อภิธรรมของศีลข้อ 1 ที่ชาวอโศกปฏิบัติได้.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์14 KB
วันที่แก้ไข15 มกราคม 2565

เนื้อหาในไฟล์

อภิธรรมของศีลข้อ 1 ที่ชาวอโศกปฏิบัติได้ _สมณะเดินดิน... ให้เห็นความลาดลุ่มลึก ของพระธรรมวินัย ไม่ใช่สิ่งที่จะทำได้ง่ายๆ พระอาจารย์ส่วนใหญ่ก็อยากจะสอนในเรื่องสูงๆ เรื่องต่ำๆจะไม่ค่อยอยากอธิบาย การที่จะสอนอย่างพ่อท่านได้จะต้องเป็นคนที่ไม่มีอัตตา ส่วนใหญ่อาจารย์เขาก็จะสอนแต่เรื่องสูงๆพานั่งหลับตาบรรลุไปเลย ซึ่งมันไม่เป็นไปตามลำดับขั้นอันน่าอัศจรรย์ เอาแต่ตัวสูงๆมาสอนกัน แต่ที่เขาสอนไม่ให้มีตัวตน เมื่อสอนเสร็จก็ไปฉลองอบายมุข บางคนก็ยังดื่มเบียร์อะไรอยู่ มันย้อนแย้ง ยังติดในอบายมุขหยาบๆอยู่ เวลาสอน พูดกันเรื่องหมดตัวหมดตนทั้งนั้น จึงเป็นการกลับหัวกลับหางไปหมด ไม่เป็นลำดับเบื้องต้นท่ามกลางบั้นปลายอยู่ตลอด พ่อครูว่า... มีลำดับ เบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย มาตลอดจริง คนที่สอนสูง โดยไม่มีพื้นฐานเป็นที่ตั้ง คนนั้นสูงขาลอย สูงเพ้อๆ สูงฟุ้งซ่าน สอนสูงที่เป็นจริงไม่ได้ คนที่มีปฏิภาณปัญญาจะรู้ว่า ถ้าคุณไม่มีที่ตั้งเป็นพื้นฐานอย่างแข็งแรง คุณจะสูงไปอย่างไรก็สูงไปไม่ได้มาก สูงไปไม่ได้จริง ต้องมีพื้นฐานเป็นที่ตั้ง เข้าใจสัจจะที่พูด ต้องมีพื้นฐานเป็นที่ตั้งให้ได้ คนไม่มีศีลเป็นพื้นฐานเป็นที่ตั้ง แล้วก็ไม่มีลำดับ อปัณณกปฏิปทา 3 ไม่มีพื้นฐาน ขาลอย พวกเพ้อพก พวกจินตนาการ อยู่ในห้วงแห่งจินตนาการ เป็นศาสนาที่ไร้ความจริง ศาสนาที่ไม่มีเนื้อความจริง เป็นแต่ความคิด เป็นความฝัน เป็นแต่ความฟุ้งซ่านตรรกะทั้งนั้นเลย สมณะเดินดิน... มีคนอุปมา ถ้าคุณคิดอยากจะรวย อยู่เฉยๆคุณจะรวยได้หรือเปล่า ถ้าคิดเป็นพระอริยะเป็นพระอรหันต์มันยากยิ่งกว่าเป็นรวยใช่ไหมครับ แต่ถ้าคุณไม่มีข้อปฏิบัติอย่างไรเลย ให้คิดอย่างไร ก็ไม่มีทางได้เป็นพระอรหันต์ พ่อครูว่า... เปรียบเทียบทางโลกๆ ก็ไม่มีทางเป็นไปได้อย่างที่ว่าแล้ว ย

อ่านต่อ

ิ่ง พระพุทธเจ้าตรัสว่าความมหัศจรรย์ข้อที่ 1 ธรรมะของพระพุทธเจ้านั้นมีลำดับ ก็พูดถึงเมื่อกี้แล้วว่า ต้องมีพื้นฐานเป็นที่ตั้ง ถ้าไม่มีพื้นฐานการติดตั้งอย่างแข็งแรง คุณจะเจริญขึ้นไปให้สูงอย่างไรก็ เป็นเรื่องเพ้อเจ้อเป็นเรื่องเพ้อพก พวกขาลอยทั้งนั้น วันหนึ่งก็ล้มคว่ำ ถ้ามีพื้นฐานเป็นที่ตั้งอย่างแข็งแรงแล้วมันไม่มีล้ม เพราะฉะนั้น ศีลเป็นพื้นฐาน ต้องเรียนรู้รายละเอียดของความเป็นจริงที่ว่า ศีลข้อที่ 1 หมายความว่าอะไร ประพฤติอะไร ประพฤติแล้วจะได้ผลอะไร เอาคำตรัสของพระพุทธเจ้ามาอธิบาย ง่ายๆไปเรื่อยๆ _ศีลข้อที่ 1 พระสมณโคดม ละการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ วางทัณฑะ วางศาสตรา มีความละอาย มีความเอ็นดู มีความกรุณา หวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่. ศีลข้อที่ 2 พระสมณโคดม ละการลักทรัพย์ เว้นขาดจากการลักทรัพย์ รับแต่ของที่เขาให้ ต้องการแต่ของที่เขาให้ ไม่ประพฤติตนเป็นขโมย เป็นผู้สะอาดอยู่. ศีลข้อที่ 3 พระสมณโคดม ละกรรมเป็นข้าศึกแก่พรหมจรรย์ ประพฤติพรหมจรรย์ ประพฤติห่างไกล เว้นขาดจากเมถุนอันเป็นกิจของชาวบ้าน. พ่อครูว่า... เอา 3 ข้อนี้มาสาธยาย พระสมณโคดม ละการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ วางทัณฑะ วางศาสตรา มีความละอาย มีความเอ็นดู มีความกรุณา หวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่. อาตมาอ่านเนื้อความคำตรัสคำสอนของพระพุทธเจ้าอันนี้นี่เป็นพื้นฐาน เป็นพื้นฐานของการศึกษาเป็นพื้นฐาน มีพื้นฐานที่เป็นที่ตั้ง ในการศึกษาศาสนาพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าสอนให้ คำนึง ให้มาเรียนรู้การเกี่ยวข้องกับสัตว์เป็นข้อต้น แต่คุณก็ไปเรียนปรมัตถ์ ไปเรียนอภิธรรม ไปเรียนอะไรต่ออะไรที่สวยหรูสูงส่ง เป็นเรื่องความรู้ขั้นสูงเขาเรียนกัน ไอ้นี่เขาถือว่าเป็นขั้นต่ำ ถือว่าศีลเป็นขั้นต่ำ ไม่ใช่ขั้นของปัญญาชน เป็นขั้นของกรรมกร เป็นขั้นของคนยังไม่ไปไหนเลย จึงต้องมาพูดถึงศีลอยู่ จริงๆแล้วคำว่าสัตว์ คือมนุษย์หรือคือสัตว์ในระดับคน สัตว์เดรัจฉานนั้นช่างหัวมันเถอะ ปล่อยมันไปตามยถากรรม อย่าไปยุ่งไปเกี่ยวอะไรกับมัน ไม่ต้องเอามากินไม่ต้องไปเกี่ยวเลย เพราะทุกอย่างมันมีกรรมวิบาก คุณจะไปสร้างกรรมวิบากกับสัตว์ทั้งหลายทำไม เก่าๆก่อนๆคุณก็ทำมานักต่อนักแล้ว เพราะฉะนั้นชาตินี้คุณเลิกได้เลยเกี่ยวกับสัตว์ทั้งหลายแหล่ คนไม่รู้บอกเขาไม่ฟังก็ช่างเขา เราไม่ต้องไปเลี้ยงไม่ต้องไปช่วยเหลือ ไม่ต้องไปอะไรต่ออะไร อาจจะช่วยบ้างเล็กๆน้อยๆ ที่มันน่าสังเวชน่าสงสาร ซึ่งก็เป็นเรื่องสุดวิสัยจำนนจะต้องช่วยเหลือก็แล้วไป แต่ก็ไม่ต้องหรอกเพราะวิบากของใครก็ของใคร ถ้าคุณเข้าใจเรื่องกรรมวิบากได้ดี มาเกี่ยวข้องกับสัตว์ที่เป็นคนนี่แหละ เพราะฉะนั้นท่านบอกว่าอย่าฆ่าสัตว์อันนี้ก็คือ อย่าฆ่าคน เกิดมาเป็นคน อย่าฆ่าคน เพราะฉะนั้นผู้ที่มาบวชแล้วฆ่าคนก็ปาราชิกเลย ฆ่าคนนี่ปาราชิกเลย เมื่อมาบวช ปาราชิกคือ ไล่ออกจากศาสนาพุทธไปทั้งชาติเลย ชาตินี้ไปไกลๆเลยอย่ามายุ่ง ถ้าจะมาศึกษาก็ไล่ออกไปไม่ให้ฟังคำสอนเลย แต่ทุกวันนี้เขาไม่รู้เรื่องกันแล้ว อยู่ด้วยกันกับพวกปาราชิกเน่าเหม็น เละเทะไปหมด อาตมาถึงบอกว่าอยู่ด้วยไม่ได้ต้องลาออกมา ที่พูดไปนี้จริงๆนะ จะหาว่าหยิ่งผยอง ถือดีถือตัวก็ตามใจ เพราะฉะนั้นการมาศึกษาข้อแรก เลิกเลยเรื่องฆ่าสัตว์ข้อเดียวคำเดียวนี้แหละเลิกฆ่าสัตว์ คนไม่ฆ่าสัตว์เล็กสัตว์น้อย คนก็ไม่ฆ่า ข้อเดียวนี้โลกจะสงบขนาดไหน นอกจากไม่ฆ่าแล้วอยู่ด้วยกันอย่างมีความเอ็นดู กรุณา หวังประโยชน์เพื่อสัตว์หรือเพื่อคนด้วยกันนี่แหละ หวังประโยชน์เพื่อคนทั้งปวงอยู่ คิดดูสิว่าสังคมจะเจริญแค่ไหน ยิ่งกว่าเจริญโภคภัณฑ์ด้วยนะ จริง เจริญยิ่งใหญ่เลย แม้แต่แค่ ศีลข้อเดียวข้อ 1 นี่ ปฏิบัติให้จริงให้ซาบซึ้ง ให้เข้าใจลึกซึ้งเลยว่า สัตว์เป็นเพื่อนทุกข์เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ก็ท่องก็พูดกันนะ สัตว์คือเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ก็เดี๋ยวจะไปกินข้าวแล้ว กินแกงวัวแกงควายแกงไก่แกงเป็ดแกงปูแกงปลา กินกันอยู่นั่นแหละ เพื่อนกินเพื่อน พระพุทธเจ้าถึงมีอุทาหรณ์เรื่องการกินเนื้อลูก คนเป็นความงมงายของคนขนาดนั้น กินเนื้อลูก ฆ่าลูกกินแล้วก็ไม่รู้ไม่ชี้ แล้วบอกว่าลูกน่ารักของเราหายไปไหน ก็บ้า ทำเป็นเนื้อเค็มกินก็ยังถามว่าลูกไปไหน คือ มันโง่งมงายจนไม่รู้ว่ากรรมที่ฆ่าลูกตัวเองกินอยู่หลัดๆ อุทาหรณ์ของพระเจ้าสุดแสบจริงๆ มันจะโง่ไปถึงขนาดในมนุษย์มนา อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นถึงบอกว่าศาสนาพุทธทุกวันนี้ 2,500 กว่าปีแล้ว มันได้เสื่อม มันได้เพี้ยนไป เพราะว่าลาภยศสรรเสริญ เป็นอันตรายแสบเผ็ดแก่การประพฤติพรหมจรรย์ หรือเป็นอันตราย อันแสบเผ็ดของพระอรหันต์ ต้องเลิกออกมา ขนาดพระพุทธเจ้าเองท่านยังไม่เอาเลย คุณเก่งกว่าพระพุทธเจ้าได้อย่างไร ไปอยู่กับลาภยศสรรเสริญ เก่งอย่างไร เพราะฉะนั้นมันคือความไม่รู้ ไม่รู้ฤทธิ์เดชอันแสบเผ็ดของลาภยศสักการะสรรเสริญ เป็นอันตรายแสบเผ็ดของผู้ที่จะปฏิบัติเพื่อเป็นพระอรหันต์ เพราะฉะนั้นไม่ต้องพูดให้เหม็นขี้ฟันเลย กับพวกที่แบกลาภยศสรรเสริญในสังคม แล้วตัวเองบอกว่าจะปฏิบัติพระพุทธเจ้าให้สัมมาทิฏฐิไปสู่นิพพาน พูดเรื่องนิพพาน เมื่อเราอธิบายนิพพานก็หาว่าไม่ใช่ เขาก็บอกว่าต้องอย่างเขา พูดอย่างนั้นก็เหม็นขี้ฟันกันเท่านั้น ขออภัยที่อาตมาพูดชัด ภาษามันตีทิ้ง ภาษามันไปลบหลู่ ซึ่งสิ่งที่ไม่ถูกต้องก็ต้องลบหลู่ นิคฺคเณฺห นิคฺคหารหํ ปคฺคเณฺห ปคฺคหารหํ ควรข่มคนที่ควรข่ม ยกย่องคนที่ควรยกย่อง พอจะมายกย่องทีไรก็มายกชาวอโศก พอจะข่มก็ต้องข่มผู้ที่ไม่ถูก สิ่งที่ไม่ถูก ซึ่งพูดที่ไรมันก็ถูกอย่างนั้น ผู้ที่แสวงหาไม่มีอคติในใจก็จะรู้ว่า อ๋อ.. อย่างชาวอโศกนี้ถูกต้องที่สุดเลย ศาสนาพระพุทธเจ้าเป็นอย่างนี้เช่นนี้จริงๆเลย ผู้แสวงหาแล้วไม่มีอคติ จะมา ผู้ที่ยังมีอคติ ยังมีอวิชชา จิตยังไม่ค่อยรู้เรื่อง ยังงมงายอยู่ ติดในลาภยศสรรเสริญ เขามาไม่ได้หรอก นอกจากมาไม่ได้ก็มองพวกเราเป็นพวกที่ผิด ซึ่งมันเป็นสัจจะนะไม่รู้จะว่าอย่างไร เขาก็ต้องเป็นอย่างนั้น เขาก็ต้องรู้สึกอย่างนั้น เขาก็ต้องเห็นอย่างนั้น สู่แดนธรรม... เป็นผลดีกับเราด้วย เพราะว่าถ้าคนอย่างนั้นมา เราก็ต้องเป็นภาระ พ่อครูว่า... เพราะว่าหากได้คนที่ติดยึดอย่างนั้นมาเราก็จะยาก ยิ่งจะแย่เลยนะ เพราะฉะนั้นในศีลข้อที่ 1 ข้อเดียว ใครจะบอกว่าอาตมาไม่พ้นไปไหน อธิบายอยู่แค่ศีล นั่นแหละ อาตมาอธิบายอภิธรรมในศีล เป็นขั้นความรู้ที่เข้าไปถึงจิต เจตสิก รูป นิพพานในศีลนี่แหละ สู่แดนธรรม... กิมัต แปลว่า อย่างไร สนธิกับคำว่าอัตถะ ซึ่งแปลว่าประโยชน์ คือได้ประโยชน์อย่างไรในการรักษาศีล พ่อครูว่า... อานิสงส์ของศีล การปฏิบัติศีลไปสุดยอดเลย รวบจบเลยก็ได้ ถึงข้อที่ 10 ประโยชน์ของการรักษาศีลก็คือวิมุตติญาณทัสสนะ มันคือข้อที่ 10 เพราะฉะนั้นถ้าคุณไม่มีศีลเป็นพื้นฐานเป็นที่ตั้ง วิมุตของคุณก็เป็นวิมุติที่ไม่มีศีลเป็นที่ตั้ง มันจึงเป็นวิมุตขาลอย เป็นวิมุตเพ้อเจ้อ เป็นวิมุตตรรกะ เป็นวิมุตไม่มีพื้นฐานอะไรเลย คุณก็เป็นขอมดำดินไม่รู้มาจากไหนโผล่แล้วก็มีวิมุต มุดแลัวก็โผล่มา ปฏิบัติศีล ไปเพื่ออะไร การได้อานิสงส์ ๑๐ ของศีล . ปฏิบัตินั้นเป็นไปเพื่อจิต ไม่ใช่ปฏิบัติศีลเป็นไปเพื่อกายวาจาเท่านั้น นี่เขาสอนกันอย่างนั้นก็เป็นการลบล้างคำสอนพระพุทธเจ้าเท่านั้น กุสลานิ สีลานิ อนุปุพเพนะ อรหัตตายะ ปูเรนตีติ ศีลที่เป็นกุศล ย่อมยังอรหัตผลให้บริบูรณ์ไปตามลำดับ 1. อวิปฏิสาร (ความไม่เดือดร้อนใจ) แน่นอนการปฏิบัติควบคุมกายวาจาต้องปฏิบัติมาเป็นพื้นฐานเริ่มต้นมาก่อน แต่อานิสงส์หรือผลประโยชน์จากการปฏิบัติศีลต้องถึงใจ กายกับวาจานั้นมันเป็นของที่คุณต้องทำก่อน คุณจะออกไปโรงเรียน คุณจะออกไปข้างนอก คุณต้องนุ่งผ้า คุณไม่นุ่งผ้าแล้วคุณก็ต้องไปเป็นพวกเชน แก้ผ้าโทงๆ พวกนี้ก็สุดโต่ง ของพุทธเจ้าไม่ใช่อย่างนั้นต้องรู้สังคม ต้องรู้จักกาละ เทศะ ฐานะ การปฏิบัติศีลแล้วอานิสงส์ก็คือ ไม่เดือดเนื้อร้อนใจ เอาตั้งแต่ข้อต้น ไม่ฆ่าสัตว์ คุณไม่ฆ่าสัตว์นี่แหละ สัตว์หรือตัวจริงก็คือมนุษย์นี่แหละ สัตว์มนุษย์นี่แหละ ฆ่ากันในปัจจุบันนี้อย่างน้อยคุณก็ต้องติดคุก เดือดเนื้อร้อนใจไหมหรือว่าคุณติดคุกก็สบายใจ ข้าวมีกิน สบายอยู่ในคุก นี่ก็คือเรื่องของคนที่ไม่มีทางไป ในนิยายของใครที่แต่ง เขียนเรื่องสั้น คนไม่มีทางไป เขาก็พยายามที่จะทำผิดเพื่อที่จะให้ตำรวจจับ แล้วก็จะได้เข้าคุกไปเขาจะได้มีทางอาศัยอยู่สบาย พยายามไปขโมย แย่งอาหารเขากิน เพื่อที่ตำรวจจับก็ปล่อยเฉย ไปทำอะไรต่างๆนานาสารพัดทำอะไรที่จับผิด ก็ไม่มีใครมาจับสักที คนแต่งชื่อ Henry เป็นนักประพันธ์ตีหัวเข้าบ้าน สุดท้ายทำอย่างไรตำรวจก็ไม่จับ เมื่อย ก็เลยเข้าไปนอนอยู่ในสวนสาธารณะ มันมีม้านั่ง นอน ไปนอนสบาย ทำผิดแล้วตำรวจอย่างไรก็ไม่จับ แต่เมื่อไปนอนพัก ตำรวจก็มาจับ เพราะว่าผิดกฎ ไปนอนในม้านั่งสาธารณะ ตำรวจก็จับ เป็นเรื่องสั้นที่เขียนหักมุม พระพุทธเจ้าให้เอาเรื่องของมนุษยชาติด้วยกัน บอกแล้วในศีลข้อที่ 1 มีเมตตากรุณาเอ็นดูหวังประโยชน์ต่อกันและกัน ถ้าคนทั้งโลกมีศีลข้อ 1 ข้อเดียว ก็ไม่ต้องไปคิดสร้างอาวุธมาเข็นฆ่ากัน วางแม้แต่ไม้หน้าสาม ที่เป็นอาวุธ ไม่ต้องไปสร้างปืนผาหน้าไม้ ลูกระเบิดอะไรหรอก แม้แต่ไม้หน้าสามก็เป็นอาวุธได้ หลาวแหลนก็เป็นอาวุธได้ ไม่เอา วางหมด มีความเมตตา มีความกรุณาเอ็นดู หวังประโยชน์แก่กันและกันอยู่ เท่านี้แหละจบ ทั้งโลกเลย สู่แดนธรรม... อย่างนั้นอเมริกาคงรับไม่ได้เพราะเขาค้าอาวุธอยู่ พ่อครูว่า... อเมริการับไม่ได้เพราะเขาค้าอาวุธ คือ มันเป็นความคิดที่ดี คนสร้างอาวุธก็อย่างที่ว่า คนฉลาดสร้างอาหาร คนชั่วช้าสามานย์สร้างอาวุธ อันนี้ไม่ได้ไปแกล้งว่า แต่เป็นเรื่องจริงๆเลย คือเป็นความคิดที่ต่ำมากเลย สร้างอาวุธมาฆ่ากัน คือไม่ได้รู้เลยรู้เรื่องเลยว่า ฆ่ากันทำไม มีอะไรแบ่งกันได้ก็แบ่งกัน นั้นคือจิตชั้นสูงของคน เพราะฉะนั้นคนจะสูงได้ก็ต้องมีความรู้จริงว่า เออ.. เกิดมาเป็นคนด้วยกัน เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ศาสดาก็มีสอน แต่ทำไมไม่สอนถึงเรื่องของชีวะ ชีวิต แล้ว อย่าไปฆ่ากัน วางศาสตราวางอาวุธ อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านให้เลิกเสียจริงๆ ถ้าทำอย่างนี้ได้ทั้งโลก หวังประโยชน์เพื่อกันและกัน หวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่ ซึ่งมันเป็นสัจจะ เท่านี้แหละจบแล้ว เรื่องทั้งโลกเลย ศีลข้อเดียวนี่ ไม่สร้าง ไม่มีอาวุธกันเลย สู่แดนธรรม... ที่เขาทำผมว่ามันมาจากทิฏฐิ พ่อครูว่า... มันมาจากอวิชชา มันมาจากความไม่รู้ มันหนักยิ่งกว่าทิฏฐิอีก ความไม่รู้เลย ว่าเกิดมาเป็นมวลมนุษย์ด้วยกันในโลก จะต้องอยู่ด้วยกันให้ได้ อยู่ด้วยกันอย่างมีเมตตากรุณา มุทิตา อย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นศาสนาพุทธมีคำสอนอันนี้ชัดเจน แล้วเข้าใจและเห็นจริง จึงประพฤติจริง แล้วใครประพฤติจริง ก็คือชาวพุทธประพฤติจริง ชาวพุทธในเถรสมาคมประพฤติจริงไหม จริงบ้างไม่จริงบ้าง ไม่จริงเสียเยอะ ที่จริงๆก็คือชาวอโศก เมื่อประพฤติอย่างนี้กันได้จริง ละการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ วางทัณฑะ วางศาสตรา มีความละอายที่จะไปทำร้ายทำลายกัน ชาวอโศกที่เกิดความโกรธจะตบจะตีแค่นั้น แค่คิดก็ละอายกันแล้ว ก็ยับยั้งกัน ถึงไม่มีกรณี ไม่มีคดีที่จะเกิดอย่างนี้ให้ต้องพิพากษาต้องอะไรต่ออะไรกัน ในชาวอโศก 50 ปีมาแล้ว มีหมู่บ้าน มีชุมชน มีสังคม ไม่ได้มี แต่ถ้าอย่างทั้งโลกเขา โรงพักต้องบันทึกประจำวัน เดี๋ยวก็มาแล้ว มันด่ากัน มันฆ่ากัน มันตีกันยิงกัน โอย! เหนื่อยเลย สมณะเดินดิน... สู่แดนธรรมเขาเป็นตำรวจชุมชน ก็ไม่มีงานทำเลย พ่อครูว่า... รัฐเขต ก็เป็นตำรวจชุมชนบอกว่าไม่มีงานทำเลย ทำไมสังคมนี้ไม่มีการทำร้ายไม่มีการฆ่ากัน ไม่มีตีกัน สังคมอะไรวะ สู่แดนธรรม... คอยดูแต่ไฟป่าจะมาไม่มา พ่อครูว่า... มีตำรวจเอาไว้ไล่ควายที่จะมากินพืชพันธุ์ธัญญาหาร ควายของชาวบ้านชาวช่องเขา ถ้าไปกินหญ้าก็ไม่ว่าอะไร แต่มากินพืชพันธุ์ธัญญาหารเรา ข้าวปลูกไว้ในกระถางเข้ามากินยอดหมดเลย (พ่อครูไอตัดออกด้วย) สมณะเดินดิน... เจ้าของบอกว่าควายมากินหญ้าที่นี่แล้วขับถ่ายสะดวกเพราะไร้สารพิษ พ่อครูว่า... สัจจะความจริงพวกนี้มันเกิดขึ้น แล้วเอามาปฏิบัติตามสัจจะที่พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ พิสูจน์ได้ ในยุคนี้ก็ยังพิสูจน์สัจจะธรรมได้ตั้งแต่ศีลข้อที่ 1 ก็มีคนปฏิบัติได้อย่างน่ามหัศจรรย์ ชาวอโศกซึ่งเป็นคนมหัศจรรย์ ปฏิบัติศีลข้อ 1 ได้ คนมหัศจรรย์ 650114_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ อภิธรรมของศีลข้อ 1 ที่ชาวอโศกปฏิบัติได้

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน