ทำไมคนเราต้องเกิดมามีกิเลสด้วย.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์10 KB
วันที่แก้ไข19 มกราคม 2565

เนื้อหาในไฟล์

ทำไมคนเราต้องเกิดมามีกิเลสด้วย _คำถามเด็กว่า... หลวงปู่ครับ ทำไมคนเราเกิดมาถึงต้องมีกิเลสครับ พ่อครูว่า…ฟังให้ดีๆ กิเลสนี่คือความโง่ของสัตว์โลก สัตว์โลกคือตั้งแต่เกิดเป็นสัตว์เซลล์เดียวแล้วก็จนกระทั่งพัฒนาขึ้นมาเป็นสัตว์ที่โตขึ้น โตขึ้น โตขึ้นเป็นตัว เป็นตน เป็นรูปเป็นร่าง เข้ามาเป็นแมลงหวี่ เป็นไส้เดือน กิ้งกืออะไรมาเรื่อย จนกระทั่งเป็นสัตว์ 2 ขา 4 ขา สัตว์น้ำ สัตว์บก สัตว์ปีกอะไรมา จนกระทั่งมาเป็นคน เป็นคนก็ยังเป็นคนที่โง่ๆเง่าๆ ยังไม่ได้เจริญกว่าสัตว์เดรัจฉานเท่าไหร่ จนเจริญกว่าสัตว์เดรัจฉาน เจริญกว่าลิง เป็นต้น เจริญขึ้นๆมาเป็นคน เมื่อเจริญขึ้นมาเป็นคน มีความเจริญทางความคิดความอ่านและความรู้ ความรู้ในการเป็นสังคมที่จะอยู่ร่วมกันให้ดีที่สุด เป็นสุขที่สุด สงบที่สุด อบอุ่นที่สุด เป็นประโยชน์แก่กันดีที่สุดได้อย่างไร ก็มีผู้รู้คิด จนกระทั่งสูงสุดได้เป็นศาสดา ได้เป็นศาสดาหมายความว่าได้เป็นเจ้าของความรู้ ความคิด ที่ทำให้คนดีที่สุดเท่าที่ศาสดาแต่ละองค์จะเข้าใจ ละชั่วประพฤติดี เป็นคนดีที่สุดได้ แล้วเขาก็เป็นศาสดา แล้วก็มาสอนให้คนอื่นทำตามเป็นคนดีตามที่พระศาสดาจริงใจ พระศาสดาทุกคนก็จริงใจ ก็อยู่ดีเป็นสังคมแต่ละกลุ่ม ตามแต่ศาสดาแต่ละองค์เท่าที่แนวคิดของแต่ละศาสนาจะมีหลายศาสดา ในยุคเดียวกัน ยุคไหนๆก็ช่าง จะไม่มีศาสดาองค์เดียวที่เป็นเทวนิยมที่เป็นโลกียะอย่างนี้ จริงๆนะจริงใจแต่ละศาสดา จริงใจไม่มีการแฝง ด้วยเรื่องไม่ดีอะไรเลย มีแต่ความจริงที่ดีบริสุทธิ์ หรือก็เก่งตามแนวแต่ละศาสดาก็จึงต่างกัน เช่น ที่มีอยู่ทุกวันนี้ ก็มีศาสดาที่เป็นชาวศาสนาหลายศาสนาอยู่ในโลกใหญ่ๆเล็กๆ เป็นสิบๆเป็นร้อยๆศาสนา แต่ใหญ่ๆจริงๆก็มี เห็นๆที่รู้ๆกันอยู่ 2-3 ศาสนา จะมีศาสนาที่เป็นอนัตตา เป็นไม่มีตัวตน

อ่านต่อ

อยู่ 2 ศาสนาในโลก คือศาสนาพุทธกับศาสนาเชน ศาสนาพุทธกับศาสนาของพระมหาวีระ หรือศาสนาเชน ศาสดาพระมหาวีระ ศาสนาเชนนั้น สุดโต่งไปไกลลิบ ทั้งสัตตทิฏฐิและอุจเฉททิฏฐิ ไม่มีอย่างไม่มีที่สิ้นสุด สุดโต่งไปทางความไม่มี ไม่มีอย่างไม่มีที่สิ้นสุดเลย เพราะฉะนั้นในชีวิตของคนศาสนาเชน จึงจะไม่อินังขังขอบกับอะไรทั้งนั้น ไม่ว่าวัตถุไม่ว่ามนุษย์ ไม่ว่าสัตว์ทั้งหลาย แต่รู้ว่าสัตว์มีวิบาก เพราะฉะนั้นก็จะไม่สร้างวิบาก จะไม่ทำร้ายสัตว์ใดๆเลย สัตว์ขนาดใหญ่ขนาดเล็กที่สุดแค่ไหน ก็ไม่พยายามเบียดเบียนทำร้าย อย่างเด็ดขาด เพราะฉะนั้นจะต้องรักษาสภาพความรู้สึกตรงนั้นไว้ จะต้องปล่อยวางหมด ไม่เอาอะไรไม่เป็นอะไรไม่ติดไม่คิดอะไรทั้งนั้นเลย มีชีวิตอยู่ก็กินๆอยู่ๆ กินให้น้อยที่สุด อยู่ให้หยุด อยู่ให้ไม่ต้องมีอะไรที่สุดเลย หนีเข้าป่า ไม่พบกับใคร นอกจากจะมีความจำเป็นต้องมาหาผู้คนที่จะต้องหาอะไรไปกินไปใช้ที่แต่ละผู้แต่ละคนต้องการก็มาหาไป เสร็จแล้วเขาก็จะต้องตาย เขาจะต้องตายชนิดที่ว่า ตายอย่างปล่อยวาง ไม่มีอะไรทั้งหมดเลย อย่างสุดโต่ง สาหัสสากรรจ์ที่สุด ซึ่งเขาก็ไม่รู้ว่าตายอย่างที่ไม่มีอะไรที่สุดนั้นเป็นอย่างไร เขารู้แต่ว่า กรรมวิบากมันเวียนวนซ้ำซาก เขาก็ไม่ทำกรรมอะไรอีกเลย เป็น อกรรมกิริยา ไม่ทำกรรมอะไรอีกที่จะเป็นวิบากกรรมกับสัตว์ใดเลย แม้แต่สัตว์เล็กสัตว์ใหญ่ สัตว์เล็กที่สุด เขาก็จะมีไม้ ไม้ปัดเบาๆอ่อนๆละเอียด จะนั่งจะพักที่ไหน ก็กลัวจะไปทับสัตว์ต่างๆ แล้วอะไรมันจะมาทำ ตัวเองก็ยอมหมดไม่ทำโต้ตอบด้วย แล้วก็มีชีวิตอยู่ต่อไปจนกระทั่งที่สุดก็ตาย ตายแล้วก็ถือว่าเขาจบแล้ว สูญเลย ถือว่าอย่างนี้คือสูญแล้ว เป็นนิพพานแบบของเขา เป็นนิพพานแบบพระมหาวีระคือศาสนาเชน เป็นความเข้าใจแบบเชน นั่นคืออนัตตาแบบพระมหาวีระหรือแบบศาสนาเชน กับศาสนาพุทธที่เป็นอนัตตา แตกต่างกันอย่างมีนัยยะสำคัญมาก ศาสนาพุทธนั้นรู้จักความมีกับความไม่มี อย่างแท้จริง ไม่ต้องไปตรรกะ ไม่ต้องไปคิดเอาไปไกลจนกระทั่งชนิดที่มันไม่มี ไม่มีอย่างจินตนาการอย่างที่ศาสนาเชนจินตนาการ เราไม่เอาจินตนาการ แต่เอาความไม่มีให้รู้ให้เห็น ให้รู้ให้เห็นกับธาตุจิตหรือธาตุจิตวิญญาณที่สัมผัสแล้วเกิดอะไรมี แล้วเราก็ศึกษาความมีนั้น จากจิตวิญญาณเราเองอีกนั่นแหละ แยกมาเป็นเจตสิกให้รู้ว่าความไม่มีในสิ่งที่เราไปยึดว่ามีนี้คืออย่างไร ภาษาพูดพูดได้เท่านี้ ผู้ปฏิบัติก็จะต้องไปปฏิบัติเอง โดยไล่ไปตั้งแต่หยาบๆ เช่น กิเลสราคะเป็นอาการอย่างนี้ กิเลสโทสะเป็นอาการอย่างนี้ กิเลสโมหะ โมหะก็คือความยังไม่รู้ว่ามันเป็นโทสะหรือมันเป็นราคะ ละเอียดขึ้นละเอียดขึ้นโมหะ พอเก่งอย่างหยาบๆ ราคะหยาบ โทสะหยาบ แล้วก็ชัดเจนแล้วว่าจิตที่เป็นอาการโทสะ อาการราคะของเราที่เป็นคู่กันที่จริงผลักกับดูด มันไม่มีแล้วมันเป็นกลางๆแล้ว เป็นจิตกลางกลาง ถึงแม้มันมีในโลกคนอื่นเขามีให้เห็นตำตาอย่างไร เราก็เห็นว่าคนเขายังมีอยู่ คนอื่นเขาต้องมีอยู่แน่เพราะเขาไม่ได้ล้างเหมือนเรา เราก็รู้ความมีกับความไม่มี โดยไม่เข้าไปยึดถือความมีหรือความไม่มีในขณะที่เรายังมี ไม่เข้าไปมี ไม่เข้าไปใกล้ ไม่เข้าไปยึด ไม่เข้าไปเป็นในความมีกับความไม่มี 2 อย่างนี้ ในขณะที่เรายังมีความรู้อยู่เป็นๆนี่ เรียกว่า อนุปคัมมะ คนๆนี้แหละเป็นคนที่ จบกิจด้วยมัชฌิมา เป็นคนกลางที่สุดแล้ว แล้วกลางอย่างมี กลางอย่างไม่หลงว่า คุณมีนี้นะ ไม่ใช่คุณไม่มีตามความคิดตรรกะเหมือนเชน ไปไม่มีตามความคิดตามตรรกะทางศาสนา ไปไม่มีสุดโต่ง แล้วมันจะเป็นยังไงจินตนาการไปเฉยๆ มันมีความจริงยืนยันขณะที่มี และมีอันนี้คือมีอย่างลึกซึ้งตรงที่ท่านรู้ เรียนแยกธาตุวิญญาณ เป็นเจตสิกต่างๆที่สุด เจตสิกที่มันยึดมั่นถือมั่นอยู่ก็คือเวทนา เป็นธาตุนามธรรมตัวแรกของขันธ์ 5 รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เพราะฉะนั้นเวทนาตัวแรกนี้รู้สึก รู้ รับรู้ มีรู้ขึ้นมา เพราะฉะนั้นเมื่อมันรู้ก็มีไม่รู้กับรู้ เราก็เรียนความรู้ ที่ไม่มี รู้ที่ไม่มีสิ่งที่เราจะยึดถือว่าเป็นเรา พระพุทธเจ้าท่านจะจบว่า ไม่ยึดเป็นเราไม่ยึดเป็นของเรา ภาษาก็มีเท่านี้ ผู้ที่ปฏิบัติมีภูมิธรรมถึงขนาดนี้ จึงจะรู้ความจริงตามความเป็นจริงด้วยตัวเอง โดยที่ไม่ต้องเชื่อแม้แต่พระพุทธเจ้า เพราะเราเป็นเองจริงเองแล้ว โดยไม่ต้องเชื่อใคร นี่สูงสุด เพราะฉะนั้นผู้ที่ปฏิบัติได้อย่างนี้จึงรู้จักอนัตตา ความไม่มีตัวตน โดยใช้ภาษาว่าตัวตน เป็นภาษาไทย ตัวตนก็ซ้ำมาจากภาษาบาลีนั่นแหละคือตน ตะ นะ ตน ตนคือพยัญชนะ 2 ตัว ต กับ น ต ก็คือตั้ง ตั้งอยู่นี่แหละ น ก็คือไม่มี ฉะนั้นสิ่งที่ไม่มีก็คือสภาพ 2 ของทุกสิ่งที่มีความมี ตั้งอยู่กับไม่ ตั้งอยู่กับไม่ตั้ง ไม่มี มีกับไม่มีนี่แหละ แต่มันเป็นพยัญชนะตัวต.ตอ กับ ตัว น.นอ ถ้าเรียกอย่างบาลีก็ ตะ กับ นะ เท่านั้นเอง 2 ตัวนี้แหละรวมเรียกว่าเป็น อัตตา อัตตาก็คือ สภาพมุมเหลี่ยมของสิริมหามายา อัตตาคือ อะ หรือ อัตตะ กับ ตต อัตตะหรืออัตตา อัตตะคือ เอกพจน์ อัตตาคือพหูพจน์ อะคือไม่ ต ต คือตั้งอยู่เป็น 2 นั่นคือเป็น 3 ลักษณะ อัตตา แต่ ตน มีแค่ 2 ตัว ที่เอา น มาใช้ กับ อะ มาใช้ อตต กับ ตน อะ เป็นสระ บางเบายิ่งกว่าพยัญชนะ แม้แต่เศษวรรคก็ไม่ใช้ แต่ น นี่เป็นพยัญชนะ ก็ใช้แค่ 2 ตัวก็พอคือ ตน แต่ อัตตา ต้องใช้ อ กับ ตต ฟังเข้าใจไหมเด็กๆ ผู้ใหญ่เข้าใจไหม 650117 รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 24 จากโสดาบัน 4 ไปถึงความมี ไม่มี อภิภู

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน