590219_พุทธศาสนาตามภูมิ ศาลีอโศก นิสสัคคียปาจิตตีย์ ตอน๒.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์347 KB
วันที่แก้ไข22 ธันวาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

590219_พุทธศาสนาตามภูมิ ศาลีอโศก นิสสัคคียปาจิตตีย์ ตอน 2

พ่อครูว่า… วันที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2559 ที่ ศาลีอโศก วันนี้อาตมาก็ได้โคจรมาถึงไพศาลีแล้ว ชื่อนี้มีในพระไตรปิฎกด้วยนะ ทุ่งไพศาลีอันเขียวขจี ที่นี่ไพศาลีก็มีสำนักพุทธ เป็นอารามของชาวอโศก เรียกว่าพุทธสถาน ชื่อสำนักว่า ศาลีอโศก เกิดมาพร้อมกันสามที่ ศีรษะอโศก ศาลีอโศก แล้วก็ สันติอโศก สามแห่งเกิดพร้อมกัน เกิดวันที่ 19 ส.ค. แต่วันนี้ก็ศุกร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ 2559 ขึ้น 12 ค่ำ เดือน 3 เอาสามไปลบสิบสองก็ได้เก้าอีก เลข 9 เป็นเลขสูงสุดใหญ่สุดแห่งความมี จาก 9 ก็เป็น 0 ปีวอก นักษัตรก็ 9

สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน พลังฟิวชั่น ฟิชชั่น ในเจโตปริยญาณ อาตมารู้ว่ารูปและนามนั้น รูปต้องมีนามด้วย มีแต่รูปกับรูป แม้จะเป็นสสารและพลังงานก็ไม่สมบูรณ์เท่ากับรูปและนามที่เกี่ยวกับจิตนิยาม แต่สสารและพลังงาน ก็มีเส้นโคจรที่สัมพันธ์กัน เกิดสภาพลงตัวกัน ตั้งแต่นิวเคลียสแตกเป็นนิวเคลียร์ก็เป็นสองแล้ว จะทำงานคนละหน้าที่ ถ้าพลังงานไฟฟ้าก็มีบวกกับลบ หรือถ้าพลังงานธรรมดาก็จะมีแยกกับรวม ในความแยกนั้นมีความรวม ตัวที่แยก เป็น ฟิชชั่น ตั้งหน้าตั้งตาแยกเป็น isotope เป็น chain reactio n มันก็จะวิ่งจับคู่นะ แม้มันเป็นธาตุเบา ที่จะพุ่งเป็นลูกโซ่แรงมาก ไม่มีที่สิ้นสุด แต่มันก็สุด แต่เราคำนวณไม่ได้ ส่วนอีกทางหนึ่ง รวมตัว เกาะตัวแน่น เป็นธาตุหนัก เป็นนิวเคลียร์ ฟิวชั่น สองธาตุ ถ้ารวมกันเป็น 0 ก็มีอันเดียว ถ้ามันนิ่งก็ 0 ถ้ามัน 1 จะมีสภาพเคลื่อน ข้างในมันพาเคลื่อน หากไม่มีอะไรเคลื่อนก็ 0 ถ้าแตกตัวเป็นสองจะมีสภาพแยกกัน แต่ในแยกกันก็มีคู่ มันแยกแต่มันรวม นิวเคลียร์ฟิชชั่น เรียกรวมแยก อีกอันเรียกแยกรวม เป็นนิวเคลียร์ฟิวชั่น แตกแล้วรวมจับตัวก

อ่านต่อ

ันเลย สภาวะสองอย่างนี้เราเรียกว่า ธาตุเจโต และ ธาตุปัญญา หรือธาตุรวมตัวกันเรียก สมถะ กับ อุทธัจจะ อุทธัจจะก็กระจายไป สมถะก็รวมตัวกัน ถ้าเป็นธาตุที่เป็น เจโตปริยญาณ เป็นญาณ เป็นปัญญาที่สามารถทำให้เกิดคุณภาพที่เจริญแล้ว เราควบคุมได้ สามารถทำให้ธาตุอกุศลจิต กิเลส จิตเลว แตกตัวได้ เพราะกิเลสจะเกาะตัวแน่น เป็นพลังงานทำงานในจิตเรา เป็นตัวเลวร้ายกัดกร่อน หากเราจับตัวกิเลสแล้ว ทำให้แตกตัวได้ เหมือนระเบิดปรมาณู แตกตัวได้จะเกิดสองสภาพใหญ่ ถ้าทำให้กิเลสลดได้ ทำให้แตกตัว ทำให้กิเลสเคลื่อน แต่มันลดฤทธิ์กิเลส เป็นเทวธัมมา สองตัวนี้คือ สังขิตตังจิตตัง ( ฟิวชั่น หรือ สายเจโต ) กับ วิกขิตตังจิตตัง ( ฟิชชั่น หรือ สายปัญญา ) แต่ถ้าเป็นปัญญาต้องควบคุมจัดการได้

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน พุทธบริษัท 4 มีศีลเป็นสามัญ อาตมาทำงานมา 45 ปี ก็ได้ผลเกิดกลุ่มหมู่มีนักบวชและฆราวาสที่บรรลุธรรมได้ อุบาสก อุบาสิกา นักบวชชาย นักบวชหญิง อยู่ในสภาพพุทธบริษัท 4 พุทธมีสี่เหล่านี้ นอกนั้นไม่ใช่พุทธ พุทธบริษัท 4 เป็นอาริยบุคคลทั้งสิ้น มีศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ วิมุตติญาณทัสสนะ ทั้งสี่บุคคลนี้มีของจริงที่เป็นธาตุจิตที่บรรลุธรรมเป็น บุคคล 8 ตามเป็นจริง คนในศาสนาพุทธมีสามสถานะ พุทธศาสนิกชน พุทธมามกะ พุทธบริษัท พุทธศาสนิกชน คือชาวพุทธทั่วไป ที่ไม่ได้เอาถ่านเรื่องการปฏิบัติ เป็นพุทธศาสนิกชนโดยสำมะโนครัว ไม่มีคุณสมบัติของพุทธ และมีโทษสมบัติด้วย เป็นคุณสมบัตินอกพุทธ และใช้คำว่านอกพุทธทั้งสิ้นด้วย ที่พูดอย่างนี้ก็คือ นอกพุทธตรงไหน เพราะไม่มีศีล เป็นสีลัพพตุปาทาน ศีลไม่ได้ชำระกิเลส ไม่ได้ใช้ศีลชำระกิเลส เข้าใจผิด ขนาดสอนกันในมหาวิทยาลัยเป็นดอกเตอร์ สอนว่าศีลขัดเกลาแค่กายกับวาจา แท้จริงแล้วศีลจะขัดเกลากิเลสในจิต จนถึงหมดกิเลส คำว่า ศีลคือปกติไม่ทำสิ่งนั้นๆ เช่น คนที่กินเหล้า เขากินเหล้าเป็นปกติ คนอย่างนี้ไม่ได้มีศีล คนทั่วไปเขาก็กินเนื้อสัตว์เป็นปกติ อย่างนี้ไม่มีศีล เป็นคนที่มีชีวิตอยู่เพื่อให้สัตว์อื่นต้องตายมาเป็นอาหาร ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ถ้าคุณยังกินสัตว์ก็ยังมีส่วน เข้าใจว่าเป็นปกติอีก ไม่เข้าใจชัดเจนว่าคำว่าปกติหรือเป็นธรรมดาสามัญ คือจิตที่ไม่ต้องไปทำอะไรอีกแล้ว กับสิ่งที่เราเกี่ยวข้อง มันจบในตัวของมันเอง คำว่าศีลเข้าใจว่าเป็นปกติก็เข้าใจผิด แล้วศีลนี้จะมีคุณสมบัติที่เป็นศีลที่สมบูรณ์คืออย่างไร อธิบายกันไม่ได้ แล้วจะไปพากันปฏิบัติให้มีศีลได้อย่างไร อธิบายผิดอีก ที่ชัดเจนคือ ในวงการของพระสงฆ์ในศาสนาพุทธ นั่นคือ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล คือศีลแท้ที่พระพุทธเจ้าบัญญัติขึ้นมาสร้างศาสนา พระเดี๋ยวนี้ก็เกี่ยวกับแค่ วินัย 227 ข้อ วินัยเป็นหลักเกณฑ์ที่ตราขึ้นทีหลังเมื่อคนทำผิด จึงได้เกิดพระวินัย จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล คนมาปฏิบัติผิดศีลจนกระทั่งท่านเก็บมาเป็นพระวินัย ตั้งขึ้นมีบทลงโทษ มีโทษต่ำสุดคือ ทุกกฏ ต่อมาเป็นปาจิตตีย์ เป็นโทษขั้นต้น ปาจิตตีย์คือการละเมิดศีลหรือวินัย ไม่ต้องลงโทษก็ผิด แต่พระพุทธเจ้าให้ปฏิบัติจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ทำให้สิ่งที่พระพุทธเจ้าตราไว้นี่ถูกละเมิด เช่น ไม่ให้ฆ่าสัตว์ ถ้าคุณไปฆ่าสัตว์ก็เป็นปาจิตตีย์ ละเมิดศีลก็ทำให้กุศลธรรมเสื่อมลง ปาจิตตีย์คือ การละเมิดอันยังกุศลให้ตกลง เมื่อละเมิดแล้วเราต้องทำให้บริสุทธิ์ คือมาสารภาพ มาบอก เราตั้งใจสารภาพว่าจะไม่ทำอีก แล้วสังวรระวังอย่าทำอีกให้ได้ เช่น ละเมิดไปฆ่าสัตว์ก็สารภาพผิด จากนั้นก็สังวรระวังไม่ทำให้สัตว์ตาย คุณก็ได้กายวาจา แต่ถ้ามีพลังปัญญาชัดเจน พลังปัญญาจะมีอำนาจมีธรรมฤทธิ์จริง ถ้าสมบูรณ์เต็มจะเป็นพลังความรู้ ทำให้อินทรีย์พละเพิ่มจนเต็ม มีฤทธิ์แล้ว ไม่ต้องทำอะไรก็เป็นได้เอง คือตถตา คือความจริงที่เต็ม เป็นธรรมดาเป็นปกติ เป็นสามัญของพลังงาน นี่คือ ตัวมีศีลเต็มสมบูรณ์ ไม่ต้องทำอีกจบกิจของการมีศีล เมื่อผิดปาจิตตีย์หรือทุกกฏ ทำให้เสียจากหลักของพระพุทธเจ้า ก็ทำให้กุศลเสื่อมไป ก็ต้องสารภาพกับใครกับคนสิ ถ้าไม่มีใครเลย ก็สารภาพกับควาย หรือ ? เพื่อให้เป็นพยานหลักฐาน หากไม่มีใครรับรู้เลย สารภาพกับควาย ควายก็ไม่รู้เรื่อง ก็คือเหมือนสารภาพกับหัวตอ แต่สารภาพกับคน ก็จะได้เป็นหลักฐาน ถ้ายิ่งสารภาพกับหมู่ หมู่ก็จะยิ่งช่วยคุณ คนรู้จะไม่ถือสา เช่น เราขโมยเงิน แล้วถูกจับได้จนทางต้องคืนเขา ก็แก้คืนไม่ได้ ตอนนี้เป็นยุคเลข 9 ต้องทำให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ตอนนี้เกิด Big Bang แตกแล้วใครจะอยู่กับฝ่ายชั่วฝ่ายดีเท่านั้น ตอนนี้รอแต่ว่า ผู้มีอำนาจจะลงมือ ก็อดใจไว้ ผู้ที่ทำได้ดีก็ทำไปต่อ เหตุการณ์ทางศาสนาก็สุกงอมเต็มที่ เราก็เป็นตัวร่วมในเรื่องศาสนาไปพอสมควรละ พวกเราชาวอโศกตอนนี้ก็อยู่บนภู ดูหมูกัดกัน สิ่งเหล่านี้มีเหตุปัจจัยลงตัว อาตมาแค่โพธิสัตว์ระดับ 7 ก็มีอะไรลงตัวบ้างแล้ว อาตมาใช้สิ่งเหล่านี้พอสมควร พระพุทธเจ้าว่า เอามือไปจิ้มในดิน ดินติดเล็บขึ้นมา เปรียบกับคนในศาสนาพุทธ ส่วนอื่นเหมือนดินทั้งหมด อาตมาเทศน์ไปตามธรรมดาปกตินี่แหละ คนมีภูมิปัญญาเขาจะมาเอง พระพุทธเจ้าว่า ภิกษุทั้งหลาย ! พรหมจรรย์เราประพฤติ มิใช่เพื่อหลอกลวงคนให้มาเคารพนับถือ (น ชนกุหนัตถัง) มิใช่เพื่อเรียกคนมาเป็นบริวาร (น อิติ มังชโน) มิใช่เพื่ออานิสงส์เป็นลาภสักการะและเพื่อเสียงสรรเสริญ มิใช่เพื่อจะได้เป็นเจ้าลัทธิ หรือค้านลัทธิอื่นใดให้ล้มไป มิใช่เพื่อให้มหาชนเข้าใจว่า เราได้เป็นผู้วิเศษอย่างนั้น ก็หามิได้ ภิกษุทั้งหลาย ! ที่แท้ พรหมจรรย์นี้เราประพฤติเพื่อสำรวม เพื่อละ เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับทุกข์สนิท ฯ (พรหมจริยสูตร พระไตรปิฎก เล่ม 21 ข้อ 24) อาตมาทำอย่างบริสุทธิ์สะอาด ยังมีผู้ที่มีธุลีในดวงตาน้อย แม้น้อยก็ไม่เป็นไร ของจริง อาตมาไม่ต้องการปริมาณ แต่ต้องการคุณภาพ เน้นเนื้อ ให้เหนือกว่ามาก เน้นลาก แม้ยากกว่าแล่น เน้นจริง ให้ยิ่งกว่าแค่น เน้นแก่น ให้แน่นกว่ากว้าง ทำมาได้ 45 ปีถือว่าเต็ม (15 15 15) 15 คือสามเส้าของ 5 ( 5 5 5 เป็น 15) เลข 5 คือเลขเกิดของอาตมา อาตมาเกิดวันที่ 5 การเกิด 5 ยังไม่สูงเท่าไหร่ ยังมีเกิด 7 เกิด 9 เพราะฉะนั้นอาตมาอยู่ที่เส้า 5 เป็นตัวเต็ม อยู่ในวงกรอบหมุนรอบสามตัวนี้เป็นจักรแก้ว อาตมาปาง 7 ไล่มา 5 มาถึง 6 อาตมาจึงใช้วิบากไป 6 ปี 6 เดือน 6 วัน ก็เส้าของ 6 ที่ถูกจับ ว่าความไป แต่อย่างไร อาตมาก็ต้องจบเรื่องราวหมดวิบาก ก็เสร็จไปละ

สื่อธรรมะพ่อครู(พระวินัย) ตอน อาบัตินิสสัคคียปาจิตตีย์ และปาราชิก ขณะนี้เป็นเรื่องของความผิดระดับ นิสสัคคียปาจิตตีย์ เป็นประเด็นนิสสัคคียปาจิตตีย์ คือ ครอบครองของที่ไม่ควร แล้วไม่สละออก ครอบครองรถเบนซ์ เป็นต้น แล้วเป็นความผิดขั้นติดคุกด้วย เป็นแต่เขาจะช่วยกันหรือไม่ ถ้าไม่ช่วยก็ติดคุก เขาก็แก่แล้ว ก็อาจช่วยกัน แต่ถ้าไม่ช่วยก็ต้องติดคุก เพราะเซ็นเองหมด เพราะหนีภาษี นิสสัคคีย แปลว่า ควรสละ หรือเลิก, สิ่งที่ไม่ควรรับเอา หรือละทิ้งเสีย, อันต้องให้สละสิ่งของ ปาจิตตีย แปลว่า การละเมิดอันยังกุศลให้ตก , ซึ่งเมื่อต้องแล้ว ย่อมบริสุทธิ์ได้ด้วยการแสดง, ชดเชยความผิดที่แล้วมา ดังนั้น ผู้ต้องอาบัตินิสสัคคียปาจิตตีย์ จึงได้แก่ ภิกษุของพุทธศาสนาที่ยังมีจิตยินดีในของ ที่ไม่ใช่บริขาร อันต้องสละของนั้นออกไปเสีย หากยังไม่สละก็ยังคงเป็นภิกษุผู้ไม่บริสุทธิ์อยู่ ตราบที่ยังชื่อว่ามีของที่ตนยินดีนั้นอยู่ ตราบใดที่ยังมีรถเบนซ์นั้นไว้ในครอบครอง ก็ไม่บริสุทธิ์อยู่ตราบนั้น ตนเองเป็นคนไม่บริสุทธิ์ไปทำสังฆกรรมไม่ได้ แต่ก็ไปทำ ทำให้เกิดบาปกรรมอกุศลที่ติดตัวไปอีกมากมาย กรรมเป็นอันทำ แม้ทุกวันนี้จะมีสารอะไรมาลบได้ขนาดไหน แต่ก็ลบกรรมไม่ได้ ต้องให้ปรินิพพานเป็นปริโยสานถึงเลิกได้ แม้เป็นอรหันต์หรือเป็นพระพุทธเจ้าก็ไม่เลิกวิบากกรรม ตอนนี้มีนิสสัคคียปาจิตตีย์ ที่มีสามระดับความผิด คือ ทุกกฏ ถุลลัจจัย ปาราชิก ถ้าปาราชิกแก้ไม่ได้ แต่ทุกกฏกับถุลลัจจัย แก้ได้อยู่

ปาราชิกอันที่ 1 พระพุทธเจ้าสรุปไว้ว่า อนึ่ง ภิกษุใด ถือเอาทรัพย์อันเจ้าของไม่ได้ให้ ด้วยส่วนแห่งความเป็นขโมย พระราชาทั้งหลายจับโจรได้แล้ว พึงประหารเสียบ้าง จองจำไว้บ้าง เนรเทศเสียบ้าง ด้วยบริภาษว่า เจ้าเป็นโจร เจ้าเป็นคนพาล เจ้าเป็นคนหลง เจ้าเป็นขโมย ในเพราะถือเอาทรัพย์อันเจ้าของไม่ได้ให้เห็นปานใด ภิกษุถือเอาทรัพย์อันเจ้าของ ไม่ได้ให้เห็นปานนั้น แม้ภิกษุนี้ ก็เป็นปาราชิก หาสังวาสมิได้. ปาราชิก เป็นโทษที่ สูงกว่า พรหมทัณฑ์ พรหมทัณฑ์เป็นโทษที่อยู่ร่วมได้ แต่ไม่มีใครบอกสอน อาตมาเห็นพระทัยในหลวงที่ขอพูดว่าท่านอัดอั้นพระทัยไว้มาก ท่านแนะก็แล้ว บอกก็แล้ว แต่ข้าราชการไม่ทำตามที่ท่านแนะ แล้วท่านก็ไม่เซ้าซี้ให้ทำ ในหลวงก็ตรัสไม่กี่คำก็วาง จนหมักหมมมาก หลายครั้งจนท่านต้องตั้งสวน ชั่งหัวมัน นี่คือสัจจะ ทางออกของท่านก็คือ ชั่งหัวมัน คือการปล่อยวาง นี่คือสังคมไทยเราเกิดอะไรขึ้นมา ปาราชิกกันอย่างหน้าด้าน อาตมาพูดถึงว่าสมีอุ้มสมีกันในศาสนาพุทธเห็นๆ เขาอนุโลมกันโดยทำผิดมาไม่รู้กี่ชั่วคนแล้ว ขอพูดว่า สังฆราชไทยที่ปาราชิก ก็ได้เป็นสังฆราช ก็เป็นมาแล้ว ถ้าไม่ล้างบางคราวนี้ ศาสนาพุทธไปไม่ได้แล้ว ปล่อยให้เชื้อตัวนี้ครองต่อไปไม่ได้ ถ้าอาญาสิทธิ์ไม่จัดการคราวนี้แล้ว อาตมาว่า อาตมาก็คงจะต้องไปสร้างสวนช่างหัวมันเลย เพราะมันสุกงอม ทุกอย่างชัดเจนแล้ว เหมือนปฏิวัติ สุกงอมแล้วก็สวย ขนาดประเทศไทยมีความเลวร้ายถึงพล.อ.สนธิ ปฏิวัติ ยังเอาดอกไม้มาเสียบปลายปืน แต่ประชาชนเห็นด้วยหมดเลย ยิ่งพล.อ.ประยุทธ์สวยงามกว่านั้น ไม่ต้องเอารถถังหรือ รถจี๊ พมากมายเลย สวยงามเพราะสุกงอมแล้ว อันนี้ก็นัยเดียวกัน ถ้าอาตมาบอกพูดไปแล้วก็ไม่เข้าใจ อาตมาก็คงจะต้องจบเหมือนกัน คำว่าหาสังวาสมิได้ คือเมื่อคนนี้ทำปาราชิก คนๆ นี้จะมาร่วมในหมู่ พุทธมามกะ หรือพุทธบริษัท จะแสดงธรรม ถ้าเขามาในเขตจะได้ยินเสียงธรรมะก็ต้องหยุดเทศน์ อย่าให้เขาได้รับธรรมะแม้เสียงพูด พรหมทัณฑ์ คือคนที่สอนเขา ไม่สอน แต่เขาจะแอบฟังหรือนั่งฟังก็ได้ แต่ไม่บอกไม่สอน เขาขวนขวายเอาในหมู่ได้ แต่ ปาราชิก จะมา ฟังธรรมไม่ได้ โดยเฉพาะพูดเปล่งกล่าวธรรมะให้เขาได้ยินไม่ได้ ตัดถึงขนาดนั้น ตัดมือตัดไม้ นี่เป็นโทษสูงกว่าพรหมทัณฑ์ แต่ทุกวันนี้ประพฤติไม่เป็น แต่ทุกวันนี้หยาบกว่านั้น แค่ให้ฟังธรรมยังไม่ได้ กายกรรมก็ไม่ได้อีก นี่คือคนปาราชิก น่ากลัวไหม แต่ทุกวันนี้คนปาราชิก มาเป็นมัคนายกสอนธรรมอีก แล้วใครจะมากลัวปาราชิก เขาเอาแค่ว่าบวชไม่ได้ คนที่ไม่คิดบวชตลอดชีวิตเขาก็เป็นคนมีโทษปาราชิกหรือ มีน้ำหนักแค่นี้หรือ แต่ ปาราชิกคือหมดโอกาสได้รับธรรมะตลอดชีวิต เลย ชาวพุทธต้องรู้จุดนี้แล้วอย่าให้เขาได้รับธรรมะ ถ้าเห็นต้องหยุด อาตมาเทศน์อยู่นี่เห็นสมีมา อาตมาต้องหยุด แล้วให้ขับออกนอกเขต ตอนนี้เขาไม่กลัวปาราชิก สมีอุ้มสมี ครองอำนาจในศาสนาอีกด้วย ไม่เข้าใจว่าปาราชิกมีโทษ หรือตาลยอดด้วน ใบไม้หล่นออกจากขั้ว จะไปต่อไม่ได้ กระเบื้องแตกเป็นเสี่ยงแล้ว จะเอามาต่อกัน ไม่ติดสนิทเหมือนเดิมแล้ว

ภุมมัฏฐวิภาค [91] ที่ชื่อว่า ทรัพย์อยู่ในแผ่นดิน ได้แก่ทรัพย์ที่ฝังกลบไว้ในแผ่นดิน ภิกษุมีไถยจิต คิดจะลักทรัพย์อยู่ในแผ่นดิน เที่ยวแสวงหาเพื่อนก็ตาม แสวงหาจอบหรือ ตะกร้าก็ตาม เดินไปก็ตาม ต้องอาบัติทุกกฏ ตัดไม้หรือเถาวัลย์ ซึ่งเกิดอยู่ในที่นั้น ต้องอาบัติทุกกฏ ขุดก็ตาม คุ้ยก็ตาม โกยขึ้นก็ตาม ซึ่งดินร่วนต้องอาบัติทุกกฏ จับต้องหม้อ ต้องอาบัติทุกกฏ ทำหม้อให้ไหว ต้องอาบัติถุลลัจจัย ทำหม้อให้เคลื่อนจากฐาน ต้องอาบัติปาราชิก (ธนบัตรหรือรถยนต์นี่ ยิ่งกว่าหม้อนะ) ภิกษุมีไถยจิต หย่อนภาชนะของตนลงไป ถูกต้องทรัพย์ควรแก่ค่า 5 มาสก หรือเกินกว่า 5 มาสก ต้องอาบัติทุกกฏ ทำให้ไหว ต้องอาบัติถุลลัจจัย กระทำให้ทรัพย์อยู่ในภาชนะของตนก็ตาม ตัดขาดด้วยกำมือก็ตาม ต้องอาบัติปาราชิก ภิกษุมีไถยมีจิต จับต้องทรัพย์ที่เขาร้อยด้ายก็ดี สังวาลก็ดี สร้อยคอก็ดี เข็มขัดก็ดี ผ้าสาฎกก็ดี ผ้าโพกก็ดี ต้องอาบัติทุกกฏ ทำให้ไหวต้องอาบัติถุลลัจจัย จับที่สุดยกขึ้น ต้องอาบัติถุลลัจจัย ดึงครูดออกไป ต้องอาบัติถุลลัจจัย ให้พ้นปากหม้อ โดยที่สุดแม้ชั่วเส้นผม ต้องอาบัติปาราชิก ภิกษุมีไถยจิต ดื่มเนยใสก็ดี น้ำมันก็ดี น้ำผึ้งก็ดี น้ำอ้อยก็ดี ควรแก่ค่า 5 มาสก หรือเกินกว่า 5 มาสก (ตีราคาประมาณ 300 บาท) ด้วยประโยคอันเดียว ต้องอาบัติปาราชิก ทำลายเสียก็ดี ทำให้หกล้นก็ดี เผาเสียก็ดี ทำให้บริโภคไม่ได้ก็ดี ในที่นั้นเองต้องอาบัติทุกกฏ.

ถลัฏฐวิภาค [92] ที่ชื่อว่า ทรัพย์ตั้งอยู่บนพื้น ได้แก่ทรัพย์ที่เขาวางไว้บนพื้น ภิกษุมีไถยจิตคิดจะลักทรัพย์ที่ตั้งอยู่บนพื้น เที่ยวแสวงหาเพื่อนก็ดี เดินไปก็ดี ต้องอาบัติทุกกฏ ลูบคลำ ต้องอาบัติทุกกฏ ทำให้ไหว ต้องอาบัติถุลลัจจัย ให้เคลื่อนจากฐาน ต้อง อาบัติปาราชิก.

อากาสัฏฐวิภาค [93] ชื่อว่า ทรัพย์ลอยอยู่ในอากาศ ได้แก่ทรัพย์ที่ไปในอากาศคือนกยูง นกคับแค นกกระทา นกกระจาบ ผ้าสาฎก ผ้าโพก หรือเงินทองที่ขาดหลุดตกลง ภิกษุมีไถยจิตคิดจะลักทรัพย์ที่ลอยอยู่ในอากาศ เที่ยวแสวงหาเพื่อนก็ดีเดินไปก็ดี ต้อง อาบัติทุกกฏ หยุดอยู่ ต้องอาบัติทุกกฏ ลูบคลำ ต้องอาบัติทุกกฏ ทำให้ไหว ต้องอาบัติถุลลัจจัย ให้เคลื่อนจากฐาน ต้องอาบัติปาราชิก.

เวหาสัฏฐวิภาค [94] ที่ชื่อว่า ทรัพย์ตั้งอยู่ในที่แจ้ง ได้ทรัพย์ที่แขวนไว้ในที่แจ้ง เช่น ทรัพย์ที่คล้อง ไว้บนเตียงหรือตั่ง ที่ห้อยไว้บนราวจีวร สายระเตียง เดือยที่ฝาบันไดแก้ว หรือต้นไม้ โดยที่สุด แม้บนเชิงรองบาตร ภิกษุมีไถยจิตคิดจะลักทรัพย์ที่ตั้งอยู่ในที่แจ้ง เที่ยวแสวงหาเพื่อนก็ดี เดินไปก็ดี ต้อง อาบัติทุกกฏ ลูบคลำ ต้องอาบัติทุกกฏ ทำให้ไหว ต้องอาบัติถุลลัจจัย ให้เคลื่อนจากฐาน ต้องอาบัติปาราชิก.

ยานัฏฐวิภาค [97] ที่ชื่อว่า ยาน ได้แก่คานหาม รถ เกวียน เตียงหาม ที่ชื่อว่า ทรัพย์อยู่ในยาน ได้แก่ทรัพย์ที่เขาเก็บไว้ในยาน ภิกษุมีไถยจิตคิดจะลักทรัพย์ที่อยู่ในยาน เที่ยวแสวงหาเพื่อนก็ดี เดินไปก็ดี ต้องอาบัติ ทุกกฏ ลูบคลำ ต้องอาบัติทุกกฏ ทำให้ไหว ต้องอาบัติถุลลัจจัย ให้เคลื่อนจากฐาน ต้องอาบัติ ปาราชิก ภิกษุมีไถยจิตคิดจะลักยาน เที่ยวแสวงหาเพื่อนก็ดี เดินไปก็ดี ต้องอาบัติทุกกฏ ลูบคลำ ต้องอาบัติทุกกฏ ทำให้ไหว ต้องอาบัติถุลลัจจัย ให้เคลื่อนจากฐาน ต้องอาบัติปาราชิก. อย่างนี้ชัดไหม อาตมาสื่อสารออกไป ให้รู้กันว่าเป็นเรื่องชั่วเลวที่เกิดในเมืองไทย พระเจ้าอยู่หัวเราก็บอกว่า ให้คนดีได้ปกครองบ้านเมือง อย่าให้คนชั่วมาปกครอง อาตมาก็อนุโมทนากับท่านพุทธะอิสระกับคุณไพบูลย์ นิติตะวัน ที่ใครคนหนึ่งได้ฉายาว่าเมธาฯ ก็ประกาศว่า มีผู้นุ่งห่มจีวรคนหนึ่งกับฆราวาสคนหนึ่งมาก่อการเป็นตัวการ แล้วใครกันแน่ที่ก่อการไม่ดี หรือว่า ใครกันแน่ที่เป็นตัวการ มันไม่มีประตูที่จะแย้งแล้ว จะดันไปถึงไหน คุณไพบูลย์ นิติตะวัน กับท่านพุทธะอิสระก็ ทำไปเลย นิวเคลียร์ฟิวชั่น นิวเคลียร์ฟิชชั่น กับนิวเคลียส ตัวนิวเคลียสคือ protoplasm มันจะมีวงซ้อนในนั้นอีก จะกลายเป็น protoplasm ที่ใหญ่ขึ้น มันเหนียวได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น แต่ถ้าในนั้นมี protoplasm เส้นนี้รอบนี้ไม่เหนียวแล้ว เป็นเส้นรอบที่แปลงตัว เป็น zonar pellucidar เส้นนี้ก็เสื่อมถอยให้มวลเหล่านี้ออกไป จะไปหาพวกหรือเป็นฟิชชั่นฟิวชั่นต่อไปก็แล้วแต่ แต่อันนี้หมดความยึดมั่นถือมั่นก็สลายไป แต่ถ้าไม่สลายก็เหนียวต่อไป ถ้ามากสุดก็เป็นคู่ ได้แค่ 58 ถ้า 24 ก็เป็นโครโมโซม xx หรือ xy ตอนนี้เปิดหมดแล้ว เอามาแฉกัน ขณะนี้ ชีวิตคือกรรมที่เกิดกับกาละ ถ้าผู้ใดเข้าใจกรรมกับกาละ ก็เท่ากับเข้าใจสภาพของ space and time แต่ของพระพุทธเจ้าคือ continuum ของกรรมกับกาละ แต่ทางวัตถุคือ continuum ของ space and time ทุกอย่างของเอกภพในเทววัตถุแท่งทึบทั้งหมด ถ้าคุณรู้จะพบว่ามีเทหวัตถุมากมาย แต่ถ้าไม่รู้ก็เหมือนไม่มี มันมี 1 กับ 0 ใครสามารถทำ 1 ได้เป็น ปุงลิงค์ ก็ดี แต่ถ้าทำได้เป็น นปุงสกลิงค์ ก็พักได้ แต่ถ้าทำคนเดียวอย่างพุทธอิสระคือ ปุงลิงค์ คือเหนื่อยนั้นเอง แต่อาตมาเป็นนปุงสกลิงค์ เป็นสถานะของอาตมา อย่างดร.มโน จะไปเชื่อมกับธรรมกายได้ ค่อยๆเป็นไป พุทธอิสระนี่ ใช้ความรู้เท่าที่ตนเองจบป.3 มา ส่วนหมอมโนนั้นใช้ความรู้ดร.มาทำงาน ก็คนละเรื่องซับซ้อนอยู่ เป็นเรื่องที่ยาก ค่อยร้อยเรียงกันไป แต่มีตัวจริง มีตัวละคร ที่อาตมาตั้งชื่อนี้คือ phenomenology เป็น ปรากฏการณ์วิทยา อาตมากำลังทำงานการศึกษาขั้น phenomenology ซึ่งจะรับ ปัญญาบัตร ไม่ใช่ PhD ที่เป็น Philosophy แต่ของเรา เป็นปริญญาเอกแบบ Phenomenology เป็นสิ่งยืนยันปรากฏได้ แต่ Philosophy มีแต่ปรัชญาความคิด มันต่างกันตรงนี้ เรากำลังจะมี เฮือน สวน. คือ อาคาร สัมมาสิกขาวิชชารามนาวาบุญนิยม อาคารกำลังสร้างตอนนี้ที่บ้านราชฯ ยาว 210 เมตร กว้าง 86 เมตรในพื้นที่ 11 ไร่

สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน จะสร้างแก่นชาติได้ ต้องสร้างแก่นใจคน กวีที่เขียนมา 15 บท ในเราคิดอะไร ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ พูดถึงเรื่อง AEC ตอนนี้เอเชี่ยนรวมตัวกันแล้ว กำลังร่วมมือเป็นสังวาสเดียวกัน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม การเมือง เพื่อถ่วงดุลยุโรป หรืออเมริกา เป็นเหตุการณ์ต้องเกิด อาตมาจึงให้สติว่าอย่าไปมุ่งแต่เรื่องวัตถุ ขอให้มุ่งเรื่องจิตวิญญาณ ในกวีเรียกแก่นใจ เพราะทุกวันนี้เป็นประชาธิปไตยขาเดียว มันไม่มีจิตวิญญาณ ไม่ใช่ประชาธิปไตยสองขา เหมือนอังกฤษ ไทย และหลายประเทศที่มีกษัตริย์อยู่ แต่ประเทศที่เป็น ประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์ ก็ไม่มีประเทศไหนเด่นเท่า ประเทศไทย ที่มีการกล่าวกันว่ามี King of king คือพระเจ้าแผ่นดินเรา รัชกาลที่ 9 เป็นตัวอย่าง ประชาธิปไตยสองขา ฝรั่งเศสเป็นประชาธิปไตยขาเดียวมาเจ็ดสิบกว่าปีแล้ว มีการโหยหาอยากได้กษัตริย์ ประธานาธิบดีเป็นคนพูด เมืองจีน อินเดีย ก็กลายเป็นประชาธิปไตยที่ไม่มีกษัตริย์กัน อินเดียคือเจโต จีนคือปัญญา ส่วน ไทย นั้น คือจอมเจโตกับจอมปัญญา ตอนนี้ทิเบตเป็นจีนแยกย่อย เป็นเจโตเต็มที่ จีนใหญ่รังแกทิเบต เพราะเจโตต้องถูกรังแกก่อนปัญญา พูดไว้เท่านี้ก่อน นี่เป็นความรู้ของเอกภพ ไม่ใช่แค่ยุคสมัย เป็นความรู้อยู่ชั่วกาลนาน ในกวีบทนี้ เมื่อรวมเป็น AEC แล้ว ก็ระลึกถึงจิตวิญญาณให้จงหนัก และพยายามสร้างจิตให้เป็นความบริสุทธิ์สะอาดจากกิเลสให้ได้จริงๆ “ความบริสุทธิ์เท่านั้น จะชนะทุกสิ่งทั้งโลกได้ ในที่สุด” เราจะสามารถสร้าง แก่นชาติ ได้ ก็ต้องสร้าง แก่นใจ คน จึงจะเป็น แก่นชัย ที่ชนะทุกสิ่ง ถ้าไม่มีความรู้ที่จะสร้างแก่นชาติ คำว่าชาติลึกซึ้ง เรียนรู้ ชาติ 5 ( ชาติ สัญชาติ โอกกันติ นิพพัตติ อภินิพพัตติ ) แล้วเข้าใจว่าทั้งห้าชาตินี้เป็นอาการของจิตทั้งนั้น แล้วล้างกิเลส ชาติที่มีมาแต่ปัจจุบัน คู่นึงคือชาติ-สัญชาติ สัญชาติคืออดีต ชาติคือตัวปัจจุบัน ยังไม่เกิดอนาคต ถ้าคุณอวิชชาชาติกับสัญชาติ คุณก็โอกกันติด้วยอนาคตที่คุณอวิชชา คุณก็ไม่รู้สังขาร วิญญาณ นามรูป อายตนะ ผัสสะอยู่นั่น วนเวียนโลกีย์ตลอดกาลนาน เพราะไม่รู้ชาติกับสัญชาติ ก็ปรุงแต่งหยั่งลงโอกกันติ อวิชชา ซ้อนซ้ำ แต่ถ้าสามารถรู้ชาติ (เกิดปัจจุบัน) และสัญชาติ (ของเกิดเก่า) แล้วจัดการกับปัจจุบัน โดยมีต้นทุนของเก่า ฆ่ากิเลสปัจจุบันได้ทุกทีๆ จิตที่สร้างขึ้นใหม่โอกกันติมันก็จะหยั่งลงด้วยจิตที่เป็นโลกุตระเรื่อยๆ จนครบเป็นอภินิพพัตติ โอกกันติที่เกิดเป็นโลกุตระ เรียกว่านิพพัตติ ไปสู่นิพพาน รู้ความหมายแล้วทำให้เกิดหยั่งลงโอกกันติลงที่จิตให้ได้ จิตวิญญาณเป็นประธาน เป็นหลักมโนเสฏฐา คือเจริญแบบประเสริฐ ไม่ใช่แบบทุนนิยม ไม่ใช่กฎุมพี แต่เจริญแบบคนจน ตามในหลวงเราตรัสว่า เราไม่รวย เราไม่ก้าวหน้าอย่างโลก เรารวยก็อย่างพอ ประมาณนี้ๆ คำว่าพอคือสันตุฏฐี พอสูงสุดคือสูญ สามารถสร้างแก่นใจให้เป็นแก่นโลกุตระ เป็นจิตที่ไม่มีกิเลสได้จริง คนไทยในชาติก็เป็นแก่นชาติ แล้วจะเกิดแก่นชัย ชนะทุกสิ่งทุกอย่างในโลก เพราะแก่นใจเป็นแก่นชาติ จึงจะเกิดแก่นชัยได้ (บท 5 6 7 จากกวี 15 บท เราคิดอะไร เดือน กุมภาพันธ์ 59)

(5) แก่นใจคือแก่นแท้ ชาติตน เป็นแก่นแห่งใจคน ทุกผู้ หากสร้างแก่นใจผล แก่นชาติ เลยแล อำนาจจึงจักกู้ โลกไว้ดังหวัง (6) หากใจยังไป่แท้ แก่นจริง แก่นชาติใดก็อิง เก่าแล้ว อาเซี่ยนก็คงชิง กันใหญ่ เศรษฐกิจจึงบ่แคล้ว วิบัติซ้ำคงเดิม (7) ถ้าเสริมสร้างแก่นให้ ภายใน ตรงแก่นคือมุ่งใจ วิสุทธิ์ได้ บรรลุอธิปไตย จนครบ สามเฮย โลก,อัตตา,ธรรม ไซร้ อำนาจนี้แก่นชัย

และสรุปลงตรงที่กวีบทที่ 15

(15) พิงธรรมพิเศษไซร้ โลกุตระ โลกอธิปไตยะ หลุดพ้น อัตตาธิปัตย์ชนะ ในจิต ตนเฮย ธรรมอธิปไตยต้น ธาตุแท้บริหาร

คนมี ธรรมาธิปไตย คือคนที่รู้จักความเป็น โลกกับอัตตา แล้ว อยู่เหนือโลกและอัตตา ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ โลกคือ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข กับกามคุณ 5 อัตตาคือใจของคุณ แล้วไม่เป็นทาสใจ แต่เป็นนายของใจที่ไม่มีอคติ ไม่มีกิเลส ก็จะมีอำนาจเหนืออัตตา เห็นแก่มวลมนุษย์ชาติเป็นใหญ่ จึงเป็นสุดยอดแห่งประชาธิปไตย ที่มีคอมมูนยิ่งใหญ่ที่สุด คือเป็นองค์รวมชุมชน ที่ทุกคนใช้ส่วนกลาง สาธารณโภคี อย่างอโศก บริโภคร่วมกันเป็นทรัพย์ส่วนกลาง เป็น สังคมประชาธิปไตยยิ่งใหญ่ที่สุด มีสองขา มีทั้ง คอมมูนและประชาธิปไตย ด้วย รวมกันอยู่ เป็นองค์รวม เสียภาษีร้อยเปอร์เซ็นต์ คอมมิวนิสต์นั้นบังคับเสียภาษีแล้วไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ด้วย แต่ประชาธิปไตยแท้ของพระพุทธเจ้า เสียร้อยเปอร์เซ็นต์แล้วไม่บังคับด้วย คุณสมัครใจมาอยู่ร่วมได้ ไม่บังคับ ไม่กดดันอย่างคอมมิวนิสต์ที่ล่มไป ประชาธิปไตยขาเดียว คนบริหารเปลี่ยนตัวมาไม่ได้สืบทอดจิตวิญญาณมณเฑียรบาล ที่รักษาเชื้อ DNA ของความบริสุทธิ์ ราชาใดประพฤติดี คนนับถือเอง อย่างในหลวงเราท่านไม่เคยหาเสียงเลย ทรงงานอย่างเดียว ถ้าหาเสียงยังไม่ใช่ประชาธิปไตย พูดไว้แค่นี้ก่อน นี่น้ำจิ้ม เจอกันงานพุทธาภิเษก

วันนี้มีหนูน้อย ไม้เมืองพุทธ กรุณา ชื่อเล่นว่า นะโม เขามาคุยกับอาตมาเรื่องธรรมะ เขาเขียนว่า... พุทธแท้ๆ ไม่แพ้ทุกข์ แต่ทุกข์แท้ๆ จะแพ้พุทธ ผมตีความว่าเมื่อมีความรู้จักรู้แจ้งรู้จริงในภาวะทุกข์แล้ว จะไม่ทุกข์ หรือมีก็ตามรู้มันได้ครับ กุศล คือการทำประโยชน์แก่ส่วนรวม โดยการทำแต่ภายนอก แต่บุญ คือการได้ชำระกิเลสจากภายใน ไม่ต้องทำประโยชน์ก็ได้ใช่ไหมครับ (ถูกต้อง) และอกุศล ไม่ว่าจะจิตหรือการกระทำที่ไม่ดี ก็คืออกุศล ใช่ไหมครับ พ่อครูว่า.. .ถูกต้อง เอาคะแนนเต็มไป

…จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน