590417_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ มาจนดีกว่ามารวย.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์346 KB
วันที่แก้ไข18 ธันวาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

590417 วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ มาจนดีกว่ามารวย

สมณะฟ้าไทว่า...วันนี้ตรงกับวันอาทิตย์ที่ 17 เมษายน 2559 ที่บวรราชธานีอโศก เราเพิ่งเสร็จจากงานตลาดอาริยะมา เป็นงานประเพณีที่คุ้มค่ากับการจัดให้มวลมนุษยชาติมากคนที่มานี้ไม่มีการเมาเหล้า คนที่สูบบุหรี่มามีบ้างแต่ก็จะเกรงใจพวกเรา ส่วนข้างนอกนั้นเกิดอุบัติเหตุตายกันหลายร้อยคน แต่ของเรานี้มีรถมาเป็น 10,000 คันไม่มีรถชนกันเลยซักคันไม่ว่าจะเป็นรถจักรยานยนต์หรือว่ารถยนต์มีทุกขนาด บางคนเอารถจักรยานยนต์มาซื้อจุลินทรีย์ไปหลายครั้งก็พ่วงข้างและมีลูกสาวมาด้วยอีกคน เป็นอะไรที่น่าเอ็นดูมากบางคนก็ขี่คอกันมา เป็นประเพณีที่เราเห็นว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ในสังคม ตลาดเรานี่เสร็จงานแล้วมีขยะน้อย คนมาเป็น 100,000 คนแต่พลาสติกมีไม่มาก ส่วนงานอื่นๆ คนมามากๆ จะมีขยะเลอะไปหมดแต่นี่ของเรามีน้อยมีเปอร์เซ็นต์ Error น้อยมาก อันนี้เป็นเรื่องอัศจรรย์มาก ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อ ตลาดนี้เป็นตลาดคนจน คนที่มากินอาหารกลับเป็นคนที่ระมัดระวังว่าจะเลอะเทอะ จะวางของทิ้งเขาระมัดระวังมาก เป็นสิ่งมหัศจรรย์มากเอาเงินมาจ้างสามสี่ล้านก็ไม่ได้ให้เป็นร้อยล้านก็ไม่ได้ ส่วนสงกรานต์ที่อื่นๆ มีคลื่นมนุษย์มาคงจะเละเทะมากมายเพราะจิตใจไม่ได้พัฒนา แสดงให้เห็นว่าที่พ่อครูพาทำนี้ทำให้เกิดสามารถเปลี่ยนแปลงจิตใจคนได้คนที่มานี้ในสังคมเค้าไม่ได้ยอมที่จะไม่กินเหล้าไม่สูบบุหรี่ได้ไม่ง่ายนะ แต่นี่เค้าทำได้ นี่ขนาดมีแค่น้ำตกผาแหงนเล็กนิดเดียวคนก็ยังมาเที่ยวกันเยอะแยะ ถ้าลำธารถอยหลังเข้าเสร็จเรียบร้อยคนจะมามากกว่านี้อีก แต่อย่างไรพ่อครูก็จะไม่เก็บเงินคนที่มาแน่นอน วันนี้พ่อครูก็คงจะมาเฉลยเรื่องของความรวยความจน ถ้าพูดถึงปุถุชนทั่วไปไม่มีใครไม่อยากรวย อาตมาเองเมื่อก่อนก็คิดว่าความจนเป

อ่านต่อ

็นเรื่องที่น่าเกลียด เป็นความทุกข์ทรมานอยู่ยากลำบาก แต่เมื่อมาอยู่กับพ่อครูแล้วกลับบอกให้มาจน จนให้หมดตัวหมดตนเลย จนตลอดชีวิตด้วยไม่ได้ทำแค่ช่วงเวลาหนึ่งด้วยรู้สึกว่าชีวิตเรามีความสบายมากหมดทุกเรื่องร้อยแปดเรื่องเลยมากกว่านั้นด้วยทั้งอดีตปัจจุบันอนาคต เป็นความจนที่ถูกต้องสัมมาทิฏฐิที่พ่อครูพาทำ

สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน ตลาดอาริยะ ขาดทุนอย่างจริงใจ พ่อครูว่า...คนที่มีปัญญามีความรอบรู้พอว่าการที่จะมาลดกิเลสให้มาจนจริงๆ ไม่ง่าย แต่ทำได้ ขอให้เข้าใจและเห็นจริงมาทำกันคนที่เห็นจริงนั้นมีเยอะ นอกนั้นยังไม่จริงอาจจะรู้ด้วยปฏิภาณปัญญาแต่ไม่เห็นจริง คนที่เห็นจึงจะมาพยายามปฏิบัติฝึกหัดลดละให้เป็นคนจนได้จริงๆ เลย ไม่ว่าคนในยุคไหนไหนก็ตามสามารถฟังธรรมพระพุทธเจ้าแล้วเกิดภูมิปัญญาปฏิบัติตามได้จริง โลกไม่ว่างจากพระอรหันต์ เพราะเป็นยอดของปีระมิดจึงมีได้น้อยแต่เป็นไปได้จริง ก่อนจะได้สาธยายก็ขอนำประเด็นที่ท่านผู้ชมคนนี้ส่งมาทางท่านจันทร์ ก็จะขอวิจารณ์ซ้อนแต่ไม่ได้พูดด้วยการข่มแต่เป็นการนำเสนอความรู้วิชาการก็ขอบคุณที่ได้นำเสนอความเห็นมาจริงๆ มีท่านผู้หนึ่งติดตามชมบุญนิยมทีวีอย่างใกล้ชิดแล้วส่งข้อความผ่านมาทางท่านจันทร์อย่างละเอียด

_ต้องระวัง เชื้อโรคทางศีลธรรม ซึ่งแทรกเข้ามาบน เวทีชาวบ้าน .. ซึ่งบุคคลภายนอกขอขึ้นมาร้อง .. ซึ่งควรมีการกลั่นกรองจากผู้มีประสบการณ์ทางโลกร่วมอยู่ด้วย.. จริงๆ หน้าจะให้มีภาพลักษณ์ของธรรมะ โดยการเปลี่ยนเป็น เวทีศีล 5 มากกว่า.. (ชม ภาพมุมสูง ใน งานตลาดอาริยะ,13-4-59 ,คลิปรีรัน14-4-59)... นี่แหละ!..ที่อโศกมักไปคิดภาคภูมิใจ ว่ามีรถต่างๆ เป็นจำนวนมากที่หลั่งใหลเข้ามาหาซื้อข้าวของในตลาดอาริยะ .. แต่อโศกมักมองข้ามความจริงว่า.. แล้วเราได้คิดมั้ย ว่าบรรดาคนที่มีรถปิ๊คอัพขนของ รถส่วนตัวเหล่านี้นั้น เขาเป็นคนที่มีความทุกข์ยากไร้ ยากจน อดอยากแร้นแค้นมากมาย ที่ควรได้รับการเกื้อกูล (มากกว่าชาวเอธิโอเปียหรือชาวเคนยา ที่สังขารร่างกายทั้งของ เด็ก เด็กทารกและผู้ใหญ่ ก็ตามนั้น.. ที่มองเห็นแต่ซี่โครงเป็นซี่ๆ ที่เหลือแต่หนังหุ้มกระดูกเท่านั้น ..)กระนั้นหรือ .. อโศกจึงควรใคร่ครวญถึงสิ่งที่กระทำ เพื่อความให้ดูเหมือนยิ่งใหญ่แตกตื่นแปลกตาขององค์กรอโศกให้ดีๆ ด้วยนะครับ.. (อาตมาว่า...อโศกไม่ได้มองข้ามได้มองเห็นความจริง เพี ยงแต่ไม่ได้ไปบอกท่านเท่านั้น แล้วที่บอกว่าจะให้ไปช่วยเอธิโอเปียนั้น ก็ขอค่าเครื่องค่าขนของ ท่านไม่ได้รู้ข้อจำกัดของเราจึงได้แต่พูดไม่ได้ทำเลย ของเรามีข้อจำกัดช่วยได้แค่นี้ แต่ขอบคุณนะที่บอกละเอียดมา แต่ขอวิจารณ์ซ้อน)

_ด้วยความเคารพอย่างสูงครับ เมื่อเราขายของถูกเกินไป เข้าขั้นขายขาดทุนมากๆ (ซึ่งเป็นการทำลายกฎเกณฑ์ของการตลาดทุนนิยมทั่วไป ซึ่งเขาทำมาหากินกันโดยสุจริตกันเพื่อความอยู่รอดตามธรรมชาติ)นั้น.. แน่นอน!..เมื่อเรายังไม่ได้ทำให้ลดละกิเลสโลภ อยากติดกาม ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ในจิตวิญญาณของประชาชน (ซึ่งเป็นงานของโพธิสัตว์โดยเฉพาะนั้น ..).. เขาก็ย่อมต้องการที่จะซื้อสินค้าเหล่านั้นไปกักตุนไว้มากๆ (ซึ่งสร้างนิสัยกักตุน )ใช่หรือไม่ .. ความจริงนั้น.. งานโพธิสัตว์นั้นควรเน้นเรื่องของการพัฒนาปรับปรุงจิตวิญญาณโดยเฉพาะ (เช่น.. วิถีการแสดงธรรม เช่น ท่านพุทธทาส หรือ ท่านปัญญานันทะ ซึ่งแทบไม่ได้สร้างผลข้างเคียงทางลบใดๆ เลย ..)..ใช่หรือไม่ .. (อาตมาว่า...ใช่ท่านเหล่านั้นท่านไม่ได้สร้างหมู่กลุ่มได้แบบอาตมา อาตมาเคารพท่านนะ พูดไปแล้วเหมือนข่มท่าน แต่พูดความจริงว่า ท่านทำมานานและก่อนอาตมาแต่ก็ไม่ได้เกิดผลแบบอาตมา ที่เป็นสังคมสาธารณโภคี)

_แล้วพระโพธิสัตว์แบบของอโศกนั้น .. เกิดมาเพื่อเน้นสร้างภาพของความดูยิ่งใหญ่ต่างๆ เหล่านี้ .. ซึ่งไม่ได้ช่วยเลื่อนฐานของความเห็นแก่ตัว หรือเพิ่มกิเลสสะสมข้าวของของประชาชนสักเท่าไหร่ เท่านั้นหรือ .. กระนั้นหรือ .. แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นว่า บรรดารถปิ๊คอัพ รถส่วนตัว รถบรรทุก หรือแม้รถ 2 แถวแบบต่างๆ เหล่านี้นั้น .. พากันหลั่งใหลเข้ามา เพื่อแสวงหาธรรมะอันเป็นโลกุตระของอโศกหรือพ่อครู จริงๆ โดยเฉพาะนั้น .. นั่นต่างหาก!..จึงน่าจะเป็นภาพที่น่าภาคภูมิใจน่าประทับใจ ยิ่งกว่า และจะดูน่าชื่นชมมากปานใด ไม่ใช่หรือ .. ใช่หรือไม่ … (อาตมาว่า...ใช่ แต่คุณมองไกลเกิน ไม่ได้มาใกล้ชิดไม่รู้ว่าที่อาตมาพาทำตอนนี้ก็ใช่อย่างที่คุณว่า แต่ว่าคุณมองไม่ออกเอง ว่าเราทำอยู่)

_...ด้วยความเคารพอย่างสูงครับ… คำขวัญวันนี้.. คือ ข้าวของถูกมากก็กักตุน.. อาหารถูกมากก็กินเกิน .. ใช่หรือไม่ ...ซื้อของได้แล้วก็ต้องมีอีกคนคอยนั่งเฝ้าของ เพราะกลัวข้าวของหาย .. นับเป็นความทุกข์อย่างหนึ่งนะ .. มองเห็นมั้ย … (อาตมาว่า...ใช่ เขาทำแล้วเขาก็จะเห็นทุกข์ กินเกินเข้าไป หอบแบกเข้าไปสักวันจะรู้สึกเอง คุณเชื่อไหม? อันนั้นจะเป็นบทบาทสอนเขา เราจะให้เขาพากเพียรมาเถิด เขาจะมีกิเลสโลภหอบหวง หรือจะกินเกินไปอย่างไร สุขภาพเขาจะเสีย ของเขาจะเกิน ก็จะเห็นทุกข์ เราสอนซ้อนในตัวเอง แล้วที่คุณพูดมานี้ก็เขาต้องเฝ้าของก็เกิดทุกข์แล้วนะ )

_เพียงแต่เขาใช้ โลกียปีติ ( = ปิติของชาวโลกีย์ ) คือความดีใจจากการได้ซื้อของถูก (คือดีใจที่ผู้ขายได้ขายขาดทุนให้เรา .. ซึ่งไม่ทราบว่าเป็นจิตเชิงบวกหรือไม่ ..)นั้น.. เพื่อกลบเกลื่อน*อารมณ์ความทุกข์แบบละเอียด *ที่ซ่อนแฝงอยู่เท่านั้น.. .. ใช่หรือไม่ … (อาตมาว่า...ขายขาดทุนให้นี่ถือว่าเป็น ปีติเชิงบวก ไม่ใช่ซ้อนด้วยความอวดโอ่เฉยๆ แล้วคุณคาดคะเนคนเอาก็จริงอย่างคนที่ทำอย่างเล่ห์ลวงแบบข้างนอก คนที่นี่ตั้งใจมาลดกิเลสทุกคน ไม่ใช่ทำโก้ชั่วคราว แต่เราตั้งใจทำให้ตลอดไป เป็นอัตโนมัติเลย)

_ ครอบครัวไทย คนไทยควรลดการกินน้ำตาล (ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคเบาหวานและหลอดเลือดชำรุด ) และลดการใช้น้ำมันพืชผ่านกรรมวิธี (ซึ่งอาจแปลงเป็นไขมันทรานซ์ซึ่งก่อมะเร็งได้ ).. เพราะคนไทยเป็นโรคเบาหวานและโรคหัวใจและโรคมะเร็งเป็นจำนวนมากจากผลิตภัณฑ์เหล่านี้ .. ใช่หรือไม่ ..(ดังนั้น.. ตลาดอาริยะ จึงไม่ควรจัดจำหน่ายน้ำตาลทรายราคาถูกและน้ำมันพืชราคาขาดทุนแต่อย่างใด .. ใช่หรือไม่ ..).. (อาตมาว่า...เรามีเทคนิคสอน ว่าให้เขาแบ่งปันให้คนอื่นด้วยนะ คนจนจะสำนึกได้เร็วกว่าคนรวย มาดูเป็นบุญตาได้เลย ก็จริงที่ว่าจะเป็นโรค แต่เรามีอุบายโกศลไม่ได้หักด้ามพร้าด้วยเข่าเหมือนคุณ เรามีขั้นตอนการทำการลดละ แต่ว่า ถ้าทำแบบคุณนั้นมันดีนะ แต่คุณทำได้ไหม มันดีแต่ไม่เป็นลำดับ ศาสนาพุทธสอนให้ทำตามลำดับ ลาดลุ่มเหมือนฝั่งทะเลตามลำดับ เรายังมีนโยบายขายน้ำตาลและน้ำมันพืชอยู่ต่อไป)

_1 บาทก็อิ่มได้ .. แต่ 1 บาทหลายทีเพราะเห็นแก่ราคาถูกก็จุกได้ .. (การทาน หลายจาน หลายถุง หลายรอบ .. เพราะเห็นแก่ว่าของถูกมาก เหมือนได้กินของฟรี .. แต่ของฟรีนั้นไม่มีในโลก .. ---> เอาเปรียบผู้อื่นคือขาดทุน.. เสียเปรียบคือกำไรชีวิตต่างหาก.. ...{ดังนั้น.. อโศกจึงไม่ควรสอนให้ประชาชนเกิดความนิยม ชื่นชมชื่นชอบในการได้เปรียบจากการซื้อของถูกมาก ๆ ซึ่งผู้ขายต้องยอมขาดทุนมากๆ (ซึ่งจริงๆ ไม่มีของฟรีจริงๆ ในโลกอยู่แล้ว ).. แต่ตนเองกลับได้เปรียบมากๆ .. แต่ อโศกควรต้องสอนให้ประชาชนรู้ว่า การเอาเปรียบได้มากๆ นั้นเป็นบาป ( = เชื้อบาปในจิต ) อย่างแน่นอน!.. ..}... (อาตมาว่า...ถูกต้องแน่นอน อโศกคือของฟรีจริงๆ ไม่มีซ้อนแฝง คุณดูถูกเรามากไปแล้วรู้มั้ยแก้วตา เราเสียเปรียบจริง ไม่ต้องการตอบแทนคืน เราทำโดยจริงใจ แต่คุณดูถูกใจจริงของเรา แต่คุณพูดตามคุณเป็น ฐานจิตคุณเป็นเช่นนี้จริงๆ คุณไม่เชื่อหรอกว่า จะมีคนเสียสละจริงไม่เอาคืนจริง ถ้าคุณมาเป็นอย่างเราจะไม่พูดเช่นนี้ คุณอยู่ในฐานแค่นี้อย่ามาดูถูกคนฐานจิตสูงกว่า ขอพูดอย่างแข็งๆ เพราะเรื่องจริง)

_ ห้องน้ำกางเกงยีนส์ ว่าตามจริงก็ไม่รู้สึกเห็นด้วยเลย .. ไม่รู้ว่าใครเป็นต้นคิด .. เหมือนว่าเราไปให้คุณค่ากับวัฒนธรรมตะวันตก ข้าทาสอเมริกามากเกินไป .. แทนที่จะเป็นภาพที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมไทย .. เช่น.. อาจจะเป็นภาพชุดไทยพื้นบ้านอุบล หรือชุดภูไท หรือ ชุดไทยทรงดำ ในความหมายของวัฒนธรรมไทยที่หลากหลาย ก็น่าจะดูดีมีความหมายกว่ากันเป็นไหนๆ .. ใช่หรือไม่ (อาตมาว่า...เป็นไอเดียอาตมาเองที่จะข่มพวกทุนนิยม เอากางเกงยีนส์มาเป็นห้องน้ำเป็นส้วมนะ ไม่ได้ยกย่องเลย)

_แล้ววันหนึ่ง.. ก็จะมีพ่อค้าทุนนิยมหัวสุนัขจิ้งจอก (บางคน บางกลุ่ม) ไม่อยากใช้คำว่าหัวใส .. ซึ่งได้รับทราบข่าวสารจากการชี้นำทำให้ดูเป็นตัวอย่างโดยไม่ระวังของอโศก ก็อาจคิดแผนการตลาด โดยการขายแบบแจก เช่น สมาร์ทโฟนราคา 1 บาท หรือสินค้าอื่นๆ ก็ตาม.. โดยมีจำนวนจำกัด ใครมาถึงก่อนได้ก่อน เพื่อดึงดูดให้คนแห่ไปห้อมล้อมแย่งชิง โดยมีเจตนาให้ประชาชน เมื่อได้มาแล้วก็จะพลอยซื้อสินค้าอื่นๆ ไปด้วย (แต่แค่รองเท้ามีชื่อบางยี่ห้อก็ยังแย่งชิงกันจะเป็นจะตายตามข่าว ..).. ใช่หรือไม่ ..(จึงอยากขอให้อโศกพึงควรระมัดระวัง ในการนำเสนอยุทธวิธีการตลาดแบบบุญนิยมใหม่ๆ แบบแปลกๆของอโศกให้มากๆ ด้วย.. ด้วยความปรารถนาดีครับ..) (อาตมาว่า...ตลาดเรามีแต่สินค้าที่ขายขาดทุนทั้งนั้น การจะเชิญชวนคนให้มาซื้อของที่เราขาดทุนมากๆ นี่ มันจะเป็นการเอาเปรียบใครได้อย่างไร คุณทำให้ได้เช่นเราหรือไม่ เอาสักครึ่งหนึ่งก็ได้นะ แต่คุณก็ทำไม่ได้ อยากให้คุณทำตลาดอาริยะที่ลดราคาได้มากกว่าเราอีก ถ้าทำได้จะดีมากเลย อาตมาชื่นใจเลย แล้วปัญญาคุณยังไม่ฉลาดพอ คุณทำแบบเรายังไม่ได้เลย แล้วเราทำได้แค่นี้ เราทำไม่ได้มากเท่าที่คุณพูดปากเปล่า เราทำได้มากกว่าคุณทำ แต่เรายังทำไม่ได้อย่างที่คุณพูด รออีกหน่อยนะ)

_ต้องระวัง เชื้อโรคทางศีลธรรม ซึ่งแทรกเข้ามาบนเวทีชาวบ้าน .. ซึ่งบุคคลภายนอกขอขึ้นมาร้อง .. ซึ่งควรมีการกลั่นกรองจากผู้มีประสบการณ์ทางโลกร่วมอยู่ด้วย.. .. จริงๆ หน้าจะให้มีภาพลักษณ์ของธรรมะ โดยการเปลี่ยนเป็นเวทีศีล 5 มากกว่า.. … นาทีที่ 10.40 น. (14-3-59) เป็นเพลงที่ไม่เหมาะสมสำหรับเวทีชาวบ้าน ซึ่งต้องเน้นอย่างน้อยศีล5 .. โปรดลองคลิกดูจากยูทูป ที่บางวงดนตรีนำมาร้องแล้ว เกิดความฮือฮา เพราะอะไร … (อาตมาว่า...เราเอามาให้ดูเป็นตัวอย่างบ้าง เราไม่เคยเอามายกย่องนะ เราเอามาถ้าอันไหนไม่ควรทำตามเราก็กระหน่ำ ไม่ได้พูดลอยลมว่า เขามีเช่นนี้นะ ไม่ว่าจะเพลงอะไรก็แล้วแต่นะ)

_ น้องรุน เป็นพิธีกรสนามของอโศก ก็อย่าบริหารเสน่ห์มากเกินไป .. ควรใช้ ท่าทีเรียบๆ เนิบๆ น่าจะเหมาะสมกว่า .. เห็นยิ้มตลอดไม่หุบเลย ด้วยความเคารพครับ… (อาตมาว่า...เสน่ห์ตายล่ะน้องรุน ทำไมคุณ sensitive เหลือเกินว่าหว่านเสน่ห์ ไปเทียบกับพวกดาราทีวี ไม่ได้เรื่องหรอก หน้าตาไม่แต่งอีก มีลีลาเชิงผู้หญิงบ้างไม่แข็งกระด้าง แต่ถ้าทำแข็งก็จะดูไม่ดีอีก อาตมาว่าไม่น่าเกลียดเกินไป ตายๆ ยิ้มก็ไม่ได้ คุณจะสุดโต่งมากไปแล้ว)

_ อีกประการ คืออยากให้อโศกหรือบุญนิยมทีวีส่งเสริมพิธีกรภาคสนามที่มี หน้าตาเพลนๆ ไม่ดึงดูดทางเพศ หรือไม่ก็ให้เป็นพิธีกรชายไปเลย .. เพราะเท่าที่เห็นมักมีแนวโน้มส่งเสริมเด็กสัมมาสิกขาหญิง ที่มีหน้าตาจิ้มลิ้มดึงดูดราคะ (ซึ่งสื่อทางโลกเขาก็ทำเช่นนี้เป็นธรรมดา ).. แต่สื่อทางธรรมควรคิดต่างและทวนกระแสโลก โดยการให้โอกาสกับผู้ที่หน้าตาเรียบๆ (ที่จะให้มาเป็นพิธีกรสนาม) มากกว่า .. ไม่เช่นนั้น.. ผู้ชมอาจมองไปถึงผู้มีส่วนคัดเลือก (ซึ่งไม่ทราบว่าจะมีสมณะร่วมอยู่ด้วยหรือไม่) ว่าอาจเป็นเรื่องของเมถุนสังโยคของผู้คัดเลือกด้วยหรือไม่ก็ได้ .. ซึ่งผู้ชมแทนที่จะได้รับข่าวสารแบบมีสมาธิดีๆ .. แต่ก็กลับต้องมาสาละวนกับการคอยระวัง กำจัดราคะของตนเอง .. ซึ่งถือว่าเป็นการสื่อสารที่ไม่เป็นศิลปะอันอุดมเลย .. ใช่หรือไม่ … (อาตมาว่า...ขออภัยไม่ได้คัดเลือกเลย มาตามธรรมชาติไม่ได้จ้างสักบาท หายากนะ ไม่ได้หาง่ายๆ นะ มาทำด้วยใจไม่ได้จ้าง หากคัดมากก็ไม่ต้องมีคนทำงานพอดี หายากอยู่ แล้วถ้าเป็นพิธีกรชายก็ดูดผู้หญิงอีกนั่นแหละ คนที่มานี้เขาสมัครใจมาเอง ได้ขนาดนี้ก็บุญมากแล้ว เราไม่ได้คัดเลือกด้วย มันมาไม่พอด้วย คุณไม่รู้ความจริงก็พูดส่งเดชไปเรื่อย ว่าพระไปอีก คุณนี่ชักปากเปราะระรานไปเรื่อย คุณได้แต่นั่งเทียนเขียนบนก้อนเมฆ บาปนะ เที่ยวไปตู่ท้วงไปหมด ก็บอกพิธีกรเราว่าอย่าหว่านเสน่ห์มากนัก)

_เพลง แหย่ไข่มดแดง (นาทีที่12.32น.,14-4-59) นั้น ไม่ควรร้องบนเวทีชาวบ้าน .. เพราะไข่มดแดงนั้นยังมีเชื้อชีวิต ที่จะเกิดเป็นตัวมดแดงในอีกไม่นาน .. ซึ่งถือเป็นเรื่องส่งเสริมการผิดศีลข้อ1,ห้ามฆ่าสัตว์ ชัดๆ .. จึงควรต้องระวังการสื่อสาร ในเรื่องเนื้อหาของเพลงให้มากๆ ด้วยครับ.. ด้วยความเคารพครับ… เพลง บึ๊ดจ้ำบึ๊ด... (นาทีที่12.35น.,14-4-59) ก็เป็นเพลงที่มีเทคนิคลีลาของคำความและเนื้อหาเพลงบางส่วนที่ไม่เหมาะสมสำหรับคนชาวธรรมะ ซึ่งโดยมากเป็นการสนองอารมณ์บางอย่างของนักดนตรีนักร้องแฝงเสพไปด้วยเสมอ .. ซึ่งใครก็ฟังออกว่าสื่อไปถึงพฤติกรรมเกี่ยวกับกิจกรรมอะไรของมนุษย์ที่สิ้นสุดลงด้วยน้ำ (ดังที่มีพระพุทธเจ้าได้กล่าวถึงในพตปฎ. อยู่ด้วย) และยังมีคำว่าน้ำในโหลยาดอง ซึ่งสื่อถึงการผิดศีลข้อ5,สุราเมรยะฯ อยู่ด้วยอีกด้วย .. จึงควรพิจารณาว่าเหมาะสม ที่จะให้ขับร้องบนเวทีชาวบ้านของอโศกหรือไม่ด้วย .. ด้วยความเคารพครับ… อาตม ว่า ...การอนุโลมกับสังคมบ้าง เราไม่เอาจัดจ้านมานะเรารับมาประมาณหนึ่ง ไม่ว่าจะเพลง สีสัน การเป็นไป อย่างหน้าเวทีอาตมานี้มีเครื่องประดับตกแต่งเราก็มีดอกไม้ตามประสาเรา เราไม่ได้ซื้อมานะ เราเก็บของเรามาเอง มีผลไม้ประสาเรา เป็นมัณฑณศิลป์ตามแบบเรา ใครว่าเชยก็ไม่เป็นปัญหา อาตมาว่าซื่อใสบริสุทธิ์ ไม่ได้ไปบอกอะไรมากเลย เสริมบ้างเท่านั้น อะไรก็เป็นศิลปะถ้าเราเข้าใจเจตนา ถ้าไม่มีเจตนาและไม่มีความรู้ก็ไม่เรียกว่าศิลปะ คุณเห็นความบกพร่องของโลกนั้น มากมาย แต่คุณเห็นแล้วเฉยเหมือนม้าตด ไม่รู้ไม่ชี้ ถ้าคุณสะกิดใจรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่เป็นลำดับขั้น ปรับจิตก็บรรลุธรรมได้ ควรมาศึกษาฝึกฝนให้เกิดจิตละเอียดลึกซึ้งได้ แม้ยากแต่ทำได้

สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน มาจนดีกว่ามารวย รวย แล้วเมื่อไหร่ก็ในวิมานคนก็เลยเชื่อ แล้วสะกดจิตด้วย นั่งหลับตาอย่าคิดอะไรลูกเอ๋ย ฟังพ่อพูดคนเดียวให้อยู่ที่จิตใสๆ แล้วสร้างมโนมยอัตตา...นี่องค์พระโสดาฯnสกิทาฯ ก็สร้างภาพที่สำเร็จด้วยจิตไป ปั้นขึ้นไปเป็นอารมณ์ลมๆ แล้งๆ เป็นอุปาทาน สำนักที่พาคนไปรวยนี้มีมาก สำนักพาคนไปจนนี้หายาก ถามชัดๆ ว่า การทำให้รวยนี้มันต้องดูดต้องขูดเอามาให้แก่ตนมากๆ ไม่ว่าสำนักใดๆ ชุมชนอโศกเป็นสนามแม่เหล็กแห่งความจน คนที่ยังไม่จนบริบูรณ์จิตใจยังมีความไม่อยากจน ก็ลดละจนเป็นคนจนที่บริบูรณ์ คือจิตใจลดละได้สำเร็จ เราก็เรียนรู้มีปัญญาว่าถ้าเรามีทรัพย์สินเงินทองทรัพย์สินเหล่านี้มันจากนั้นได้เปิด mv เมื่อไหร่จะรู้สักที จนอะไรหรือรวยอะไร? ตกลงคนในโลกนี้ส่วนใหญ่จนอะไร? จนศีล จนธรรม ไม่ได้จนไม่ได้ขาดแคลนเงินหรืออะไรที่แย่งกัน แต่ศีลไม่มาแย่งกัน ธรรมะไม่มาแย่งกัน เพชรก็ดีพลอยก็ดี ธนบัตรก็ดีมีค่ามากว่าศีลธรรมหรืออย่างไร เงินแสนล้านซื้อศีลธรรมไม่ได้ เอาเงินแสนล้านมาให้คนชั่วไม่ทำชั่วไม่ได้ เลิกได้ก็กดข่มชั่วคราว แต่นี่เราให้มีศีลแบบตลอดได้ ไม่ฆ่าสัตว์ได้ถึงจิตเลย แม้เกิดมาใหม่อีกก็อาจมีลิงลมอมข้าวพองบ้าง แต่รู้ตัวแล้วไม่เลย ปฏิบัติได้จริงข้ามชาติได้ อาตมาพูดได้เพราะอาตมามีภูมิธรรมข้ามชาติมา ชาตินี้อาตมาไม่ได้เรียนศาสนาเลย ไม่ได้ไปเรียนสำนักไหนเลย พูดด้วยความจริงเนื้อแท้ที่ตนมี ซึ่งแม้แต่พระพุทธเจ้าก็ยังต้องถูกครอบงำไปพักหนึ่ง แต่พอรู้ตัวแล้วท่านก็เลิก ตอนออกป่า 6 ปีเป็นทางผิด ใช้วิบาก แต่คนในโลกนี้ก็ยังหลงแบบนั้นอยู่อีก คนที่มีจิตใจอยากรวยนี้ยังต่ำ คนที่อยากจนที่สูงขึ้น คนที่จนสำเร็จเป็นคนประเสริฐเป็นคนเจริญที่แท้จริง เป็นคนจนที่สร้างสรรขยันหมั่นเพียร มีปัญญารู้ว่าจะใช้กำลังแรงงานทุนรอนไปกับการงานที่ไม่เป็นโทษ ก็เข้าใจและเสียสละทำงานหรือจะเอามาทำสิ่งที่ดีมีประโยชน์ของตนเองกินใช้ร่วมกันอย่างนี้ บางอย่างไม่จำเป็นด้วยซ้ำไปแต่คนอื่นต้องอนุโลมให้เขาเราก็สร้างให้เขาพอประมาณ อะไรที่แย่แล้วไม่ควรสร้างขึ้นมาในโลกเลยเราก็เว้นเด็ดขาด จนมาเป็นคนที่มีตระกูลจน มีนามสกุลแบบจนนี่มากมายหลายอย่าง ใครไม่เคยบ้าอยากรวยบ้าง ก็ไม่เห็นมีสักคน ก็มีแต่ว่าอยากรวยทั้งนั้นมากน้อยก็แล้วแต่ก็เคยบ้ามากันทั้งนั้น ตอนนี้เราเข้าใจมากแล้วว่าจะไปบ้าอยู่ทำไม ข้อสำคัญก็คือนอกจากเราจะพยายามไม่ไปรวยจะมาจนจริงๆ แล้ว ยังมีเสนาสนะสัปปายะมีชุมชนชาวอโศกเป็นสถานที่อยู่เป็นสิทธิของเราให้อยู่จริง มีบุคคลสัปปายะบุคคลที่จนได้สำเร็จจนได้จริงๆ จนถึงขั้นบริบูรณ์เป็นอรหันต์ จนถึงขั้นอนาคามี จนในขั้นสกิทาคามี จนในขั้นโสดาบัน จนแบบโคตรภูบุคคล กดข่มกิเลส หน้านองน้ำตา จะสละก็ไม่กล้า แต่บางคนก็สละได้เลย อยู่กับหมู่กลุ่มนี้สาธารณโภคี ตายเป็นตาย คนกล้าสู้ก็สละออกหมดเลย คนจะมีปัญญาเห็นจริงที่จะกล้ามาจน ไม่เอาไปรวยแล้ว คุณจะกล้าไปรวยนี้เคยทำกันมาหมด แต่คนไม่ค่อยจะกล้ามาจน นี่มีด็อกเตอร์ใจเพชรก็เปลี่ยนนามสกุลว่ากล้าจน คุณในน้ำคำก็เปลี่ยนมาลงตัวที่มาจน นามสกุลพร้อมจนก็มี คนแรกสุดที่เปลี่ยนสกุลเกี่ยวกับจน คือคุณน้อย ร้อยแจ้ง เขาเปลี่ยนเป็นนามสกุล จนดี ไปถึงกองทะเบียน เขาก็ว่ามีคนนามสกุลจนดี อยู่แล้ว ก็เลยเปลี่ยนไม่ได้ อาตมาก็เลยเติมให้อีกคำว่า จนดีจริง คนเราเกิดมาในโลกนั้นมีแนวโน้มอยากจะไปรวยเพราะกิเลส มวลคนที่จะไปอยากรวยนี้จะมีเยอะ จึงไม่ใช่เรื่องประหลาดอะไรการที่ธรรมกายจะมีหมู่มวลคนไปนิยมมาก ก็ไม่ได้รู้สึกว่าจะประหลาดใจอะไรเลย แต่เอาคนมาให้อยากจนนี้มีหมู่มวลขนาดนี้ก็ได้เท่านี้แหละ จะมากจะน้อยก็ได้เท่านี้ อยากได้มากๆ นั้นคนจะมาอยากจนจริงๆ มารวมกันตั้งใจพากเพียรเต็มใจมุ่งมั่นเพื่อจะมาเป็นคนจนจริงๆ จนอย่างสมบูรณ์ คนที่มีจิตใจชัดเจนแล้วว่าเราหมดเนื้อหมดตัว วัตถุสมบัติเราก็ไม่มีแล้ว ไม่ทำมาหารายได้เข้าตัวแล้ว มีแต่ทำมาหารายได้เข้าสู่กองกลางสาธารณโภคี แล้วก็ช่วยกันบริหาร จะแจกจ่ายแก่คนอื่นก็ทำกันไป ร่วมกันทำงานกับสังคมสาธารณโภคีนี้อย่างที่ชาวอโศกเราเป็นไปได้อย่างที่เราทำได้นี้ เป็นจิตใจจริงๆ ไม่ได้เสแสร้งไม่ได้สร้างภาพ คนทั้งหลายนี้อยากรวย คนในโลกนี้จริงๆ แล้วมีฐานะที่รวยมากกว่าหรือว่าคนที่จนมีมากกว่า? ก็คือคนที่มีฐานะจนมากกว่าคนรวยเหมือนยอดปีระมิด ยิ่งรวยมากเท่าไหร่ก็ยิ่งมีน้อยราย ส่วนคนจนก็ยิ่งมีอยู่มากระจาย ทรัพย์สมบัติในโลกมีจำนวนหนึ่ง แต่ถูกคนรวยดูดเอาไปสมบัติในโลกนี้ก็หายไปจากคนส่วนใหญ่ก็ขาดแคลนลง ส่วนคนรวยก็ดูดทรัพยากรไปกองไว้กับตน คนนี้แย่งกันรวยมากกว่าคนแย่งกันมาจน แล้วคนที่เป็นทุกข์มากก็คือคนที่รวย คนในโลกนี้โง่หรือฉลาดที่ไปแย่งกันรวย คนที่อยากจนนี้โง่หรือฉลาด ส่วนมากก็เจอแต่คนโง่ที่อยากไปรวย มีแต่คนไปอยากรวยทั้งนั้น คนที่อยากรวยนี่ฉลาดหรือโง่? ก็โง่ ส่วนคนอยากไปจนนี่ฉลาดหรือโง่? ก็ฉลาด การทำตนให้จนกับทำตนให้รวยอย่างไหนยาก? ก็ทำตนให้รวยนี้ง่ายกว่า มาทำตนให้จนนี้ยากกว่า แต่สำนักปฏิบัติธรรมที่คนชวนคนมาจนกับสำนักที่ชวนคนมารวยนี้ คนจะกรูเกรียวไปสำนักไหน? ก็ไปสำนักพารวย พาไปฝากกับวิมานไว้ชาติหน้าจะรวยชาตินี้สละให้มาก แล้วชาติหน้าก็เป็นภาระ แต่เราอยู่ในกลุ่มนี้เขาให้ดูแลทรัพย์สมบัติเราก็ดูแลไป 1. คนที่มานี้เป็นคนขยัน บางคนขยันเกินไปต้องบอกให้หยุดด้วย 2. มีสมรรถนะ 3. มีปัญญา รู้ว่าอะไรควรทำไม่ควรทำ 4. ทำแล้วไม่หวงแหนเป็นของตน 5. แจกจ่ายเจือจานแก่คนที่ควรสะพัด เป็นหลักเศรษฐศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ ไม่เบียดเบียนใคร ไม่เป็นหนี้ ขยันหมั่นเพียรเลี้ยงตนรอด ทำให้เกินกินเกินใช้แล้วเหลือสะพัดแจกจ่ายให้ประชาชน ชาวอโศกทำได้ จนเป็นหมู่กลุ่มวัฒนธรรม อยู่อย่างสอดประสานเสียสละ รวมคนมาเป็นพฤติกรรมสังคม วัฒนธรรม ซับซ้อนมีอัตราก้าวหน้าของเศรษศาสตร์บุญนิยม เศรษฐกิจพอเพียงแบบในหลวงเรานี่ จากนั้นเปิดคลิป แบบคนจน และขาดทุนของเราคือกำไรของเรา "แบบที่เรียกว่า ทำ "แบบคนจน" คือทำวิธีการแบบคนจน ไม่ได้มีการลงทุนมากหลายอย่างของเขาเราก็ท­ำไป ก็เลยบอกว่าถ้าจะแนะนำ ก็แนะนำได้ "ทำแบบคนจน" เพราะเราไม่ได้เป็นประเทศที่รวย เราก็รวยพอสมควร อยู่ได้ แต่ไม่ใช่เป็นประเทศที่ก้าวหน้าอย่างมาก เราไม่อยากจะเป็นประเทศอย่างก้าวหน้าอย่าง­มาก เพราะว่าถ้าเราเป็นประเทศที่ก้าวหน้าอย่าง­มาก มีแต่.. มีแต่ถอยหลัง ประเทศเหล่านั้นที่เขามีอุตสาหกรรมสูงมีแต่ถอยหลัง และถอยหลังอย่างน่ากลัว แต่ถ้าเรามีการปกครองแบบ แบบว่า แบบคนจน แบบที่ไม่ติดกับตำรามากเกินไป ทำอย่างมีสามัคคีนี่แหละ มีเมตตากัน ก็จะอยู่ได้ตลอดไป ไม่เหมือนคนที่ทำตามวิชาการ แล้วก็วิชาการนั้นก็เราดูตำราแล้วพลิกไปถึ­งหน้าสุดท้าย หนึ่งหน้าสุดท้ายนั้นเขาบอกว่า"อนาคตยังมี­" แต่ไม่บอกว่าเป็นอย่างไร เวลาปิดเล่มแล้วมันก็ปิดตำรา ปิดตำราแล้วไม่รู้จะทำอะไร ลงท้ายก็ต้องเปิดหน้าแรกใหม่ เปิดหน้าแรกก็เริ่มต้นใหม่ "ถอยหลังเข้าคลอง"แต่ถ้าเราใช้ตำราแบบที่เ­ราอะลุ่มอล่วยกัน ตำรานั้นไม่จบ" ในหลวงทรงมีพระราชดำรัสนี้เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2534 ..ก็แปลว่า ขาดทุน คือ เป็นการได้กำไรของเรา หรือการขาดทุนของเรา เป็นการได้กำไรของเรา ท่านนักเศรษฐกิจคงร้องว่า ไม่ใช่ แต่ว่าเป็นไปอย่างนั้น ก็เห็นว่านักเศรษฐกิจก็ยิ้ม ยิ้ม ๆ ว่า อะไร ? พูดอย่างนี้ "การขาดทุนของเรา เป็นการได้กำไรของเรา" หรือเราได้กำไร แต่พูดภาษาอังกฤษมันสั้นกว่า งั้นก็ต้องขยายว่าภาษาอังกฤษเป็นอย่างไร ? ภาษาอังกฤษ Our หมายความว่า ของเรา Our Loss .. Loss ก็การเสียหาย, การขาดทุน Our Loss Is .. Is ก็เป็น Our Loss Is Our .. Our ก็คือของเรา "Our Loss Is Our Gain" ..Gain ก็คือกำไรหรือที่ได้ ส่วนที่เป็นรายรับ ก็ตกลงบอกกับเขาว่า "Our Loss Is Our Gain" ขาดทุนของเราเป็นกำไรของเรา หรือว่า เราขาดทุน เราก็ ได้กำไร เวลาพูดไปแล้วเขาก็บอกว่า "ขอย้ำ ขอซ้ำอีกที" ก็พูดซ้ำอีกที เขาก็นั่งเฉยไปอีก ก็หมายความว่าต้องการ การอธิบาย เราก็อธิบาย อธิบายว่า ถ้าเราทำอะไรที่เป็นการกระทำแล้วก็เราเสีย แต่ในที่สุดก็ ไอ้ที่เราเสียนั้นมันเป็น "การได้".. พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทรงพระราชทานไว้เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2534 ในหลวงท่านต้องตรัสสิ่งจริง แล้วคนที่รู้ว่าจนนี้ดีกว่าไปรวยก็มี แต่แม้รู้ก็ยังไม่กล้าพูดไม่กล้าทำ ฐานะชาวอโศกจึงตกในฐานะที่คนไม่กล้ารับรองพวกเรา เพราะถ้าเขารับรองเขาก็ทำไม่ได้ ก็เลยไม่กล้าพูด เราจึงอยู่โดดเดี่ยวบ้าง แต

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน