590421 พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ กูฏทันตสูตร ตอน๔.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์344 KB
วันที่แก้ไข25 ธันวาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

590421 พุทธศาสนตามภูมิ บ้านราชฯ กูฏทันตสูตร ตอน4 พ่อครูว่า... วันนี้วันพุธที่ 21 เมษายน 2559 ที่บวรราชธานีอโศก วันนี้วันพระใหญ่ จริงๆ เป็นวันขึ้นปีใหม่ของปีวอกเลยนะ เป็นวันเพ็ญแรกของปีวอกเลย วันนี้เราก็มาต่อที่จะอธิบายต่อไปอีก อาตมาเองว่าอาตมาขยันในการบรรยายเอาความรู้ ความจริงเท่าที่ตนเองมีเอามาเปิดเผยให้คนฟัง อาตมาว่าอาตมาขยัน แต่คนฟังจะรู้ค่า หรือไม่? อาตมาขยันเพราะรู้ค่าว่าเป็นสิ่งน่าได้น่ามีน่าเป็นสำหรับมวลมนุษยชาติ ในความรู้ความจริงเท่าที่มีในตน เป็นสิ่งที่มนุษยชาติควรได้เป็นสิ่งสำคัญจริงๆ อาตมาจึงขยันพากเพียรทำงานนี้อย่างเต็มใจ ตลอดมา 46 ปีแล้ว ไม่กี่เดือนก็จะเต็ม 46 ปีแล้ว อาตมาบวช 7 พ.ย. อาตมายังไม่เบื่อหน่ายและไม่เห็นอะไรสำคัญเท่า ควรบอกเรื่องนี้กัน ควรให้คนได้ความรู้ความจริงนี้แล้วเอาไปประพฤติให้เกิดผล แต่จะไปบังคับใครให้ทำไม่ได้ แต่เห็นว่าเป็นเรื่องวิเศษไม่มีวินาทีใดที่ไม่ควรสาธยายธรรมะ แต่มันทำไม่ได้ เวลาที่จะให้มาบรรยายก็ไม่เคยบ่นว่าให้มากไปเลย แต่ละท่านรู้ดี นอกจากไม่ได้บรรยาย อาตมาก็เขียน แล้วพยายามเตรียมตลอดเวลาที่จะบอก เพราะอาตมาไม่ใช่นศ.แต่ค่อยเก็บของผู้รู้มารวมลงกับสภาวะจริงที่อาตมาเข้าใจ ว่าภาษานี้หมายถึงสภาวธรรมอันนี้ ว่าควรคมแม่นชัดอย่างนี้ ก็พยายามทำให้ดี สมบูรณ์ทั้งง่ายทั้งเข้าใจได้ ให้เห็นว่าเป็นสิ่งมีค่าประโยชน์ เกิดมาเป็นคนชาติใดก็แล้วแต่ ถ้าไม่ได้ธรรมะไปพระพุทธเจ้าว่าเป็นโมฆบุรุษ ท่านว่าขณะใดที่คนไม่สนใจขาดการพยายามปฏิบัติไม่ได้ผล ท่านเรียกว่าโมฆบุรุษ เพราะธรรมะพระพุทธเจ้าปฏิบัติได้ทุกขณะทุกลมหายใจเข้าออก อยู่ที่การพากเพียร แต่ผู้พากเพียรใส่ใจทำนี่ไม่ถือว่าโมฆบุรุษแล้ว ท่านอนุโมทนาสาธุ แต่คนที่ไม่ใส่ใจ อย่างน้อยใส่ใจฟังธรรมแล้วนำไปปฏิบัติ ให้เกิดผล

อ่านต่อ

ตามสัมมาทิฏฐิ ได้ผลแน่นอน ส่วนถ้าไม่สัมมาก็พยายามฟังเรียนรู้ใหัสัมมาจึงเกิดผล ทำไมหนอคนไม่เห็นว่าเป็นสิ่งน่าได้น่ามีน่าเป็น ย้ำว่าไม่ว่าจะพูดจะคิดจะทำจะมีอาชีพอะไร ก็ทำการปฏิบัติธรรมะของพระพุทธเจ้าได้ทุกกรรม ให้เรียนมรรคทั้ง 7 องค์ เบื้องต้นทำสัมมาทิฏฐิให้ดี แล้วก็หาสัปปายะ 4 สถานที่สมควรอยู่ บุคคลมิตรดีสหายดีสังคมสิ่งแวดล้อมดี มีอาหารสัปปายะ แล้วจะมีธรรมะสัปปายะ ผู้ใดชัดเจนก็พร้อม เมื่อมีสถานที่สัปปายะ บุคคลสัปปายะ เช่นมาเจอหมู่บ้านของอโศก เป็นสถานที่แล้วมีบุคคลเป็นสมาชิกชุมชน จะมีอาหารสัปปายะ เครื่องอาศัยสัปปายะ ก็คือ มรรคทั้ง 7 องค์ จะมีอาชีพการงาน การพูดจา การพากันคิด โน้นนำให้ไปสู่สัมมาทิฏฐิ จะเกิดมิตรดีสหายดี เมื่อมีมิตรดีจะพากันมีศีลมีฉันทะ เรียนรู้อัตตา เกิดสัมมาทิฏฐิ จะเตือนกันไม่ให้ปประมาท แล้วเราจะโยนิโสมนสิการเป็น เมื่อทั้ง 7 หลักนี้มีพร้อม คุณก็ปฏิบัติมรรคองค์ 8 มีมรรคมีผลแน่ สุริยเปยยาล 7 นี้ มีจริง มีสัมมาทิฏฐิเป็นประธานแล้วก็เหลือแต่แต่ละคนจะพากเพียรมี โพชฌงค์ 7 มีสติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 พยายามปหานกิเลสให้ได้ ได้แล้วรักษาผล ด้วยอิทธิบาทก็เกิดอินทรีย์ 5 พละ 5 ไปอีก ก็พัฒนาให้เจริญขึ้น เราพยายามอาศัยหลักธรรมพระพุทธเจ้าทั้งหลายนี่แหละ เราจะเข้าใจได้ว่าสังคมเรายืนอยู่บนฐานของมรรค 8 โพชฌงค์ 7 หรือไม่ แล้วได้มีอิทธิบาท 4 สติปัฏฐาน 4 สัมมัปธาน 4 หรือไม่ ถ้ามีไม่ตกต่ำแน่นอน คนในชุมชนมีกรรม 3 อย่างไร มีไหม เพราะเราไม่ได้แยกจากการทำอาชีพ จากการกระทำการพูดการคิด มรรค 8 นี้สูตรสำเร็จยิ่งใหญ่อยู่แล้ว พวกเราได้เน้นจุดสำคัญเหล่านี้ในชีวิตตลอด อาตมาพยายามกระตุ้นเสนอบอก บางทีดุบ้าง ว่าทำไมไม่เอาถ่านบ้าง ขนาดเราโน่เป็นคนต่างประเทศเขายังมาเอาถ่านเลย แล้วพวกเรามาเป็นสมาชิกบ้านราชฯ นี่เอาถ่านเหมือนเราโน่เขาไหม คนชาติฟินแลนด์ มาเริ่มต้นดู sms เมื่อวานนี้หน่อย SMS 20 เม.ย. 59 _0893867xxx นมก.พ่อครูฯ สณ.สม.จรธ.ญตธ.บ้านราชฯ อยู่ใกล้แม่น้ำมูลที่มีคนอุบลฯ ชาวอโศกใช้ชีวิตพอเพียงรักษาธรรมชาติได้สมบรูณ์! คนผจญโลกร้อนใจร่มๆ ที่ริมน้ำสะแกกรังขอส่งกำลังใจไปถึงผู้ประสบภัยแล้งทั่วปท.ด้วยการแบ่งน้ำใช้ปันน้ำใจด้วยการประหยัดสู้วิกฤติภัยแล้งไปด้วยกัน มโนมยอัตตาเป็นอุปาทานในจิตที่มีรูปร่างสีแสงเสียงรสมีสภาพตัวตนที่ได้เห็นได้ยินได้สัมผัสด้วยทวาร 6 แต่ ไม่ใช่ของจริงเป็นสิ่งลวงตาหลอกใจว่ามีตัวตน มโนมยิทธิคือการสร้างจิตทำใจในใจตนเองจนสามารถเปลี่ยนแปลงจิตลงไปถึงที่เกิดฤาโยนิโสมนสิการตามกำจัดกิเลสถูกตัวตนจนจิตเกิดโอปปาติกโยนิ! ผู้น้อยลำดับข้อความธรรมะถูกฤาเปล่าไม่รู้แต่พ่อครูเคยกล่าวเช่นนั้น!ผิดถูกประการใดโปรดติเตือนชี้แนะ!กราบขอบคุณจรธ. อาตมาว่า ธรรมะหนึ่งคือจิต อีกธรรมะหนึ่งก็ฏคือจิต เราแยกอกุศลธรรมแล้วทำลายอกุศลธรรมได้ก็เหลือธรรมะ1 คึอเอกสโมสรณา จิตรวมลงเป็นหนึ่งเดียวเอกัคตา จิตของเราตายจิตของเราจึงเกิด นี่แหละคือการเห็นความเกิดความตายทางปรมัตถ์เป็นโอปปาติกโยนิ ไม่ใช่การเกิดตายทางร่างกาย เพราะร่างเกิดร่างตายที่ไหนก็มี แต่การเห็นการเกิดการตายดังกล่าวคือการเห็นการเกิดการตายทางปรมัตถธรรม จากพระไตรฯ ล.10 ข.60 ถ้าไม่มีอกุศลจิตตาย คุณก็มีแต่สัตว์เปรต นรกเกิด คุณตกต่ำเสื่อมนะ แล้วคุณจะปล่อยตนเองให้เสื่อมหรืออย่างไร การเห็นการเกิดการตายทางจิตก็เป็นปัญญาอย่างหนึ่งแต่ถ้ายิ่งทำให้อกุศลตายไปได้ก็ยิ่งมีปัญญา ถ้าคุณมีปัญญาเห็นเลยก็มีปัญญาแท้เห็นว่าตนเสพสุขเท็จ เป็นเทวดาที่สมมุติเทพ ถูกมอมเมาอยู่ เมื่อคุณเห็นเช่นนั้น คุณจะปล่อยให้ตนเองเป็นเช่นนี้ต่อไปหรือ ซึ่งไม่เห็นว่าอาจารย์ไหนบอกอย่างนี้ มีแต่สะกดจิตหลับตาดับไป ไม่มีธัมมวิจัยอย่างนี้หรอก เราทำให้เกิดอุบัติเทพอย่างมีความรู้ตามธรรมของพระพุทธเจ้า ซึ่งคนไม่ได้ศึกษาก็เป็นสัตว์นรก อยากเมื่อไหร่ก็เป็นสัตว์นรกเป็นเปรต พอได้เสพสุขก็เป็นเทวดาเก๊ สุขขัลลิกะไป วนเวียนไปแต่พอเรารู้เราก็เลิก จนเกิดโอปปาติกโยนิ คุณคนนี้ลำดับมาถูกต้อง จากไลน์คุณ Sayan _กราบนมัสการเรียนถามพ่อท่าน การที่เรานั่งเจโต แล้วเกิดนิมิต มีการถามตอบกันเองในจิตเรา คืออะไรคะ คือเมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้ว ดิฉันเห็นนิมิตในสมาธิ เห็นความมืดที่มืดยิ่งกว่าตาบอด แล้วอยู่ก็เกิดความสว่างยิ่งกว่าพระอาทิตย์ ดิฉันสงสัยมากว่ามันคือไร ก็มีคำตอบว่าที่มืดคืออหังการ ที่สว่างคือพระนิพพาน อาการแบบนี้เรียกว่าอะไรคะ และเป็นสัมมาทิฏฐิหรือไม่คะ อาตมาว่า มันเป็นมโนมยอัตตาเท่านั้น เป็นคุณอุปาทานสมมุติไปเอง แล้วคุณก็ว่า เป็นนิมิตเอง คือสร้างขึ้น เนรมิตขึ้นมาเอง มืดหรือสว่างอย่างไรก็แล้วแต่ หรือแม้แต่เป็นอาการ ยกตัวอย่างง่ายๆ คุณนั่งสมาธิหลับตาเข้าภพ แล้วทำให้จิตไม่ต้องคิดอะไรได้สำเร็จ จิตก็กลางๆ ว่างๆ เฉยๆ มันจะสุขก็ได้ทุกข์ก็ได้ ดีไม่ดีมันทุกข์ด้วย เพราะมันขัดใจ ว่าเราไม่ได้อยากได้แบบนี้เราอยากได้เจอสวรรค์วิมานหรือให้มีอิทธิฤทธิ์ก็ได้ แต่นี่มันว่างๆ หรืออาจชอบใจในรสว่างๆ นี้ก็ได้ ถ้าตอนนั้นคุณทำจิตในภพแล้ว อย่างที่เขาบอกว่าอย่าคิดอย่านึก ให้เกิดสมาธิอย่างอ.บูรพา ผดุงไทยว่า ไม่ต้องคิดแล้วจะเกิดปัญญาแท้เอง จิตไม่คิดอะไรคือสมาธิ เขาก็เขียนเข้าใจวนเช่นนี้เยอะ การที่คุณนิมิตขึ้นมาก็คืออัตตาตัวเองนั่นแหละ คำที่คุณถามมาว่า การโต้ถามตอบกันเองในจิตคุณคืออะไร?ก็ตอบให้ฟังว่าที่ตอบเองถามเองนี้ ก็คือความรู้ของคุณเอง ที่ตั้งคำถามตนเองเฉลยตนเองออกมาตามภูมิปัญญาของคุณเอง แต่คุณไม่แน่ใจก็มาถามอาตมาอีก ว่าจะถูกหรือไม่?อีก เรียกเต็มๆว่าเกิดจากอัตตาที่เรียกว่ามโนมยอัตตา อัตตาที่สำเร็จด้วยจิต เป็นรูปมือหรือรูปสว่างก็ตาม เป็นสิ่งที่ถูกรู้ในภพของคุณเอง ก็เป็นนิมิตมืดสว่างก็เท่านั้นเอง _มีคำถามอีกต่อเนื่องจากเรื่องมะเขือเทศ แต่คราวนี้เป็นเรื่องในจิตไม่เกี่ยวกับข้างนอกนะ คือพอนึกถึงคนนี้ก็มองแง่ลบ มีเหตุผลว่าเขา พอเห็นอีกคนก็ไปคิดแง่ลบอีกตามที่เคยเป็น มันคิดบ่อยจนรู้สึกทุกข์ ไม่มีผัสสะแต่ก็มีเวทนาได้ใช่ไหม เพราะไปนึกเอา มันเป็นเองทำไงเลิกได้ โยนิโสฯไม่เป็นรู้แต่เป็นกิเลสเรียกอะไรไม่รู้ แล้วสองเขายังไม่ได้ว่าอะไรใจก็หาเหตุผลไว้ก่อนแล้ว พอรู้ตัวก็หยุดเถียงในใจ เกิดจากอะไรแล้วสามมีไหมที่คนมีแต่มองในแง่บวกแล้วมีความสุข แต่นี่มันยังไม่จริง ตอบ...ก็เลิกเสียสิ ตนเองก็รู้ว่าไม่เข้าท่า แล้วจะไปจมกับสิ่งไม่เข้าท่า แล้วคุณจะเข้าท่าเมื่อไหร่นะ ก็มีบ้างที่คนมีมองแต่แง่บวก แต่คุณมองแง่ลบ คำว่าไม่ใช่ความจริงนี้มันทั้งนั้นแหละ ทุกสิ่งทุกอย่างมันไม่ใช่ความจริง ทุกอย่างสัญญายนิจจานิ คุณไปสัญญากำหนดเองว่ามันมีมันเที่ยง ไปยึดเองว่ามันมี ถ้าไปยึดหนักว่ามีเช่นเทวนิยมยึดว่าพระเจ้าเป็นสิ่งมีอยู่นิรันดร ส่วนของพระพุทธเจ้าตรงข้าม ไม่ยึดอะไรว่ามีแต่รู้จริงว่าอันไหนมี แล้วทำให้ความยึดมั่นถือมั่นนี้หายไปแล้วมีอย่างสมาทานไว้อาศัยใครไปนึกคิดปรุงแต่งจนเกลียดชังเขา นึกถึงคนนี้แล้วมองแต่แง่ลบ ก็จะทุกข์มากเลยนะ มองแง่ลบตลอด แต่คุณรู้อยู่แล้วว่าไม่ดี ทุกข์ มันเป็นเอง แต่ว่าคำนี้ต้องพูดกันให้ลึกหน่อย มันเป็นเองคุณก็ต้องทุกข์เอง เอาสูตรนี้ของพระพุทธเจ้าไป ในจูฬวิยูหสูตรว่าไว้ พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า สมณพราหมณ์แต่ละ พวก กล่าวทิฐิใดว่าเป็นความจริงแท้แม้สมณพราหมณ์พวกอื่นก็กล่าวทิฐินั้นว่า เป็นความเท็จไม่จริง สมณพราหมณ์ทั้งหลายมาถือมั่น (ความจริงต่างๆ กัน) แม้ด้วยอาการอย่างนี้แล้ว ก็วิวาทกันเพราะเหตุไรสมณพราหมณ์ทั้งหลาย จึงไม่กล่าวสัจจะให้เป็นหนึ่งลงไปได้ ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า สัจจะมีอย่างเดียวเท่านั้น สัจจะที่สองไม่มี ผู้ที่ทราบชัดมาทราบชัดอยู่ จะต้องวิวาทกันเพราะสัจจะอะไรเล่า สมณ- พราหมณ์เหล่านั้น ย่อมกล่าวสัจจะทั้งหลายให้ต่างกันออกไปด้วยตนเอง เพราะเหตุนั้น สมณพราหมณ์ทั้งหลาย จึงไม่กล่าวสัจจะให้เป็นหนึ่งลงไปได้ ฯ พระพุทธนิมิตตรัสถามว่าเพราะเหตุไรหนอ สมณพราหมณ์ผู้เป็นเจ้าลัทธิทั้งหลายกล่าวยกตนว่าเป็นคนฉลาด จึงกล่าวสัจจะให้ต่างกันไป สัจจะมากหลายต่างๆ กัน จะเป็นอันใครๆ ได้สดับมา หรือว่าสมณพราหมณ์เหล่านั้น ระลึกตามความคาดคะเนของตน ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า สัจจะมากหลายต่างๆ กัน เว้นจากสัญญาว่าเที่ยงเสีย ไม่มี(สัญญา น นิจจานิ) ในโลกเลย ก็สมณพราหมณ์ทั้งหลายมากำหนดความคาดคะเนในทิฐิทั้งหลาย (ของตน) แล้ว จึงกล่าวทิฐิธรรมอันเป็นคู่กันว่า จริงๆ เท็จๆ คุณติดอะไรก็เมาอันนั้น เช่น ติดฟุตบอลก็เมาฟุตบอล มันเสพติดการเที่ยวการกินการเล่น คือคุณเมา การแปลว่าสุราคือแค่น้ำเมานั้นไม่ใช่ แต่สุราคือเมาอย่างหยาบ เมรยะคือเมาอย่างกลาง มัชชะคือเมาอย่างละเอียด ก็เอาอย่างหยาบก่อนคนติดซื้อหวยก็คือสุราของเขา ติดไม่ซื่อไม่ได้ เงินไม่ค่อยมีก็ยังซื้อ คุณติดอะไรก็คือสุราของคุณ ต้องตั้งศีลเลยที่จะงดเว้น อรติ วีรติ ปฏิวีรติ วรมณี คืองด เว้น งดเว้น เว้นขาดเลย เรื่องที่คุณคิดวนในแง่ไม่ดีก็เลิกเสียเถิด ตัดมา ถ้ามันขึ้นมาในจิตก็ตัดเสีย มาเข้าสู่บทเรียน ท่านให้เรียนรู้ไปตามลำดับ ตั้งแต่ วิปัสสนาญาณให้เรียนรู้รูปกับนาม กายเหมือนแก้วไส มองทะลุเห็นเส้นด้ายในนั้น คุณต้องมีแก้วคือมีกาย มีธรรมะสองแล้วสามารถเพ่งอ่านนาม มันเป็นองค์ประกอบแต่คุณต้องเรียน จิต มโน วิญญาณ ไม่ใช่เรียนรู้แก้ว แต่เรียนรู้ด้ายในแก้ว มโนมยิทธิเหมือนชักหญ้าออกจากปล้อง เหมือนชักดาบออกจากฝัก เหมือนชักงูออกจากคราบ คือทำเวทนาให้เป็นหนึ่งในเวทนา แล้วอยู่กับสองนี่แหละ วิชชาคือผล จากการปฏิบัติเหตุให้เกิดวิชชา เกิดผลเหมือนดังว่า อิทธิวิธญาณ คือทำมโนมยิทธิคือทำได้สำเร็จด้วยจิต แล้วมีหลากหลายเรียกว่า วิธ คือหลากหลาย variety ทำใจในใจเราได้เก่งนี่แหละ เป็นมโนบุพพังคมาธัมมา มโนเสฏฐามโนมยา สำเร็จได้ด้วยใจ ทำใจในใจเก่ง ทำธรรมะสองให้เป็นหนึ่งได้ ทำได้หลากหลายลีลาเรื่องราว หลายเหตุปัจจัย สารพัดเลย ก็มีฤทธิ์มีญาณรู้ในความสามารถของคุณ โสตทิพย์ก็ยิ่งลึกซึ้งไปเรื่อยๆ มีปัญญาเฉียบแหลมรู้ลึกละเอียดมากถูกต้องดีงามไปเรื่อยๆ แยกสามัญกับสิ่งวิเศษได้ เป็นอุตริมนุสธรรมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แล้วตรวจสอบใน เจโตปริยญาณ 16 ตรวจสอบสิ่งที่เป็นสอง คือสราค สโทสะ สโมหะ เป็นเรื่องที่ผู้รู้คือผู้มีทิพย์ มีทั้งมหาภูตรูป อุปาทายรูป รู้แล้วแยกได้ สุดท้ายรู้สิ่งสามัญกับสิ่งแปลกปลอม ดับสิ่งแปลกปลอมให้หมดก็เหลือแต่สิ่งสามัญ เช่นมะเขือเทศนี่ ลูกสีเช่นนี้รสเช่นนี้ไม่ว่าชนชาติไหนก็สัมผัสสัจจะ เดียวกัน ส่วนบัญญัติภาษาก็เรียกต่างกันไป ทุกคนสัมผัสดัวยปสาทรูป โคจรรูป เกิดธาตุรู้วิญญาณของจริง อีกอันเป็นสิ่งทิพย์ที่คนตาดีจะแยกออกเห็นได้ เช่นมันอร่อย ชอบใจ หรือไม่ชอบใจ ก็บ้าไปทั้งนั้น คุณรู้ความบ้านี้แหละคือมีทิพย์เป็นสิ่งสอง แล้วก็ทำสิ่งสองที่ไม่จริงนี้ให้หมดไป เหลือแต่รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสแท้ของมันก็จบ ราคะโทสะโมหะเกิดจาเหตุปัจจัยในความโง่ ราคะกับโทสะก็สองด้านของกัน มีผลักกับดูด ชอบกับไม่ชอบ แล้วก็มีกลางๆมีมีผลักหรือดูด มีแต่เฉยๆ แต่เฉยอย่างพาซื่อปุถุชนก็ทำได้ชั่วคราว แต่ส่วนที่จะกลางๆ ไม่ผลักไม่ดูด มันรู้ของจริง แล้วทำให้ไม่เกิดอาการดูดหรือผลักเลย มันมีเจตนาเป็นกาม อยากได้มาหรืออยากผลักออก ? เจตนานั้นมีสาม คือกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา เป็นอกุศลจิตก็ต้องทำลายอันนั้น ให้เกิดฐานอุเบกขาจนถาวร เจโตปริยญาณคือมาตรวัดในจิต จุตูปปาตญาณ คือรู้การเกิดกับของอกุศลจิตเหตุแห่งทุกข์ได้ ตั้งแต่ เหตุต่ำๆ มันไม่เที่ยงตั้งแต่มันไม่เที่ยงแบบโตขึ้นๆ เห็นกิเลสมันมีเต็มเลยแล้วมันโตขึ้นด้วย ถ้าไม่เพิ่มก็เที่ยงเท่าเดิมคุณต้องทำให้มันไม่เที่ยงแบบลดลงๆ เห็นตัวไม่เที่ยงตัวแรกคือสักกายะ รู้น้ำหนักมันว่ามากหรือน้อย จางลงหรือมากขึ้น ถ้าเห็นไม่เที่ยงตัวแรกคือมันเพิ่มขึ้นๆ คุณอ่านอาการจิตเป็นว่าอกุศลจิตมันเพิ่มหนาขึ้นก็เห็นปุถุชนในตน แต่ถ้าสามารถทำให้มันไม่เที่ยงด้วย แบบลดลงด้วยสามารถอีกลดลงๆๆๆ นี่คือไม่เที่ยงแล้วลดลงด้วย เหนือชั้นกว่าเที่ยงหรือไม่เที่ยงแต่โตขึ้น ถ้าคุณจับแม่นว่ากิเลสสักกายะตัวไหนแล้วมันโตขึ้นมีดีกรี มีอินทรีย์ 5 ในเวทนา 5 คือน้ำหนักของมันดีกรีมันว่าสุขมากขึ้น ทุกข์มากขึ้น หรือเป็นภายใน โสมนัสหรือโทมนัสก็ทำให้อุเบกขินทรีย์ให้ได้ ต้องรู้อาการของมัน หรืออาการเบาบางจากสุขทุกข์ลดลงๆ ได้ จนมันดับ นิโรธได้ จนกิเลสศูนย์คือเห็นความเกิดความดับจุตูปปาตญาณ เมื่อเห็นเกิดดับกิเลสก็ตรวจสอบ บุพเพนิวาสานุสติญาณ ในเหตุนิทานสมุทัยปัจจัย ทั้งอาการ ลิงค นิมิต อุเทส จุตูปปาตญาณ ภิกษุนั้น ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อรู้จุติและอุปบัติของสัตว์ทั้งหลาย เธอเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุปบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรมว่า สัตว์เหล่านี้ประกอบด้วยกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ติเตียนพระอริยเจ้า เป็นมิจฉาทิฏฐิ ยึดถือการ กระทำด้วยอำนาจมิจฉาทิฏฐิ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เขาย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาตนรก ส่วนสัตว์เหล่านี้ประกอบด้วยกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ไม่ติเตียนพระอริยเจ้าเป็นสัมมาทิฏฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจสัมมาทิฏฐิ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เขาย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ดังนี้ เธอย่อมเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุปบัติ เลว ประณีตมีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรม ด้วยประการฉะนี้ เปรียบเหมือนปราสาทตั้งอยู่ ณ ทาง 3 แพร่ง ท่ามกลางพระนคร บุรุษผู้มีจักษุยืนอยู่บนปราสาทนั้น จะพึงเห็นหมู่ชนกำลังเข้าไปสู่เรือนบ้าง กำลังออกจากเรือนบ้าง กำลังสัญจรเป็นแถวอยู่ในถนนบ้าง นั่งอยู่ที่ทาง 3 แพร่งท่ามกลางพระนครบ้าง เขาจะพึงรู้ว่า คนเหล่านี้เข้าไปสู่เรือน เหล่านี้ออกจากเรือน เหล่านี้สัญจรเป็นแถวอยู่ในถนน เหล่านี้นั่งอยู่ที่ทาง 3 แพร่งท่ามกลางพระนคร (ทางสามแพร่งหมายถึงกายทุจริตวัดที่ถูกจริตมโนทุจริตก็ได้) ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อรู้จุติและอุปบัติของสัตว์ทั้งหลาย เธอเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุปบัติเลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรมว่า สัตว์เหล่านี้ประกอบด้วยกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ติเตียนพระอริยเจ้า เป็นมิจฉาทิฏฐิ ยึดถือการ กระทำด้วยอำนาจมิจฉาทิฏฐิเบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เขาย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ส่วนสัตว์เหล่านี้ประกอบด้วยกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ไม่ติเตียนพระอริยเจ้า เป็นสัมมาทิฏฐยึดถือการกระทำด้วยอำนาจสัมมาทิฏฐิ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เขาย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ดังนี้ เธอย่อมเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุปบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดีมีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรม ด้วยประการฉะนี้ ดูกรพราหมณ์ นี้แหละ เป็นยัญซึ่งใช้ทรัพย์น้อยกว่า มีการตระเตรียมน้อยกว่า และมีผลมากกว่า มีอานิสงส์มากกว่า กว่ายัญก่อนๆ. อาตมาว่าสัตว์มีปัญญาย่อมไม่ตำหนิพระอาริยเจ้า แต่สัตว์ไม่มีปัญญาโง่ก็ติเตียนพระอาริยเจ้า อาตมาว่าเมื่อคุณเองได้ผ่านการปฏิบัติแล้วมาทบทวนหากมีสัมมาทิฏฐิก็จะแยกออกว่ามีสัตว์สุจริตกับทุจริตสองชนิด แล้วตนเป็นแบบไหน อาสวักขยญาณ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา เหล่านี้อาสวะ นี้อาสวสมุทัยนี้อาสวนิโรธ นี้อาสวนิโรธคามินีปฏิปทา เมื่อเธอรู้เห็นอย่างนี้ จิตย่อมหลุดพ้น แม้จากกามาสวะแม้จากภวาสวะ แม้จากอวิชชาสวะ เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ก็มีญาณว่าหลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีดูกรพราหมณ์ เปรียบเหมือนสระน้ำบนยอดเขาใสสะอาดไม่ขุ่นมัว บุรุษผู้มีจักษุยืนอยู่บนขอบสระนั้น จะพึงเห็นหอยโข่งและหอยกาบต่างๆ บ้าง ก้อนกรวดและก้อนหินบ้าง ฝูงปลาบ้างกำลังว่ายอยู่บ้าง หยุดอยู่บ้าง ในสระน้ำนั้น เขาจะพึงคิดอย่างนี้ว่า สระน้ำนี้ใสสะอาดไม่ขุ่นมัว หอยโข่งและหอยกาบต่างๆ บ้าง ก้อนกรวดและก้อนหินบ้าง ฝูงปลาบ้าง เหล่านี้กำลังว่ายอยู่บ้าง กำลังหยุดอยู่บ้าง ในสระน้ำนั้น ดังนี้ ฉันใด อาตมาว่า..คนที่ไม่ได้ปฎิบัติธรรมย่อมไม่มีการตายที่เจริญขึ้นแต่จะไปเลื่อนลงสู่ความจำยิ่งอาการหนักไปเรื่อยเรื่อยไม่มีการหมดการดับถ้าจะรู้จักการเคลื่อนการจุติ การอุบัติ เป็นสัตว์นรกหรือจะเป็นเทวดาอุบัติเหตุหรือสมมุติเทพ ถ้าไม่ได้ศึกษาเรียนรู้ปฏิบัติธรรมก็มีแต่จุติเลื่อนลงไปเรื่อยๆ พวกที่เป็นสมมุติเทพมีแต่จะเลื่อนลงต่ำลงการจุตินี้มีแต่เลื่อนลง แม้ได้สุขก็เลื่อนหานรกซับซ้อน จริงเป็นกิเลสหนาเลื่อนลงต่ำไปเรื่อยๆ ตายไปแล้วตกนรก คนไม่รู้จักสุขทุกข์แท้ แล้วหาแต่สุขมันก็มีแต่สุขเท็จ เราต้องทำให้มันลดลงจนไม่มีสุขไม่มีทุกข์ ภิกษุก็ฉันนั้นแล ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่ออาสวักขยญาณ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัยนี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา เหล่านี้อาสวะ นี้อาสวสมุทัย นี้อาสวนิโรธนี้อาสวนิโรธคามินีปฏิปทา เมื่อเธอรู้เห็นอย่างนี้ จิตย่อมหลุดพ้น แม้จากกามาสวะ แม้จากภวาสวะแม้จากอวิชชาสวะ เมื่อจิตหลุดพ้น ก็มีญาณว่าหลุดพ้น รู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ดูกรพราหมณ์ นี้แหละเป็นยัญซึ่งใช้ทรัพย์น้อยกว่า มีการตระเตรียมน้อยกว่า และมีผลมากกว่า มีอานิสงส์มากกว่ากว่ายัญก่อนๆ. ดูกรพราหมณ์ ก็ยัญสมบัติอื่นๆ ที่จะดียิ่งกว่า ประณีตยิ่งกว่า กว่ายัญสมบัตินี้มิได้มี. คุณปฏิบัติมาได้วิชชา ห้าแรกแล้วก็ต้องมาตรวจบัญชี เหมือนพ่อค้า ตรวจดูว่ากิเลสไม่เหลือเลยหรือไม่ดับสิ้นอาสวะเลย กิเลสไม่เกิดอีกเลย เป็นอุเบกขา ปริสุทธาปริโยธาตามุทุกัมมัญญาปภัสสราตลอดกาล ใช้วิชชา 5 ทำไปก็ตรวจด้วยเตวิชโชอีกคือวิชชา 3 จนทั้งอดีตปัจจุบันอนาคนก็ตรวจสอบไปทบทวนดู บุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ จนดับหมดไม่มีที่เลื่อนไปอีกแล้วจบกิจแล้วคุณก็รู้แล้ว ก็อุบัติเต็มที่ เป็นเทวดาวิสุทธิเทพอย่างเที่ยงแท้ถาวร เป็นทั้งอดีต ปัจจุบันอนาคตที่เป็นนิจจังทุวังสัสสตังฯ ตรวจสอบเนกขัมสิตะ เป็นอุเบกขา ในฌาน 4 ได้สมบูรณ์แบบ ไม่มี วิตกวิจา ร ไม่มีปีติ ไม่สุข มีแต่อุเบกขา เป็นเอกัคคตา กูฏทันตพราหมณ์แสดงตนเป็นอุบาสก [236] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสพระธรรมเทศนาอย่างนี้แล้ว พราหมณ์กูฏทันตะได้กราบทูลคำนี้กะพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนักข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก เปรียบเหมือนหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืดด้วยคิดว่า ผู้มีจักษุจักเห็นรูป ดังนี้ฉันใด พระองค์ทรงประกาศพระธรรมโดยอเนกปริยาย ฉันนั้นเหมือนกัน ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญข้าพเจ้านี้ขอถึงพระโคดมผู้เจริญ ทั้งพระธรรมและพระสงฆ์ ว่าเป็นสรณะ ขอพระโคดมผู้เจริญจงทรงจำข้าพเจ้าว่า เป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพเจ้านี้ได้ปล่อยโคผู้ 700 ลูกโคผู้ 700 ลูกโคเมีย 700 แพะ 700 แกะ 700 ได้ให้ชีวิตแก่สัตว์เหล่านั้น ขอสัตว์เหล่านั้นจงได้กินหญ้าเขียวสด จงได้ดื่มน้ำเย็น ขอลมที่เย็นจงพัดถูกสัตว์เหล่านั้น . กูฏทันตพราหมณ์บรรลุโสดาปัตติผล [237] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคได้ตรัสอนุปุพพิกถาแก่พราหมณ์กูฏทันตะ คือทรงประกาศ ทานกถา ศีลกถา สัคคกถา โทษของกามที่ต่ำช้า เศร้าหมอง และอานิสงส์ในการออกจากกาม เมื่อทรงทราบว่าพราหมณ์กูฏทันตะ มีจิตควร มีจิตอ่อน มีจิตปราศจากนิวรณ์มีจิตร่าเริง มีจิตใส แล้วจึงทรงประกาศพระธรรมเทศนาที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงยกขึ้นแสดงด้วยพระองค์เอง คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค โปรดพราหมณ์กูฏทันตะ เปรียบเหมือนผ้าที่สะอาดปราศจากสีดำ ควรรับน้ำย้อมได้เป็นอย่างดี ฉันใด พราหมณ์กูฏทันตะ ก็ฉันนั้นได้ดวงตาเห็นธรรมอันปราศจากธุลี ปราศจากมลทินว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดาสิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา ณ ที่นั่งนั้นเอง ลำดับนั้น พราหมณ์กูฏทันตะเห็นธรรมแล้ว บรรลุธรรมแล้ว รู้ธรรมแล้ว หยั่งทราบถึงธรรมทั่วถึงแล้ว ข้ามพ้นความสงสัยปราศจากความเคลือบแคลง ถึงความแกล้วกล้า ไม่ต้องเชื่อผู้อื่นในสัตถุศาสนา ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ขอพระโคดมผู้เจริญกับภิกษุสงฆ์ จงทรงรับภัตตาหารของข้าพระองค์ในวันพรุ่งนี้. พระผู้มีพระภาคทรงรับนิมนต์โดยดุษณีภาพ. เมื่อพราหมณ์กูฏทันตะทราบว่าพระผู้มีพระภาคทรงรับนิมนต์แล้ว จึงลุกจากที่นั่งถวายบังคมพระผู้มีพระภาค กระทำประทักษิณหลีกไป. [238] ครั้งนั้น พอถึงเวลารุ่งเช้า พราหมณ์กูฏทันตะได้สั่งให้ตบแต่งขาทนีย-*โภชนียาหารอย่างประณีตในสถานที่บูชายัญของตนแล้ว ใช้คนไปกราบทูลเวลาเสด็จแด่พระผู้มี-*พระภาคว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ถึงเวลาแล้ว ภัตตาหารสำเร็จแล้ว. ลำดับนั้น เป็นเวลาเช้าพระผู้มีพระภาคทรงนุ่งแล้ว ทรงถือบาตรและจีวร พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์เสด็จไปสู่สถานที่บูชายัญของพราหมณ์กูฏทันตะแล้ว ประทับนั่ง ณ อาสนะที่เขาแต่งตั้งไว้. ต่อนั้น พราหมณ์กูฏทันตะได้อังคาสภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขด้วยมือของตนเอง ด้วยขาทนียโภชนียาหารอย่างประณีต เมื่อทราบว่าพระผู้มีพระภาคเสวยเสร็จแล้ว ทรงลดพระหัตถ์ลงจากบาตรแล้ว จึงได้ถือเอาอาสนะที่ต่ำแห่งหนึ่งนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. พระผู้มีพระภาค ทรงยังพราหมณ์กูฏทันตะผู้นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งนั้นแล ให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริง ด้วยธรรมีกถาแล้ว เสด็จลุกจากอาสนะหลีกไป. จบกูฏทันตสูตร ที่ 5. ก็สรุปว่าประเด็นของสูตรนี้คือยัญพิธี แต่กุฏทัณตพราหมณ์ เค้ายังไม่ชัดเจนเพราะวิธีการต่างๆ ที่ผิดเพี้ยนไปของพราหมณ์ต่างๆ ที่ทำกันมานั้นอาตมาเคยพูดแล้วว่าศาสนาพุทธที่ทำกันมานั้นเปลี่ยนไปประเด็นเดียวกันพวกที่มาฟังธรรมของพระพุทธเจ้าเป็นพวกที่มีบารมีทั้งนั้นฟังธรรมไม่กี่กัณฑ์ก็บรรลุธรรมถ้าไม่ใช่ผู้มีบารมีก็ไม่บรรลุง่ายง่ายหรอกจึงดูเหมือนง่ายแต่ไม่ง่ายหรอกเพราะว่าจะต้องสืบสานพระพุทธเจ้าจะต้องมาสร้างศาสนาจึงต้องมีผู้ที่มาเป็นมวลและสืบต่อ สมัย พระพุทธเจ้าคนฟังทำก็บรรลุทำง่ายแต่สมัยนี้ต้องพากเพียรทำต่อไปสำหรับวันนี้ฝากไปก่อน จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน