590419_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ กูฏทันตสูตร ตอน๒.docx
เนื้อหาในไฟล์
5 90419 พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ กูฏทันตสูตร ตอน2
พ่อครูว่า...วันนี้วันอังคารที่ 19 เมษายน 2559 ขึ้น 13 ค่ำเดือน 5 ปีวอก ที่บวรราชธานีอโศก
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน สงบแบบกายกัมมัญญตา เราก็มาตั้งใจศึกษาพากเพียรให้แก่ชีวิตไปเป็นปกติทุกวัน เพราะว่าสังคมของเราโดยเฉพาะชาวอโศกเราทุกชุมชนพยายามจริงๆ ที่จะต้องฟังธรรม ที่จะต้องพยายามพากันปฏิบัติธรรม เป็นสังคมคนที่สำนึกในธรรม มีความระลึก มีสติสัมปชัญญะ มีความตระหนักในชีวิตเสมอ ว่าชีวิตของคนเราจะต้องสำรวมสังวรมีสติ สำรวมอินทรีย์ มีสติเพื่อปฏิบัติทานศีลภาวนา หรือศีลสมาธิปัญญาให้เกิดทุกลมหายใจเข้าออก ทุกอานาอาปานะ เราจะต้องมีสติเรียกว่าอานาปานสติทุกลมหายใจเข้าออกที่เรายังไม่ตาย ที่เรายังมีชีวิตยังดำเนินอยู่ คือมีโพชฌงค์ 7 และขยายเป็นโพธิปักขิยธรรม 37 พิจารณา กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม มีการสำรวมอินทรีย์ เพื่อให้เกิดสันโดษอันเป็นอาริยะ ในสามัญผลสูตร คือผลของการเป็นสมณะผู้ที่มีจิตลดกิเลสจิตบรรลุความสงบ เรียกว่าสมณะ แล้วจิตอันสงบนี้ของศาสนาพุทธไม่ใช่นั่งสะกดจิต ไม่ใช่มานั่งกดข่มให้จิตหยุดคิดหยุดนึกไปเลย ไม่ใช่ คำว่า สันตะ คือสงบ ท่านไม่เรียกว่าสมถะนะ เพราะธรรมะของท่านยากที่คนจะรู้ได้ในสันตา ปณีตา ณิปุนา อตักกาวจรา เป็นสงบที่นิโรธ จิตนิโรธคือจิตที่ดับเหตุปัจจัยที่ทำให้จิตไม่สงบ ประเด็นที่ว่าจิตสงบของศาสนาพุทธไม่ได้หมายความว่า กายก็นิ่ง วจีก็กระซิบแผ่วๆ พูดเรียบๆร้อยๆ เฉยๆ นิ่ง ไม่ใช่ คำว่าสุภาพก็ไม่ใช่หมายถึงพูดไม่มีลีลาขึ้นลงอะไรราบเฉย ไม่ใช่ แต่มันมีน้ำหนักของการเบาแรงของคนมีปัญญา ที่พูดดีพูดถูกต้อง พูดอย่างมีคุณค่าประโยชน์ ไม่ใช่ว่าสุภาพก็คือจะต้องพูดให้เบาอย่างเดียว ความหมายของความเบาและความรุนแรงนั้น ค
อ่านต่อ
วามเบาหมายถึงเบาเรื่องของกิเลส เบาในความไม่ควรจะทำเป็นอนาจาร ก็ต้องให้เบา แต่อะไรที่จะเป็นคุณค่าประโยชน์ให้บันลือสีหนาทด้วยให้พูดเต็มที่เต็มเสียง คือเปล่งกล่าวให้เต็มที่เลย คำว่าสุภาพไม่ได้หมายถึงว่าเข้าใจตื้นง่ายๆ ว่าพูดให้เบาๆ เรียบๆ ไม่ขึ้นไม่ลง จืดๆ ไม่ใช่ แต่พูดและกระทำอย่างมีองค์ประกอบศิลปะ ให้คนรู้จักนัจจะ คีตะ วาทิตะ พูดให้ดี ทำให้ดี คำว่าสงบของศาสนาพุทธนี้จึงลึกซึ้ง คัมภีรา ทุททสา ทุรนุโพธา สันตา ปณีตา อตักกาวจรา บัณฑิตเวทนียา เราต้องศึกษาสิ่งที่จะเลิกละให้ลึกซึ้ง นิปุนา ไม่ใช่ดับไปหมด ดับลวกๆตื้อไปหมด หยุด ดับกายกรรมวจีกรรมแล้วให้จิตหยุดคิดอีกนั้นไม่ใช่ แต่กลับจะยิ่งแคล่วคล่องปราดเปรียวว่องไว กลับกันไปหมดเลย เป็นกาย ปาคุญญตา กายปาคคุญญตา คือองค์ประชุมรูปนาม ที่อ่าน กาย นั้นแคล่วคล่อง หมวดเวทนา สัญญา สังขาร เป็นกายกัมมัญญตา หรือกายปา คุญญตาชัดเจนเลย แปลว่าความแคล่วคล่องของหมวดหมู่เจตสิก 3 คือ เวทนา สัญญา สังขาร เจตสิก ในพจนานุกรมบาลีว่า กายปาคุญญตา คือความแคล่วคล่องของหมวดหมู่แห่งเวทนาสัญญาสังขาร ถ้ากายกัมมัญญตาคือ การทำงานที่รวมไปยิ่งกว่ากายปาคุญญตา ออกมาในองค์ประชุมภายนอก เป็นกายกัมมัญญตา ปรับได้แววไว ไหวพริบเร็ว เจโตและปัญญามี พลัง 4 พ้นภัย 5 มีปัญญาพละ วิริยะพละ อนวัชชะพละ สังคหพละ การเข้าใจผิดในแกนหลักของความหมายธรรมะพระพุทธเจ้าเป็นมิจฉาทิฏฐิคือกลายเป็นแบบฤาษีออกป่าเขาถ้ำ ไปทรมานตนเองไป แบบดาบสฤาษี มิจฉาทิฏฐิไปไกลออกนอกขอบเขตพุทธ อาตมาพูดซ้ำๆ จะดึงกับมา ต้องรับผิดชอบ
Sms 18APR 59 _ 0805925xxx SMS ขึ้นเหมือนรถด่วนออกปุ๊บหายปั๊บตับแล๊ปร้อนแหงๆ จายยเย็นเย็นหน่อยจิเบิ่งบ่อทันเด้อ!ปลายฝน
_0893867xxx บุญนิยมอัดเทปพ่อครูเทศน์เพชรพุทธสุดยอดศิลป์ทุกเช้าในงานปลุกเสกไลน์ลง CD บันทึกทั้งภาพเสียงวางจำหน่ายไหม?ช่างศิลป์อยากได้มาฟังให้ครบ!
_0893867xxx กราบขอบคุณพ่อครูกับธรรมในพระเจ้ามหาวิชิตราชมีองค์8ปก.ทรงเป็นอุภโตสุชาติฯ ทรงพระรูปงามยิ่งฯ ทรงมีโภคทรัพย์สมบรูณ์ฯ ทรงมีกำลังองคเสนา 4 อยู่ในวินัยฯ ทรงพระราชศรัทธาฯ ทรงศึกษาสดับเรื่องนั้นมากฯ ทรงทราบอรรถข้อศึกษาฯทรงพระปรีชามาก!
_0893867xxx ขอบคุณบุญนิยมกับพระตปฎ.ในพระสมณโคดมอันพ่อครูอ่านให้รู้จักการบูชามหายัญแบบปฎิคาหกที่ปฏิบัติแต่ผู้งดเว้นปานติบาตจนถึงสัมมาทิฎฐิฯยัญสัมปทา 3 พุทธยัญนิตยทานฯ แล้วพรุ่งตอนสายจะเหล่ปฏิคาหกใหม่พ่อครูอ่านไวจดบ่ทันหนิ!จรธ.
สื่อธรรมะพ่อครู(พระสูตรอื่นๆที่สำคัญ) ตอน กูฏทันตสูตร ตอน 2 พ่อครูว่า...ก็มาทวนอีก ใน กูฏทันตสูตร ประเด็นคือกูฏทันตพราหมณ์นั้น เขาเป็นเจ้าสำนัก เหมือนกับที่ญี่ปุ่น เป็นศาสนาพุทธนะ แต่มีลูกมีเมีย สร้างอาณาจักรใหญ่ร่ำรวย ได้ยินว่าถ้าสำนักนี้ถอนเงินออกจากธนาคารก็ธนาคารล้มเลย แล้วสืบทอดสมบัติต่อไปเป็นรุ่นๆ เลย ยุคนี้นะ ยุคโน้นเป็นพราหมณ์ก็เช่นกัน เหมือนกับ โปกขรสาติพราหมณ์ สุปิยปริพาชก ตอนยุคนี้ก็มีเจ้าสำนักพุทธแต่ละสำนัก ก็มีการเรียนท่องคำสอนของพระพุทธเจ้าสวดเลยได้ ก็ขอให้สติว่า สวดนั้นเพื่อให้จดจำได้ สืบต่อกัน หรือเอามาขยายความต่อไป แต่ไม่ใช่เอาไปสวดเพื่อทำมาหากิน การสวดมีสังคายนากับสังคีติ แต่ว่าทุกวันนี้สวดให้ขลัง พร้อมกันพันรูปหมื่นรูป แต่พระพุทธเจ้าว่าสวดพร้อมกันสองรูปให้อนุปสัมบันฟังนี่ก็ผิดพระวินัยแล้ว ถ้าจะสวดก็สวดคนเดียว สาธยายให้คนอื่นฟังอธิบายให้คนอื่นฟัง ในโปฏปาทสูตรนั้น ศีลกับปัญญานั้นเลิกไม่ได้ คือขาดไม่ได้ในการปฏิบัติธรรม เราก็อ่านกูฏทันตสูตรมาผ่านมาถึง ยัญพิธีก็ตาม ปฏิปทาก็ตาม ก็คือข้อปฏิบัติกรรมที่จะกระทำ ของพระพุทธเจ้าคือมีศีล สำรวมอินทรีย์ มีสติสัมปชัญญะ เกิดผลคือสันโดษอันเป็นอาริยะ สี่คำนี้คือที่ท่านเอามาแก้ยัญพิธีต่างๆ ที่พราหมณ์พูดไล่เรียงมา 16 ขั้นนั้น ตั้งแต่อุภโตสุชาติมาถึงท่องบทมนต์ได้เก่ง อย่างผิดๆ ที่ถ่ายทอดกันมาไม่ใช่เลย แท้ๆ แล้วกรรมฐานนั้นคือ เอาอย่างอนุโลมคือต้องมีทาน ศีล ภาวนา กรรมฐานแท้ๆ ของพระพุทธเจ้าคือปฏิบัติมรรค 7 องค์แล้วรวมลงเป็นสัมมาสมาธิ กรรมฐานแท้ของพุทธคือวิชชาจรณสัมปัณโณ คือจรณะ 15 และวิชชา 8 แต่ทุกวันนี้ เอาท่องพุทโธ หรือสัมมาอรหัง คือกรรมฐาน นั่นเพี้ยนไปหมด จะปฏิบัติได้ผลดีหรือไม่ดี สุกฏทุกตานัง อย่างไร อัตถิ (ได้ผล) หรือนัตถิ (ไม่ได้ผล) ก็ต้องมีศีลไปตามลำดับ เป็นปริตตัง ต้น กลาง ปลายไปตามลำดับ มีศีล เกิดผลเป็นอธิจิต ปฏิบัติมรรค 7 องค์นี่แหละรวมเป็นสัมมาสมาธิ ต้องสัมมาทิฏฐิก่อนเลย และมีแสงอรุณ 7 สุริยเปยยาลสูตร (เล่ม 19 ข.129 – 136) [129] มิตรดี เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [131] สีลสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [132] ฉันทสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [133] อัตตสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [134] ทิฐิสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [135] อัปปมาทสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [136] โยนิโสมนสิการสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค ต้องปฏิบัติอย่างมีผัสสะ ไม่ใช่ดับผัสสะ แล้วต้องมีกายด้วย ไม่ขาดมหาภูตรูปและอุปาทายรูปครบ ให้อ่าน เวทนา 6 ตัณหา 6 ไม่ได้ให้ไปนั่งหลับตาปฏิบัติ แต่ว่า แม้จะอนุโลมให้ไปนั่งตั้งกายตรงดำรงสติคงมั่น ไปนั่งอยู่ในป่าเขาถ้ำหรือโคนไม้หรือที่แจ้งลอมฟาง ก็ต้องปฏิบัติให้เป็นฌาน สมาธิแบบลืมตา แบบมีศีลเป็นตัวตั้ง สำรวมอินทรีย์ 6 มีสติสัมปชัญญะอันเป็นอาริยะ มีสันโดษอันเป็นอาริยะ ให้เกิดสัมมาสมาธิของอาริยะ เกิดฌานของอาริยะ จะเป็นฌานลืมตาไม่ใช่ฌานหลับตาเลย มีคำถามมาว่า ให้พ่อครูช่วยอธิบายรูปฌาน 4 อรูปฌาน 4 อ่านจิตตั้งแต่จิตเริ่มตักกะ มีสังขารปรุงแต่งเรียกว่ารูปนาม เรามีญาณปัญญาที่ทำงานเป็นสัญญา เราก็พยายามที่จะมีอายตนสัญญากำหนดอ่านรู้ สัญญาคือตัวรู้เป็นนาม กำหนดอ่านจิตแยกแยะให้ออก ว่าอาการอย่างนี้เรียกว่าองค์ประชุมกาย กายในกายนี้ ประชุมกันไป จากองค์ประชุมรูปนามเรียกว่าสังขาร จากสังขารเราต้องมาเรียนรู้ พยายามแยกนามแยกรูปให้ออกโดยเครื่องมือของพระพุทธเจ้าเรียกว่าศีล เช่น เราจะไม่กินมะเขือเทศ เรากำลังอธิบายฌานนะ เรากำลังเห็นรูปภายนอก เป็นอัชฌัตตังอรูปสัญญีพหิทารูปานิปัสสติ คือวิโมกข์ 8 ข้อ 2 นะ มีตากระทบรูปมะเขือเทศ สัมผัสแล้วก็จะเกิดปรุงแต่งรูปสวย อยากกินคือตัณหา เอามาเสพคือกาม ต้องอ่านให้ออก ถ้าคุณเว้นเสีย คุณติดมะเขือเทศ ชอบมันก็ตั้งจิตว่าไม่กิน พอสัมผัสแล้ว คุณไม่กินมันก็จะเห็นกิเลสอยาก คุณไม่หยิบไม่เอาไม่กิน จิตมันก็เกิดอาการอยาก โดยการปฏิบัติของพระพุทธเจ้าต้องมีสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย คือมีรูปีรูปานิปัสสติ คือตากระทบรูป เป็นอายตนะนอกและใน รูปอยู่นอก ตาสัมผัสมีโคจรรูป ปสาทรูปทำงาน เกิดนามกาย อาตมาเห็นมะเขือเทศ เป็นคนไทย แต่ให้อธิบายเป็นภาษาอังกฤษอาตมาไม่มีอธิวจนภาษาอังกฤษ แต่ว่ารู้อธิวจนภาษาไทยว่าคือมะเขือเทศ ในขณะนี้นามกายเกิดแล้ว แต่อาตมาบอกไม่ได้ว่าเป็นรูปกาย แต่นามอาตมารู้แล้ว มีวจีสังขารภายในว่านี่มะเขือเทศนะ แม้ภาษาลาวก็เรียกว่าบักเล่น แต่อังกฤษเรียกว่า Tomato ก็ว่าไป นี่คือขยายความให้ชัดเจน จากวิโมกข์ 3 ข้อ คือ รูปีรูปานิปัสสติ มันมีรูป เราก็มาสัมผัส การปฏิบัติธรรมในวิโมกข์ข้อ 1 คือคุณต้องรู้ในรูปทั้งหลายเหล่านั้น ด้วยการเห็น ด้วยการสัมผัสนะ ข้อที่ 2 ก็ละเอียดจะต้องรู้ตั้งแต่ภายนอก ไปถึงภายใน เป็นรูปภพ อรูปภพ แม้เป็นรูปหรืออรูปก็ต้องกำหนดรู้ ทั้งรูปข้างในจนทะลุละเอียดถึงอรูป เมื่อกำหนดรู้แล้วก็ต้องปฏิบัติ กาย เวทนา จิต ธรรมอย่างไร ลดกายที่เป็นสักกายะอย่างไรก็ทำได้ก็เกิดอธิโมกข์ โน้มไปทางมีมรรคผล ก็เกิด ข้อที่ 3 สุภันเตวอธิมุตโตโหติ เป็นการเจริญไปถึงที่สุด คือมีอธิมุตโต หรืออธิโมกโข หลุดพ้นไปตามลำดับแต่ไม่ถึงที่สุด เมื่อปฏิบัติธรรมลืมตามีศีลเป็นตัวขอบเขต นี่เรากระทบสัมผัสอันนี้มันเรื่องของกาม ถ้าใครติดยึดมะเขือเทศมาก็ต้องตั้งศีลเลย แต่คนเรามันติดบ้าบอของใครของมัน ต้องตั้งกรรมฐานให้แก่ตนเพื่อลดละเลิก มันเป็นกิเลสของเรา ก็ต้องพยายามเลิกให้ได้ ผู้ปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าจนครบวิโมกข์ 8 ชัดแท้ทั้งภายนอกและภายในจึงเรียกว่าครบพร้อมทั้ง 6 สัมผัสนอกสัมผัสใน 6 วิญญาณ 6 อายตนะ 6 ตัณหา 6 เวทนา 6 การปฏิบัติตามปฏิจจสมุปบาทต้องมีสัมผัสอย่างนี้จึงมีองค์ประชุมครบเรียกว่ากาย ตั้งแต่สักกายะ แล้วอ่านจากกายนอกไปถึงกายใน เข้าไปเรื่อยๆ ก็คือเวทนา จิต ธรรม ต่อเนื่องกัน ไม่ได้แยกกันเลย กายคือเวทนา เวทนาคือจิต จิตคือธรรม พระพุทธเจ้าว่า กาย นี่ตถาคตเรียกว่า จิตบ้างมโนบ้างวิญญาณบ้าง เวลาพิจารณากาย ในกาย เวทนาในเวทนาก็ทำเวทนา 2 ให้เป็นหนึ่ง สิ่งที่ถูกรู้เรียกว่ารูป สิ่งที่ไปรู้คือนาม ก็มีรูปกับนาม ก็พิจารณาสภาวะรูปกับนาม รูปก็แจกไปรูป 28 มันเกิดภาวรูปแล้ว ก็ต้องเข้าใจว่าคือธรรมะสองเป็นเวทนา ตัวหนึ่งเป็นตาทิยพ์โสตทิพย์แยกได้ว่าอันหนึ่งเป็นความจริงสามัญ อีกอันหนึ่งเป็นเสียงทิพย์ตาทิพย์ที่มันเกิดสุขทุกข์ แบบโลกียธรรม การสัมผัสเช่น สัมผัสรสมะเขือเทศ ใครก็ได้รับรสเช่นเดียวกันหมด คือรสสามัญ ส่วนรสทิพย์คืออ่านรู้ว่านอกจากรสสามัญแล้ว ยังมีชอบด้วยนะ พอใจนะ หรือไม่พอใจไม่ชอบใจ นั่นคือเวทนาในเวทนา บ้าๆ บอๆ มีอิฏฐารมย์ อนิฏฐารมย์เกิดแล้ว คุณมีตาทิพย์ญาณทัสสนวิเศษก็แยกแยะอารมณ์แท้ รสแท้ที่ใครก็รับรสได้เดียวกันหมด แต่ความชอบ ไม่ชอบ ก็อ่านออกนี้คือคนมีโสตทิพย์ มีความฉลาดแยกเวทนาในเวทนาออก เวทนาหนึ่งเป็นตัวจริงตามธรรมชาติ อีกเวทนาหนึ่งคือไม่ใช่ธรรมชาติ แต่เป็นอารมณ์กิเลสตัณหาอุปาทาน เราจับเวทนานี้ให้ได้ แล้วจัดการรสที่ไม่แท้นี้ให้เหลือแต่เวทนาแท้ๆ ซึ่งเปลี่ยนแปลงมันไม่ได้ แต่อารมณ์ปั่นป่วนชอบไม่ชอบนี่ทำให้หมดไปเลยเหลือแต่ธรรมะแท้ๆ อย่าให้ชาติของกิเลสเกิด เราก็รู้แต่ธรรมชาติของมะเขือเทศ แต่ไม่มีชาติของผี มาร ชอบใจเป็นเทวดา ไม่ชอบใจเป็นผี เราก็ไม่ให้มี ทำเวทนาผีให้ตายก่อน ให้เหลือแต่เวทนาสามัญของจริงๆ แท้ ตถตา เป็นมะเขือเทศอันนี้แหละ อ่านอารมณ์ไม่แท้เป็นกิเลสตัณหาอุปาทาน แล้วทำออกให้หมด หมดรูปฌานก็เป็นอรูปฌานอีก 4 ผู้ปฏิบัติธรรมเกิดวิโมกข์ 3 ก็คือรูปฌาน 4 นั่นเอง อ่านกิเลสทำกิเลสลดเป็นเอกสโมสรณาได้ สำเร็จเป็นวิตักกะ ตั้งแต่ตักกะมาปรุงแต่งเราก็กำจัดแยกกิเลสได้เกิดวิโมกข์ วิมุติ ทำกิเลสให้วินาศก็เกิดวิตักกะเป็นความดำริของจิตที่ได้ชำระจิตออกจากสังขารไม่ดี เกิดวิสังขารเป็นวิตักกะ ได้ล้างสิ่งที่ไม่ให้มีได้ สิ่งที่เป็นกิเลสไม่ให้มีก็เอาออกได้ จิตก็เป็นวิตักกะ จิตเจริญแล้วก็จะปรุงแต่งนึกคิดสังกัปปะอีกที ปฏิสัมพัทธ์ในองค์ 7 ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา ฌาน 1 ก็ยังเคร่งคุมมีวิตกวิจาร เรารู้พฤติของมันคือวิจาระ แล้วก็ทำ วิตักกะให้ได้ เริ่มต้นยังไม่เก่งแต่เริ่มทำได้เป็นเนกขัมสิตเวทนา เราทำให้กิเลสลดได้ หรือทำดับได้ นิโรธเลยแต่ยังต้องเคร่งคุม เหมือนขี่จักรยานใหม่ๆ จะล้มๆ คือคุมวิตกวิจารให้ดีแข็งแรง ชำนาญ เมื่อวิตกวิจารลด โดยไม่ใช่ไปดับมัน แต่ว่าทำได้ง่ายสบายขึ้นรู้ได้เร็ว สัมผัสกิเลสอีกกี่ทีก็ดีขึ้น ได้ฌานสูงขึ้นดีใจ เป็นเนกขัมสิตโสมนัสเวทนา แต่ถ้าโทมนัสก็ยังลำบาก ฌาน 1 ก็โทมนัสแรงอยู่ แต่ฌาน 2 ก็โทมนัสลด มีโสมนัสมากขึ้น จากนั้นทำได้ชำนาญก็วิตกวิจารลด มีแต่ปีติก็อย่าให้ปีติเป็นอุปกิเลสแรงนัก ก็ลดปีติอีก ลดได้ก็เป็นฌาน 3 เป็นสุข แต่ก็เป็นอุปกิเลสอีก ไม่ใช่ดีใจเพราะได้เสพมะเขือเทศนะ แต่ว่าดีใจเพราะลดกิเลสได้ ต้องรู้มโนปวิจาร 18 ของเคหสิตะกับเนกขัมมะ ต้องทำให้เป็นเนกขัมสิตอุเบกขาเวทนาก็คือ ฐานนิพพาน เป็นเอกัคคตาตัวฐานนิพพานแล้ว ก็ทำรักษาผล อนุรักขณาปธาน อาเสวนาภาวนาพหุลีกัมมังให้เกิด ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา คือองค์ธรรมอุเบกขาตั้งมั่นเป็นฐานนิพพาน อรหันต์อยู่ด้วยฐานนิพพาน ตลอดกาลแข็งแรงเป็นตถตา มุทุตา กระทบกระแทกอย่างไรก็ปริโยทาตา คือบริสุทธิ์อยู่อย่างเดิมจิตแววไว สัมผัสแล้วอัตโนมัติ ไม่ต้องไปทำอะไรกับมันอีก จน นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง ถาวร) สัสตัง(ยืนนานตลอดกาล) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) แล้วอรูปฌานข้อสุดท้ายคือสัญญาเวทยิตนิโรธ
วิชชา 8 วิปัสสนาญาณ ภิกษุนั้นย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อญาณทัสสนะ เธอย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า กายของเรานี้แลมีรูป (อาตมาว่า กายของเรามีรูป ที่ถูกรู้อยู่ ตากระทบมะเขือเทศฟักทองก็เกิดฌาน มีวิปัสสนาญาณ) ประกอบด้วยมหาภูต 4 เกิดแต่มารดาบิดา เติบโตขึ้นด้วยข้าวสุกและขนมสด ไม่เที่ยง ต้องอบ ต้องนวดฟั้น มีอันทำลายและกระจัดกระจายเป็นธรรมดา และวิญญาณของเรานี้ก็อาศัยอยู่ในกายนี้ เนื่องอยู่ในกายนี้ ดูกรพราหมณ์ เปรียบเหมือนแก้วไพฑูรย์อันงาม เกิดเองอย่างบริสุทธิ์ แปดเหลี่ยม นายช่างเจียระไนดีแล้ว สุกใส แวววาว สมส่วนทุกอย่าง มีด้ายเขียวเหลือง แดง ขาว หรือนวล ร้อยอยู่ในนั้น บุรุษมีจักษุจะพึงหยิบแก้วไพฑูรย์นั้นวางไว้ในมือแล้วพิจารณาเห็นว่า แก้วไพฑูรย์นี้งาม เกิดเองอย่างบริสุทธิ์ แปดเหลี่ยม นายช่างเจียระไนดีแล้ว สุกใส แวววาว สมส่วนทุกอย่าง มีด้ายเขียว เหลือง แดง ขาว หรือนวลร้อยอยู่ในนั้น ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อญาณทัสสนะ เธอย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า กายของเรานี้แล มีรูป ประกอบด้วยมหาภูต 4 เกิดแต่มารดาบิดา เติบโตขึ้นด้วยข้าวสุกและขนมสด ไม่เที่ยง ต้องอบ ต้องนวดฟั้น มีอันทำลายและกระจัดกระจายเป็นธรรมดา และวิญญาณของเรานี้ก็อาศัยอยู่ในกายนี้ เนื่องอยู่ในกายนี้ ดูกรพราหมณ์ นี้แหละ เป็นยัญซึ่งใช้ทรัพย์น้อยกว่า มีการตระเตรียมน้อยกว่า และมีผลมากกว่า มีอานิสงส์มากกว่า กว่ายัญก่อนๆ. (คืออ่านจิตเราออกว่ามันมีเหลี่ยมมุมอย่างไร มีแก้วชนิดต่างๆ อย่างไร มีกิเลสเหมือนด้ายสีต่างๆ อย่างไรบ้างก็เห็นหมดแต่ก่อนไม่เห็น)
มโนมยิทธิญาณ ภิกษุนั้นย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อนิรมิตรรูปอันเกิดแต่ใจ คือ นิรมิตกายอื่นจากกายนี้มีรูปเกิดแต่ใจ มีอวัยวะน้อยใหญ่ครบถ้วน มีอินทรีย์ไม่บกพร่อง ดูกรพราหมณ์ เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงชักไส้ออกจากหญ้าปล้อง เขาจะพึงคิดเห็นอย่างนี้ว่า นี้หญ้าปล้อง นี้ไส้ หญ้าปล้องอย่างหนึ่ง ไส้อย่างหนึ่ง ก็แต่ไส้ชักออกจากหญ้าปล้องนั่นเอง อีกนัยหนึ่ง เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงชักดาบออกจากฝัก เขาจะพึงคิดเห็นอย่างนี้ว่า นี้ดาบ นี้ฝัก ดาบอย่างหนึ่ง ฝักอย่างหนึ่งก็แต่ดาบชักออกจากฝักนั่นเอง อีกนัยหนึ่ง เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงชักงูออกจากคราบ เขาจะพึงคิดเห็นอย่างนี้ว่า นี้งู นี้คราบ งูอย่างหนึ่ง คราบอย่างหนึ่ง ก็แต่งูชักออกจากคราบนั่นเอง ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล เธอย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อนิรมิตรูปอันเกิดแต่ใจ คือนิรมิตกายอื่นจากกายนี้ มีรูปเกิดแต่ใจ มีอวัยวะน้อยใหญ่ครบถ้วน มีอินทรีย์ไม่บกพร่อง ดูกรพราหมณ์นี้แหละเป็นยัญซึ่งใช้ทรัพย์น้อยกว่า มีการตระเตรียมน้อยกว่า และมีผลมากกว่า มีอานิสงส์มากกว่า กว่ายัญก่อนๆ. คุณแยกกิเลสออกได้ตัวหนึ่งมันมีชีวิตกิเลส เราจะให้ชีวิตกิเลสนี่แหละตาย ไมใช่ดับชีวิตินทรีย์ไปหมดไม่แยกแยะ ให้เหลือแต่เวทนาสามัญที่ทุกคนรับรู้ได้เหมือนกันหมด นามรูปซ้อนกันอยู่ ถ้าเข้าใจมูลกรรมฐาน ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง แยกกายแยกจิตได้ชัดจะรู้ว่าอาการไส้กับหญ้าปล้องมันซ้อนกันอยู่ อันไหนพ้นออกมาแล้วมันเป็นดินน้ำไฟลม มันมีพลังพีชะอยู่ แต่นี่เล็บมันพ้นปสาทรูปออกมาไม่ได้เป็นจิต มโน วิญญาณแล้ว ไม่เป็นกายแล้ว มีแต่ดินน้ำไฟลมอย่างเดียว ไม่มีอุปาทายรูปแล้ว ผิวหนังก็ดี ฟันก็ตาม ส่วนที่ไม่มีประสาทรับรู้แล้ว ไม่ใช่ กาย จิต มโน มันเป็นดินน้ำไฟลมเท่านั้น แล้วมีพลังพีชะอยู่บ้าง แต่ไม่มีอารมณ์รับรู้สึกได้ มันเฉย ไม่เจ็บไม่ปวดไม่รู้สึกแล้ว ไม่มีปสาทรูปแล้ว แต่ยังงอกได้เพราะมีพลังพีชะ อันใดที่เกี่ยวกับปสาทรูปอันนั้นยังเป็นกายอยู่ มีธรรมสอง แต่พ้นออกมาแล้วไม่เป็นกาย ไม่เป็นจิต มีแค่พีชะ ผม ขน เล็บ ฟัน หนังคือไม่เจ็บปวด แต่ถ้าคุณยังยึด มันหายไปก็เจ็บใจ คุณบ้าเอง มันเป็นแค่พีชะแต่ไปยึดเป็นตัวกูของกู มันยึดว่าจริง คนนี้จิตวิญญาณตายแล้วนะ แต่คุณไปสร้างการสะกดจิตยึดเป็นเราของเรา แทนที่จะปล่อยไม่ใช่ของเรา แต่ไปสะกดจิตยึดว่าเป็นเราของเรา ตายแล้วก็เลยไม่เน่า ผม เล็บก็ยืดออกนั่นคือไปบูชานักยึด เล็บของกูผมของกู ก็ยึดอีก แต่ถ้าคุณให้อาหารมันก็ไปต่อได้เหมือนพืช แต่จิตไม่มีแล้วหมดแล้ว แต่คุณไปยึดพีชนิยามเข้าให้ ร่างกายของคุณ ผม ขน เล็บ ฟัน หนังก็เลยกลายเป็นของกู ตายแล้วจิตไม่ฟื้นเป็นพีชะแล้ว ถ้าต่อท่ออาหารร่างนี้ก็สดได้ เอาเข้า ICU เป็นมนุษย์พืชก็อยู่ได้ต่อไป แต่คนที่ตายเน่าไม่ได้ให้อาหารมันก็จะเหี่ยวไป แต่พลังงานยึดมีอยู่เป็นตัวกูของกู คนนั่งสะกดจิต จิตก็ยึดมั่นเป็นตัวกูของกู พอตายไปเหลือแต่พีชนิยามเป็นโมเมนตั้ม ไม่ให้อาหารก็เหลือแต่เล็บผมก็ยังยาวอยู่หนังก็ไม่เน่าเปื่อยได้ ผู้รู้อย่างอาตมาไม่ไปเคารพคนเห็นผิดๆ เมื่อถึงฌาน 4 เกิดเนรมิตรูปได้ คือเรากำหนดหมายสร้างให้เป็นความเจริญของจิต จากวิปัสสนาญาณมาเป็นมโนมยิทธิ ...แยกแยะธรรมะสองได้ทำให้เป็นหนึ่งได้แต่ก็อยู่กับภาวะสอง คือเลิกสิ่งไม่เจริญ เป็นเนกขัมมะได้ แต่ทำได้บริบูรณ์ก็ไม่ยึดมั่นถือมั่นเป็นเราเป็นของเราแม้ได้เนกขัมสิตอุเบกขา สามารถทำให้จากหนึ่งเป็นสอง เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ธรรมะพระพุทธเจ้าให้ทำที่เวทนา ละเอียดถึง 108 ถ้าไม่มีเวทนาไม่มีฐานแห่งการปฏิบัติได้ เว้นผัสสะเสียแล้วจะรู้สึกได้ ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ฐานะของผู้ถือทิฏฐิ [51] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น สมณพราหมณ์เหล่าใดมีทิฏฐิว่าเที่ยง ย่อมบัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง ด้วยเหตุ 4 ประการ ข้อนั้นเป็นความเข้าใจของสมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น ผู้ไม่รู้ไม่เห็น เป็นความแส่หา เป็นความดิ้นรนของคนมีตัณหา เท่านั้น. [77] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น สมณพราหมณ์เหล่าใดมีทิฏฐิว่าเที่ยง ย่อมบัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง ด้วยเหตุ 4 ประการ เขาเหล่านั้นเว้นผัสสะแล้วจะรู้สึกได้ นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้. จบ