590218_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติฯ นิสสัคคียปาจิตตีย์.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์343 KB
วันที่แก้ไข10 ธันวาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

590218_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติฯ นิสสัคคียปาจิตตีย์

พ่อครูว่า...วันนี้วันพฤหัสบดีที่ 18 กุมภาพันธ์ 2559 ขึ้น 11 ค่ำ เดือน 3 ปีมะแม ที่ บวร สันติอโศก

สื่อธรรมะพ่อครู (การเมืองบุญนิยม) ตอน ใช้ความสงบ สยบความรุนแรง วันนี้มาพูดเรื่องธรรมะ แล ะธรรมะก็เกี่ยวกับสังคม เกี่ยวกับมนุษยชาติ ทั้งนั้น ตัวเราก็ทำธรรมะในตัวเราให้เจริญได้ดีขึ้น และพัฒนาขึ้นจริง แล้วเราก็จะมีพฤติกรรม เพราะเรามีธรรมะในตัวเรา เราก็จะมีพฤติกรรมร่วมในสังคมดีขึ้น ถ้าเราไม่ได้ปฏิบัติธรรม พฤติกรรมเราไม่ได้แก้ไขกายกรรม วจีกรรมมโนกรรม เราปล่อยให้กิเลสครอบงำ กิเลสมันไม่หยุดยั้ง ไม่หยุดหน้าที่ ไม่หยุดทำงาน มันขยันจริงๆ ตัวอย่าง ตั้งแต่นอนยังไม่ตื่น กิเลสติดนอนก็เล่นงาน ให้ยังไม่ตื่น ถึงเวลาทำงาน เข้าเล่นงานอีก พอตื่นมาแล้ว เดี๋ยวก็อยากกินอะไรต่างๆ อยากจะทำอย่างนั้น บำเรอจิตตัวเอง กิเลสเป็นตัวสั่งการตลอดเวลา แม้แต่กลางคืนก็มาปั่นเป็นฝัน ละเลงตลอดเวลา คนเราจึงตกต่ำ ยิ่งไม่สำเหนียก ไม่ระวังว่าชีวิตต้องมาเอาธรรมะ เพราะสิ่งที่จะมาสู้กิเลสปราบกิเลสได้ ก็มีแต่ธรรมะ และต้องเป็นธรรมะที่สัมมาทิฏฐิด้วย ถ้าไม่ใช่ธรรมะสัมมาทิฏฐิ ก็มีแต่จะเสริมกิเลส ผู้ที่เป็นอาจารย์ก็มีกิเลสกินตัวเลย กิเลสกินหัวใจด้วย แล้วก็หลงผิด พาผู้ที่มานับถือหลงผิดด้วย เกิดกิเลสตามไปด้วย ตัวมิจฉาทิฏฐิที่ไม่รู้ความจริงถึงทางออกที่ถูกต้อง ถึงทำให้กิเลสโตตลอดเวลา ด้วยความไม่รู้ด้วยความหลงผิด นี่คือสัจจะ เพราะฉะนั้นคนที่จะปฏิวัติ ปฏิรูป วิวัฒนาการ ทำให้สังคมให้บ้านเมืองเกิดความเจริญในแต่ละบุคคล ต้องเรียนรู้เรื่องกิเลส ซึ่งกิเลสก็จะมาก่อกรรม ถ้าไม่เรียนรู้เรื่องกรรม ขอยืนยันเลยว่าประเทศชาตินี้ ไม่สามัคคี ไม่เป็นอยู่สุข เพราะฉะนั้นตอนช่วงนี้ก่อนจะน

อ่านต่อ

ำเรื่องราวอธิบาย ก็เตรียมเพลงไว้สองเพลง ลองเอาเพลง 2 เพลงนี้นำดู

เพลง: สันติภาพประกาศิต คำร้อง/ทำนอง: รัก รักพงษ์

ขอ..มั่นยืนยันกันสุดซึ้ง สันติภาพพึงเพียรเข้าถึงดั่งฝัน ต้องทำ กรรมของตนนั้น คั้นมาเป็นบุญ แม้ จะรวมหัวกันขั้นไหน สูงจนต่อให้รั้งโลกไว้หยุดหมุน แต่คน ไม่ย้ำกรรมหนุนบุญตนก่อนใครๆ จะก่นหาคนร้อง ให้แซ่ซร้องปานใด ก็ไม่สมความหวัง ดั่งขานไข ถ้าไม่ทำให้คนประพฤติตนจนแจ้งธรรม ผอง..กิเลสตนตัวชั่วร้าย สันติภาพกลายเป็นเล่ห์ซ้อนบ่อนซ้ำ ให้คนทนทุกข์ถลำเพราะทำไม่ถูกทาง

เพลง: มาร์ชประเทศคือชีวิต คำร้อง/ทำนอง: รัก รักพงษ์

แม้ลองคิดชีวิตคน กลไกในร่าง ดังหนึ่งประเทศไซร้ ทั้งชีวิตร่างกายเทียบคล้ายดังแดนประเทศ จากเขตแดนผองชน หน่วยงานทั้งสิ้นจนถิ่นเนาว์ เทิดองค์กษัตริย์ไซร้ ดั่งดวงใจของเรา ถนอมและเฝ้าเชิดชู สุดชีวี จวบจีรกาล ยกเอามันสมอง เป็นเหมือนรัฐบาลป้อง ซึ่งคอยตรองคิดคุม ช่วยอุ้มชูมิให้ชีพแหลกราญ เฝ้าคอยบริหาร สั่งบงการผลงาน เสริมพัฒนาการ ให้ชีวีดีดั่งหวังปอง

ประชาชนนั้นเป็นเช่นดังสายเลือด ไม่แห้งเหือดหายไปจากกายพี่น้อง กระทรวงทบวง หรือรวมทั้งกรมและกอง เปรียบระบบของประสาทในร่างกายของเรา

หากส่วนใดเสียไป เหมือนกายพบโรค ต้องทุกข์โศก ทรุดโทรมเสื่อมทรามโฉดเฉา หากแม้นแรงร้าย ถึงตาย คล้ายดังชาติเรา หากเมามัวเขลา ใครบ่อนใน ชาติไทยสูญสิ้น

รักแดนถิ่นดินไทย ต้องสามัคคีเหมือนดังทั้งอวัยวะ ไม่ปล่อยปละ หน้าที่ ทำทุกอย่าง ทั้งคิดทั้งจิตถาง ทางก้าว เดิินชูช่วยชีวี หากต่างดี จิตดี เลือดเดินดี ประสาทดี สมองดี ชีวิตมั่นขวัญยืน ชีพเช่นไร ประเทศคงคล้ายกัน มาเถิดมาเสกสรร สร้างเมืองไทยให้แน่น เป็นแผ่นผืน เชิดชูไทย ในทุกทาง ให้ยั้งยงยืน ไทยทุกคนตื่นเถิด ประเทศคือชีวิตเรา

ได้ฟังเพลง สันติภาพประกาศิต หมายความว่าสิ่งที่จะพูดเป็นคำตายคำศักดิ์สิทธิ์ว่า จะให้เกิดสันติภาพต้องทำกรรมตนให้ดี ให้ได้ผลวิบากกรรมที่เป็นอาริยธรรม ถ้าแค่ผลวิบากแค่กัลยาณธรรมมันก็ดี แต่แก้ปัญหาสังคมได้ยาก ยิ่งยุคนี้ยืนยันว่าเป็นไปไม่ได้ ใช้ กัลยาณธรรมแก้ไขปัญหาสังคมที่เหลวแหลกเช่นนี้ไม่ได้ คุณธรรมกัลยาณธรรมที่รวมกันนี้ต้านความชั่วร้ายของสังคมนี้ไม่ได้ ต้องใช้อาริยธรรมหรือโลกุตรธรรม ถึงแก้ได้ นั่นคือต้องใช้ “ความสงบ สยบความรุนแรง” ของกิเลสยุคนี้ให้ได้ ฟังแล้วเป็นคำพูดที่ดูเหมือนว่า...เอาความสงบไปรบกับเขา ไม่ทำร้ายเขาแล้วศัตรูจะกลัวหรือ อันนี้เป็นประเด็นปัญหา คนที่เข้าใจด้วยปัญญาก็ปัญหาหมด คนไม่รู้ ไม่มีปัญญารู้ จะเป็นเจ้าปัญหา ไม่เชื่อตลอดไป มีคำถามตลอดไป แต่ผู้ที่เข้าใจสัจจะความจริงได้แล้วก็เป็นผู้มีปัญญาชัดเจน สังคมประเทศไทย มีพระเจ้าแผ่นดินของประเทศ เป็นประชาธิปไตย ที่มีพระเจ้าอยู่หัวเป็นประมุข หรือกษัตริย์เป็นประมุข เป็น ประชาธิปไตยสองขา เป็นประชาธิปไตยที่ มีทั้งกายและจิต มีองค์ประกอบองค์รวมเป็น ชาวประชาชน และมีพระมหากษัตริย์ ซึ่งเปรียบเสมือนหัวใจ เมื่อตะกี้นี้ เพลงประเทศคือชีวิต ก็บอกแล้วว่าในหลวงคือหัวใจ รัฐบาลเหมือนสมอง ประชาชนเหมือนเลือด แล้วในหลวงเราเป็นความสงบ สยบความเคลื่อนไหว จะเรียกว่าพระปรีชาหรือพระกรุณาธิคุณก็ได้ เป็นพระบริสุทธิคุณของในหลวง เป็นเรื่องหมุนรอบเชิงซ้อน ไม่ใช่สาธารณะของปุถุชน ไม่ใช่ของเข้าใจได้ง่าย แต่เป็นของชั้นอาริยะชนที่จะเข้าใจได้ แล้วไม่ใช่ของเพ้อเจ้อ แต่เป็นความจริงที่ในหลวงช่วยประเทศไว้ได้ หรือว่าที่อาตมาพาพวกเราไปแสดงความสงบสยบความรุนแรง ที่จริงเขาจะเตรียมเหตุการณ์วันที่ 18 กพ.57 แต่ว่าอาตมาปรามไว้ มันจะแรงไป ภาพในวันนั้นเป็นเรื่องจริงเกิดจริงในประวัติศาสตร์เลย ผู้เคยเห็นก็จะพบว่ามีความสงบเป็นธรรมฤทธิ์ สยบความเคลื่อนไหวได้ มีการฆ่าแกงกันด้วยอาวุธ ปะทะกัน ทางฝ่ายที่เป็นฝ่ายโน้นเขาคุยโม้ว่า เอาเสาไฟฟ้าลงก็ได้รับเลือกตั้ง คนที่พูดคำนี้ พูดด้วยความโง่ซับซ้อน ยกกำลัง เพราะว่าถ้าคุณส่งเสาไฟฟ้ามาจริง แล้วคนที่ไปเลือกคนเหมือนเสาไฟฟ้าไปเป็นสส. นั่นคือประเทศไทยโง่ชัดๆ คนนั้นเขาพูดเองว่า เอาอย่างนี้ก็ชนะ เพราะเขามีค่ายกลที่เป็นเล่ห์เหลี่ยมซื้อเอาไว้ กดข่มเอาไว้ ผูกเอาไว้ เป็นการสร้างอำนาจของมนุษยชาติที่ทำมา เขาก็ทำได้ แต่ไม่ใช่คนจำนวนมากของไทยนะ อย่ามาพูดว่าได้คนเป็นส่วนมากของประเทศ อาตมาไม่เชื่อว่า คนในประเทศไทยส่วนมากจะโง่ไปเลือกเสาไฟฟ้า เป็นสส. ที่เรียกว่าสงฆ์หมู่ใหญ่ อาตมาก็ไม่เชื่อว่าสงฆ์หมู่ใหญ่จะไปเลือกเสาไฟฟ้า อาตมายังเชื่อว่าภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่จะถูกเขาจูงจมูกไปหรือเปล่า สำเหนียกสำนึกนะ ภิกษุทั้งหลายที่ได้ประพฤติเช่นนี้ นี่พูดทวนกรณีต่างๆ ที่ยังเป็นข่าวคราวเกิดเรื่องราวกัน ทั้งถกกัน ทั้งพยายามที่จะวินิจฉัยกัน นี่ก็รอแต่ว่าจะตัดสินเด็ดขาดกันเมื่อไหร่ อาตมาก็พูดในเหตุผล หลักการ

สื่อธรรมะพ่อครู(พระวินัย) ตอน ประเด็น นิสสัคคียปาจิตตีย์ วันนี้รายการสปริงนิวส์มาสัมภาษณ์อาตมา จะออกไปในประเด็นเรื่องธรรมะพระพุทธศาสนาที่เกิดกรณีขึ้นนี้ ก็ขอสรุปสู่จุดสำคัญที่เป็นประเด็นที่ยังไม่ตอบโจทย์ ไม่ตอบคำถามนี้คือ ประเด็นของ นิสสัคคียปาจิตตีย์

นิสสัคคียปาจิตตีย์ = อาบัติปาจิตตีย์ อันทำให้ต้องสละของนั้นเสีย นิสสัคคียปาจิตตีย์ = อาบัติปาจิตตีย์อันทำให้ต้องสละของนั้นเสีย นิสสัคคียปาจิตตีย์ หมายความว่า จิตที่ยังยินดีในสิ่งที่มี , จิตที่ยังมีอารมณ์กับสิ่งที่มี นิสสัคคียวัตถุ แปลว่า ของที่เป็นนิสสัคคีย์, ของที่ต้องสละ นิสสัคคะ แปลว่า สละแล้ว นิสสัคคีย แปลว่า ควรสละ หรือเลิก, สิ่งที่ ไม่ควรรับเอา หรือละทิ้งเสีย, อันต้องให้สละสิ่งของ ปาจิตตีย์ แปลว่า การละเมิดอันยังกุศลให้ตก , ซึ่งเมื่อต้องแล้วย่อมบริสุทธิ์ได้ด้วยการแสดง, ชดเชยความผิดที่แล้วมา ดังนั้น ผู้ต้องอาบัตินิสสัคคียปาจิตตีย์ จึงได้แก่ ภิกษุของพุทธศาสนาที่ยังมีจิตยินดีในของ ที่ไม่ใช่บริขาร อันต้องสละของนั้นออกไปเสีย หากยังไม่สละก็ยังคงเป็นภิกษุผู้ไม่บริสุทธิ์อยู่ ตราบที่ยังชื่อว่ามีของที่ตนยินดีนั้นอยู่ ไม่เว้นไม่ว่าจะเป็นภิกษุบวชใหม่ หรือสังฆราชนะ แม้แต่รถเบนซ์ที่มีชื่อของตนไม่สละออกนี่คือ นิสสัคคียปาจิตตีย์ตลอด ภิกษุสะสมของที่ไม่ควร ก็ผิดพระธรรมวินัย ไม่ได้สละออกตราบใดก็ต้องอาบัติข้อนี้ไปตลอด ภิกษุของพุทธเมื่อเข้ามาบวชนั้น ชื่อว่า ผู้ต้องสละทรัพย์ศฤงคาร บ้านช่องเรือนชาน ทรัพย์สินเงินทองออกไป คือ โภคคัคขันธาปหายะ จะมีก็แต่ของที่อุปัชฌาย์จะมอบ แค่บริขารเท่านั้น ให้ไว้สำหรับตน ภิกษุที่สะสมข้าวของที่นอกจากบริขาร หรือทรัพย์สินที่เป็นของมีค่า ของใหญ่ สะสมข้าว สะสมน้ำ สะสมยานพาหนะ ฯลฯ สะสมของอันไม่ควรนั้นผิดธรรมวินัย ข้อนี้เป็นนิสสัคคียปาจิตตีย์ อยู่ตลอดที่ครอบครองอยู่ ผู้ที่ต้องอาบัตินิสสัคคียปาจิตตีย์นั้น คือ ผู้ที่ยังมีจิตยินดีในสิ่งที่ตนมีในครอบครองนั้น โดยเฉพาะสิ่งที่ไม่ใช่บริขาร สิ่งที่เป็นวัตถุที่ไม่ควรครอบครอง เมื่ออยู่ในครอบครองก็ต้องสละออกเสีย ส่วนผู้ที่ มีของ นั้นใน ครอบครอง แต่จิตก็ไม่ได้มีอาการชอบ หรืออาการชังของนั้น จิตมีอาการเฉยๆ อาการกลางๆ หรือมีอาการแค่รู้สิ่งนั้นคืออะไร ก็รู้สิ่งนั้นว่า สิ่งนั้น เป็นอย่างนั้น มีอย่างนั้น ตามความมีจริงเป็นจริงของมันเท่านั้น ไม่มีอารมณ์ไม่มีเวทนาที่เกินไปกว่าอาการรู้ความจริงตามความมีจริงเป็นจริงของมันเท่านั้น แม้ของนั้นเราจะ ครอบครองอยู่ก็ไม่อาบัติ แต่ของนั้น ก็ควรเอาออก แต่ถ้ายังไม่เอาออก คือผู้มีอาบัติติดตัวตลอดกาลนาน แล้วผู้มีอาบัติติดตัวนี้จะถูกเสนอเป็นผู้บริหาร เป็นกรรมการพิจารณาความทำสังฆกรรม เป็นอุปัชฌาย์ ก็ไม่ได้ทั้งนั้น ไม่บริสุทธิ์ อปกตัตตะ สมมุติว่า คนที่ถือเงิน ห้าร้อยบาทก็เกินห้ามาสกแล้ว กับคนที่ถือเงินสิบล้านก็เป็นนิสสัคคียปาจิตตีย์เท่ากันนะ เงินที่เขาบริจาคเงินผ่านมานะ คำว่าเงิน ชาตรูปรชตะ เงินภิกษุมีไม่ได้ มีแล้วนิสสัคคียปาจิตตีย์ทุกบาททุกสตางค์ ในสาราณียธรรม 6 มีข้อที่ว่า ลาภธัมมิกา คือที่ได้ลาภมาต้องเอาเข้ากองกลาง สาธารณโภคี ในพระไตรปิฎก เล่ม 22 ข้อ 282 สาราณิยสูตร ถ้าผู้มีของนั้นในครอบครอง จิตยังมีอาการชอบ หรืออาการชังของนั้น จิตมีอาการไม่เฉย มีอาการไม่กลาง หรือมีอาการไม่แค่รู้สิ่งนั้นคืออะไร ก็รู้สิ่งนั้น ว่าสิ่งนั้น เป็นอย่างนั้น มีอย่างนั้น ตามความมีจริงเป็นจริงของมันเท่านั้น แต่ ไม่มีอารมณ์มีเวทนา ที่เกินไปกว่าอาการ รู้ความจริงตามความมีจริงเป็นจริงของมันเท่านั้น ผู้นี้ก็ ไม่นิสสัคคียปาจิตตีย์ ผู้ยังมีอารมณ์ไม่เฉยๆ ไม่กลางๆ หรืออุเบกขา หรือยังมีสุขมีทุกข์ หรือยังมีดูดมีผลักจริง เพราะยังมีอาการของความสุขความทุกข์ หรือความดูดความผลัก หรือไม่เป็นอทุกขมสุข (อุเบกขา) ผู้นี้ก็เป็นผู้นิสสัคคียปาจิตตีย์ และผู้ไม่มีอารมณ์ มีแต่ความ รู้สึกเฉยๆ กลางๆ หรืออุเบกขา หรือไม่มีสุขไม่มีทุกข์ หรือไม่มีดูดไม่มีผลักจริง เพราะไม่มีอาการของความสุขความทุกข์ หรือไม่มีความดูดความผลัก หรือเป็น อทุกขมสุข (อุเบกขา) ผู้นั้นก็ไม่มีอาบัติ ไม่เป็นผู้นิสสัคคียปาจิตตีย์ ผู้ที่ได้เรียนรู้อย่างสัมมาทิฏฐิ จึงจะสามารถรู้จัก รู้แจ้ง รู้จริงเวทนาทั้งหลายจากผัสสะเป็นปัจจัย และสามารถปฏิบัติให้เกิดสัมมาสมาธิ โดยมีอายตนะ 6 ตามคำสอนของพระพุทธเจ้าได้บริบูรณ์สัมบูรณ์ ผู้มี ผัสสะ หรือการสัมผัส จึงเกิดเวทนา แล้วเรียนรู้จากเวทนาใน เวทนา 108 จึงสามารถรู้จัก รู้แจ้ง รู้จริง เวทนาทั้งหลายประดามี หรืออารมณ์ทั้งหลายที่มีทุกข์มีสุข และสามารถทำให้ดับทุกข์ดับสุข - ดับโทมนัสดับโสมนัสเสียได้ จนกระทั่งสามารถ ทำจิตให้เป็นอุเบกขา หรือไม่ทุกข์ไม่สุขได้อย่าง รู้จัก รู้แจ้ง รู้จริง ในธรรมอันเป็นปัจจุบัน นั้นทีเดียว ซึ่งสามารถรู้ได้ทั้งลักษณะของสิ่งนั้นภาวะนั้นว่า มีลักษณะเข้าข่าย ธาตุดิน หรือธาตุน้ำ หรือธาตุลม หรือธาตุไฟ หรือธาตุอากาศ หรือธาตุวิญญาณ รู้ทั้ง สสัมภาระ ของสิ่งนั้นภาวะนั้นว่า มีสสัมภาระ คือ มีอาการทำการปรุงแต่งสะสมความเป็นอย่างนั้น มาเป็นตัวเอง เป็นของตัวเอง อยู่อย่างไร? หรือไม่? แค่ไหน? หรือรู้ว่าไม่มีอาการทำการปรุงแต่ง สะสมความเป็นอย่างนั้นมาเป็นตัวเอง เป็นของตัวเองเลย รู้ทั้ง อารัมมนะ ของสิ่งนั้น ภาวะนั้นว่า มีอารมณ์ หรือ มีแค่อาการ มีอารมณ์คือ รู้ว่าในความรู้สึกของเรา มีอาการสุขหรืออาการทุกข์-มีอาการชอบหรือชัง ซึ่งเป็นภาวะที่ไม่เป็นกลาง ไม่เฉยๆ หรือไม่สักแต่ว่ารู้สิ่งนั้นภาวะนั้นอยู่ตามความเป็นจริง ของสิ่งนั้น ภาวะนั้นเท่านั้น รู้ทั้งสมมติของสิ่งนั้น ภาวะนั้นว่า มีการกำหนดสมมติกันในสังคม หรือในภาษาเรียกว่าอย่างไร? หรือไม่? แต่นี่เป็นที่รู้กันว่ายังเป็นของท่านอยู่นะ ไม่ได้สละออก แม้แต่สิ่งที่ได้มานี้ไม่บริสุทธิ์ ผิดกฏหมายด้วยนะ ในพระวินัยว่าไปเดินร่วมกับผู้โกงภาษีในระยะชั่วบ้านหนึ่ง เป็นการโกงภาษีด้วย ก็ปาราชิก (ท่านสมณะเดินดินแก้ข้อมูลภายหลังว่าแค่ ปาจิตตีย์ ไม่ถึงปาราชิก) นี่ก็ดูกันว่าจะตัดสินอย่างไร หรือจะรักษาหน้ากัน ไม่ได้ไปหาเรื่องใส่ความนะ แต่พูดถึงข้อควรระวัง ขนาดผู้เป็นภิกษุมาถึงสมเด็จทำไมถึงเป็นเช่นนี้ได้ อย่าปล่อยให้คนผิดขึ้นไปมีอำนาจ เป็นการป้องกันความเสียหาย ส่วนผู้ที่ไม่มีผัสสะเรียนรู้ ก็จะไม่มีทั้งลักษณะ-สสัมภาระ-อารัมมนะ-สมมติ ให้ศึกษา การจะรู้ได้ดังที่ว่ามาทั้งหมดนั้น ก็ต้องมีการสัมผัสสิ่งนั้นภาวะนั้น ด้วยอายตนะ 6 โดยเฉพาะไม่มีอารัมมนะ ซึ่งเป็นอาการที่มีอารมณ์หรือเวทนา เพื่อเรียนรู้ และปฏิบัติให้หมดสิ้นอกุศลเวทนาไปจากจิต จึงจะเป็นฐาน หรือเป็นที่ตั้งแห่งความเป็น-ความมีในโลก หรือความเป็นอัตตาที่ได้ขจัดโลกขจัดอัตตาไปจากจิตใจได้ครบบริบูรณ์ ภาวะในความมีของสิ่งทั้งหลาย ภาวะทั้งหลายที่เป็นสมบัติโลก พระพุทธเจ้าว่า ธรรมะของท่าน มีศีลเป็นสะเก็ด สมาธิเป็นเปลือก มีปัญญาเป็นกระพี้ มีวิมุติคือแก่น มีลาภสักการะ สรรเสริญเป็นกิ่งก้านใบดอกผล ศาสนาพุทธทุกวันนี้มีแต่ ลาภสักการะสรรเสริญเป็นกิ่งก้านใบดอกผล ศีลก็ไม่มี พร่องแล้ว สมาธิก็ไม่สัมมาทิฏฐิ 10 ไม่รู้ตั้งแต่ ทินนัง ยิตถัง หุตัง สรุปว่าเหมือนในเรื่องพระมหาชนก ที่ประชาชนโค่นต้นมะม่วง เพราะหลงแต่ผลมะม่วง ตอนนี้มีการแสดงมวลพระออกมา ว่าใหญ่ว่ามาก อย่าไปหลงเช่นนี้เลย การแสดงออกไม่เป็นสมณะเลย สลดกับศาสนาพุทธ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัด ให้เรียนรู้ โลกุตระ 46 ซึ่งประกอบด้วย โพธิ ปักขิยธรรม 37 แล้วมี มรรค 8 ผล 1 อีก 9 เป็นภาคผล รวมกันเป็น 46 ผู้เรียนรู้และไ ด้ปฏิบัติจนครบสัญญา กำหนดรู้ความเป็นอัตตาและความเป็นโลกบริบูรณ์ ในประดา อัตตาที่เหนือไปจากการตาย มีสัญญา จึงเรียนได้ จึงรู้ได้ ก็บัญญัติอัตตาไปตามที่รู้ได้เรียนได้ อยู่ใน สัญญีทิฐิ 16 เท่านั้น ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้และนำมาเปิดเผย ไม่มีอัตตาอื่นใดอีกแล้ว มากไปกว่านี้ ตามความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า (พระไตรปิฎก เล่ม 9 ข้อ 46) ในประดา อัตตาที่เหนือไปจากการตาย ไม่มีสัญญา จึงเรียนไม่ได้ จึงรู้ไม่ได้ แต่คนที่ไม่รู้ (อชานโต)-ไม่เห็น (อปัสสโต) ก็ยังบัญญัติอัตตาไปตามที่ตนไม่มีสัญญานั่นแหละ ก็อยู่ใน อสัญญีทิฐิ 8 เท่านั้น ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้และนำมาเปิดเผย ไม่มีอัตตาอื่นใดอีกแล้วมากไปกว่านี้ ตามความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า (พระไตรปิฎก เล่ม 9 ข้อ 47) ในประดา อัตตาที่เหนือไปจากการตาย มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ จึงเรียนไม่ได้ จึงรู้ไม่ได้ เพราะยังไม่แท้จริงครบครัน ก็เป็นแค่คนที่ไม่รู้ (อชานโต)-ไม่เห็น (อปัสสโต) ก็ยังบัญญัติอัตตาไปตามที่ตนมีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่นั่นแหละ ก็อยู่ใน อสัญญีทิฐิ 8 เท่านั้น ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้และนำมาเปิดเผย ไม่มีอัตตาอื่นใดอีกแล้วมากไปกว่านี้ ตามความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า(พระไตรปิฎก เล่ม 9 ข้อ 48) ทั้งหมดทั้งสิ้นในความเป็นอัตตาก็มีทั้งหมดเท่านี้ ตามความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า แล้วพระพุทธเจ้าก็ตรัสยืนยันว่า สมณพราหมณ์ทั้งหลายทั้งหมดในโลกย่อมบัญญัติอัตตากันได้เพียงเท่านี้เท่านั้น เกินกว่านี้ไม่มี พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงรู้จักรู้แจ้งรู้จริง ทั้ง ความมีอัตตา ( โหติ ) ทรงรู้จักรู้แจ้งรู้จริงทั้ง ความไม่มีอัตตา ( น โหติ ) ด้วยการ เรียนรู้จากการมีผัสสะ เป็นที่ตั้งในการเรียนรู้ นั้นๆ หรือเป็นฐานะในการเรียนรู้ทั้งนั้น ดังนั้น การปฏิบัติใดที่ ไม่มีผัสสะในการเรียนรู้ จึงไม่เป็นฐานะที่จะเรียนรู้ หมายความว่า ไม่มีที่ตั้งแห่งการปฏิบัติเรียนรู้ เป็นไปไม่ได้ที่จะรู้จักรู้แจ้งรู้จริงสัจธรรม ที่จะพาบรรลุธรรม ผู้ปฏิบัติในศาสนาพุทธจึงจะต้องมีผัสสะ และรู้จักรู้แจ้งรู้จริงกาย-เวทนา-จิต-ธรรม แล้วศึกษาจัดการกับกายในกาย-เวทนาในเวทนา-จิตในจิต-ธรรมในธรรม จนกระทั่งสามารถ เรียนรู้จากผัสสะ เกิดอาการให้เราเรียนรู้ และปฏิบัติจนสำเร็จถึงขั้น ไม่มีอารมณ์ มีแต่รู้อาการ แม้ที่สุด อาการของนิโรธในเวทนา นี้คือ ผู้มี สัญญาเวทยิตนิโรธ ที่ทำ เนกขัมมสิตอุเบกขาเวทนา ได้ด้วยตนเอง จึงจะเป็นผู้ บรรลุฐานของนิพพาน เมื่อทำได้ตั้งมั่นแข็งแรงพอ เป็นสัมมาสมาธิ ก็หรือถึงขั้น สมาหิตังจิตตัง ก็รู้แจ้งเห็นจริงของตน ก็จบในเวทนาทั้งหลายทั้งปวง ด้วย สัญญา 16 ผู้ ไม่มีผัสสะ จึงไม่มีเวทนาให้รู้ให้เรียน ก็ไม่มีฐานะหรือ ไม่มีที่ตั้งให้เรียนรู้ หรือกระทำ( ไม่มีกรรมฐาน ) จึงไม่สามารถมีปัญญา เพราะแค่สัญญาผู้นี้ก็มีไม่ได้ การเรียนรู้ของพระพุทธศาสนา ของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ จึงเรียนรู้จากการมีผัสสะเป็นปัจจัย และรู้ความจริงตามความเป็นจริง จึงสามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงความไม่มี หรือความดับ หรือความไม่เกิดอีก อย่างนิจจัง-ธุวัง-ฯลฯ สัมบูรณ์ได้ด้วยตนเอง(เอโก) ชนิดที่มี อภิภายตนะ (ฐานหรือภาวะแห่งความมีอำนาจ) สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิ 5 อย่าง ทิฏฐธรรมนิพพาน ทิฏฐิ 5 นี้เรียกว่าเป็น มิจฉาทิฏฐิ 5 อย่างนี้ก่อนคือ 1. กามคุณ 5 2. ฌาน 1 3. ฌาน 2 4. ฌาน 3 5. ฌาน 4 คือไป ได้สิ่งเหล่านี้แล้วยึดไว้ว่าเป็นนิพพาน ธรรมะของพระพุทธเจ้า ใครก็ตามมีอารมณ์ สุขกับกามคุณ 5 หลงว่าเป็นสุข เพราะถือว่านิพพานังปรมังสุขัง คุณก็มีสุขังอย่างยอด แต่มันผิด เป็นแบบโลกๆ สุขขัลลิกะ คือมิจฉานิพพานที่เป็นฌาน 1 ถึง 4 ที่มิจฉาทิฏฐิ ที่เขาปฏิบัติแบบมิจฉาทิฏฐิ คือไม่ใช่แบบมรรคมีองค์ 8 ไม่ได้ปฏิบัติแบบลืมตา ไม่ได้ปฏิบัติอภิภายตนะคือเอาอายตนะเป็นหลัก ของพระพุทธเจ้าทำอภิสังขารเป็น ทำ ปุญญาภิสังขาร ให้ถึง อปุญญาภิสังขาร แล้วสั่งสม อเนญชาภิสังขาร เมื่อไม่เข้าใจก็แปลอปุญญาภิสังขารว่าเป็นบาป ซึ่งแท้จริง อภิสังขาร คือ อภิภายตนะ คือ มีอายตนะ แต่อยู่เหนือได้ อภิสังขาร คือ ทำการสังขารลดกิเลส จนหมดได้ แล้วสั่งสมความตั้งมั่นแข็งแรง เป็นการรักษาผล เป็นอาเสวนาภาวนา พหุลีกัมมัง อนุรักขณาปธาน เมื่อไม่เข้าใจสัจจะก็ทำผิดสูตรพระพุทธเจ้า คนมิจฉาทิฏฐิคือ ได้เสพกามคุณ 5 แล้วดีใจสุขใจที่ได้โลกธรรม ชื่นใจที่ได้เดินบนกลีบกุหลาบ ยังชื่นใจในกามคุณ 5 เป็นสุขบำเรอจิต เป็นสุขก็เป็นมิจฉาฌาน หลงว่าฌานเหล่านั้นเป็นนิพพาน ก็ยิ่งสร้างภพ แล้วไม่เข้าใจกาย อย่างพระพุทธเจ้าว่า กายคือ จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง ก็ไม่เข้าใจ แม้ประเด็นนี้ประเด็นเดียวก็ปฏิบัติไม่ถูกแล้ว ในงานพุทธาภิเษก ก็จะเอาที่เขียนในเราคิดอะไรตั้ง แต่เล่ม 302 เป็นต้นไป ก็เอามาเตรียมอ่านไว้ได้ พุทธาภิเษกฯ อาตมาเจตนาล้อเลียน ทุกวันนี้เขาปลุกเสกพระกันเต็มหน้าหนังสือพิมพ์ ปลุกเสกคือเพ่งพลังจิตอัดพลังเข้าอิฐหินดินปูน อาตมาเคยบ้าแล้ว เคยเล่นไสยศาสตร์ปลุกเสกพระเอง ปลุกให้คนอื่นด้วย แต่ไม่เคยเอาเงินใครแม้สลึงเดียว ไม่เอาสิ่งแลกเปลี่ยน มีกติกาอย่างเดียวถ้าช่วยแล้วคุณดีขึ้น แล้วให้เลี้ยงข้าวหนึ่งมือ เท่านี้ ไสยศาสตร์อาตมาก็สรุปได้ว่าลึก แต่ไม่รู้ ต่างกับวิทยาศาสตร์ไม่ค่อยลึกเท่าไหร่แต่รู้ แต่ไสยศาสตร์นั้นทำได้มีผลแต่ไม่รู้เหตุผล อาตมาเลยเมื่อย ตอนนั้นทำมาหากินเลี้ยงน้อง หนักกว่าเลี้ยงลูกนะ …จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน