ตัวว่าเขาจมในสงสาร แล้วเขามองไม่ออก เขาจึงใช้คำว่าสงสารนี้เป็นการ เวทนา สมเพช ที่แท้เราต่างหากที่เป็นคนรู้สภาวะตัวของเขาที่เขาจมอยู่ในสงสาร จมอยู่ในเวทนา ไม่รู้จักสงสารเขาตั้งหาก แต่เรานี้ พ้นสงสาร พ้นเวทนามาได้ เขาจึงจมในสงสารในเวทนา นั่นคือพยัญชนะชี้บอก ส่วนสภาวะนั้นเขาไม่รู้หรอกเขาจมอยู่ในสงสารเขามีอวิชชา แต่เราพ้นอวิชชามีวิชชารู้ว่าสงสารเป็นอย่างไร ตัวสงสารตัวเวทนาที่เขายังไม่ได้จักตัวเวทนาตัวสงสารที่ตัวเขายังตกหรือจมอยู่ ใช้ภาษาไทยง่ายๆ อาตมาเอาสภาวะมาพูดโดยใช้ภาษาไทยง่ายๆ พวกคุณคงเข้าใจทั้งนั้น อธิบายสภาวะด้วยพยัญชนะ แต่เขาพูดกัน เขาจะพูดพยัญชนะ เขาเลยได้แต่พยัญชนะที่กลับไปกลับมา กลับกลอก มันเข้าตัวเขา เขาเป็น ขออภัย เขาเป็นนรกแล้วมาบอกว่าสงสารพวกเราที่อยู่ในนรก แต่เขาเองเขาเป็นนรก นี่ใช้พยัญชนะอธิบายสภาวะให้ฟัง ซึ่งเขาไม่รู้ตัวหรอก เขาวิปลาสในสภาพที่เขาหลงสุข เขาหลงทุกข์เป็นสุข เขาวิปลาส เขาหลงสิ่งที่ไม่น่าได้ ไม่น่ามี ไม่น่าเป็น เห็นอสุภะ เป็นสุภะ เขาหลงในสิ่งที่ไม่เที่ยงว่า เป็นความเที่ยง เขาหลงในสิ่งที่ไม่มีตัวตน ว่ามีตัวตน เป็นตัวตน

นี่คือวิปลาส 4 เพราะว่าจิตเขาวิปลาส ทิฏฐิเขาวิปลาส เขาจึงใช้สัญญาด้วยความวิปล

อ่านต่อ

าส เป็นวิปลาส 3 ในพระไตรปิฎกเล่ม 21 ข้อ 49 รวมแล้วเป็นวิปลาส 7 เป็นอย่างนั้นจริงๆ สรุปแล้ว คนในโลกที่เป็นปุถุชน คือคนที่วิปลาสทั้งนั้น ไม่ใช่ลงโทษนะ ไม่ได้ใส่ความแต่เป็นสัจธรรม คนที่ยังเป็นปุถุชน คนที่ยังไม่เป็นโสดาบันขึ้นไป วิปลาสเต็มบ้อง 7 อันนี้ พอเป็นโสดาบันก็จะพ้นวิปลาสขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง มีสัมมาทิฏฐิขึ้นมา พอมีสัมมาทิฏฐิ ก็เรียกว่า ทิฏฐิพ้นวิปลาส จิตของเขาก็เจริญขึ้นมา เพราะว่าทิฐิก็คือส่วนหนึ่งของจิตเป็นเจตสิกของจิต เขาก็ต้องปฏิบัติประพฤติโดยใช้สัญญา สัญญาของพระโสดาบันก็พ้นวิปลาสมาขั้นที่หนึ่ง เพราะฉะนั้นเขาก็จะมาศึกษา ก็จะมาปรับ ที่เขาหลงวิปลาส 4 อยู่ หลงว่าของไม่เที่ยงเป็นความเที่ยง ของไม่ทุกข์ก็เป็นความสุข ของที่ไม่ใช่ตนก็เป็นของของตน ของที่ไม่น่าเห็น ไม่น่าเป็น ไม่น่ามี ไม่น่ารัก ไม่ได้งดงามไม่น่าจะอยากได้เลย แต่เขาก็ไปอยากได้ เห็นอสุภะเป็นสุภะ อย่างนี้เป็นต้นนี้คือวิปลาส 4 เริ่มต้นเป็นพระโสดาบันก็จะเริ่มเข้าใจความวิปลาสนี้ขึ้นมา ก็จะทำออกเรียกว่าเนกขัมมะ ทำความวิปลาสให้หมดไปเรื่อยๆตามลำดับ จึงเจริญขึ้นเป็นพระสกิทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์เป็นลำดับ ที่นี้คนจะศึกษาพวกนี้ได้ก็ต้องศึกษาในภาวะ 2 เป็นสิ่งที่เทียบเคียงเสมอ จะเรียกว่าเป็นเทวะก็ได้ แล้วเวลาปฏิบัติจริงก็คือมี รูปกับนาม จะมีตัวถูกรู้กับตัวรู้ ตัวถูกรู้สิ่งที่ถูกรู้ โดย มีนามเป็นตัวผู้รู้ เป็นสภาพ 2 สภาพ 2 นี้จะเรียกว่ากายก็ได้ จะเรียกว่าเทวะก็ได้ เป็นสภาพ 2 จึงจะศึกษาสภาพ 2 ที่คู่ๆ แล้วเอาตัวที่ถูกต้อง ตัวที่ไม่ควรเอาออกๆๆ ก็จะได้ตัวที่ถูกต้องเพิ่มขึ้นๆๆ ได้ตัวที่ถูกต้องขึ้นไปเป็นลำดับๆๆ จนกระทั่งสมบูรณ์ครบถ้วน ในสภาวะของเทวะทั้งหลาย สภาวะคู่ เพราะฉะนั้นสรุปรวมลงทั้งหมดเลยนี่ เอาพยัญชนะตัวคำว่าเทวะ นี่ ที่เรียกเต็มๆว่า เทวดา หรือเทวตา แปลว่า ความเป็น 2 ตา คือ ตัวปัจจัยที่ขยายคำว่า เทวะ ให้เป็นคำนาม ความเป็น 2 นี่แหละยิ่งใหญ่ เทวะนี่แหละยิ่งใหญ่ที่จะต้องศึกษาจนสูงสุดเทวะแล้ว ให้รู้ว่าเป็นฐานอาศัยเท่านั้น เมื่อรู้ดีทุกอย่างแล้วเรายืนอยู่ในฐานะเทวะขั้นไหนก็ได้เพื่อผู้อื่น แต่เราไม่ได้ติดยึดในความเป็นเทวะเลย เพราะฉะนั้นใน เมถุนสังโยค 7 เป็นเทวดาองค์ใดองค์หนึ่ง ยังจะไปยึดมั่นเป็นเทวดาองค์ใดองค์หนึ่งไม่ได้ จะต้องศึกษาเทวดาให้ทะลุเลย แล้วล้างเทวดาหมดเลย จบ สิ่งนี้ไม่ใช่เป็นสิ่งที่จะรู้กันได้ง่ายๆ เป็นสิ่งที่ยากแต่ต้องรู้ ต้องรู้ใช้คำว่า ต้อง เลยนะ เป็น Command เลย จะเรียกว่า Have to หรือ Must คือจะต้องรู้ เป็นคำแบบ Command เป็นคำสั่งเลย ถ้าคุณไม่รู้อันนี้คุณฟไปไม่ออกเลยไปไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นจะต้องมาศึกษา อาตมาก็ได้ขยายเทวะนี้ โดยเริ่มต้นใช้คำว่า กาย เป็นตัวพยัญชนะมาอธิบายไปแจกเป็นรูปเป็นนาม แจกเป็นกายเป็นจิต จนกระทั่งว่าอันนี้ไม่ใช่กายนะอันนี้เป็นกายนะ อันนี้พ้นจากความเป็นกายนะเหลือแต่จิตในจิตนะ จนกระทั่งแยกกายแยกจิตได้บริบูรณ์ คุณก็รู้ว่า แม้แต่จิตก็เป็นเพียงฐานอาศัย เป็นอนัตตา อาศัย สิ่งที่ไม่ใช่แล้วก็สบายแล้ว อะไรไม่ใช่กายแล้วก็จบ ไม่ใช่กายก็ไม่มีเวทนา ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข ไม่มีบาปไม่มีบุญ ก็ไม่มีการจองเวรจองกรรมอะไรกันอีก พูดอีกก็เลยเวลาไปอีก เพราะมันเลยเวลาไป 631018_รายการวิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ศึกษาเทวะให้เกิดประชาธิปไตยอาริยะ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน