คนจนที่มีวรรณะ 9 คือผู้กอบกู้มนุษยชาติได้.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข19 มกราคม 2565

เนื้อหาในไฟล์

คนจนที่มมีวรรณะ 9 คือผู้กอบกู้มนุษยชาติได้ _สู่แดนธรรม... พ่อท่านถามว่า มนุษย์ทำตัวมาจนทำไม ผมก็แว๊บคำตอบว่า มาเพื่อกอบกู้มนุษยชาติได้ไหมครับ พ่อครูว่า... ได้ มากอบกู้มนุษยชาตินี้ เพราะว่าจริงๆแล้วความจน วรรณะ 9 วรรณะ คือขั้นชั้น ความเจริญของมนุษย์ มนุษย์ที่มีภูมิธรรม ในระดับเป็นขั้นเป็นชั้นขึ้นไป ใน 9 ระดับของวรรณะ นี่แหละเป็นความเจริญ เป็นความประเสริฐของความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เป็นเรื่องมหัศจรรย์เป็นเรื่องทวนกระแสโลกอย่างชัดเจนเลย อย่างพระพุทธเจ้านี่นะ ถ้าเผื่อว่า ท่านจะอยู่เป็นผู้ครองกรุงกบิลพัสดุ์ แล้วก็สอนเรื่องธรรมะโลกุตระท่านก็ทำได้ แต่มันไม่สมประกอบ ก็เราบอกว่าจะไม่มาเอาลาภยศสรรเสริญ แล้วทำไมจะไปอยู่แบกลาภยศสรรเสริญเหมือนเถรสมาคม ก็จะไปมีอยู่ทำไมก็ออกมาสิ แยกมานานาสังวาสเลย เขาก็อยู่อย่างนั้น เราจะเป็นอย่างเขาทำไม อย่างอาตมาชัดเจน มาบวชแล้วถ้าขืนไปอีกอย่างนั้น ไม่เอาแล้วแยกดีกว่า ไม่อย่างนั้นอาตมาก็ต้องไปทางโน้นอีก หรือจะไปแล้วเขาก็กั้นก็ห้าม ก็อาศัยพระธรรมวินัยของพุทธเจ้าประกาศนานาสังวาส อาตมาจึงประกาศนานาสังวาสแต่เขาไม่รู้เรื่องกัน เถรสมาคมไม่รู้เรื่องนานาสังวาส ตอนแรกพออาตมาประกาศยืนยันนานาสังวาส เขาก็ยังงงๆ ปล่อยให้เราประกาศตั้งแต่ พ.ศ. 2518 จนกระทั่ง พ.ศ. 2532 มีมหาประยุทธ์นี่แหละ ก็บอกว่าไม่ได้ เอาคารมที่ตัวเองตีว่า ถ้าเผื่อว่ามาบวชแล้ว อยู่ในหมู่นี้แล้ว ถ้าเผื่อว่าจะประกาศนานาสังวาสต้องสึก ถ้าจะสึกต้องไปประกาศนานาสังวาสทำไมล่ะ ดูซิว่าตรรกะแค่นี้ก็แย่เลยมหาประยุทธ์ ถ้าสึกจะไปประกาศนานาสังวาสทำไม ก็สร้างใหม่เลยเป็นนิกายใหม่เลย อาตมาทำนิกายไม่ได้ ถ้าทำนิกายเป็นอนันตริยกรรม อาตมาก็ต้องอยู่กับหมู่ใหญ่นี่แหละเป็นพุทธ เรียกว่าสังวาสเดียวกัน แต่ธรรมวินั

อ่านต่อ

ยท่านให้ประกาศนานาสังวาสได้ ประกาศโดยส่วนย่อยส่วนน้อย หรือหมู่ใหญ่จะประกาศให้หมู่น้อยเป็นนานาสังวาสก็ได้ มี 2 อย่างเท่านั้นแหละ นี่ก็เป็นสัจจะในธรรมวินัยอย่างชัดเจน เขาก็เรียนก็รู้กันลึกซึ้งมากมายจบเปรียญ 9 จบปริญญาเอกกัน สู่แดนธรรม... เราคิดกันว่าออกจากพวกเขาเป็นนานาสังวาส แต่เขาคิดว่าถ้าออกจากเถรสมาคมทำได้อย่างเดียวคือต้องสึก พ่อครูว่า... อันนั้นก็ต้องทำเป็นนิกายชัดๆ ซึ่งพูดไปก็เท่านั้นมันผ่านไปแล้วแต่มันเป็นความรู้ สู่แดนธรรม... ที่ผมถามไปว่า การกอบกู้มนุษยชาติพ่อท่านก็ตอบว่าต้องทำด้วยการเป็นคนวรรณะ 9 พ่อครูว่า... วรรณะ 9 ฟังดีๆนะ วรรณะ 9 เป็นขั้นชั้น the classes เป็นขั้นชั้นของมนุษย์จริงๆ เพราะถ้าเป็นผู้มีคุณธรรม จะเริ่มตั้งแต่เป็นคนเลี้ยงง่าย เลี้ยงได้เลยเลี้ยงอย่างหมูอย่างไก่เลย อย่าพูดอย่างหมูอย่างหมา มีอาหารให้กินก็อยู่สบาย เรื่องไม่มาก แล้วก็สอน เอาธรรมะมาสอนได้ง่าย สุโปสะ ตั้งใจฟัง อย่างที่พวกเราชาวอโศกไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ก็มานั่งฟัง เทศน์ทีนึง ก็มานั่งฟังกันเต็มก็เข้าใจ สุโปสะ ง่าย แล้วก็มีจิตลึกที่จะมามากน้อย หรือแปลว่ากล้าจน ชอบที่จะเป็นคนจน อัปปิจฉะ กล้าจนหรือชอบที่จะเป็นคนจน ชอบจะมีน้อยๆ ไม่ชอบมีมาก เป็นจิตจริง ของคนที่มีจิตตัวนี้ ไม่ใช่เสแสร้ง ไม่ใช่เล่นลิเก ไม่ใช่แฟชั่นอะไร แต่เป็นเรื่องจริง จิตมันเกิดจริงๆเรียกว่าขั้นชั้นของจิตวิญญาณ เรียกว่าเป็นวิญญาณที่เจริญ ถ้าใครยังไปอยากรวย ปรารถนาจะไปรวยอยู่ ยังไม่ทวนกระแส ยังไม่หันมาเข้ากระแสพุทธศาสนา ยังไม่เข้ากระแสโลกุตระ เป็น New Normal ตลอดของพระพุทธเจ้านี้ มันไม่เคยเก่าเลย อกาลิโก ตลอดกาล เมื่อเข้าใจอย่างนี้ก็ต้องมากำหนดตัวเองว่าเราเป็นคนมักมากไปเรื่อยไม่รู้จักพอ ก็ต้องมีขอบเขตเรียกว่า สันตุฏฐิ รู้จักพอ ใจพอ หยุดแค่นี้นะ มีมากกว่านี้ไม่เอานะ สละออกจริงๆเท่านี้ก็พอ คนที่ใจพอสูงสุดก็คือ 0ก็พอ ที่จริงมันก็ต้องมีบริขารบ้างที่ต้องใช้ประกอบ เดี๋ยวนี้บริขารแม้แต่แว่นตา แม้แต่คอมพิวเตอร์ก็เป็นบริขาร ก็เคยอธิบายไปหมดแล้ว ที่มันจำเป็นไม่ใช่เป็นการบำเรอบำรุง แต่เป็นการทำงาน อาศัยใช้ประโยชน์ อย่างนี้เป็นต้น ก็รู้จัก สันตุฏฐิ สันโดษหรือใจพอ แต่เขาอธิบายคำว่าสันโดษไปเลอะเทอะ แปลว่าพึงพอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่ อาตมาก็เคยอธิบายหลายทีแล้ว ก็ไปถามคุณเจริญที่ร่ำรวยในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นเจริญโภคภัณฑ์หรือเจริญ สิริ เขาก็เพิ่งพอใจในสิ่งที่เขามีอยู่เขาก็สันโดษ คุณเจริญ ธนินท์ หรือคุณเจริญ สิริวัฒนภักดี เขาก็พอใจ ในสิ่งที่เขาไม่อยู่ ไปแปลภาษาไทยและไปหมด ซึ่งมันต้องแปลว่ามีขีดจำกัดที่จะต้องพอ แล้วเข้ามาหาน้อยมาหา อัปปิจฉะด้วย ไม่ใช่พึงพอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่ ซึ่งมันจะรู้จักพอได้อย่างไร อย่างนั้น เป็นการแปลคนละเจตนารมณ์ออกนอกลู่นอกทาง อย่างนี้ที่เป็นการเลี่ยงบาลีของพระพุทธเจ้า สันโดษก็ดี จึงรู้ความจริงและเป็นคนขัดเกลาตนเอง ขัดเกลา ที่มันเป็นเลือดของโลกียะเป็นเลือดของคนปุถุชนคนโลกๆ ชัดเกลา เรียนรู้เข้าใจชัดเจนเลยว่าเดินทางโลกุตระเป็นเช่นนี้ ถ้าจะปล่อยตัวเป็นโลกียะก็เป็นเช่นนั้น จมอยู่กับโลกีย์ ไม่งอกไม่เงย สู่แดนธรรม… ขนาดมักน้อยสันโดษยังไม่พอยังต้องถูกขัดเกลาอีกครับ ขัดเอาอะไรออกอีกครับ พ่อครูว่า... ก็กิเลสที่เหลือจนกว่าจะจบ จนกว่าจะเป็นอรหันต์ ต้องสัลเลขะ ธูตะ คือตามหลักเกณฑ์ข้อปฏิบัติของพระพุทธเจ้าที่จะทำให้เคร่งครัดดีขึ้นไปเรื่อยๆ ตามหลักการที่เคร่งครัด ผู้ที่ทำได้ตามลำดับมันเป็น ศีลเคร่งหรือข้อปฏิบัติที่เคร่งขึ้น คนอื่นปฏิบัติไม่ง่ายแต่ผู้ที่ทำได้และไม่ยาก ผู้ที่เคร่งนั่นแหละ ได้โดยไม่ยากไม่ลำบากไปเรื่อยๆ เรียกว่า ธูตะ จนกระทั่งได้ไปตามสบาย มีอาการนั้นได้โดยไม่ต้องฝืน ไม่ต้องยาก ไม่ต้องลำบากอะไร เป็นฌาน ไม่ว่าจะเป็นข้อปฏิบัติอย่างนั้นอย่างนี้ก็ทำได้สบาย โดยไม่ได้ยากไม่ได้ลำบากอะไร เป็นฌานทั้ง 4 รู้ว่ามีเหตุปัจจัยอะไรก็วิตกวิจารแล้วทำจัดการก็ทำได้ จิตถ้ายังมีฌาน 1 2 3 มันก็จะมีอารมณ์จิตวิตกวิจาร แล้วก็ทำได้ดีขึ้นก็ดีใจ ปีติ แล้วก็รู้สึกว่าสุขใจ แต่เป็นสุขอย่างสงบนะ กรึ่มๆอยู่ จนกระทั่งสมบูรณ์เป็นอุเบกขา ก็เป็น ฌาน ข้อที่ 4 ซึ่งยังไม่ลงรายละเอียด เป็นสัจจะที่ยืนยันพิสูจน์ได้ตามที่อธิบายโดยเฉพาะในชาวอโศก ทำได้จนกระทั่งไม่เห็นมันยากอะไร มาอยู่อย่างนี้มาจน ก็มากินมาอยู่อย่างนี้ หลายคนมาตั้งแต่สาวๆ มาตั้งแต่หนุ่มๆ เดี๋ยวนี้ก็แก่ๆกันไป ตายกันไปก็เยอะแล้ว ก็ไม่คิดจะหนีไปไหน รู้เลยว่าอย่างนั้นไม่เอาแล้วอย่างโลกีย์ที่จะไปอย่างโน้น ก็อยู่อย่างนี้จนตาย แล้วก็สบายใจ พึ่งแก่ พึ่งเจ็บ พึ่งตายกันได้ สบาย ซึ่งมันเป็นสังคมเป็นพฤติการณ์ของมนุษยชาติ ที่มันจบนะ นอกจาก ปาสาทิกะ แล้วก็มีอปจยะ มาอยู่อย่างนี้แล้วไม่ต้องสะสมอะไร ใช้ส่วนกลาง ใช้สาธารณโภคี ไม่ต้องไปสะสมอะไร สบาย ไม่ต้องแบกต้องหาม ไม่ต้องมานั่งคิดบัญชี เรื่องบัญชีที่จะต้องคิดตามธรรมตามสัจจะ ก็ให้ผู้ที่ต้องทำบัญชีเขาทำได้ ก็ต้องทำบ้าง ไม่ทำมันก็ไม่รู้ไปมาอย่างไรมันมีหรือไม่มี มีอยู่หรือไม่มีอยู่ มันก็ต้องศึกษา เพราะฉะนั้นถึงบอกว่าทุกอย่างลงตัวตามคำสอนพระพุทธเจ้าไปเลยไม่ต้องสะสม เสร็จแล้วมาเป็นคนสุดท้ายเป็นวรรณะข้อที่ 9 วิริยารัมภะ ทุกคนขวนขวาย ตั้งใจพากเพียรมีชีวิต รู้ว่าขี้เกียจเป็นอบาย ซึ่งมันก็ไม่มีขี้เกียจแล้วพวกชาวอโศกอยู่ในนี้ ขี้เกียจมันน่าละอายจริงๆอยู่ในนี้ใครที่ขี้เกียจ ตัวเองรู้สึกตัวได้ก็จะละอาย จึงเป็นภูมิธรรมที่แท้จริง เป็นคนที่ วิริยารัมภะ ปรารภความเพียร ถึงจะมีเลือดขี้เกียจเป็นคนขี้เกียจหนักหนามาอย่างไร มาอยู่ที่นี่มันก็ต้องขี้เกียจไม่ได้ มันก็ต้องละอาย ละอายอย่างแรงกล้า เพราะมาอยู่ในหมู่นี้ เราจะเป็นคนหมาหัวเน่าอยู่ในนี้ มาขี้เกียจให้เห็นกันขึ้นขนอย่างนี้ เพื่อนก็ว่าเอาแย่อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งมันเป็นพลังองค์รวมของหมู่กลุ่ม ที่ให้คุณขยันอยู่เสมอ พยายาม ท่านประยุทธ์ท่านแปลว่าระดมความเพียร วิริยารัมภะ ระดมความเพียร ก็ใช่ วรรณะ 9 เป็นคุณลักษณะคุณวิเศษอันน่ามหัศจรรย์ ของมนุษย์ ในยุคพระพุทธเจ้าทำได้ ในยุคนี้ก็ทำได้ แสดงว่าพุทธศาสนานี้มีฤทธิ์ แม้ในยุคนี้ก็ทำได้ เปิดเผยความจริงอธิบายความจริงนี้ คนยังมีดวงตา มีธุลีในดวงตาน้อยก็เห็นก็จึงได้มาเอา แม้ว่าจะมีน้อยคนกว่าในยุคพระพุทธเจ้า ก็แน่นอน คนที่จะมีบารมีย่อมมีน้อยลง เพราะศาสนาก็เสื่อมไปเรื่อยๆ คนเสื่อมจากศาสนาพุทธไปเรื่อย จนสุดท้ายมันก็จะหมดไปเลย แม้แต่ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้แล้วว่า โลกุตรธรรมจะไม่มีแล้วนะเป็น กลองอานกะ พูดย้ำซ้ำซากไปไม่รู้กี่ทีแล้ว เพื่อยืนยันความจริงอันนี้ แต่มันก็รื้อฟื้นขึ้นมาได้ เพราะศาสนาพุทธยังไม่หมดเชื้อ ยังมีโลกุตระ 650114_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ อภิธรรมของศีลข้อ 1 ที่ชาวอโศกปฏิบัติได้

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน