ปหาน 5 จะมีได้ต้องรู้จักกายที่เป็นสอง.docx
เนื้อหาในไฟล์
ปหาน 5 จะมีได้ต้องรู้จักกายที่เป็นสอง จะมาตั้งใจจะพูดเรื่องของกาย คำว่ากายคำนี้ เป็นคำที่ลึกซึ้งเป็นคำที่ยิ่งใหญ่ ถ้าไม่สามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริง จนบริบูรณ์ในความเป็นกาย เพียงพอแล้ว ไม่สามารถแยกกายแยกจิต 1. แยกให้เป็นอุตุนิยามไม่เข้าใจความหมายของอุตุนิยาม พืชนิยาม จิตนิยาม แล้วก็มีกรรมนิยาม ธรรมนิยาม อีก 2 ตัว หากไม่เข้าใจถ้าอย่างนี้จะบรรลุธรรมเป็นอรหันต์ไม่ได้เด็ดขาด สมมุติบัญญัติ คำว่ากายก็ต้องเข้าใจให้มันสมาธิบริบูรณ์เพียงพอที่จะสามารถทำใจในใจ การทำใจในใจไม่ใช่สมมุติ ทำใจในใจเป็นการปฏิบัติเข้าไปหาสภาวะธรรมถึงขั้นปรมัตถ์ ถ้าไม่เช่นนั้นแล้วจะไม่สามารถที่จะทำให้พลังงานจิต แปรสภาพมาเป็นอุตุ หรือแปรสภาพมาเป็นพีช อุตุก็คือดินน้ำไฟลมวัตถุ พีชก็คือ พืชพันธุ์ธัญญาหารที่เป็นชีวะไม่มีเวทนาไม่มีวิญญาณแต่มีสังขารและมีสัญญา กายกับจิตจึงมี 2 อย่าง ภาษาบาลีมีคำใหญ่เรียกว่าเทวะแปลว่า 2 หรือภาวะ 2 เป็นคำที่ยิ่งใหญ่สำคัญที่สุด ที่ผู้ที่ไม่สามารถที่จะแยกไม่เป็น ผู้ที่แยกออกได้แล้วก็จะต้องศึกษา ให้สมบูรณ์ด้วยสัมมาทิฐิ แล้วก็ปฏิบัติไปตลอด เพราะว่ามันละเอียดในความเป็นสังขารปรุงแต่งมีความซับซ้อนมาก เมื่อมันปรุงแต่งสังขารกันอย่างสนิทเนียนก็ต้องแยกออกกันยาก และอยากให้รู้ปลายรู้ต้นรู้กลางอย่างชัดเจน จึงจะสามารถบรรลุนิพพานได้เป็นขั้นๆตั้งแต่ โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล ...ผู้ที่เป็นอรหันต์คือผู้ที่รู้กิเลสตัวขอตัวเองทั้งหมด แล้วก็สลายดับกิเลสตัวของเองทั้งหมดได้จนสิ้นอาสวะ แม้ยังไม่ถึงขั้นสิ้นอนุสัย แค่สิ้นอาสวะก็ถือว่าเป็นพระอรหันต์แล้วเป็นปัญญาวิมุตแล้ว ฉะนั้นนัยยะละเอียดของ อาสวะก็ดี อนุสัยก็ดี กิเลสที่เป็นขั้นอาสวะ มันเป็นกิเลสที่ทำให้ตัวชีวะ ของเจ้าของจิต ถ้ายังไม่ดับอาสวะ มันจะยังมีเช
อ่านต่อ
ื้อของกิเลส เมื่อดับอาสวะแล้วเชื้อของกิเลสมันหมดแรง ที่จะโตต่อไป มันจะมีพลังงานหรือไม่อยู่ ไม่ถึง 5 ใน 10 เพราะฉะนั้นปล่อยให้มันอยู่มันก็ไม่กำเริบขึ้นมาใหม่ เพราะมีปัญญารู้พอที่จะทำให้มันไม่กลับกำเริบ ผู้ที่พระพุทธเจ้ารับรองว่าเป็นพระอรหันต์แล้วคนนี้ไม่มีกลับฟื้น ไม่มาฟื้นหาปุถุชนชาวโลกีย์ ไม่มีฟื้น หมดอาสวะแล้วไม่มีฟื้น มีแต่เชื้ออยู่เท่านั้นเอง เป็นแต่เพียงเหลืออนุสัย อนุสัยจึงมีสภาวะ 2 ..โพธิสัตว์จะรู้จักอนุสัยแล้วอาศัย สยะ ที่แปลว่าตัวตน อาศัยตัวนี้ตัวเล็กที่สุด เอาอันนี้เป็นตัวอนุตาม ทำงานไป ยังรู้สึกตัวเองพูดไม่เก่งในการบอกความแตกต่าง อนุสัยกับอาสวะ สุดท้ายผู้ที่หมดอนุสัยแล้วเป็นผู้อุภโตภาควิมุติแล้วก็ต้องอาศัยตัวน้อยนี่แหละ ไม่มีพยัญชนะจะเรียกแล้ว ก็เรียกอนุสัยนี่แหละ ไอ้น้อยสัยหรือไอ้สัยน้อย ก็อาศัยพยัญชนะว่า อนุ หรืออณู ตัวเล็ก ก็อาศัยปรมานุสัยก็ได้ ผู้ที่ไม่สามารถแยกกายแยกจิตได้จริงๆ จะไม่สามารถรู้เมื่อไหร่เป็นกายเมื่อไหร่ไม่เป็นกาย ตัวนี้แหละคุณจะต้องจัดการความเป็นกายไม่ให้เป็นกายได้ตั้งแต่คุณยังไม่ตาย คุณยังไม่ตายจะมีกายอาศัย กับ ไม่มีกาย ไม่มีกายคือจะมีส่วนในชีวะของคุณนี่แหละแต่เป็นพีชะ ยกตัวอย่างมูลกรรมฐาน 5 เมื่อไหร่เป็นกายเมื่อไหร่ไม่เป็นกาย กายจะต้องมีเวทนา มีจิต กายจะต้องมีความรู้สึก จึงจะเรียกว่าเป็นกาย เมื่อมันไม่มีความรู้สึก เช่นเล็บส่วนที่ยาวออกมาพ้นปลายประสาท มันไม่ใช่กายแล้ว เพราะว่ามันไม่มีเวทนาแล้วไม่มีความรู้สึกมันเป็นเพียง พีชะ คำว่า กาย คำนี้ พีชะ จึงเป็นคำกึ่งๆ เพราะยังไงมันก็ติดอยู่กับร่างของเรา ผมที่เราไม่ตัดออกไป ขนส่วนที่ไม่มีเวทนา ฟันที่ไม่มีเวทนา หนังก็ที่ไม่มีเวทนา อันนี้ยากหน่อย หนังที่เป็นผิวนอกประสาทรับรู้แล้วก็ขูดออกได้ บางคนหนังเท้าหนาๆ ตัดออกมาเป็นแผ่นๆได้เลยนะอย่างนี้เป็นต้น ถ้าคุณเองยังไม่เข้าใจว่าเมื่อใดเป็นการเมื่อใดไม่ใช่กาย จะไม่เป็นกายคือ คุณต้องทำความไม่สุขไม่ทุกข์ไม่มีเวทนาสุขทุกข์ คุณเป็นอุเบกขาคุณมีจิตฐานนิพพาน จะไม่มีภาวะ 2 ไม่มีภาวะสุขทุกข์ ไม่มีภาวะชอบชัง ไม่มีภาวะผลักไม่มีดูด ไม่มีคู่เป็นภาวะเดียว อาศัยมันเฉยๆกลางกลางอุเบกขา ข แปลว่า ว่าง...สุ แปลว่าดี สุข แปลว่า ว่างนี่แหละดี อาตมาก็ขยาย อุเบกขามาก่อน แต่วันนี้ไม่ขยาย จะมากเรื่องไป คนที่รู้จักสภาวะและพยัญชนะอย่างดี โดยเฉพาะรู้จักสภาวะดีอย่างเช่นอาตมารู้จักสภาวะดี พยัญชนะอาตมาก็ยังไม่เก่งมาปางนี้ก็ลืมไปเยอะ เอามาใช้ก็สับสน ซึ่งท่านผู้ที่รู้ก็จะมา ท้วงอาตมา บางอย่างอาตมาก็อนุโลมไปกับเขา บางอย่างก็ไม่อนุโลมอย่างเช่นคำว่ากาย คำว่าบุญ กายเขาเข้าใจว่าเพียงสรีระ เป็นภายนอก ดินน้ำไฟลมเท่านั้น ไม่มีจิตวิญญาณเขาจะยืนยันอย่างนั้น อาตมาก็บอกว่า หากคุณเข้าใจกายว่าเป็นเพียงวัตถุไม่มีจิต เท่านี้คุณก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะเป็นพระอรหันต์ อีกกี่ชาติๆก็ไม่มีสิทธิ์เป็นพระอรหันต์ ถ้าเข้าใจ กายคือสรีระอย่างเดียว หากเข้าใจกายคือจิตอย่างเดียวก็ยังพอจะปฏิบัติธรรมบรรลุกายสักขีได้ ผู้เป็นกายสักขี คุณจะต้องผ่านทิฏฐิปัตตะก่อน ทิฏฐิคือความเห็น คุณต้องมีสัมมาทิฏฐิ ปัตตะแปลว่ารู้ เข้าถึง ต้องบรรลุทิฏฐิที่สัมมานี้ ปัตตะคือบรรลุ สูงกว่าศรัทธาวิมุติ สัทธาวิมุตคือสายศรัทธา เขามีวิมุติแต่ไม่มีธาตุรู้ไม่มีปัญญาไม่มีสิทธิ์ที่จะมาเท่ากับทิฏฐิปัตตะ ถึงได้ยังไม่ชื่อว่า ทิฏฐิ แต่คุณดับวิมุติได้ ดีไม่ดีวิมุติแบบอาฬารดาบส อุทกดาบส วิมุติแบบมหาบัว วิมุติแบบอาจารย์มั่น ขอยืนยันว่าสายมหาบัวไม่เก่งเท่า อาฬารดาบส อุทกดาบส หรอก สะกดจิตตัวเองไปได้ไม่ถึงขั้นนั้น แม้แค่ฌานโลกีย์ก็ไม่ถึงฌาน 7-8 เท่า อาฬารดาบส อุทกดาบส อาตมาทำได้ แต่มันอธิบายยากมากเลย อธิบายสัตตาวาส 9 จะอยู่ในนี้หมดเลย ซึ่งยังไม่อธิบายวันนี้ ผู้ที่มีกายสักขี คืออาสวะบางอย่างหมดสิ้น คุณต้องมีความรู้เรื่องกาย คุณจึงบรรลุสิ้นอาสวะได้ ถ้าคุณไม่มีความรู้ เป็นสัมมาทิฏฐิพอ ไม่รู้กายจริง ไม่พ้นสักกายทิฏฐิ ไม่มีทางที่คุณจะเป็น กายสักขีได้เลย เพราะสังโยชน์ข้อแรก กายของตน สักกะคือของตนทิฏฐิคือความรู้ความ คุณยังแยกความเป็นกายไม่ได้ เข้าใจผิดว่า กายคือสรีระ ก็ปิดประตู ส่วนปัญญาวิมุติเป็นผู้ที่สิ้นอาสวะก็เป็นพระอรหันต์ได้ ส่วนสายสัทธานุสารีนี้ มันยังไม่ง่าย ยังทำปัญญาไม่ชัดเจนพอ จะมาถึงทิฏฐิปัตตะก็จะยาก จะได้แค่สัทธาวิมุต ได้แค่กดข่ม จะเข้าใจเรื่อง ปหาน 5 1. วิกขัมภนปหาน (ละด้วยการข่มใจ-ใช้เจโตนำหน้า) . 2. ตทังคปหาน (ละได้เป็นครั้งคราว-ใช้ปัญญาอบรมจิต) . 3. สมุจเฉทปหาน (ละด้วยการตัดขาด สลัดออกได้เก่ง) . 4. ปฏิปัสสัทธิปหาน (ละด้วยการสงบระงับ ทวนไปมา) . 5. นิสสรณปหาน (สลัดออกได้เองทันที เก่งจนเป็นปกติ) (พตปฎ. เล่ม 31 ข้อ 65) คุณก็ยังเข้าใจไม่ได้บริบูรณ์ สายศรัทธาก็ได้แค่วิกขัมภนวิมุตติ เพราะมีสมาธินิดหน่อยคุณก็จะทำ ตทังคปหาน คือปหานได้เป็นหน่วยเป็นเรื่องเป็นอันไป เป็นองค์ๆส่วนๆไป จนกระทั่ง พอได้บ้างแล้ว จนได้เป็นหมดอาสวะแต่ละเรื่องเป็นสมุจเฉทปหาน ได้เป็นส่วนๆ ได้แล้วคุณก็ทำเพิ่ม 1. ทำให้เป็นอธิ 2. ทำเพิ่มอันใหม่ ก็จะได้เป็น ปฏิปัสสัทธิปหาน แล้วก็จะได้เก่งจนเป็นนิสสรณปหาน คุณก็จะทำประหาร 5 นี้ไม่คล่องไม่สำเร็จไม่สมบูรณ์ ผู้สามารถปฏิบัติได้จริงจึงสมบูรณ์ 631011_รายการวิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ไม่รู้ความเป็นสองของกายไม่มีทางได้