590413 เทศนาเปิดงานตลาดอาริยะ #37 ปี 2559 โดยพ่อครู.docx
เนื้อหาในไฟล์
590413 เทศนาเปิดงานตลาดอาริยะ #37 ปี 2559 โดยพ่อครู
วันพุธที่ 13 เมษายน 2559 ที่บวรราชธานีอโศก พ่อครูสมณะโพธิรักษ์นำ สมณะสิกขมาตุออกบิณฑบาตตั้งแต่ 06:30 น. จากนั้นในเวลา 07:25 น. พ่อครูได้มาเทศนาเปิดงานตลาดอาริยะครั้งที่ 37 ที่เวทีกลางหน้าห้องน้ำกางเกงยีนส์
สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน ตลาดอาริยะเป็นศิลปะตามหลักสาราณียธรรม 6 พ่อครูว่า...วันนี้วันดีจริงๆ ศุภมงคลตรงกับวันพุธที่ 13 เมษายน 2559 ขึ้นเจ็ดค่ำเดือนห้าปีวอก วันนี้เป็นวันปีใหม่ไทยสงกรานต์ ที่ บ้านราชเมืองเรือ บ้านไม้เมืองหิน บ้านดินเมืองน้ำ บ้านงามเมืองพุทธ บ้านพิสุทธิ์เมืองอมตะ ที่นี่ตั้งชื่อไว้ว่าอย่างนั้น เป็นเกาะรัตนราชธานี ซึ่งเราพยายามที่จะกอบก่อสร้างขึ้นมาเป็นเมืองแผ่นดินพุทธ ที่มี บ้าน-วัด-โรงเรียน อยู่กันอย่างกลมกลืน ไม่ได้แบ่งส่วนแยกออกจากกัน ไม่ใช่บ้านอยู่ทางโน้น วัดอยู่ทางนี้ โรงเรียนอยู่ที่นั่น ไม่ได้แยกส่วนกันเลย อยู่กันอย่างประสานกลมกลืนที่ดูยาก แต่ก็เป็นสัดส่วนอยู่ในนั้น ว่าสมณะนักบวชก็อยู่ในสัดส่วนอย่างไหน ฆราวาสญาติโยมต่างๆ จะอยู่อย่างไร นักเรียนจะอยู่อย่างไร โดยเฉพาะนักเรียนของเราก็ไม่เหมือนใครกับชาวโลกเขา เพราะว่าการเรียนของนักเรียนที่นี่เป็นการเรียนอย่างก้าวหน้ากว่าชาวโลกเค้าจะเข้าใจ เพราะโรงเรียนของเราไม่ใช่การเรียนแบบเข้ากล่อง เช้าก็ไปเข้ากล่อง เย็นก็กลับบ้าน เช้าก็เข้ากล่อง เย็นก็กลับบ้าน ...อยู่อย่างนั้นจนปริญญาเอก ของเราไม่ใช่อย่างนั้นเลย ของเราเป็นห้องเรียนกว้างใหญ่ จะเรียนแบบในห้องเรียนวิชาการก็ได้ แล้วมีวิชาการที่เข้าไปอยู่กับสังคมไปช่วยชาวบ้าน ปลูกผักก็ช่วย ช่วยกันทำความสะอาดช่วยกันล้างส้วม ช่วยกันขายของ ช่วยกันแจกของ ช่วยกันหมด เป็นการประสานอยู่กันอย่างนี้ เป็นวิธ
อ่านต่อ
ีการของสังคมแบบใหม่ ซึ่งที่จริงแล้วเป็นระบบสาธารณโภคีของพระพุทธเจ้า ตัวอย่างนี้ไม่ได้มีมาหลายยุคสมัยแล้ว อาตมาได้นำมาสร้างขึ้น เปิดเผยขึ้นในยุคนี้ ยากที่คนจะเข้าใจ แต่ก็มีคนค่อยๆ เข้าใจมากขึ้นแล้ว เราอยู่กันอย่างผสานผสมกันได้อย่างสัดส่วนที่ดี มีการเกื้อกูลเผื่อแผ่กันในทีซึ่งเป็นเรื่องที่ลึกซึ้งเกิดจากจิตวิญญาณเป็นตัวหลัก จึงทำได้ ถ้าจิตวิญญาณไม่ได้เป็นตัวหลัก มีกิเลสหนา กามก็เยอะ โทสะก็แรง ก็จะเป็นได้ยาก แต่นี่เราต้องลดละได้จริงๆ จนเกิดการสอดประสานที่ดี แม้แต่ที่สุดการพาณิชย์ซึ่งเรากำลังจัดงานที่เรียกว่าตลาดอาริยะ ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 37 ถ้านับเป็นครั้งใหญ่ใหญ่นะ แต่ครั้งเล็กๆ ในแต่ละปีเราก็จัดอีกหลายครั้ง ที่ราชธานีอโศกนี้จัดเป็นหลักครั้งใหญ่ๆ ครั้งย่อยๆ ก็จัดในจังหวัดต่างๆ ตลาดอาริยะคืออะไร? ตลาดอาริยะคือตลาดของบุญนิยม เป็นตลาดที่ขายขาดทุน จัดงานตลาดอาริยะแล้วสินค้าจะต้องเป็น ของดี ราคาขาดทุน ซื่อสัตย์ มีน้ำใจ ขายสด งดเชื่อ เบื่อทวง ปวดท้อง เราเลิกการใช้สินเชื่อเด็ดขาด ไม่มีการกู้หนี้ยืมสิน มีแต่การเกื้อกูลช่วยเหลือกันไม่มีดอกเบี้ยอะไร ไม่ใช้เงินเป็นการหากินแบบระบบเชื่อเราไม่เอา แล้วเราก็ทำมาได้ ชาวอโศกเปิดมา 30 ถึง 40 ปี แม้แต่ตลาดอาริยะก็ 37 ปีแล้ว เป็นต้น ของที่เราเอามาขาย ซื่อสัตย์ ราคาต่ำกว่าราคาทุนจริงๆ เป็นการขาดทุนจริงๆ ไม่ใช่การขาดทุนแอบแฝง จะต้องคิดค่ารถ เอาเกินกว่าราคาต้นทุน ดีไม่ดีก็คิดค่าแรงงานด้วย แต่ของเราไม่คิดค่าแรงงาน ถ้าจะคิดค่าแรงงานด้วยก็ยิ่งขาดทุนมากมายเลย พวกเรามาเสียสละจริงๆ เป็นเนื้อแท้ เพราะพวกเราอยู่ได้ ชีวิตของพวกเรามีหลักเกณฑ์อยู่ 4 หลักเกณฑ์ 1. มีชีวิตที่ไม่เป็นหนี้ 2. มีชีวิตที่พึ่งตนเองรอด ทำงานทำการสร้างสรร พึ่งตัวเองรอด 3. สร้างสรรให้เหลือ มีผลผลิตเหลือ เอาสิ่งที่เหลือนั้นเป็นข้อที่ 4 4. คือเอาไปแจกจ่ายเผื่อแผ่แก่คนอื่น อันนี้เป็นหลักเกณฑ์ของชาวอโศก เราก็อยู่อย่างเป็นสุข การไม่เป็นหนี้นี่เป็นสุขที่สุด พระพุทธเจ้าตรัสว่าคนไม่เป็นหนี้เป็นสุขที่สุด เพราะฉะนั้นระบบเงินเชื่อนี่พวกนักธุรกิจใหญ่ใหญ่มีหนี้กันเป็น พันล้านหมื่นล้าน พวกนักธุรกิจใหญ่เค้ามีกิจการมีเงินหมุนเป็นแสนล้านก็จริง แต่เป็นหนี้เป็นพันเป็นหมื่นล้าน ถ้าหยุดหมุนเงินเมื่อไหร่ก็ตาย นั่นคือระบบเงินเชื่อ หมุนเข้าหมุนออก บางคนก็มีส่วนเกินส่วนขาดในบางเวลา บางเวลาขาดทุน แต่ของเรานี่หมุนอย่างไรก็ไม่มีเป็นหนี้ใครข้างนอก นี่คือระบบของศาสนาพุทธเป็นของพระพุทธเจ้า ในหลวงเราเป็นพระโพธิสัตว์ มีเนื้อแท้ของศาสนาพุทธอยู่ในพระองค์พระองค์จึงตรัสว่าเอาแบบเศรษฐกิจพอเพียง หรือให้อยู่แบบคนจน ชาวอโศกนี้อยู่แบบคนจน แต่ละคนไม่มีของส่วนตัวอะไรมากมาย อย่างในสมาชิกชาวอโศกในหมู่บ้านมีเงินใช้ไปแต่ละวันแต่ละวัน บางคนก็ไม่มีเงินใส่กระเป๋าเลย ชีวิตเป็นปีเป็นเดือนไม่มีเงิน มีใช้เงินเหมือนกับใช้จานมีดช้อนส้อม มีเงินก็ใช้แบบนี้ ไม่ได้เห็นว่าเป็นแก้วสารพัดนึกอะไร เราจะให้คนอื่นมาศึกษาว่าเราหลอกหรือเปล่า ชีวิตแบบนี้อยู่ได้ไหม แม้แต่ภิกษุในศาสนาพุทธในวัดต่างๆ เค้าก็ยังบอกว่าชีวิตไม่มีเงินไม่ได้ ถ้าไม่มีเงินอยู่ไม่ได้ในยุคนี้ ทุกวันนี้เค้าต้องมีเงินภิกษุก็ว่าอย่างนั้น แต่พวกเราก็มีภิกษุมีนักบวชของพุทธเราก็พุทธแต่ไม่มีเงิน อย่าว่าแต่นักบวชของชาวอโศกเลย นักบวชหญิงของเราเรียกว่าสิกขมาตุ ไม่ได้เรียกว่าภิกษุณี นักบวชหญิงเราก็ไม่ได้มีเงินสักบาทแม้แต่ฆราวาสหญิงฆราวาสชายของชาวอโศกก็ไม่มีเงินเราอยู่ได้ คนที่บอกว่ามาบวชแล้วไม่มีเงินอยู่ไม่ได้นั่นคือไม่มีความสามารถ แต่ชาวอโศกเราอยู่ได้แม้แต่เป็นฆราวาส บางคนมีลูกด้วย เป็นสมาชิกชาวอโศกก็ยังไม่สะสมเงินเลย เลี้ยงลูกหลานให้จบปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก อยู่ในนี้ได้เลย นี่คือเศรษฐศาสตร์ของพระพุทธเจ้าที่ลึกซึ้งมาก ที่ชาวโลกจะต้องมาศึกษาเศรษฐศาสตร์บุญนิยมนี้ในอนาคต โดยเฉพาะถึงขั้นสาธารณโภคีดังกล่าว จึงเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์จากทฤษฎีของพระพุทธเจ้าที่เราได้นำมาปฏิบัติกันเราไม่ได้พูดเพื่ออวดอ้างตัวเอง แต่พิสูจน์ยืนยันความจริงว่าเป็นสิ่งที่พิเศษเป็นสิ่งที่น่าบอกแถลงกันอย่างจริงใจ ไม่ได้บอกเพราะอยากอวดอ้าง แต่บอกความจริงบริสุทธิ์ใจจริงๆ งานตลาดอาริยะของเราตอนนี้ก็แพร่หลายไปมาก วันนี้เป็นวันแรกแล้วจะมีทั้งหมดสามวัน สินค้าเราก็พยายามจะมีให้พอถึงสามวัน ก็มากันวันนี้เป็นวันแรกต้อนรับปีแต่ละปีถึงวันที่สามหลายอย่างก็หมดไป เป็นธรรมดาก็ได้ของมาไม่มากแต่ความต้องการของคนมีมากก็เลยไม่พอ สิ่งนี้เป็นเศรษฐศาสตร์ที่แบ่งแจกเจือจานกัน เป็นการจัดในวันปีใหม่ไทย แต่เมื่อก่อนเราจัดตอนช่วงปีใหม่สากล คือวันที่ 30 31 ธันวาคม และ 1 มกราคมของทุกปี แต่ตอนนี้เรามาจัดที่สงกรานต์ปีใหม่ไทยวันที่ 13 14 15 เป็นที่รู้กัน แต่วันนี้ตรงกับเจ็ดค่ำ พรุ่งนี้ตรงกับแปดค่ำ ความเข้าใจของคนมีมากขึ้น ปีนี้อาตมาได้เปิดเผยถึงศิลปะโลกุตระ การทำตลาดอาริยะนี้เป็นศิลปะอย่างยิ่ง เป็นวิธีการอันชาญฉลาด เพราะศิลปะต้องใช้ความเฉลียวฉลาดเป็นหลักที่จะทำให้สังคมอยู่ร่วมกันด้วยความอบอุ่น อยู่ด้วยความกลมกลืน ความสุขสงบอบอุ่นเรียบร้อยราบรื่นง่ายงาม เป็นสังคมแห่งสันติสุขอย่างแท้จริง ซึ่งเราใช้หลักธรรมพระพุทธเจ้า คือสาธารณโภคี มีสาราณียธรรม 6 ที่เกิดเป็นพุทธพจน์ 7 สาราณียธรรม 6 คือ เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรมสาธารณโภคี สีลสามัญญตา ทิฏฐิสามัญญตา เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม คือสามข้อแรก เราเอาลาภที่ได้มาโดยธรรมนั้นมารวมกัน แล้วแบ่งปันกันให้ทั่วถึง เรียกว่าสาธารณโภคี นี่คือข้อ 4. ข้อ 5. เรามีศีลที่สามัญญตา แม้แต่เด็กหรือผู้ใหญ่ก็มีศีล ตั้งแต่ศีล 5 แล้วก็ศีล 8 ศีล 10 ศีล 26 ครบทั้งหมดถึง 43 ของจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล เรามีศีลกันเป็นปกติ เป็นศีลที่บรรลุธรรม มีกายกรรม วจีกรรม และมีมโนกรรมบริสุทธิ์ มีใจเป็นหลัก เป็นคุณสมบัติของคนครบบริบูรณ์ที่มีศีลมีธรรมตามพระพุทธเจ้า เป็นชีวิตจริงของคนจริง ที่ไม่ได้อวดอ้างอย่างมีเล่ห์เหลี่ยม อาตมาเป็นคนอีสาน รากเหง้าเป็นคนอุบลราชธานี อาตมามีทวดเป็นท้าวคำผงที่เป็นเจ้าเมืองอุบลคนที่หนึ่ง ซึ่งท่านเป็นทวดของตาอาตมา ก็เลยมาสร้างรูปแบบของสังคมพุทธที่ราชธานีอโศก ตั้งแต่จดทะเบียนหมู่บ้านเป็นนิตินัย พ.ศ. 2539 นี้ หมู่บ้านเราเกิดมา 20 ปีพอดีตั้งแต่ตั้งมา มาถึงปีนี้ก็เร่งดำเนินการสร้างขึ้นให้ลงตัวให้เป็นเกาะรัตนราชธานีที่จะมี landscape ภูมิทัศน์ ดินน้ำไฟลม ต้นหมากรากไม้ น้ำตก ภูเขา ลำธาร เป็นดินแดนธรรมชาติ อาคารที่จะใช้อาศัยมีแต่จะไม่เหมือนอยู่ในเมือง จะไม่เป็นแดนคอนกรีต ซึ่งในเมืองนั้นมีแต่ดงแท่งคอนกรีต ฝนตกลงมาเป็นน้ำก็ไปไม่ถูก ลมพัดไปก็ไปไม่ถูกทาง เป็นสังคมที่แออัดยัดเยียดต้องจำนน เราก็ไม่สร้างแบบนั้น เราสร้างอย่างมีภูมิปัญญา สร้างอย่างมีความรู้เป็นแกนหลัก มีเจตนาที่จะให้เป็นตามที่เรามุ่งหมาย แต่ไม่ได้มีพิมพ์เขียวมาอวดอ้างใคร แต่ทำไปตามภูมิว่ามีทิศทางมี Road Maps อยู่ในหัวสมอง อยู่ในปัญญา ไม่ได้เอาออกมาเป็นพิมพ์เขียว คนเข้ามาในราชธานีอโศก ถามว่าใครเป็นคนออกแบบผังเมืองนี้ เราก็ตอบไปว่าไม่มีใครออกแบบ อาศัยธรรมชาติมาช่วยออกแบบ ก็จริงอย่างนั้น เราไม่ได้มีใครมาสร้างแบบ เอาธรรมชาติช่วยออกแบบ ปรับไปตามแต่ละที่แต่ละที เราทำอยู่นี้ยังไม่ลงตัว ทำไปได้แค่ 10 - 20% คอยดูถ้าถึง 50% เมื่อไหร่จะมีรูปร่างรูปร่างที่ชัดเจนขึ้น จากนั้นจะมีรากฐานโครงสร้างที่ชัดเจน ก็เหลือแต่การตกแต่ง สีลสามัญญตา คนที่นี่มีศีล 5 เป็นอย่างต่ำ และสูงขึ้นไปเป็นลำดับของศีลตามหลักของศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติของพระพุทธเจ้า จึงเป็นเมืองที่ได้รับการขัดเกลาจิตใจให้กิเลสลดกิเลสจางไปตามลำดับ เป็นโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามีอรหันต์ อยู่ในร่างของฆราวาสนี่แหละ แม้แต่เป็นอรหันต์ร่างฆราวาสก็ได้ อยู่ในนักบวชก็ได้จนถึงอรหันต์ แต่อยู่ในฆราวาสก็ยังมีคุณธรรมนั้น ได้ทำงานทำการอยู่ในสังคม โดยจิตเป็นประธาน มีจิตไม่เห็นแก่ตัว มีทิฏฐิเดียวกัน ความเห็นและทฤษฎีเดียวกันของพระพุทธเจ้า ไปสู่การลดกิเลสและนิพพานเป็นหลัก คนสะสมเงินมากเป็นอบายมุข เรามีชีวิตที่ไม่สะสมเงินเลยเป็นเรื่องดี คนจะบอกว่าเป็นไปไม่ได้ แต่อาตมาขอยืนยันว่าเป็นไปได้และเป็นจริงได้อย่างชาวอโศกที่เห็นนี่แหละ และเป็นความสุขด้วย เป็นความสุขอย่างสงบ ไม่ใช่เป็นความสุขอย่างบำเรอกิเลส ไม่ใช่สุขเพราะว่าเราได้บำเรอกามได้รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส แต่เป็นความสุขที่เป็นวูปสโมสุขหรืออุปสโมสุขของพระพุทธเจ้า ที่ตรงกันข้ามกับโลกีย์ ศาสนาพุทธจึงเป็นศาสนาที่พาคนให้มีลักษณะอย่างนี้ การจัดงานนี้พวกเราจะมีการบันเทิงเริงรมย์ก็มีตามโลกเขา แต่ไม่จัดจ้าน และเป็นศิลปะโลกุตระด้วย มีเพลง มีเต้นรำ วันนี้ก็จะเต้นบาทเดียว สนุกและมีสาระ สมานสามัคคี มีการเสียสละไม่เหมือนกับชาวโลกเขา ทั้งที่เต้นรำเหมือนกันแต่ไม่เหมือนกัน ให้มาศึกษาเถอะชาวอโศกเป็นคนเหมือนกันแต่เป็นคนไม่เหมือนกัน มาดูว่าคนลักษณะแบบโลกุตระเป็นอย่างไร คนอาริยะกันอย่างไร จะเรียกว่าอริยะหรืออารยะก็ได้ คือเป็นคนฉลาดที่ไม่ฉลาดแบบเฉโก แต่เป็นคนฉลาดที่มีปัญญา ขอต้อนรับทุกคน ทุกศาสนา ทุกชาติ จากต่างประเทศเข้ามาจากประเทศลาวก็มา จากประเทศจีน ประเทศอื่นๆ ก็มา เราก็มีสิ่งที่จะแสดงออกอย่างไม่ได้อวดอ้างอะไร แต่ทำเพื่อให้มนุษยชาติอย่างจริงใจ มีการช่วยเหลือเจือจานเกื้อกูลกันจริงๆ มีอยู่ในโลก ก็ยินดีต้อนรับทุกๆ คน สำหรับขณะนี้ 08:00 น. ตรง อาตมาก็ขอเปิดงานตลาดอาริยะ ครั้งที่ 37 ณ บัดนี้ ...จากนั้นพ่อครูตีฆ้องเปิดงานตลาดอาริยะ ครั้งที่ 37